ศุกร์ ที่ 2 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2551

บทความโดย…ลูกชาวนาไทย

www.thaifreenews.com/video/video.php

สำหรับผมแล้วผมคิดว่ายุคนี้ไม่ใช่นักการเมืองชั่วครองเมือง ตามคำกล่าวหาของนายธีรยุทธ์ บุญมี เพราะนักการเมืองเหล่านี้ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การใส่ความกันอย่างสามานย์ว่าเป็นยุคนักการเมืองชั่ว เท่ากับเป็นการประณามว่าประชาชนของประเทศนี้ โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้นเป็นคนชั่ว เพราะคนเหล่านี้ รวมทั้งผมด้วย เลือกนักการเมืองเหล่านี้ขึ้นมาด้วยสองมือของผมเองที่ลงคะแนนวันเลือกตั้ง

การสร้างโวหาร ประดิษฐ์ประดอยคำพูดของ คนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ ใส่ความตัวแทนของประชาชน โดยไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากคิดเอาเอง ผมจึงคิดว่า บ้านเมืองยุคนี้มันเลวร้าย เพราะมีนักวิชารกชั่วครองเมือง นักวิชาการที่สำเร็จความใคร่ความคิดของตนเอง แล้วเที่ยวประณามคนอื่นว่าเลวอย่างโน้นเลวอย่างนี้ หาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ก็ไม่ได้

สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเมืองไทยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมคือ การมีนักวิชาการชั่ว ร่วมมือกับสื่อเสี้ยมสร้างนวัตกรรมทางคำพูดเพื่อใส่ความฝ่ายที่มีความคิดตรงกันข้ามกับตน ปลุกระดมประชาชน ด้วยการประดิดประดอยคำพูดอย่างสวยหรู เพื่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และสุดท้ายก็ชักนำ ปูทางให้ ทหารเลว และอำมาตย์ชั่วทำรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายให้อำนาจอยู่ในหมู่พวกตน สร้างอภิสิทธิ์ให้กับพรรคพวกตนเอง ข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ

ประเทศชาติจึงเลวร้ายลง เพราะนักวิชาการชั่ว สื่อเสี้ยม และอำมาตย์เลวนี่เอง

ส่วนนักการเมือง ไม่ว่าทั้งพรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาต่างก็มีที่มาจากประชาชน หากนักการเมืองพวกนี้ชั่วจริง ประชาชนที่เลือกพวกเขาไม่ชั่วกว่าหรือ

โวหารที่เลวร้ายอย่างคนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ หมกตัวอยู่แต่ในโลกของตน ได้โอกาสก็ออกมาป่วนเมืองที

จากความเห็นของธีรยุทธ์ ที่ออกมาตั้งฉายารัฐบาลครั้งล่าสุดนี้ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่เกิน 3 เดือน มันจึงไม่ได้ต่างจากความเห็นแผ่นเสียงตกร่องของนายชวนมากนัก คือ ยังมีการกล่าวหาว่า นักการเมือง พปช. โกง ทักษิณโกง ซื้อเสียง ชาวบ้านโดนประชานิยมหลอก

เมื่อฐานความคิดยังอยู่ที่การกล่าวหา โดยไม่ยอมรับความจริงอื่นๆ ว่าการที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกทักษิณ เพราะความศรัทธาในผลงาน ความคิด วิสัยทัศน์ ผมว่าต่อให้พูดอีกร้อยครั้ง ฝ่ายที่นิยมทักษิณก็คงไม่ฟัง และฝ่ายที่เกลียดทักษิณก็คงเชียร์อย่างสะใจว่าเห็นไหม ธีรยุทธ อัดฝ่ายทักษิณอีกแล้ว เป็นความเห็นของวิชาการบริสุทธิ์ คนนิยมทักษิณความฟังไว้ ผมคิดว่าการพูด การเสนอแบบนี้ ไม่ใช่ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่เป็นการโยนเชื้อฟืนแห่งความเกลียดชังเข้าไปสู่กองไฟเท่านั้นเอง รังแต่จะเป็นการยั่วยุให้มีความแตกแยก และเกลียดชังกันมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้ หากจะสร้างความสมานฉันท์ สร้างการยอมรับของสังคม การพูดการนำเสนอ จะต้องตัดประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะทันทีที่ได้ยินเริ่มต้นว่า “ซื้อเสียง”ประชานิยมทุนนิยมสามานย์ คนก็เลิกฟังแล้ว และข้อเสนออื่นๆ ก็จะได้รับการปฎิเสธที่จะรับฟังเช่นกัน

ปัญหาของประเทศไทยมันไม่ได้อยู่แค่การซื้อเสียงหรอกครับ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะต่อให้ไม่มีการซื้อเสียง หากมีแค่พรรค พปช. แข่งกับ ปชป. คนเขาก็ไม่เลือก ปชป. อยู่ดี พวกคุณจะคิดแค่ว่า หากเลือก ปชป. เยอะ ๆ หมายถึงไม่ซื้อเสียง เป็นคะแนนบริสุทธิ์ แต่หากเลือก พปช. เข้ามาเยอะ หมายถึงซื่อเสียงถอนทุน ทุนนิยมสามานย์อย่างนั้นหรือ หากยังคิดอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่เข้าใจอยู่นั่นเองว่าทำไมแพ้เลือกตั้งอย่างมโหราฬ เพราะคนเขาไม่เอากลุ่มอำมาตย์ชั่ว ศักดินาเลวที่เป็นเหลือบเกาะกินเลือดของสังคมนั่นเอง

หากคิดกันแค่นี้ มันก็เหมือนกับหมุนวน พายเรือในอ่าง ยังตีกันอยู่ต่อไป เพราะมันคือการหยิบเอาส่วนที่ไม่สำคัญขึ้นมากล่าวหากัน ปัญหาก็ไม่จบสิ้น และจะจบลงด้วยสงครามกลางเมืองและการนองเลือด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อเริ่มด้วยการกล่าวหากัน เรื่องต่อไปก็ไม่ต้องยอมรับแล้ว

การกล่าวหาเรื่อง “ทุนนิยมสามานย์” มันก็ไม่ต่างจากระบอบอำมาตยาธิปไตยขุนนางวิชาการอันชั่วช้า” ซึ่งมันคือ แนวคิดทางการเมือง ไม่ต่างจากการด่ากันว่าเป็น คอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม ในยุคสงครามเย็นนั่นเอง เพราะมันเป็นแค่แนวคิดทางการเมือง ย่อมขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ว่าเขาจะเลือกเอาระบอบใด

ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น มันประนีประนอมไม่ได้แล้ว ใจเย็นไม่ได้แล้ว จะมาพูดแบบมักง่าย เอาแต่ได้ว่า ให้รัฐบาลทำงานไป ไม่ต้องกังวลเรื่องการแก้ไข รธน. มากนัก การพูดแบบเห็นแก่ตัวอย่างสามานย์ ของพวกเห็นแก่ได้แบบธีรยุทธ์ นี้ ผมฟังแล้วมันระคายหูยิ่งนัก ทั้งนี้เพราะพวกอำมาตย์ ได้เอาเชือกมาแขวนคอ ทำบ่วงรัดคอ พปช. ไว้ เรื่องการยุบพรรค แล้วให้ยืนบนเก้าอี้เตรียมแขวนคอ พวกอำมาตย์ คือ “พวกตุลาการวิวัฒน์” ทั้งหลาย ถีบเก้าอี้เมือไหร่ พปช. ก็ตายเมื่อนั้น

เมื่อเอาเชือกมาแขวนคอเขาไว้ ปากก็ตะโกนว่าใจเย็นๆ อย่ากังวลมาก ไม่ต้องกลัวตาย ผมว่าใครเชื่อมันก็บ้าแล้ว เมื่อเล่นกันแรงอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้ การหักดิบแก้ รธน. ย่อมไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ จะโวยวายว่าแก้ รธน. เพื่อตัวเอง ผมคิดว่าก็ไม่เห็นจะต้องแคร์ อะไร ในเมื่อ พวกอำมาตย์ เปิดเกมที่ไม่มีทางถอยนี้ก่อน อีกทั้งพวกอำมาตย์ทั้งหลายร่าง รธน. เพื่อตัวเอง ยังทำได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักนิด ทำไม พปช. จะแก้ รธน. ที่ฝายตรงข้ามวางกับดักเอาไว้ไม่ได้

เอามีจ่อคอหอยเขาไว้แล้ว ปลอบใจว่าใจเย็น อย่าปัด อย่าดึงออก ผมอาจไม่แทงก็ได้ ใครมันจะบ้าไว้วางใจ

การพูด การแสดงความเห็นของ “ขุนนางนักวิชาการแบบธีรยุทธ์” มันจึงไม่มีน้ำหนักที่จะแก้ปัญหาแต่อย่างใด มันเหมือนใส่เชื้อไฟ เข้าไปในกองไฟ ให้ห่ำหั่นกันยิ่งขึ้น

ยุค คมช. ธีรยุทธ ปิดปากเงียบ เหมือนอมสากไว้ทั้งแท่ง ยุคประชาธิปไตยก็ขยันออกมาด่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาฉอดๆ ปากบอกรักประชาธิปไตย ใครมันจะไปเชื่อ คนที่มีสันดานเช่นนี้

ความเห็นของธีรยุทธ์ แต่ละครั้งจึงเป็นแค่ การแก้ตัวให้พวกอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น แล้วเหยียบย่ำตัวแทนของคนรากหญ้า เอาดีใส่พวกของตัวเอง เอาชั่วใส่พวกตรงข้าม ความเห็นมันจึงไร้ราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการ และแนวทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

การแนะนำให้ เชื่อถือ ขบวนการตุลาการนั้น เป็นการแนะนำที่เห็นแก่ตัว มีกลิ่น เพราะกระบวนการตรวจสอบทั้หลาย พวกอำมาตย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือก และตั้งขึ้นมา เพื่อเอาเตะตัดขาเสียงของประชาชน องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย

ผลงานการยุบพรรค ทรท. ของพวกอำมาตย์ แต่ไม่ยุบ ปชป. มันจึงทำให้ ข้อเรียกร้องให้ไว้วางใจ “พวกตุลาการวิวัฒน์” และ องค์กรตรวจสอบใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นข้อเรียกร้องที่หนักข้อเกินไป หากไม่มุ่งแต่จะยุบพรรคกัน ก็คงไม่มีการหักดิบเรื่องการแก้ไข รธน. อย่างแน่นอน เมื่อเอาหอกมาปักอก พรรคพลังประชาชนไว้ มันจำเป็นอยู่ดีที่จะต้องถอนหอกออกก่อน ก่อนที่จะไปทำเรื่องอื่น

เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจพวกอำมาตย์หมดไป การปล่อยชีวิตให้อยู่ใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นการกระทำที่โง่เขลา

ขั้นตอนการต่อสู้ของประชาชน เหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น ก็จะไว้วางใจในชัยชนะได้ คือ การแก้ไข รธน. กำจัดอำนาจของพวกอำมาตย์ทั้งหลายให้หมดไปเท่านั้น

ส่วนคนชั้นกลาง หากยังไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ก็ต้องยอมรับความวุ่นวายทางการเมืองไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป และสุดท้ายก็กระทบต่อคนชั้นกลางอยู่ดี

เมื่อระบบเสียงข้างมาก ไม่อาจดำเนินการได้ ความวุ่นวายก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อไป ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่ตอบได้ว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยมันจะบานปลายยิ่งขึ้น และไม่อาจควบคุม ความแตกแยกกันได้อย่างแน่นอน สุดท้าย ก็ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อย่างเนปาล อย่างเลี่ยงไม่พ้น

จาก Thaienews

1 พฤษภาคม 2551

ทนไม่ได้ที่มีการใส่ร้าย หาเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลแมนฯซิตี้ คนไทยในอังกฤษใช้นามว่า Victor ได้ร่อนจดหมายแจง ที่มาของธงเชียร์คุณทักษิณที่มีแบคกราวน์เป็นรูปธงชาติ

 image

Hard Evidence:

Following the allegation of showing disrespect to Thai flag against Khun Thaksin Shinawat whose name was seen appearing on a Thai flag at Manchester City football stadium during a football match, fortunately, there is one hard evidence – a photo taken by a person who was at the football stadium. This photo shows two members of the Manchester City Football Fan Club holding a Thai flag with a wording - “Welcome Thaksin”.

In fact, this flag was made on April 2007 by a group of members of the Manchester City’s Football Team Fan Club during the time when Khun Thaksin Shinawat bought Manchester City football team. This group of members of Manchester City Fan Club made this flag for the purpose of celebrating and welcoming the new chairman of the football team – Khun Thaksin Shinawat. Since then, this group will bring along this flag whenever they go to cheer football and will show this flag at the place where they sit to show their support to the Manchester City football team and to welcome Khun Thaksin Shinawat. This is the tradition of football fans in UK to show their love and respect to their idols – writing the name of their favorite ones on the flag (as many football fans in many countries in Europe and South America do). In this regard, it is obvious that there is no intention of showing disrespect to the Thai flag at all. It is only the showing of love and respect by members of Manchester City fan club to the Thailand and to the new chairman of Manchester City.

By Victor


หลักฐาน

ต่อกรณีการกล่าวหาการขาดความเคารพต่อธงชาติไทยต่อคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่บนธงไทยในสนามฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ระหว่างการแข่งขันฟุตบอล โชคดีที่กรณีนี้มีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ถูกถ่ายในสนามฟุตบอล โดยรูปดังกล่าวแสดงถึง แฟนคลับของทีมแมนฯซิตี้สองคนกำลังถือธงไทยพร้อมกับคำว่า “ยินดีต้อนรับ ทักษิณ”

ในข้อเท็จจริงนั้น ธงดังกล่าวถูกทำขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2007 โดยกลุ่มของสมาชิกแฟนคลับทีมสโมสรแมนฯซิตี้ระหว่างที่คุณทักษิณซื้อทีมสโมสร สมาชิกกลุ่มนี้ทำธงดังกล่าวขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองพร้อมทั้งต้อนรับประธานคนใหม่ของสโมสรฟุตบอล อันได้แก่คุณทักษิณ ชินวัตร นับแต่นั้นมาสมาชิกกลุ่มดังกล่าวก็จะนำธงนี้ไปเชียร์ฟุตบอล พร้อมทั้งแสดงธงนี้ในบริเวณที่ตนเองนั่งเพื่อแสดงการสนับสนุนทีมฟุตบอลแมนฯซิตี้และต้อนรับคุณทักษิณ ชินวัตร สิ่งนี้เป็นประเพณีของแฟนฟุตบอลชาวอังกฤษที่จะแสดงถึงความรักและเคารพต่อบุคคลที่ตนชื่นชอบ ซึ่งก็คือการเขียนชื่อบุคคลที่ตนเองชื่นชอบลงบนธง (เช่นเดียวกับแฟนฟุตบอลชาติอื่นในยุโรปและประเทศในอเมริกาใต้) ด้วยเหตุผลประการฉะนี้ จึงเป็นความชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความต้องการที่จะแสดงความไม่เคารพต่อธงแต่ประการใด แต่มันเป็นเพียงการแสดงความรักและเคารพต่อประเทศไทยและประธานสโมสรคนใหม่ของทีมแมนฯซิตี้โดยกลุ่มแฟนคลับเท่านั้น

โดย วิกเตอร์

หมายเหตุ: จดหมายภาษาอังกฤษและภาพถ่ายดังกล่าวถูกส่งมาโดยคุณวัฒนา เอ็บเบจช์ คำแปลโดยไทยอีนิวส์

โดย วโรทาห์
ที่มา พันทิป
30 เมษายน 2551

เชื่อแล้วหละว่าหน้ามืด ถ้าลงถึงขนาดว่าเก็บทุกเม็ด ซิวทุกดอก จิกทุกเรื่องแม้แต่เรื่องธง ถ้าไม่เรียกว่าหน้ามืด ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ขนาดว่างานแป๊ะสัมพันธ์ครั้งที่ 2 วางแผนปาคี่เพื่อป้ายสีฝ่ายตรงข้าม นั่นถือว่าสิ้นคิดสุดๆแล้วนะ แต่ยังแพ้งานนี้ ที่ส่ออาการสมองพิการหนักข้อเข้าไปอีก

โถ..มันจะอะไรกันนักกันหนา กะแค่แฟนบอลเขียนชื่อทักษิณลงบนธงชาติไทย จะว่าเค้าตั้งใจลบหลู่หรือก็เปล่า กลับจะให้เกียรติซะด้วยซ้ำไป แหม..ทำเป็นจะเป็นจะตายกันซะให้ได้ แล้วก็แปลกแต่จริง ไม่ว่าใครเป็นคนทำก็แล้วแต่ มันต้องโยงมาเล่นทักษิณให้จงได้ เล่นอย่างนี้มันไม่ส่อเจตนาไปหน่อยหรือพวก แล้วทีงานยามเผาเมือง มันเอาธงชาติไปห่อนม ไม่เห็นมีใครจะดิ้นตายซักคน

พวกกองเชียร์นี่ก็ยิ่งหน้ามืดไปกันใหญ่ ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ปลุกไม่ขึ้น ทำเป็นรักชาติจนใจจะขาด น้อยๆหน่อยเหอะ มันจะอะไรกันนักกันหนา ชาติบ้าชาติบออะไรมันถึงจะบอบบางซะขนาดนั้น แตะเป็นยุบ เจออะไรไปหน่อย มันจะสิ้นชาติลงไปซะให้ได้ นี่สงสัยว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะอวดได้แล้วซิท่า นอกจากความรักชาติกับความภักดี ที่ยังทำให้พอดูเป็นผู้เป็นคนกะเค้าอยู่

แม๊..พูดเรื่องนี้แล้วความดันมันจะขึ้น หันมาหาข่าวสังคมเบาๆกันดีกว่า รวบยอดข่าวเด่นประเด็นดัง ประจำเดือนเมษาอันร้อนแรง ที่กำลังจะจากไป นอกจากงานอภิมหายักษ์ ยามเผาแผ่นดินครั้งที่ 2 วันที่ 25 ที่รายงานไปแล้ว…

@ พูดถึงงานดียามนี้ไม่มีใครเกินแป๊ะ ขนาดไม่ใช่หน้าข้าวหน้าเหล้า ยังงานเข้าอุตลุด จะไม่รับหรือมันก็ไม่ได้ ศาลท่านอุตส่าห์จัดให้ ถ้าไม่รับไว้เป็นได้เจอคุก แค่วันที่ 23 วันเดียวแท้ๆ มันอัดกันเข้ามา 2 งาน เล่นเอาหลังแอ่น วิ่งรอกกันจนขาขวิด ช่วงเช้างานน้าอุ๋ยเข้าที่กรุงเทพฯ แต่ตกบ่ายงานเฮียหมงดันไปเข้าที่ระยอง

นี่ยังไม่นับงานน้องนพฯ ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ ยังค้างเติ่งเคลียร์กันไม่จบ แต่มาคิดอีกที โอกาสอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะมีบ่อย ค่อยทำค่อยไปยังยื้อได้อีกหลายยก ถ้าลุ้นดีๆยังมีทางรุ่ง แจ็คพ็อทแตกเมื่อไหร่เป็นได้มีเฮ กินฟรีดื่มฟรี ที่พักพร้อม ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด สบายแป๊ะไปทั้งชาติ เอาเหอะ..ยังไงก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับแป๊ะไว้ก่อนก็แล้วกัน

@ ฮ็อตฮิตติดชาร์ทขึ้นมาทันที สำหรับซีดีเพลงรักป๋านะตาโง่ เมื่อได้โปรโมเตอร์มือเก๋าอย่าป้ารัญจวน ลงทุนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับหนุ่มมาดเข้ม ผิวดำปี๋ หน้าตาติงต๊องอย่างเทพทวย คู่หูดูโอ้ เพื่อนซี้ต่างวัย ออกมาแฉโพยกันยกใหญ่ นอกจากขนแล้วยังมีซีดีเป็นหลักฐาน เห็นว่าด่าหยาบด่าคาย ด่าซะไม่มีดี ถ้าไม่จัดการให้ เป็นได้เห็นดีกัน

โถ..นึกว่าเพลงใหม่แกะกล่องมาจากไหน ที่แท้ก็เก๋ากึ้กตั้งแต่สมัยคมช.ครองเมืองแล้ว เนื้อเพลงนั้นสรรเสริญป๋าจนควันออกหู เด็กร้องได้ผู้ใหญ่ร้องดี ร้องมาหลายปีจนลืมหมดไม่เหลือซากแล้ว เคราะห์ดีที่ป้าจวนหยิบเอามาปัดฝุ่น ทบทวนความทรงจำ ถึงได้ฮ็อตฮิตติดลมบนขึ้นมาอีกครั้ง

จะว่าไปแล้วป้าจวนแกก็หวังดี ไม่อยากให้ใครไปด่าป๋าที่เคารพ เรียกว่าทวงความเป็นธรรมให้ป๋าว่างั้นเหอะ ออดอ้อนประชาชนจนของขึ้น หาก็อปกันยกใหญ่ อยากจะรู้ว่ามันจะหยาบกันซักแค่ไหนกัน แต่แล้วก็ผิดคาด พอฟังเสร็จพยักหน้ากันหงึกหงัก ยกนิ้วให้ว่าไม่หยาบๆ มันด่าได้ละเอียดดี ก๊ากกก…

คราวนี้เลยกลายเป็นไฟลามทุ่ง ลือกันไปสามบ้านแปดบ้าน อัลบั้มดีๆ ใครๆก็อยากจะได้ไว้ในครอบครอง จากที่ไม่เคยฟังก็เลยได้ฟังเป็นบุญหู ดูท่าว่าจะกลับมาดังใหญ่ ร้อนถึงป๋าต้องออกมาโอดโอย ว่าขอเสียทีเถอะแม่รัญจวน เลิฟมีเลิฟมายด๊อก ถ้ารักป๋า อย่าออกมาช่วยบ่อย

@ ส่งท้ายเมษาฮาวายยังพอมีเรื่องดีๆมาให้ชื่นใจ หลังจากที่แช่งชักหักกระดูกกันมา นับเป็นเวลาก็ตั้งหลายปี ในที่สุดคำอธิษฐานก็เป็นจริงจนได้ เมื่อจู่ๆตาแก่ก็เกิดอาการหน้ามืดเสียศูนย์ ล้มคว่ำคะมำหงายในห้องน้ำ เป็นเหตุให้ได้ลุ้นกันตัวโก่งตัวงอ ป้าดติโท้ ถ้าโถส้วมไม่เบี่ยงหลบไปได้หวุดหวิดละก้อ งานนี้ได้มีเฮ ป่านนี้ได้นอนหงายรดน้ำกันชุ่มฉ่ำๆ ฉลองสงกรานต์กันยังไม่เสร็จ

รอดตายมาได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดสิบสองตลบ เลยต้องเปิดแน่บเข้าโรงพยาบาล ขึ้นขาหยั่งสอดสาย เช็คเครื่องใน ตับ ปอด เซี่ยงจี๊ ยังอยู่ดีหรือไฉน ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ไม่มีส่วนไหนบุบสลาย หรือเคลื่อนย้ายผิดที่ผิดทาง นอกจากคอที่เอียงเพิ่มอีก 1 องศา 20 ลิบดา

แต่ผลการเอ๊กซเรย์สมองนี่สิน่าทึ่ง เอ๊กซ์แล้วเอ๊กซ์อีกดันไม่เจออะไร นอกจากทักษิณ ทักษิณ แล้วก็ทักษิณ หมอเลยสั่งจ่ายยาลดทักษิณให้ไปกิน แล้วก็ไล่กลับบ้านเก่า เอ๊ยให้กลับบ้านได้ แต่แหมกว่าจะตรวจเสร็จล่อซะดึกดื่น รถเมล์หมดเลยต้องนอนโรงพยาบาลซะ 1 คืน

ขนาดนั้นกระจอกข่าวยังเอามาเม้าท์ต่อ ว่าแน่ะในที่สุดก็ความแตก แอบเป็นโรคอื่นอยู่ด้วยก็ไม่บอก นอกจากความดันทุรังสูงที่เป็นมาแต่กำเนิดแล้ว หมอเจ้ากรรมก็ดันมาแฉโพย ว่ายังมีต่อมทอนซิลอักเสบอีกต่างหาก แล้วโรคนี้ก็ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงได้ตามปกติซะด้วย

มิน่าล่ะ พักหลังมานี้ ไม่มีใครได้ยินเรื่องจ๊อกกี้อีกเลย

หมายเหตุ: มีประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าว รวมไปถึงได้กรุณาส่งภาพลักษณะของธงที่แฟนฟุตบอลอังกฤษใช้เชียร์ในสนาม และภาพการใช้พื้นแบคกราวน์เป็นธงชาติในการต่างๆ ซึ่งก็รวมไปถึงกิจกรรมที่กลุ่มพันธมิตรฯ หรือเผด็จการคมช. ได้ใช้อีกด้วย

ภาพการตกแต่งขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยอาศัยพริ้ตตี้ที่แต่งกายโดยเสื้อที่มีพื้นเป็นธงชาติไทย จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีการฟ้องร้องจากนายวีระต่อกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นความจงใจที่จะสร้างเรื่องวุ่นวายในบ้านเมืองของสื่อกลุ่มดังกล่าว และสมาชิกพันธมิตรฯ

ป้ายแบนเนอร์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

ภาพกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นที่ถือธงชาติไทยพร้อมกับชื่อนักชกไทยในเหตุการณ์การเชียร์นักชกไทยที่กำลังขึ้นตะบันหน้าคู่ชกที่ประเทศญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวของแฟนมวยได้ให้เกียรติกับความเป็นชาติไทยมากกว่าการแสดงความไม่เคารพต่อคนไทย

ภาพของธงที่ปรากฏที่ขอบสนามแมนฯซิตี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “แตกต่าง” กับภาพที่สื่อได้แก่สำนักข่าวมติชน เป็นต้น นำมาเสนอ โดยมีสมมติฐานว่า มีการทำรีทัช เพื่อเสริมความแรงของข่าวโดยขาดจรรยาบรรณ จากภาพจะเห็นว่า ในธงมีคำว่า “Welcome” แต่ในภาพที่สื่อนำเสนอ ไม่ปรากฏคำดังกล่าว เพื่อเสริมให้ข่าวมีโทนไปในทิศทางที่ว่า “ชาติไทยคือทักษิณ” แทนที่จะเป็น “ยินดีต้อนรับ(คนไทย)ที่ชื่อทักษิณ”

ภาพวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของชาวอังกฤษ โดยการใส่ข้อความลงในผืนธงชาติอังกฤษ จากภาพจะเห็นว่ามันคือวัฒนธรรมตามธรรมดาไม่เป็นความผิด ที่แตกต่างจากเนื้อหาที่ถูกระบุในกฏหมายไทย

 

ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์



ศาลไทยก่อตั้งครบ 126 ปี…วันนี้นักกฎหมายแทบจะเดินชนกันบนท้องถนน เพราะใครๆ ก็จบนิติศาสตร์ …ค่านิยม เด็กเรียนเก่ง จากเดิมที่เลือกเรียนแพทยศาสตร์ เปลี่ยนมาเรียนนิติศาสตร์ เพราะคนรุ่นใหม่อยากทำงานสบายๆ ค่าตอบแทนสูงๆ

…ทุกปีจะมีนิติศาสตรบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานนับหมื่นคน

…เดี๋ยวนี้ ทุกสถาบันการศึกษาเปิดสอนสาขานิติศาสตร์เป็นว่าเล่น

…สถาบันที่เปิดสอนกฎหมายได้ไม่นาน เปิดสอนระดับปริญญาเอกด้านกฎหมาย

…ด็อกเตอร์ทางกฎหมาย สเป็กเดียวกับ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 มีจำนวนเป็นกุรุส

…ในทุกยุคทุกสมัย มือกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าไปรับใช้รัฐบาล จนเป็นที่มาของฉายาศรีธนญชัย หรือนิติบริกร แต่น่าแปลกที่ยิ่งนานวัน บ้านเมืองยิ่งไร้หลักไปทุกที

…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย แยกขั้ว แบ่งข้าง ทะเลาะกันมากที่สุด

…ทุกเช้า ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มีข่าวเกี่ยวกับกฎหมายหลายข่าว เช่น ข่าวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข่าวตีความกฎหมาย ข่าวรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติเพราะผลแห่งกฎหมาย ข่าวดี ข่าวร้าย มากมาย มาจากพวกนักกฎหมายหลายจำพวก

…แต่ละวัน คนไทยอ่านความเห็นของพวกนักกฎหมาย จนรู้สึกมึนไปหมด อ่านจบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี

ล่าสุด ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ กูรูใหญ่กฎหมายมหาชน อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ชำแหละนักกฎหมายไทยอย่างหมดเปลือก

กูรูใหญ่ฟันธงว่า นักกฎหมายไทยจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความล้มเหลวในการ ปฏิรูปการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้

จริงๆ แล้ว การที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ตามที่ปรากฏอยู่ ณ ขณะนี้ (เดือนเมษายน พ.ศ.2551) เป็นเพราะนักกฎหมายและนักวิชาการของเราเขียน (ออกแบบ) กฎหมายไม่เป็น และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราไม่มี “ความรู้” พอ ที่พาคนไทยออกจากวงจรแห่งความเสื่อม (vicious circle) ได้

ทุกวันนี้นักกฎหมายได้กลายเป็น “เครื่องมือ” ของนักธุรกิจนายทุนที่รวมทุนกัน ตั้งพรรคการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ใน “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535), รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

100 ปีแห่งความล้าหลัง

จากการศึกษา “พฤติกรรม” และ “ความรู้” ของนักกฎหมาย อาจแยกนักกฎหมายออกเป็น 2 จำพวก คือ นักกฎหมายทั่วไปจำพวกหนึ่ง และ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญในฐานะผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งนักกฎหมายที่คิดว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกจำพวกหนึ่ง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลก คือ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการอื่นๆ อย่างมากมาย เช่น การแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ และทำให้เรา (คนไทย) เชื่อว่า เราก็มีความก้าวหน้าทาง “กฎหมาย” เช่นเดียวกับวิชาการด้านอื่นๆ

ถ้าผมจะบอกว่า ประเทศไทยที่มีคนไทย 63 ล้านคนเศษ เป็นประเทศล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งบางทีอาจจะถึงประมาณ 100 ปี ผมก็เชื่อว่าคนไทยคงจะตกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อบ้านเมืองเราเต็มไปด้วย นักกฎหมายมากมาย

นอกจากนั้น ก็คงจะมีนักกฎหมายและนักวิชาการจำนวนมากออกมาโต้แย้งว่า ผมพูดไม่จริง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะล้าหลังได้ถึงขนาดนั้น ในเมื่อประเทศไทยมีผู้ที่ศึกษากฎหมายและจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และจบสูงกว่าผมเสียอีก และนอกจากนั้น ประเทศไทยก็มี “บทกฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศมากมาย ประเทศอื่นมีบทกฎหมายอะไร เราก็มีบทกฎหมายนั้นๆ

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ผมจะพิสูจน์หรือมีวิธีพิสูจน์ ให้ท่านผู้อ่าน “เห็น” ได้อย่างไร

ผมคงจะไม่พิสูจน์ และ (ไม่) ให้ “ความเห็น” ของผมว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังเพียงใด แต่ผมจะขอกำหนด “ประเด็น” ให้เป็นข้อพิจารณา และจะขอให้ท่านผู้อ่านไปช่วยพิจารณา ชั่งน้ำหนัก และมีความเห็นด้วยตัวของท่านเอง

วันนี้ ถ้าอยากจะทราบอย่างคร่าวๆ ว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ย้อนหลังไปไกลสักเพียงใด ก็ขอให้ท่านผู้อ่านก็ลองคำนวณดูว่า กว่าที่ประเทศไทยของเราจะเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” เรา (ประเทศไทย) ได้ใช้เวลาสะสมมานานแล้วสักกี่สิบปี

การที่ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” มานานเท่าใด ก็แสดงว่าประเทศไทยได้ละเลยและไม่สนใจใน “วิชากฎหมาย” มานานเท่านั้น

ปริญญาเอกแบบไทยๆ

จริงๆ แล้ว คำว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” กับคำว่า นักกฎหมายที่มี “ความรู้” มีความหมายไม่เหมือนกัน

เพื่อที่จะตอบคำถามที่ว่า ทำไมผมจึงกล่าวว่า ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย (ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี) ในขณะที่ท่านผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผม เห็นว่า ประเทศไทยมีนักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญา” จำนวนมาก

คำตอบจึงอยู่ที่ว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” มีความหมายไม่เหมือนกับ “นักกฎหมายที่มีความรู้” ทั้งนี้ โดยผมจะยังไม่พูดถึงความแตกต่าง ระหว่าง มาตรฐานของปริญญาบัตร “ที่นักกฎหมาย (ไทย)” ได้รับ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยภายในประเทศ หรือมหา วิทยาลัยของต่างประเทศ

หลายท่านคงทราบแล้วว่า มีข่าวปรากฏเป็นครั้งคราวว่า มหาวิทยาลัยของรัฐของเราบางแห่ง ได้ให้ “ปริญญาเอก” เพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม (นักการเมือง) หรือเพื่อมุ่งหมายในการหา “รายได้” (ให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัย) จากการเก็บค่าหน่วยกิตปริญญาเอก มากกว่าที่มหา วิทยาลัยจะคำนึงถึง “มาตรฐานของปริญญาเอก” ของประเทศโดยรวม ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนแต่จะเป็นการเพิ่มเติมปัญหาของสังคมไทยในอนาคตให้มากขึ้น

ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีผู้ที่เรียนจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมาย เป็นจำนวนมากเท่าใด จึงมิได้หมายความว่า ประเทศไทยจะมีนักกฎหมายที่เก่งกฎหมายเป็นจำนวนมาก เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

การเรียนจบปริญญาเอก มีความหมายเพียงว่า ประเทศไทยมีผู้ที่สอบได้ปริญญาเอก โดยสอบผ่านหลักสูตรและการทำวิทยานิพนธ์เฉพาะเรื่อง ตามที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศกำหนดเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่จบปริญญาเหล่านั้นว่า จะขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองได้ดีเพียงใดหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว

ผมคงต้องทบทวนปัญหานี้ด้วยการถามตัวท่านเอง เป็นคำถามต่อไปว่า ในบรรดานักกฎหมายของเราที่สอบได้ปริญญาเอกจากต่างประเทศนั้น มีผู้ที่ขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองเพิ่มเติมให้สูงขึ้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด สักกี่เปอร์เซ็นต์ของ นักกฎหมายที่สอบได้ปริญญาเอกเหล่านั้น และลองเปรียบเทียบกับจำนวนนักกฎหมายที่อาศัยการมีปริญญาจากต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับตนเอง แต่ไม่พัฒนาความรู้ของตนเอง มีจำนวนมากน้อย เพียงใด

นอกจากนั้น แม้ว่านักกฎหมายที่จบปริญญาบัตร ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศหรือจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จะมี “ความตั้งใจ” ที่จะพัฒนาตนเองมากเพียงใด

แต่ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญของนักกฎหมายก็ยังขึ้นอยู่กับ “โอกาส” ในการเข้าถึงตำราดีๆ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นอยู่กับความรู้ใน “ภาษาต่างประเทศ” เพื่อที่จะไปอ่านตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราชมาโดยตลอด ดังนั้น นักกฎหมายของเราจึงมี “จุดอ่อน” ในด้านภาษาต่างประเทศ และท่านผู้อ่านควรต้องทราบด้วยว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ประชาชนของเขาไม่รู้ภาษาต่างประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ประเทศเหล่านี้มีโครงการแปลตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายประเทศ-หลายภาษา อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีโครงการแปลตำราต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ต่ำกว่า 140 ปี แต่ประเทศไทยไม่มี

คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

ปัญหาต่อมา ก็คือ คนทั่วๆ ไปจะมี “โอกาส” ทราบได้อย่างไรว่า นักกฎหมายของเรามี “ความรู้” จริงๆ มากน้อยเพียงใด ข้อที่ต้องพึงสังวรไว้ก็คือ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการดำรง “ตำแหน่งในทางราชการ” ของนักกฎหมาย

และมิได้ขึ้นอยู่กับความคล่องแคล่วในการใช้สำนวนโต้ตอบของนักกฎหมายในการโต้วาทีหรือการออก “รายการอภิปรายปัญหากฎหมาย” ทางวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อมวลชน แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย จะแสดงออกให้เห็นได้จากความเห็น (ของนักกฎหมาย) ที่ปรากฏใน “ผลงาน (เขียน)” ของนักกฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบและประเมินได้

ผลงาน (เขียน) เหล่านี้ก็มี เป็นต้นว่า ตำรากฎหมายที่นักกฎหมายเขียน คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลที่เขียนโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการ บันทึกความเห็น ทางกฎหมายของที่ปรึกษากฎหมาย หรือแม้แต่ร่างกฎหมายที่เขียน (ออกแบบ) โดยนักกฎหมาย

แต่ทั้งนี้ ในการที่จะประเมิน “ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายได้ ก็คงต้องมีเงื่อนไขว่า บุคคลที่จะประเมินความรู้ของนักกฎหมายจะต้องมีความรู้พื้นฐานพอที่จะ “ประเมิน” ความรู้ของ นักกฎหมายเหล่านั้นได้

ถ้าไม่มี ก็คงต้องอาศัยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยมาช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์และประเมินให้ ตามที่จะปรากฏให้เห็นได้จากบทความในวารสาร (วิชาการ) ทางกฎหมายหรือในสื่อมวลชน แต่ถ้าประเทศของเรายังไม่มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัยประเภทนี้มากพอ หรือว่านักกฎหมายที่จะถูกประเมินดังกล่าวกลายเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียเอง ก็คงต้องถือว่าเป็นความ “โชคร้าย” ของประเทศไทย และแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ต่ำลงมาอีกระดับหนึ่ง

ประเทศเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้

ทำไมประเทศไทยของเราจึงเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” ในขณะนี้ ถ้าท่านผู้อ่านฟังข่าวหรือหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ท่านผู้อ่านคงพบว่า ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “ปัญหากฎหมาย” และท่านผู้อ่านคงจะสับสนกับความเห็นทางกฎหมายของ “นักกฎหมาย (และนักการเมือง)” ของเรา ที่มีอยู่มากมาย

และบรรดานักกฎหมาย (และนักการเมือง) ของเราเหล่านี้ ต่างคนต่างก็อ้างเหตุผลของตนเอง จนเรา (คนไทย) ก็ไม่อาจทราบได้ว่า ความเห็นของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) คนใด เป็นเหตุผลที่ “ถูกต้อง”

เช่น ในขณะนี้ เราก็จะพบว่านักกฎหมายและนักการเมืองต่างคนต่างก็พูดว่าตนแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่มีใครสักคนเดียวที่จะพูดว่าตนเองแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง ปัญหามีว่า แล้วคนไทยจะใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้อง (ของ คำพูด) ของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) เหล่านี้

นอกจาก “เหตุผล” ของนักกฎหมายแบบศรีธนญชัยแล้ว ในปัจจุบันนี้ “เหตุผล” ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ จาก “นักกฎหมายและนักวิชาการ” ของเรา ที่นำมาอ้างเพื่อยืนยันความถูกต้องในความเห็นของตน ก็คือ “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย” หรือ “เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน” ซึ่งทำให้เรา (คนไทย) คล้อยตามและเชื่อไปด้วยว่า ถ้าหากมีการเลือกตั้งเพื่อ ความเป็นประชาธิปไตยแล้ว หรือถ้าหากประชาชนได้มีส่วนร่วมแล้ว การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง”

และในทางปฏิบัติ เราก็จะพบว่านักการเมืองของเราก็จะจัดตั้ง “กลุ่มมวลชน” (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้าง) เพื่อให้กลุ่มมวลชนมาชุมนุมเรียกร้องและแสดงความเห็นสนับสนุนความเห็นของนักการเมือง เพื่อที่ตนเอง (นักการเมือง) จะได้อ้างว่า ตนเองมี “ความถูกต้อง” ตามหลักการของความเป็นประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีสภาพเช่นนี้ ผมไม่เคยพบสถานการณ์เช่นนี้ในสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว

แนวความคิดในเรื่อง “ความเป็นประชาธิปไตย” (หลักการแบ่งแยกอำนาจหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนฯ) ของ Montesquieu, Hobbes และของนักปราชญ์อื่นๆ เมื่อ 300 ปีก่อนนั้น เป็น “แนวความคิด-concept” ที่ถูกนำมาใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้มีสภาผู้แทนราษฎร และในปัจจุบันนี้ (ต้นศตวรรษที่ 21) วิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองดังกล่าวได้จบสิ้นไปนานแล้ว

ปัจจุบันนี้ “ปัญหาของระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย” ในยุค ศตวรรษที่ 20-21 เป็นปัญหาใหม่ คือ เป็นปัญหาของการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่อาศัยความบกพร่องของ “รูปแบบของการปกครอง-form of govern ment” ตามรัฐธรรมนูญ และอาศัยความอ่อนแอและความหลากหลายของ “สภาพสังคม” ในการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19) จนถึงปัจจุบัน (ต้นศตวรรษ ที่ 21) ทฤษฎีกฎหมาย (นิติปรัชญา) แนวความคิดในการพัฒนารูปแบบของการปกครอง-form of government/การเขียน (ออกแบบ) กฎหมายที่เป็นระบบบริหาร พื้นฐานของประเทศ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ได้พัฒนาไปไกล และไกลมากจน นักกฎหมายและนักวิชาการของเรา (ประเทศไทย) ตามไม่ทัน

“การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในปัจจุบันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เหตุผล” ที่จะทำให้การบริหารประเทศเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมให้มากที่สุด แต่การมีส่วนร่วมของประชาชน มิใช่เป็น “เหตุผล” ในตัวของมันเอง

และเช่นเดียวกัน การที่การมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่มีจำนวนมวลชน (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้างมา) มากกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง” ก็มิได้หมายความว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนมวลชนมากกว่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพราะความถูกต้องของเหตุผลขึ้นอยู่กับความเป็นจริงในทางวิชาการ และขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ (พฤติกรรม)” และ “ความรู้” ของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม

ทำอย่างไรจึงจะทำให้ “นักกฎหมาย” ของเราไม่เป็น “นักกฎหมายแบบศรีธนญชัย (หรือเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย)” และทำอย่างไร นักกฎหมาย (และนักวิชาการ) ของเรา จึงจะพ้นจากการหลงวกวนอยู่กับแนวความคิดเพื่อความเป็นประชา ธิปไตยเมื่อ 300 ปีก่อน

หลักการทางวิชาการในปัจจุบัน เขาใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์วัดความถูกต้อง (ของเหตุผล) ของนักกฎหมาย (หรือของนักการเมือง) ซึ่งมิใช่เป็นการวัดด้วยจำนวนหัวของมวลชนที่มาชุมนุมกัน ไม่ว่ามวลชนเหล่านั้นจะถูกจ้างมาหรือไม่ และมิใช่ว่าใครคอร์รัปชั่นไว้ได้มาก ก็มีเงินมาก และจ้างมวลชนได้มาก

ผมเห็นว่า ก่อนที่นักกฎหมายของเราจะ “คิด” แก้ปัญหาความเสื่อมของการบริหารประเทศ และก่อนที่จะหา “ความรู้” จากกฎหมายมหาชน เพื่อนำมาแก้ปัญหา ดังกล่าว (ซึ่งต้องใช้เวลา)

ผมคิดว่านักกฎหมายของเราคงจะต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบ “วิธีคิด” ของตนเองเสียก่อน เพราะ “วิธีคิด” เป็นเงื่อนไขขั้นต้นของการหา “ความรู้” และวิชาที่สอน “วิธีคิด (ทางกฎหมาย)” ให้แก่เรา ก็คือ “นิติปรัชญา-ปรัชญาทางกฎหมาย” นั่นเอง

วิชานิติปรัชญาสอนให้เรารู้ว่า ในโลกปัจจุบัน เขาใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้องของเหตุผลของนักกฎหมาย (และนักการเมือง)

ท่านผู้อ่านที่เป็นนักกฎหมายหรือนักวิชาการ ลองทดสอบถามตัวท่านเองดูก็ได้ว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า แนวความคิดของนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20-21 มีอย่างไร ทั้งนี้โดยท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องบอก “ชื่อ” ของนักปราชญ์เหล่านี้ก็ได้

เพราะบางทีชื่อเหล่านี้ก็เรียกยากและยากที่จะจำ แต่แน่นอน นักปราชญ์เหล่านี้ คงไม่ใช่ชื่อ Montesquieu, Rousseau, Hobbes เป็นต้น ที่เรารู้ๆ กันอยู่

การที่ผมบอกว่า “ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี” ซึ่งตามความจริงแล้ว ผมกำหนด “ระยะเวลา” นี้ จากการพิจารณาดู “ความสนใจ” ในวิชานิติปรัชญาของนักกฎหมายและนักวิชาการของเรานี้เอง และระยะเวลาที่ถูกต้องของความล้าหลังของนักกฎหมายไทยน่าจะเป็นประมาณสัก 150 ปี

ทั้งนี้ โดยผมพิจารณาดูจากแนวความคิด-concept ของนักกฎหมายที่มาช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 ให้แก่คณะปฏิรูปการปกครอง (ที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549) และพิจารณา ดูจากเอกสาร “คำชี้แจงสาระสำคัญ ของร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550″ ที่เขียนโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย Elite (นักกฎหมายและนักวิชาการ) ของสังคมไทยในปัจจุบันจำนวนมาก

ผมมีความเห็นว่า “แนวความคิดพื้นฐาน” ของนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ (รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 และรัฐธรรมนูญถาวรฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2550) ยังอยู่ภายใต้ “หลักการของความเป็นประชา ธิปไตย” ตั้งแต่สมัยของ Montesquieu etc. เมื่อ 300 ปีก่อน และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราในปัจจุบันยังไม่มีการรับรู้ หลักการของ “นิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20″ ที่เริ่มต้น ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19

(อ่านประกอบ บทความเรื่อง “สภาพวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย : สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ 2 (หน้า 2 8) เว็บไซต์ www.pub-law.net)

http://prachatai.com/05web/th/home/11917
พิณผกา งามสม สัมภาษณ์เรียบเรียง

 

ฝุ่น ควันของกระแสแก้รัฐธรรมนูญตลบอบอวล พร้อมแว่วๆ มาว่า องค์กรอิสระที่มีบทบาทสูงยิ่งต่อการอยู่หรือไปของนักการเมืองและ พรรคการการเมือง อย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจจะเป็นองค์กรแรกๆ ที่ถูกล้างบาง

 

ย้อนไปช่วงสงกรานต์ กกต. 4 เสียงต่อ 1 เสียง มีมติให้ยื่นเรื่องยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 2 พรรค คือชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็น จังหวะทางการเมืองที่สอดคล้องกันไปกับข้อกล่าวหาว่า พรรคร่วมรัฐบาลต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือหนีการยุบพรรค เนื่องเพราะนอกจาก 2 พรรคการเมืองที่ กกต. มีมติไปแล้วนั้น ยังเหลือพรรคพลังประชาชนแกนนำรัฐบาลที่นอนหายใจรวยรินอยู่ในหน้ากระดาษ สำนวนของ กกต. ชุดเดียวกันนี้

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นับจากเมืองไทยมี กกต. (ครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540) การทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญองค์กรนี้ได้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรง ต่อการเมืองไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ประชาชนไทยจะได้พบว่า การเลือกตั้งมันซับซ้อนและซ้ำซากเนื่องจากใบแดงใบเหลืองและเลือกตั้งซ่อม ที่เรียกร้องให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิต้องออกมาบริหารสิทธิทาง การเมืองกันบ่อยกว่าที่เคยในบางพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่า งกกต, ชุดที่มีพล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภเป็นประธานนั้นถึงกับมีมติล้มการเลือกตั้ง อันนำเมืองไทยไปสู่ภาวะสุญญากาศก่อนที่จะมีรัฐประหาร 19 กันยายน ตามมา

 

องค์กร ที่ทำหน้าที่เพื่ออำนวยความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ตามระบอบประชาธิปไตย บัดนี้ เป็นองค์กรที่แฟนพันธุ์แท้การเมืองต้องจับตามองอย่างไม่อาจกระพริบตา (พร้อมๆ กับต้องเอาอำนาจอธิปไตยที่ตัวเองมีอยู่หนึ่งเสียงซุกใส่กระเป๋า) ด้วยอำนาจที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ ไว้ บวกกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทำให้ กกต. ได้อำนาจเพิ่มขึ้นมาอีกประการ คือพิจารณามูลความผิดของพรรคการเมืองอันนำไปสู่การยุบพรรค โดยหากกกต. มีมติเสียงข้างมาก เชื่อได้ว่ามีการทุจริต ก็สามารถมีมติเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป

 

เมื่อมติของ กกต. ล่าสุด เป็น 4 ต่อ 1 เชื่อว่า 2 พรรคร่วมรัฐบาลมีมูลความผิดถึงยุบพรรคจริง สายตาเกือบทุกคู่มองข้ามช็อตไปที่ พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง พลังประชาชนทันที อาจจะด้วยเหตุนั้นเอง ที่คราวนี้ กกต. เสียงข้างน้อยอย่าง สมชัย จึงประเสริฐ ผู้ลงมติทวนกระแสเสียงส่วนใหญ่ได้นั่งยิ้ม และพูดคุยกับประชาไทอย่างสบายอารมณ์ในห้องทำงานชั้น 19 ของอาคารศรีจุลทรัพย์ พร้อมแซวตัวเองว่า ผิดหวังนิดหน่อย ไม่โดนด่า

 

คำกล่าวหาที่คุ้นหูที่สุดสำหรับ กกต. เสียงข้างน้อยผู้นี้คือ เขาเป็นพวกทักษิณ และคำวินิฉัยล่าสุดก็ไม่ได้ช่วยให้เขาปลดพันธนาการออกจากข้อกล่าวหาแต่ อย่างใด เพียงแต่ครั้งนี้ เขาทำในสิ่งที่ต่างออกไปนั่นคือเปิดเผยมติของตัวเองเพื่อชี้แจงความเห็นที่ต่างนั้น ด้วยโดยชี้ให้เห็นประเด็นและการตีความของเขาเองในข้อกฎหมายและนำไปสู่การลง มติให้ยุติเรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย (กรณี กกต.เสียงข้างมากให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เขา( กกต.สมชัย) ก็ทำมติตนเองถือเข้าที่ประชุม กกต. ในวันลงมติแต่ไม่ได้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะจนกระทั่งสำนวนถูกส่งไปยังศาลฎีกา)

 

 

0000

 

 

 

ในฐานะที่ท่าน เป็นกกต. เสียงข้างน้อยท่านใช้หลักการอะไรในการวินิจฉัยคดียุบพรรคที่เพิ่งลงมติไป

 

พื้นฐานของผมมาจากศาลซึ่งมีหลักการวินิฉัยในคดีต่างๆ 2 ประการคือ ประการที่หนึ่ง เราต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นให้เป็นข้อยุติแล้วเราจึงจะวินิจฉัยข้อ กฎหมาย ประเด็นต้องเป็นอย่างนี้เสมอไป ผมจะไม่มองเฉพาะข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวแล้วจบหรือวินิจฉัยเฉพาะข้อ กฎหมาย โดยหลักก็จะมองสองประการนี้ ต้องขออนุญาตว่า จริงๆ ผมไม่ได้มองแต่เพียงคนเดียว และไม่ได้ยึดถือความเห็นของผมคนเดียว แต่เป็นการมองร่วมกับทีมงานของผม ผมไม่ได้เอาความเห็นของผมเป็นใหญ่ แต่มองหลายๆ ด้าน มองหลายๆ มุม บางทีก็มองลึกไปถึงผลของมันด้วย ซึ่งผมไม่ทราบว่าคนอื่นเมองอย่างไร

 

และเนื่องจากความเป็นศาลมาก่อน ผมก็ติดในนิสัยของความเป็นอิสระ ไม่ได้ทำตามคำสั่งใคร ผมต้องวินิจฉัยอย่างเป็นกลาง

 

ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ สอนไว้ว่าการจะวินิจฉัยอะไรก็ตามต้องทำจิตให้ว่าง ถ้าเราไปวินิจฉัยโดยเห็นแก่หน้าใคร วินิจฉัยโดยมีภยาคติสี่ มันก็อาจจะทำให้เราวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้

 

ใน หลายๆ ครั้งที่การวินิจฉัยอาจจะไม่ตรงกับกระแสสังคม อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนหลายๆ กลุ่มหรือไปขัดแย้ง ไปขัดขวางความเห็นของเขา ทำให้งานการ หรือเป้าหมายที่เขาต้องการไม่บรรลุผล แต่ผมเมื่อมองย้อนหลังกลับไปแล้วผมเองก็พิจารณาและคิดอยู่ว่าผมควรจะทำงาน ตำแหน่งนี้อยู่หรือไม่ และในหลายๆ ครั้งผมเองก็คิดว่าผมน่าจะไปทำอย่างอื่น

 

จริงๆ จะบอกว่าผมถือหลักตุลาการทีเดียวก็ไม่ได้ ความจริงผมก็มองด้านรัฐศาสตร์ด้วย เพราะบ้านเมืองเราจะเอาแต่กฎหมายล้วนๆ เลยบางครั้งก็ต้องตระหนักเหมือนกัน สำหรับกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นเราต้องยึดถืออย่างแน่นหนา แต่พอมากฎหมายเลือกตั้งมันเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองอยู่ด้วย และกฎหมายเองก็เขียน เช่น มาตรา 116 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง สว. ตามมาตรานี้แม้ผิดจริง แต่ถ้าไม่มีผลถึงขั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะยุติเรื่องก็ได้ ซึ่งนี่เราต้องมองว่า หลักกฎหมายเลือกตั้งและหลักประชาธิปไตยต้องเคารพ popular vote คือสียงของประชาชน

 

มาตรา 116 วรรค 2 ในกรณีที่ผลการสืบสวนสอบสวนปรากฏว่าการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดหรือเขตเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ายังไม่มีเหตุที่

จะต้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมี

คำสั่งให้ยุติเรื่องก็ได้

 

             คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด

 

เห็นไหมว่าในหลายๆ เรื่อง เรื่องเล็กนิดเดียวก็ผิด แต่เราจะไปล้มล้าง popular vote เราต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าจะมีผลขนาดไหนเพียงใด ในกฎหมายท้องถิ่น…ก็ในทำนองอย่างนี้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกกต. เราพบว่าหลายๆ เรื่องที่เราให้ใบเหลืองไป ปรากฏว่าเมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้ง เขากลับได้เสียงมากกว่าเดิมเสียอีก จะเห็นเลยว่าหลักคิดของเรานั้นยึดแต่กฎหมายล้วนๆ ไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึง การเมืองการปกครองประกอบด้วยเหมือนกัน

 

รัฐธรรมนูญ 2550 ให้อำนาจ กกต. มากเกินไปไหม

 

กกต. นอกจากจัดการการเลือกตั้งแล้วต้องควบคุมการเลือกตั้ง การควบคุมการเลือกตั้ง มันก็เหมือนกีฬาควรให้อำนาจกรรมการที่จะควบคุมการเลือกตั้ง การเมืองของเรา นักการเมืองนั้นยังไม่พัฒนาถึงจุดที่รู้กฎ กติกา ถ้าปฏิบัติตามกฎกติกา ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง เคารพคนอื่น อย่างนี้การควบคุมก็ไม่มีความสำคัญเลย แต่เพราะเหตุว่าการเมืองบ้านเรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การควบคุมจึงมีความสำคัญมาก แล้วการควบคุมนี้ก็ยังจำเป็นที่จะต้องให้อำนาจกับกกต. ในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก่อนที่ประชาชนจะไปหย่อนบัตรลงคะแนน ให้ได้ทันท่วงที ซึ่งหากไม่ให้อำนาจตรงนี้แก่ กกต. แล้วการควบคุมก็ทำได้ไม่เต็มที่

 

ก่อนหน้าการลงคะแนนเสียง เมื่อมีการกระทำผิดเราก็สามารถจัดการได้เลย แต่เมื่อลงคะแนนเสียงแล้ว มันต้องคำนึงถึงเสียงประชาชน เป็นเสียงสวรรค์ตามระบอบประชาธิปไตยว่าประชาชนเขาเลือกคนนี้แล้ว ตรงนี้แหละ สำคัญ สมัยก่อน(รัฐธรรมนูญ 2540)ให้อำนาจกกต. ให้ใบเลืองใบแดงได้ แต่ปัจจุบันอำนาจนี้ก็ได้ไปอยู่กับศาลแล้ว ซึ่งศาลก็สามารถถ่วงดุลตรวจเช็คอำนาจของกกต. ได้

 

ในสมัยก่อน เขาจะต้องให้ 5 คนในกกต. มีเสียงเอกฉันท์ คน 5 คนนั้นมาจากวิชาชีพด้านต่างๆ กัน มีมุมมองแต่ละมุมที่ต่างกัน มีพื้นฐานที่มาต่างกัน หากคน 5 คนที่มีที่มาต่างก