ท่านสามารถรับชมเทปการสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณใน “รายงานหน้าหนึ่ง : เปิดใจ”ทักษิณ ชินวัตร”ในนาทีที่ผลเลือกตั้งปรากฏ” ได้ที่วีดีโอ คลิปข้างล่างนี้

ทีมงานของไอพีทีวี ประจำประเทศไทย เดินทางไปถึงโรงแรมนิกโก้ บนฝั่งเกาลูนของฮ่องกง เมื่อวันที่ 24 ธันวาคมที่ผ่านมา เพื่อสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีของไทยที่แวะเวียนมาปักหลักอยู่ที่นั่นเพื่อ “สังเกตการณ์เลือกตั้ง” ของบ้านเรา ถือเป็นการให้สัมภาษณ์แบบ “เปิดใจ” เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังเสร็จสิ้นการนับคะแนนเลือกตั้งที่เกิดขึ้นเมื่อวันอาทิตย์ก่อนหน้านั้น…

และต่อไปนี้คือ “ความคิดเห็น” ของอดีตนายกรัฐมนตรีถือว่าที่ต้องระเหเร่รอนอยู่นอกประเทศ นับเนื่องจากเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 ในนาทีที่ทราบว่าพรรคพลังประชาชนที่ชูนโยบาย “จะพาทักษิณกลับบ้าน” อย่างชัดเจน ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนถึง 233 เสียง….

มีข่าวว่าท่านจะกลับประเทศไทยในวันที่ 14 กุมภาพันธ์

“คุณเฉลิม (อยู่บำรุง) กับผมโทรคุยกัน คิดว่าโดยกติกาแล้ว เลือกตั้งเสร็จ สภาเปิด 23 มกรา จากนั้นก็ใช้เวลาอีกประมาณสัก 2-3 อาทิตย์ รัฐบาลก็คงเรียบร้อย สัก 10 กุมภา รัฐบาลก็น่าจทำงานแล้ว คุณเฉลิมบอกว่า เอ๊ะ14 กุมภา วันดีนะ วันแห่งความรัก เราก็กะว่าจะไปแถวๆ นั้น แต่ก็ดูแล้วอาจจะไม่ทันก็ได้ เพราะผมอยากให้สถานการณ์บ้านเมืองมันลงตัวจริงๆ ไม่ว่าใครจะเป็นรัฐบาลก็แล้วแต่ แต่ว่าดูวันนี้ การตั้งรัฐบาลอาจจะยืดไปอีกหน่อยหรือเปล่าไม่แน่ใจ ก็ต้อง Play by ear”

ถึงประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาล ก็จะกลับ

“ประชาธิปัตย์เป็นรัฐบาลก็จะกลับ แน่นอน เมื่อไหร่ทีประเทศกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตย มีระบบที่การันตีความยุติธรรม ก็น่าสนใจ น่าที่จะกลับไปอธิบายได้ แต่ว่าวันนี้มันเป็นระบบที่พิเศษ”

มั่นใจในกระบวนการยุติธรรมของไทยแค่ไหน

“เรามั่นใจในความบริสุทธิ์ของเรา เราไปพิสูจน์ความบริสุทธิ์ มันไม่ยากอยู่แล้ว เรามั่นใจว่าทำได้อยู่แล้วเพราะเราไม่ได้ทำอะไรผิด”

กลับไป จะเล่นการเมืองอีกไหม หรือตั้งพรรคการเมือง

“พอแล้ว เมื่อเช้านี้ ก่อนมาเมียผมยืนยันอีกทีว่าถ้าเธอกลับไปเล่นการเมือง ฉันหย่าเธอแน่นอน กลับไปคราวนี้จะกลับไปในฐานะพลเมืองเต็มขั้น ตอนนี้เป็นพลเมืองชั้นสองอยู่ อยู่บ้านเลขที่ 111 ลงคะแนนก็ไมได้ กลับไปก็หวังว่าจะได้เป็นพลเมืองเต็มขั้น”

ถ้าไม่เล่นการเมือง จะทำอะไร

“เล่นกอล์ฟ ไปสอนหนังสือ ดูแลทีมฟุตบอลแมนเชสเตอร์ เยี่ยมเยียนเพื่อนฝูง ทำบุญทำทาน อะไรต่ออะไร มีเรื่องทำเยอะแยะ อย่างลืมว่านี่เป็นสิ่งที่ผมขาดหาย เพราะในชีวิตผมทำแต่งาน ทำธุรกิจมาก็เหนื่อย ตั้งตัวได้ปุ๊บก็เป็นนักการเมือง เป็นนายกฯ ห้าปีกว่า ก็ล้าเหมือนกัน วันนี้ก็ได้ทำในสิ่งที่ขาดหายในอดีต”

ช่วงปีเศษๆ ที่ผ่านมา มีเวลาอยู่กับตัวเอง มีเวลาทบทวนผิดพลาดของตัวเองในอดีตบ้างไหม

“ก็มีบ้าง คนเราต้องทบทวนตัวเอง ผิดถูก อะไรที่เรามีโอกาสได้ทำอีกจะไม่ทำผิดพลาดอย่างเก่า”

ที่พบว่าผิดพลาด คืออะไร

“ก็มีสองสามเรื่อง สำคัญก็คือ อยู่เมืองไทย คุณต้องให้เวลากับคน อยากจะอยู่เมืองไทยให้ได้ดี ต้องให้เวลากับคน บางคนอยู่ดึกดื่น มีเพื่อนฝูงเยอะแยะ บางคนถึงเวลาห้าโมงกลับบ้าน ครอบครัวดี แต่ไม่มีเพื่อน คือเมืองไทยจำเป็นต้องมีเพื่อน พระเจ้าให้มาทุกคน 24 ชั่วโมงท่ากัน เราต้องแบ่ง 24 ชั่วโมงให้มีประสิทธิภาพ ต้องให้กับงาน ครอบครัว ตัวเอง และสังคม มันไม่ได้ให้สังคม ทำให้เวลาถูกปล่อยข่าวลือก็ไม่มีใครช่วย”

ประเทศไทยถูกปฏิวัติ ส่วนหนึ่งมาจากท่านเป็นสาเหตุ คิดไหมว่าอยากขอโทษคนไทย

“ผมว่าที่มีสาเหตุจากผมก็เพราะว่าผมอาจจะเป็นรัฐบาลที่แข็งแรงไป เข้มแข็งไป พวกล้มไม่ได้ ก็เลยล้มนอกกติกา ความจริงแล้วพวกปฏิวัติต้องไปขอโทษ ไม่ใช่ผม แต่ว่าผมจะไปหาทางช่วยเหลือประชาชนโดยการให้ความรู้ประชาชนในการทำมาหากิน ให้เขาฟื้นฟูตั้งตัวขึ้น ก็อาจจะไปทำโครงการ Poverty eradication ระดับโลก พาพวกเศรษฐีน้ำมัน เพื่อนฝูงมาช่วยว่าจะช่วยคนไทยเขาแข็งแรงได้อย่างไร ไม่ใช่เอาเงินมาแจก แต่ว่าเป็นลักษณะให้โอกาสอย่างไร”

ไม่รู้สึกว่าตัวเองเป็นสาเหตุของการปฏิวัติ

“ปลายเหตุ เป็นสาเหตุที่ปลายเหตุ เหตุเกิดจากกติการัฐธรรมนูญมันส่งผลให้รัฐบาลแข้มแข็ง เมื่อเข้มแข็งมีผลงานมาก ก็แข็งเกินไป พวกไม่ชอบ เขาถึงแก้ให้มันอ่อนๆ แบบนี้ไง นี่ชัดเลย ให้มันเป็นรัฐบาลผสม ให้ส.ส.ทรยศพรรคการเมืองได้ จะได้อ่อนแอหน่อย นี่คือสิ่งที่เราเข้าใจผิด เราอดทนไม่ได้ เราอดทนที่จะเห็นความเข้มแข็งไมได้ ที่จริงแล้ว ประเทศที่เจริญแล้วรัฐบาลเขาเข้มแข็งหมดเลย เพราะว่าเขาอดทนได้ แต่เราไม่ได้ แล้วกติกาก็ล้มมันเลย ซึ่งเขาไม่ทำกัน ประเทศอารยะไม่ทำกัน เราไปทำ ก็เลยเป็นอย่างนี้”

ข่าวเรื่องนักธุรกิจฮ่องกงขนเงิน 60 ล้านไปเมืองไทย ท่านเกี่ยวข้องอะไรไหม

“คือ…อายัติเงินที่ครอบครัวผมทำมาหากินทั้งชีวิตยังไม่พอใจอีกหรือ กล่าวหาอะไรผม ชีวิตผมก็ลำบาก บางครั้งอย่างฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ต้องยืมเพื่อน เพราะเงินไม่พอ ผมยืมเพื่อนครับ หลายครั้งหลายคนด้วย มีทั้งคนไทยและต่างประเทศ เพราะว่าผมเงินไม่พอ แล้วทุกวันนี้ เวลาใช้จ่ายก็ใช้บัญชีของลูกสาวคนเล็ก มีเงินนิดเดียว ต้องใช้เครดิตการ์ดเอา คนกล่าวหา ปากต่อปากบนพื้นฐานที่ไม่มีความจริง ผมก็มีเงินในครอบครัวเท่าที่สร้างมาจากการทำธุรกิจ และขายหุ้นชินคอร์ปไป ก็มีอยู่แค่นี้ พออายัติเสร็จแล้วยังหาว่าผมมีท่อน้ำเลี้ยงอีก อายัตินี่ขยับไม่ได้นะครับ แม้แต่ลูกชายผม เงินในบัญชีเล็กๆ ล้านกว่าบาท เขียนเช็คซื้อของไป เช็คก็เด้ง”

“ผมอ่านข่าวว่ามีคนฮ่องกงกลับไป เอาเงินสดเข้าไป ผู้ชายหญิงผมยังไม่รู้ ชื่ออะไรไม่รู้ บังเอิญว่าเขาไปจากฮ่องกง ถ้าแอบเอาเข้าไปจะไป Declare ทำไม ถือผ่านก็ผ่านแล้ว เขาไป declare เพราะว่าเขาเตรียมจะเอาออก เดาเอานะ คือต้องบอกว่าเอาเงินเข้ามาเท่านี้นะ ถ้าเขาจะเอากลับไปก็เอาไปได้ คือพยายามหาเรื่อง สร้างภาพว่าผมนี่มีเงินเยอะแยะ ขนเงินอย่างนั้นอย่างนี้ ผมไม่รู้จัก หน้าตาอย่างไรไม่รู้”

จริงๆ แล้วมีเงินไหม เป็นท่อน้ำเลี้ยงไหม

“ไม่มี ผมจะเอาที่ไหนมา ผมก็ถูกอายัติอยู่นี่ เงินที่ลูกผมมีบัญชีเมืองนอกก็มีอยู่นิดเดียว สมัยก่อนได้เงินปันผลก็เก็บไว้ไม่กี่ตังค์ ก็ใช้กับฟุตบอลไปหมดแล้ว”

การเดินทางไปประเทศต่างๆ ทุกวันนี้ใช้เงินจากไหน

“ใช้เครดิตคาร์ด เครดิตก็ของแบงก์กรุงเทพ ไทยพานิชย์ ใช้เครดิตการ์ดหมด ยังไม่มีเครดิตการ์ดเมืองนอกเลย”

แต่ก็มีเงินไปซื้อทีมฟุตบอล

“ก็ขออนุญาตไปก่อนถูกอายัต ติดต่อซื้อก่อนหน้านั้นไปแล้ว”

เคยเป็นเศรษฐีอันดับต้นๆ ของโลก วันหนึ่งไม่มีเงิน ต้องไปยืมคน รู้สึกอย่างไร

“ทุเรศครับ ทุเรศ สิ่งที่เกิดขึ้นคือ กล่าวหาว่าผมคอรัปชั่นเงินตัวเอง เงินที่ผมและครอบครัวผมหามาทั้งชีวิต อายัติ แล้วก็อ้างว่าทำโน่นเสียหาย เก็บกลับไว้ แล้วถามว่าถ้านายกฯ ไม่มีตังค์เข้ามาล่ะ ทำเสียหายแล้วจะทำไง ทำไม ต้องเอาหลักทรัพย์ค้ำประกันตำแหน่งตัวเองเหรอ นี่คือสิ่งที่ผมคิดว่าไม่เป็นธรรม ผมเอง ผมทนได้ แต่ครอบครัวผมล่ะ ลูกมียผมล่ะ ผมคิดว่ามันกลั่นแกล้งกันมากไป ผมไม่ได้ทำผิด คือหมั่นไส้และเข้าใจเองว่าอย่างนี้ผิด แล้วผลสุดท้ายเป็นไง 15 เดือนที่ผ่านมา ข้อกล่าวหาที่นำขึ้นศาลก็เป็นข้อกล่าวหาเรื่องซื้อที่ดินโดยการประมูลถูกต้องตามกฎหมายทุกอย่าง ไม่รู้ทำไงก็เอาไปคาศาลไว้ก่อน ข้อหาอื่นเป็นไง 15 เดือนแล้วนะ”

ประเด็นที่ว่ามีคนไม่อยากให้ท่านกลับ กลัวถูกเช็คบิล แก้แค้น

“บอกเลยนะ คนที่แค้นผมก็ดี กลัวผมแค้นก็ดี ถ้าต่างคนต่างแค้น เราก็จะได้โรคหัวใจไปคนละโรค ไม่มีประโยชน์หรอก อีกไม่เท่าไหร่ก็ตายแล้ว อย่าไปคิดว่าจะอยู่ห้าพันปี อีกไม่กี่วันก็ต้องตาย ทุกคนก็ต้องตาย ผม 58 แล้วนะ ไม่มีอะไรดีเท่าการมีสุขภาพกายและจิตดี ครอบครัวดี ไม่มีอะไรอีกแล้ว นี่สำคัญที่สุด ราคาเท่าไหรก็ซื้อไม่ได้ เพราะฉะนั้น ปล่อยจิตว่างซะ อย่าไปเคียดแค้นใคร บางทีโรคหัวใจไม่มา เส้นเลือดสมองแตก นอนพิการอยู่แด๊กๆ เป็นที่เดือดร้อนรำคาญลูกหลานต้องมาเลี้ยง เพราะฉะนั้นปล่อยจิตว่าง ใครแค้นผมก็มาคุยกัน ผมจะอธิบายให้ฟังว่าผมมีอะไร เพราะผมเป็นคนไม่รังแกคนอยู่แล้ว ถามว่ากลัวผมแค้นเรื่องอะไรมาถามผมเลย ผมจะบอกว่าไม่มีอะไรแล้ว จบ วันนี้หลายคนที่เคยขึ้นเวทีด่าผมก็พูดจากันปกติ ไม่มีอะไร เพราะผมให้อภัยคน

แต่วันนี้ สิ่งที่ผมจะต้องทำคือผมจะตอบแทนบุญคุณคนที่ไม่ทิ้งผมในยามยากอย่างไร โดยเฉพาะพี่น้องประชาชนคนยากจนที่คิดว่าพรรคพลังประชาชนจะเอาผมกลับบ้าน ก็เลยเทคะแนนให้เต็มที่ อันนี้ผมก็เลยรู้สึก… ภาษาอังกฤษเรียกว่า Touched มันไม่รู้จะบอกอย่างไร”

หากถูกจับตอนกลับไป เกรงจะวุ่นวายไหม

“ไม่มีหรอก ไม่มีการจับกันอย่างนั้น ก็เดินไปให้ประกันตัวที่ศาลเท่านั้นเอง”

ทำไมถึงเลือกคุณสมัคร สุนทรเวช เป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

“ก็เป็นเรื่องที่พรรคพวกที่เขารวมตัวกันที่พลังประชาชน เขาปรึกษากันว่าจะหาใครเป็นหัวหน้าพรรคดี ผมก็นึกถึงคุณสมัคร ก็นึกถึงหลายท่าน แต่การที่ผมถูกกล่าวหาโดยคนไม่ปรารถนาดีว่าผมไม่จงรักภักดีหรือเปล่า ซึ่งความจริงผมเป็นคนซึ่ง…ผมได้รับสมรสพระราชทาน เริ่มต้นตั้งแต่เด็กๆ ผมจงรักภักดีตั้งแต่เด็กๆ เลยมาคิดว่าคุณสมัครเป็นคนที่ถวายงาน รับใช้เบื้องยุคลบาทมา มีความจงรักภักดีสูง มีประสบการณ์ความรู้ความสามารถ ผ่านกระทรวงมาเยอะ เป็นรัฐมนตรีตั้งแต่ 30 กว่า เป็นหลายกระทรวง เป็นรองนายกฯ เป็นผู้ว่ากทม. น่าจะเหมาะ ผมก็เลยบอกพรรคพวกว่าคุณสมัครเป็นไง เขาก็เห็นด้วย เขาก็ไปเชิญ ผมก็โทรบอกท่านว่าพรรคพวกเขาอยากเชิญท่านเป็นหัวหน้าพรรค ท่านก็บอกดีๆ”

มีเงื่อนไขไหม

“ไม่มี คุณสมัครเป็นคนดีมาก อยู่ใกล้ชิดจะรู้ว่าปากอย่างนั้น แต่จิตใจดีมาก เป็นคนที่ขยัน อดทน และเป็นคนที่จริงใจ”

จากท่าทีและคำพูดของคุณสมัคร เกรงกันว่าบรรยากาสสมานฉันท์จะไม่เกิด

“ไม่จริง คุณสมัครเป็นคนอยากเห็นบ้านเมืองสงบ แต่บางทีลักษณะของคนที่ผ่านงานมาเยอะ มีความเชื่อมั่นในตัวเอง ในการพูดจาเพื่อแนะนำชี้แจง ดึงดูดใจเพื่อให้ไปสู่จุดๆ หนึ่ง แต่จริงๆ แล้วอยากเห็นบ้านเมืองสงบ ตอนคุยกับผม เราก็ห่วงกันสองเรื่อง เรื่องความสงบในทางการเมือง กับปัญหาปากท้องที่ตอนนี้แย่ คนแย่กันเหลือเกิน ลำบากได้ทั่วหน้ามาก ผมก็เลยคิดว่าตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ซึ่งคุณสมัครเองก็พยายามดึงคนเข้ามาช่วยทำงาน”

มั่นใจว่าคุณสมัครเป็นนายกฯ ได้

“ก็คนเป็นรมต.มหาดไทยเมื่ออายุ 30 กว่าๆ เป็นรัฐมนตรีคมนาคม รองนายกฯ จบปริญญาโทจากชิคาโก้ น่าจะทำงานได้”

ความรู้สึกของท่านตอนนี้กับพล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน และคณะที่ทำรัฐประหาร

“มันก็เป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีอะไรเลย ปฏิวัติก็คือเปลี่ยนอำนาจการปกครอง ผมก็เลิกมา แต่เพียงเสียดายประชาธิปไตย เสียดายโอกาสประเทศ เพราะโลกยุคใหม่ การปฏิวัติทำให้คนเขาไม่คบ เสียหายกับประเทศ ก็เสียดาย แต่ส่วนตัวแล้วถือว่าเขาก็ทำหน้าที่ของเขา ถ้าเขาทำด้วยใจที่นึกถึงชาติ ผมก็ไม่มีอะไร ก็เคยทำงานด้วกันมา เป็นรุ่นพี่รุ่นน้องกันมา”

เคยโทรคุยกันไหม

“เคยคุยกันนานแล้ว ตอนปฏิวัติได้สัก 3-4 เดือนได้มั้ง ก็คุยกันว่า โอเค ผมน้ำใจนักกีฬานะ ไม่มีอะไร ถือว่าจบเป็นจบ คุยกันแค่นั้น หวังว่าแก่ๆ แล้วตีกอล์ฟกันได้”

ยังโกรธไหม

“บอกแล้วไง โกรธก็เอาโรคหัวใจไป เส้นโลหิตในสมองแตกก่อน อย่าไปโกรธ เชื่อผมเถอะ ภาษาพระท่านบอกว่าไม่มีอะไรอยู่ยงคงกะพัน เกิดขึ้นตั้งอยู่แล้วก็ดับไป ปล่อยจิตว่างให้มันสบายๆ สะอาดๆ ดีกว่า”

เกรงกันว่า ถ้าพลังประชาชนเป็นรัฐบาล ความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลและกองทัพจะเปราะบาง

“ไม่เกี่ยวเลย ความจริงไม่น่าจะมีอะไรเลยนะ เป็นเรื่องที่ทุกคนต้องเคาพการทำหน้าที่ซึ่งกันและกัน รัฐบาลก็เคารพการทำหน้าที่ของทหาร ทหารก็เคารพการทำหน้าที่ของรัฐบาลที่มาจากประชาชน ก็แค่นั้น อย่าง ผบ.ทบ คนใหม่ก็รุ่นเดียวกับผม ไม่เห็นมีอะไรกังวล เพื่อนรวมรุ่น อีกหน่อยแก่เกษียณไปแล้วก็จัดงานเลี้ยงรุ่น ลูกหลานก็ไปวิ่งเฮฮา มันก็เป็นอย่างนั้น อย่างไรมันก็เป็นพื่อนกันมา ไม่มีอะไร”

กลับไปเมืองไทย สิ่งแรกจะทำอะไร

“ข้อแรกเขาบังคับผมไปประกันตัว เพราะเขายัดข้อหาให้ผม ผมหลีกเลี่ยงไมได้ ทั้งที่ไม่อยากไป นอกนั้นก็คงต้องกลับบ้าน ไปหาเมียหาลูก ไปกราบพระที่บ้านแล้วก็ขอนอนที่บ้านสักคืน กับลูก นอนเตียงที่เราเคยนอนมา ไม่ได้นอนมาปีกว่า ต่อไปก็คือจะขอพระบรมราชานุญาติว่าถ้าผมจะเข้าเฝ้าฯ กราบพระบาทพระเจ้าอยูหัวกับสมเด็จพระนางเจ้าฯ ได้นี่ถือว่าเป็นบุญ แล้วก็อยากจะไปทำบุญตามจังหวัดต่างๆ ตามวัดวาที่เราเคยไปสักการะ นอกนั้นก็คงไปหาอาหารอร่อยๆ กิน ไปกินข้าวเหนียวส้มตำ ไส้อั่ว น้ำพริกหนุ่มของผมมั่ง”

ตอนเป็นนายกฯ ท่านมองว่าทำอะไรผิดพลาด จึงต้องออกมาอยู่นอกประเทศ

“จุดอ่อนคือผมทุ่มเทกับงานมากจนไม่มีเวลาเข้ากับสังคม คือการเมืองไทยก็ดี หรือการที่จะอยู่ในที่สูงของประเทศไทย เราต้องมีเวลาให้สังคม เพื่อนฝูง ผู้หลักผู้ใหญ่ แต่ผมบังเอิญภาษาอังกฤษเรียกว่า workaholic คือทำงานทุ่มเท ขยัน วิ่งโน้นวิ่งนี่ ผลสุดท้ายมีเวลากับสิ่งนี้น้อย เวลาเกิดความไม่เข้าใจ กระแสข่าวลือ เกิดการปล่อยข่าวของฝ่ายไม่ชอบผมออกมา ออกมาปั๊บ ภาษาอังกฤษเรียกว่า line of defense มันไม่มี ไม่มีเส้นป้องกันเรา ไม่มีอะไรป้องกันเราว่าสิ่งเหล่านี้ไม่จริง เพราะไม่มีโอกาสไปคุยกับใคร ถ้าได้ไปคุยกับเพื่อนฝูงผู้ใหญ่ บางที่เห็นว่ามีข่าวลืออย่างนี้ เขาถามเรา เราอธิบายให้ฟัง เขาก็ช่วยอธิบายต่อได้ แต่ความที่เราไม่มีเวลา แล้วข่าวลือเราก็รู้อยู่ สมมุติว่าผมเห็นเรือสามลำ บอกคุณ คุณไปเล่าให้นาย ก. ฟัง เขาเห็นเรือสี่ลำ เจ็ดลำ ต่อไปก็มากเข้าจนใส่ในลงแม่น้ำไม่ได้ นี่คือสิ่งที่ผมเจอ ต้องยอมรับว่านี่คือความผิดพลาด”

บางคนบอกว่า ความผิดพลาดของท่านคือรวยแล้วแต่ไม่พอ

“นั่นเป็นข้อกล่าวหาแล้วล่ะ เพราะว่าจากที่ผมทำงาน ถ้านั่งดูบัญชี ผมนี่เปิดทรัพย์สินของผมตั้งแต่เป็นรัฐมนตรีต่างประเทศเมื่อปี 94 แล้วผมก็มีหลักทรัพย์คือหุ้นของกลุ่มชิน แล้วที่ขายไปล่าสุดก็คือเม็ดหุ้นเดิมนี่แหละ แต่ราคาหุ้นมันเปลี่ยนไปตามราคาตลาด ก็ขายไป ตอนนั้นเขาบอกผมมี 6 หมื่นกว่าล้าน ตอนนี้เจ็ดหมื่นกว่าล้าน ก็สิบปี ราคาหุ้นเปลี่ยนไปตามธรรมดาเพราะเศรษฐกิจมันโตขึ้น คนก็ไปกล่าวหาผม และหาว่าผมขายหุ้นไม่เสียภาษี เพราะการขายหุ้น กฎหมายระบุว่า การขายหุ้น เขาเรียก capital gain tax ไม่มี คือมูลค่าล้ำค่าหุ้นไม่ต้องเสียภาษี และก็ไม่มีใครเสียภาษี ไม่มีใครเสียเลยเพราะมันเสียไมได้ กฎหมายไม่ให้เสีย ก็กล่าวหาผมว่าหลบภาษี ส่วนหุ้นของลูกที่อยู่ต่างประเทศ ก็เป็นหุ้นที่เราโอนไปไว้ต่างประเทศ แต่ความที่เรารักชาติ คิดว่า เออ อยากให้เงินกลับเมืองไทย ลูกเขาก็บอกเออ เอาเงินกลับเมืองไทยดีกว่า ก็เอาหุ้นกลับมาไว้เมืองไทย ซึ่งถ้าไว้เมืองนอก โดยปกติมันก็ไม่เกี่ยวกับเรื่องภาษีอยู่แล้ว และการขายหุ้นทั่วไปก็ไม่ต้องเสียภาษีอยู่แล้ว ก็เป็นการกล่าวหา ซึ่งเราอธิบายได้ ตอบได้ แต่วันนี้ มันเหมือนกับกฎหมายไม่เป็นกฎหมาย อยากจะพูดอะไรกล่าวหาอะไรก็ได้ ผมมันโดนข้างเดียว คือปฏิวัติก็ลับหลัง กล่าวหาก็ลับหลัง โจมตีก็ลับหลัง ก็เลยอยากไปข้างหน้าเพื่อให้เขาดูว่าผมอยู่ตรงนี้ ช่วยว่าผมหน่อย แล้วผมจะอธิบายให้ฟัง ไม่อยากโดนลับหลังแล้ว ก็แค่นั้นเอง”

ช่วงที่เป็นนายกฯ ท่านมีอำนาจมาก และไม่เชื่อฟังใครเลย

“ไม่จริงเลย การเป็นรัฐบาลมาจากประชาธิปไตย มันมีระบบตรวจสอบของมัน มีองค์กรอิสระเยอะแยะไปหมด ก็หาว่าผมไปแทรกแซง วันนี้เป็นไง ตั้งเองเลย ตามใจชอบเลย ไม่ต้องมีระบบสรรหา สมัยก่อนยังเป็นระบบสรรหา มี check and balance คนนี้รู้จักผมบ้าง รู้จักคนอื่นบ้าง ก็มานั่งกันเต็ม ไม่ใช่เรื่องที่ผมไปเอาคนนั้นคนนี้มาวางได้ มีระบบ มีสภาอยู่ แต่ถูกกล่าวหาตลอด

ความที่ผมจริงจัง ทำงานเร็ว เด็ดขาด ก็กลายเป็นผมเผด็จการ ความจริงไม่เกี่ยวเลย เผด็จการได้ไง อยู่เหนือกฎหมายก็ไมได้ แต่วันนี้กฎหมายไม่เป็นกฎหมาย คืออะไร ตอนสมัยผมอยู่ ผมเป็นคนฉับไว รวดเร็ว ถ้าผมเป็นอย่างที่ว่า ทำไมวันนี้พรรคพลังประชาชนไปบอกว่าจะเอาผมกลับ ประชาขนยังเลือกอยู่ ยังได้ถึงเกือบครึ่ง อันนี้เป็นสิ่งที่คนไม่เชื่อ แต่แน่นอน คนบางคนเขาเชื่อ แต่ผมอธิบายได้ ตอบได้ ผมเป็นคนธรรมดา แต่ผมเป็นคนเด็ดขาดในการทำงานมากกว่า ไม่ได้เป็นเผด็จการ แต่เด็ดขาดในการทำงาน”

การไม่มีอำนาจในวันนี้ ถือเป็นบทเรียนอะไรไหม

“ไม่มีอำนาจก็ดีครับ ไม่ต้องทำ ไม่ต้องผิด เรากำลังสร้างวัฒนธรรมว่าไม่ทำไม่ผิด ทำจะผิด ผมเป็นคนธรรมดาไม่ต้องผิดไง สบาย ไม่ต้องคิดมาก ผมบอกได้เลยว่าการเป็นนายกฯ ของผม คือการคิดว่า ครั้งหนึ่งได้เกิดมาเป็นคนไทย มีฐานะจากการเป็นคนไทย ผมไปเรียนหนังสือเพราะได้ทุนรัฐบาล จากภาษีประชาชน ผมคิดว่าถ้าผมพร้อมก็ควรอาสามาทำงานให้ประชาชน ทำเต็มที่ ทุ่มเทเต็มที่ เมื่อถึงเวลา พวกบอก เฮ้ย! อย่าทำนะ ผมก็ขอบคุณมาก หมดหน้าที่แล้ว ทำหน้าที่ของผมไปแล้ว หมดหน้าที่ก็ไปทำหน้าที่ประชาชน ก็คือหน้าที่ของพลเมืองที่ดี ทำอะไรได้ก็ทำ”

โอกาสที่จะไม่ได้กลับเมืองไทย มีไหม

“ก็ไม่ได้กลับมาระยะหนึ่งแล้ว ไม่ใช่ว่าผมไม่อยากกลับ อยากกลับ พร้อมจะกลับ แต่บังเอิญความขัดแย้งในบ้านเมืองยังมี ตอนแรกผมโทรคุยกับท่านสุรยุทธ์ (จุลานนท์) ผมหวังว่าท่านจะช่วยทำเรื่องความปรองแดง ผมบอกท่านว่าผมพร้อมจะช่วยนะ เพราะตบมือข้างเดียวคงไม่ดัง เพราะ Supporter ผมเยอะ ช่วยกันทำได้ ผมก็บอกท่านไป หวังว่าขบวนการปรองดองเริ่มขึ้น ผมก็จะได้กลับไปช่วยทำ เรื่องข้อกล่าวหาผมไม่กลัวอยู่แล้ว พร้อมจะสู้อยู่แล้ว”

รัฐบาลจะปรองดองได้ไหม ในเมื่อแตกแยกเป็นขั้วอย่างชัดเจนเช่นนี้

“การแตกแยกเริ่มต้นที่การเมือง เพราะว่าพรรคการเมืองเอาชนะคะคานกัน ไม่ยอมแพ้กัน ไม่ยอมรับกติกากัน ถ้าทุกคนยอมรับกติกามันก็ไม่เป็น พอไม่รับ ความแตกแยกก็ลามเข้าไปในกลุ่มผู้สนับสนุแต่ละฝ่าย ก็เลยแผ่ออกไป เมื่อมันเริ่มต้นแตกแยกที่พรคการเมือง ก็ต้องเริ่มปรองดองกันที่พรรคการเมือง นี่ผมเสนอท่านไปนานแล้วนะ

แต่วันนี้ เมื่อประชาชนได้เลือกแล้ว ก็ต้องเคารพประชาชน หลักก็คือว่าให้พรรคการเมืองที่มี ส.ส.ในสภาทั้งหมดมารวมกันตั้งรัฐบาล แล้วเร่งแก้ปัญหาที่สำคัญๆ ก่อนเพื่อน ก็คือปัญหาความแตกแยกเป็นเรื่องใหญ่ เมื่อมาทำงานด้วยกัน ความมือร่วมใจ การแก้ไขปัญหาของบ้านเมืองมันก็เกิด เพราะนักการเมืองส่วนใหญ่มีจิตสำนึกดีอยู่แล้ว เมื่อลดละกันได้ ก็จะทำให้หันหน้าหากัน ภาพของการยุติความขัดแย้งก็จะเกิดขึ้น กองเชียร์ก็จะเริ่มลดลง มันก็จะทำให้บรรยากาศสมานฉันท์กลับคืนมา”

มองว่าจะเปลี่ยนพฤติกรรมนักการเมืองได้หรือ

“มันต้องมีกติกาที่ล็อคไว้ ก็คือถ้าทุกคนมาร่วมเป็นรัฐบาล ให้พรรคใหญ่สุดเป็นแกนนำในการจัดตั้ง แล้วทุกคนมาร่วมกัน ร่วมกันนี่มีวาระที่ชัดเจนเลย หนึ่ง แก้ไขปัญหาความแตกแยกของประเทศก่อนอื่น สอง แก้ไขปัญหาความไม่เป็นประชาธิปไตย ให้กลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แล้วอันที่สามคือแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจโดยด่วน ปัญหาสำคัญๆ นี่ ต้องแก้โดยด่วนเลย ระบบการเงิน แก้มันไม่ยาก ถ้าพรรคการเมืองลดลาวาศอก หันหน้าหากัน ผมว่าช่วยได้ แต่ว่าวันนี้เขาอาจไม่ขานรับผม แม้กระทั่งพรรคพลังประชาชนก็อาจจะไม่ขานรับผม ก็เป็นเรื่อธรรมดาของการเมือง แต่อย่างน้อย การเริ่มต้นวันที่ 23 ธันวา ควรเป็นวันเริ่มต้นแห่งความสร้างสรรค์ทางการเมือง สื่อก็เช่นกัน พรรคการเมืองก็เช่นกัน กองเชียร์ก็เช่นกัน ถ้าเราจะติจะอะไรต้องสร้างสรรค์ พอสร้างสรรค์ บรรยากาศก็สร้างสรรค์ พูดง่ายแต่ทำยาก พฤติกรรมมนุษย์มันคุมยาก ถ้าทำได้จริง ก็จะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี ถึงจะไม่ได้เป็นรัฐบาลเพื่อความปรองดองแห่งชาติ แต่ก็ขอให้เป็นรัฐบาล ขอให้เป็นสภา สภาแห่งความสร้างสรรค์ก็แล้วกัน”

“ประเทศไทยมีขั้วได้ไง เรามีความหลากหลายทางความคิดได้ แต่ความคิดเหล่านั้นต้องยุติภายใต้กติกา เรานั่งประชุมกันนี่ เถียงกันได้เลย แต่เมื่อที่ประชุมตกลงอย่างไรก็จบนะ คนไม่เห็นด้วยก็ต้องจบนะ ไม่ใช่ออกไปเป็นพระเอกเลย โอ๊ย ผมไม่เห็นด้วยหรอก ที่ประชุมนี่มันแย่มากเลย อย่างนี้เจ๊งหมด”

มองว่าที่ผ่านมา ไม่ค่อยมีการเคารพกติกา

“ใช่ นี่ไง ทำไมผมถึงไปทำทีมแมนเชสเตอร์ซิตี้ เพราะผมอยากเห็นเยาวชนไทยเล่นกีฬา รู้จักเคารพกติกา รู้แพ้รู้ชนะ รู้อภัย เพราะคนไม่เล่นกีฬา ไม่มีน้ำใจนักกีฬา ไม่รู้จักรู้แพ้รู้ชนะรู้อภัย ไม่รู้จักเล่นตามกติกา ถ้าเรารู้จักตรงนี้ปัญหาความแตกแยกไม่มีหรอก”

กังวลไหมว่า อาจมีอะไรทำให้บรรยากาศประชาธิปไตยไม่เกิดหลังเลือกตั้ง

“ผมอยากฝากนักการเมืองทุกคน ทุกพรรค และฝากสื่อมวลชนว่า จุดที่เป็นสปอตไลต์ ที่คนจะเห็นว่าความแตกแยกจะหายไป ความปรองดองจะกลับมาหรือไม่อยู่ที่การกระทำของนักการเมืองและสื่อ ที่จะช่วยประคับประคองให้ระบบการเมืองไทยมันสร้างสรรค์มากหน่อย ผมเชื่อว่าถ้าช่วยกันอย่างนี้มันจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นสิ่งที่เป็นความปรารถนาของประชาชน วันนี้ขอให้ทุกฝ่ายได้ตระหนักว่าที่ประชาชนเลือกท่านเข้ามานี่ เขาให้ท่านเข้ามาปรองดองกันนะ เขาไม่ให้มารบราฆ่าฟันกันนะ เพราะเขาแย่แล้ว ทุกวันนี้เขาลำบากแล้ว เกษตรกรก็แย่ คนทำงานก็แย่ เท็กซี่ก็แย่ พ่อค้าก็แย่ มันแย่ไปหมดแล้ว แล้วเขาอุตส่าห์ออกจากบ้านมาลงคะแนนนี่ เพราะเขาอยากให้ไปปรองดองกันนะ เขาไม่ได้อยากให้มารบกันนะ ขอให้เข้าใจตรงนี้”

ปีใหม่นี้ อยากให้ท่านกล่าวอวยพรคนไทยในอเมริกา

“ชีวิตคนที่ระหกระเหิน อวยพรจะเหมาะหรือเปล่า แต่ถ้าคิดว่าผมเป็นคนไทยคนหนึ่งที่รักคนไทย รักประเทศไทย ก็ขออนุญาตอวยพร ผมเองในชีวิตก็เป็นคนที่เชื่อในศักยภาพของตัวเองเป็นหลัก เพราะฉะนั้นขอให้คิดดี ทำดี ขยันหมั่นเพียร และตั้งใจในสิ่งที่คิดว่าน่าจะทำได้แล้วเกิดประโยชน์กับตัวเอง ส่วนรวมและครอบครัว ผมคิดว่าทำเถอะ แล้วท่านจะประสบความสำเร็จเอง แต่ว่าก่อนอื่นก็คือ Help yourself before god can help you หรืออัตตาหิอัตโนนาโถ นั่นคือต้องช่วยตัวเองเยอะๆ สู้ด้วยตัวเอง มันจะไม่มีใครไม่สำเร็จ ก็ฝากพี่น้องคนไทยต่างแดน

“โดยเฉพาะคนไทยด้วยกันต้องรักกัน ขอยกตัวอย่าง มีคนเวียดนามลอยเรือรุ่งริ่งไปถึงแอลเอ ไปรวมตัวกันสิบกว่าคน เช่าอพาร์ทเมนท์อยู่ด้วยกัน กรีดเลือดใส่น้ำดื่มว่าจะเป็นพี่น้องกัน ช่วยเหลือกัน สิบปีต่อมาเป็นเถ้าแก่กันหมด ไปทำร้านอาหาร ไปทำร้านส่งของโชว์ห่วย แต่ว่าพี่ไทยบางคู่นั่งเครื่องบินไปด้วยกัน แต่งสูทหล่อเลยนะครับ ลงเครื่องไปก็อยู่ด้วยกัน สักพักก็ทะเลาะกัน แล้วก็เฮ้ย! มึงทำไรวะ กูทำไรวะ ในที่สุดมันก็ไม่ได้ช่วยเหลือกัน มันก็อ่อนแอทั้งคู่ ผมอยากให้คนไทยรักกัน ยกตัวอย่างคนเวียดนาม เราเป็นคนชนชาติเดียวกัน รักกัน ให้อภัยกันและกัน อย่าเอาประเด็นอะไรขึ้นมาทะเลาะกันมากเกินไป ผมคิดว่าคนไทยในอเมริกามีศักยภาพที่จะสร้างตัวเองได้ทุกคน ก็อยากให้คนไทยในอเมริกา ได้ใช้ศักยภาพตัวเอง รักษาความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน คนไทยในต่างประเทศก็จะประสบความสำเร็จทุกๆ คน ขอให้ปีใหม่นี้ ขอให้ทุกคนมีความสุข ความเจริญก้าวหน้าในชีวิตครับ”

ที่มา: ไทยทาวน์ ยูเอสเอนิวส์