You are currently browsing the category archive for the ‘Thai Democracy at Crossroads’ category.

สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2236 ประจำวัน จันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2008

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยท่ามกลางความดีใจ และการต้อนรับของประชาชนหลายสิบล้าน และการต่อต้านของฝ่ายไม่เอาทักษิณเดิม ที่พยายามหยิบยกประเด็นต่างๆ มาคัดค้าน วิจารณ์อย่างเซ็งแซ่ ตั้งแต่เวลาไม่เหมาะสม เข้ามาเพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มาชี้นำรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ไปจนถึงการก้มลงกราบแผ่นดิน ต่างๆ นานา

ดูเหมือนว่า ฝ่ายต่อต้านยังวิจารณ์ไม่เลิก คือ คำประกาศของอดีตผู้นำประเทศจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมใคร่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้สักนิด เพราะเป็นปัญหาสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีที่พึงมี

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความคิดเห็น ต่อการกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นการกลับปิตุภูมิ มาตุภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน มาอยู่กับภรรยา บุตร ธิดา ญาติพี่น้อง และอยู่ท่ามกลางประชาชนคนไทยที่เรียกหามาปีกว่า หลังจากรัฐบาลของท่านถูกรัฐประหาร ถูกยึดอำนาจ บังคับให้อยู่ต่างประเทศมากว่า 15 เดือน นี่เป็นเหตุผลหลัก การกลับมาสู้คดีที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริต ซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก และปกปิดโครงสร้างหุ้นแอสซี เอสเสทฯ ตามคำพูดคำกล่าวของสื่อมวลชน และผู้คนทั้งหลายเป็นเหตุผลรอง เหตุผลประการแรก เป็นเรื่องสิทธิมนุษย์และสิทธิพลเมือง ประการหลัง เป็นสิทธิของของจำเลยในกระบวนการยุติธรรม
Read the rest of this entry »

โดย อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนที่มีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของขบวนการประชาธิปไตยนับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศคือทัพหลวงของประชาธิปไตยที่ขบวนการประชาธิปไตยพึ่งพาวางใจได้ในการต่อสู้อันยากลำบากและยาวนาน

ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำกับโดยพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยที่แกนในอำนาจรัฐยังคงกุมอยู่ในมือของกลุ่มจารีตนิยมที่มีกลไกราชการ-กองทัพเป็นเครื่องมือ ร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนเก่า ปัญญาชนขวาจัด ปัญญาชนอีแอบตีสองหน้า และปัญญาชนเดือนตุลาฯที่ทรยศต่อประชาธิปไตย แกนในนี้มีเปลือกหุ้มเป็นระบอบรัฐสภาที่มีผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถูกกำกับอย่างแน่นหนาจากวุฒิสภาแต่งตั้งและบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่แยกสลายพรรคการเมืองและจำกัดอำนาจการบริหารของรัฐบาล

ขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงก่อรูปขึ้นเป็นสองแนวรบใหญ่คือ ด้านหนึ่งเป็นแนวรบในกรอบรัฐธรรมนูญ 2550 อันประกอบด้วยการเลือกตั้ง เวทีรัฐสภาและการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เพื่อเข้ากุมการบริหารงานแผ่นดินในระดับหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่ง ก็คือแนวรบนอกสภาอันประกอบด้วยกลุ่มพลังมวลชนประชาธิปไตยใหม่อันหลากหลายที่ก่อกำเนิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พัฒนาขยายตัว ผ่านการต่อสู้บนท้องถนนมาอย่างทรหดอดทนและอันตรายยิ่ง หล่อหลอมขึ้นเป็นกองทัพหน้าอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของขบวนการประชาธิปไตย

ภารกิจประชาธิปไตยในขั้นตอนปัจจุบันยังคงเป็นการต่อสู้เพื่อนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลิตผลของรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นเครื่องมือของระบอบอำมาตยาธิปไตย เต็มไปด้วยบทบัญญัติที่เป็นเผด็จการและละเมิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และไม่สามารถที่จะใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญได้ ฉะนั้น ภารกิจยุทธศาสตร์ในขั้นปัจจุบันของขบวนการประชาธิปไตยจึงเป็นการนำเอารัฐธรรมนูญ 2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมดกลับคืนมา ทำการแก้ไขตามความเห็นของมหาชน แล้วให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข จากนั้น ให้ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่โดยทันที
Read the rest of this entry »

มาร์วาน มาคาน-มาร์การ์, สำนักข่าวไอพีเอส (IPS Inter Press Service)

กรุงเทพ, 30 ธันวาคม 2550 แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยดูผิวเผินจะราบรื่น แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปี 2549 ก็ชี้ชัดว่าประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองอีกครั้งในต้นปี 2551 นี้

ความร้อนแรงทางการเมืองเริ่มส่อแววขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคพลังประชาชนได้ชัยชนะในการเลือกตั้งโดยมีจำนวน สส. มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้โดยได้รับ 233 ที่นั่งจากสภาที่มี สส. จำนวน 480 คน ซึ่งทำให้พรรคพลังประชาชนมีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแต่ก็มีกระแสต่อต้านพรรคพลังประชาชนอย่างรุนแรงจากบรรดาสื่อมวลชน โดยมีความพยายามเชื่อมโยงพรรคการเมืองนี้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ชนะการเลือกตั้งสองสมัยซึ่งถูกทหารโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 นอกจากนี้กระแสการต่อต้านพรรคพลังประชาชนยังมาจากคนบางกลุ่มในสังคมไทย ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามทั้ง พตท. ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร
สุนทรเวช พอ ๆ กัน ซึ่งบรรดาคนกลุ่มนี้ประกอบด้วย ผู้นำทางทหารและข้าราชการหัวอนุรักษ์นิยม และบรรดาชนชั้นสูงที่อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันชั้นสูงของประเทศ

“ถ้าพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลผสมสำเร็จ พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ฮันนีมูนพีเรียดทางการเมือง” กวี จงกิตถาวร บรรณาธิการอาวุโสและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกเรา “จะมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลย โดยเป็นเรื่องต่อเนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีอยู่ในตอนนี้”
Read the rest of this entry »

รำลึก14 ตุลา: เฟ้นหาอุดมการณ์ 14 ตุลา เจอแต่ ปชต.อันสับสน

เมื่อวันที่ 13 ต.ค. 50 โครงการเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ศึกษาคณะศิลปศาสตร์ มธ. ร่วมกับกลุ่มเพื่อนรัฐธรรมนูญ 40 และคนเดือนตุลาไม่เอาเผด็จการจัดงานรำลึก 34 ปี 14 ตุลา

กิจกรรมเริ่มต้นขึ้น ด้วยการอ่านแถลงการณ์และบทกวี พร้อมทั้งแสดงละครล้อเลียน ณ บริเวณลานโพธิ์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มีผู้เข้าร่วม อาทิ นายจรัล ดิษฐาอภิชัย นพ.เหวง โตจิราการ นายเกรียงกมล เลาหะไพโรจน์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง นายสมยศ พฤกษาเกษมสุข

โดยละครล้อเลียนนั้น ได้เสียดสีอดีตคนเดือนตุลา โดยมีคนสวมหน้ากากเป็นนายธีรยุทธ บุญมี นายประสาร มฤคพิทักษ์ นายคำนูณ สิทธิสมาน และนายประพันธ์ คูณมี และทำพิธีจุดธูปอัญเชิญดวงวิญญาณจอมพลถนอม กิตติขจร เพื่อคารวะขอขมาที่เคยขับไล่ในสมัยเหตุการณ์ 14 ตุลา โดยมีบุคคลที่สวมหน้ากากนายธีรยุทธ เป็นผู้นำในการทำพิธีดังกล่าว และช่วงท้าย ได้ให้คนสวมหน้ากาก พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธาน คมช. ยืนให้อดีตแกนนำคนเดือนตุลาก้มลงเลียรองเท้าทหารพร้อมทั้งตะโกนว่า เผด็จการจงเจริญ

ถัดจากนั้น เป็นการอภิปรายเนื่องในโอกาส 34 ปี 14 ตุลา ในหัวข้อ “เจตนารมณ์ 14 ตุลา กับสถานการณ์ปัจจุบัน” ผู้ร่วมอภิปราย อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตนายกสโมสรนักศึกษามหาวิทยาลัยเชียงใหม่ปี 2519, วิจิตร ศรีสังข์ อดีตผู้ร่วมก่อตั้งพรรคพลังธรรม มธ. และอดีตนายกองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2517, ณัฐวุฒิ วัชรกุลดิลก อดีตกรรมการสหพันธ์นักศึกษาเสรีแห่งประเทศไทย, นิธินันท์ ยอแสงรัตน์ ผู้ช่วยบรรณาธิการเครือนชั่นกรุ๊ป อดีตสมาชิกวงดนตรีต้นกล้า และสมาชิกสภาองค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ปี 2517 ดำเนินรายการโดย จรัล ดิษฐาอภิชัย อดีตผู้ก่อตั้งสภาหน้าโดม มธ. และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติที่ล่าสุดเพิ่งถูกถอดถอนไปหลังเข้าร่วมกิจกรรมต้านรัฐประหาร

วิจิตร ศรีสังข์ กล่าวว่า อุดมการณ์ 14 ตุลา เป็นเรื่องต้องการรัฐธรรมนูญ ต้องการให้ประชาชนเข้ามามีอำนาจตัดสินใจการบริหารประเทศ และไม่ต้องการรัฐทหาร ไม่ต้องการให้ทหารใช้อาวุธมายึดอำนาจ เพราะมันก็คือการปล้นประเทศชาติ เท่านั้นเองคือสิ่งที่คิดกันเมื่อ 14 ตุลา ถ้าเทียบกับสถานการณ์ทุกวันนี้ สถานการณ์มันซับซ้อนมากขึ้นว่า เราต้องการรัฐธรรมนูญแบบไหน

“บางที คนอย่างคุณคำนูณ (สิทธิสมาน) หรือประพันธ์ (คูณมี) เขาอาจเข้าใจว่า กำลังสู้กับเผด็จการอยู่ก็ได้”

วิจิตรกล่าวว่า ทุกวันนี้เราได้ยินคำว่า ‘อำมาตยาธิปไตย’ ซึ่งเข้าใจว่าชาวบ้านร้อยละ 90 ไม่เข้าใจว่ามันแปลความหมายว่าอะไร แต่ที่จะพูดถึงประเด็นนี้คือ ก่อนเหตุการณ์ 14 ตุลา ก็มี ‘อำมาตยาธิปไตย’เหมือนกัน เพราะไม่เชื่อว่าพลังนักศึกษาอย่างเดียวจะไปล้มจอมพลถนอม จอมพลประภาสได้

Read the rest of this entry »

บทความจาก พ.ต.ท. ดร. ทักษิณ ชินวัตร เนื่องในวันครบรอบ 1 ปีของการทำรัฐประหาร เรื่อง “การกลับคืนสู่ระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย” (“To Return to a Democratic Thailand”) ตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ The Asian Wall Street Journal ฉบับวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 25501

ในวันเดียวกันนี้ของปีที่แล้ว ผมอยู่ที่กรุงนิวยอร์ก และเตรียมการที่จะขึ้นกล่าวสุนทรพจน์ต่อที่ประชุมใหญ่ขององค์กรสหประชาชาติในฐานะนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย ผมมีความภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้มีโอกาสทำหน้าที่สำคัญนี้ เพื่อประเทศชาติอันเป็นที่รักของผม

หนึ่งปีก่อนหน้านั้น ผมได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทยในการเลือกตั้ง ทำให้ผมสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างมากขึ้นใหม่ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นเป็นสมัยที่สองติดต่อกัน โดยในประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยเกือบ 100 ปีของไทย ผมเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งนอกจากจะสามารถอยู่ในตำแหน่งได้จนครบวาระ ผมยังได้รับความไว้วางใจจากพี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่ของประเทศให้รับตำแหน่งหน้าที่อันยิ่งใหญ่นี้ต่ออีกวาระหนึ่ง

ภายใต้การบริหารงานของรัฐบาลของผม เราสามารถลดความยากจนของประชาชนของประเทศได้เกือบครึ่ง ให้โอกาสประชาชนเข้าถึงระบบของสวัสดิการรักษาพยาบาลในราคาต่ำเป็นครั้งแรกของประเทศไทย รัฐบาลของผมสามารถบริหารแผ่นดินด้วยงบประมาณที่สมดุลและยังสามารถชำระหนี้สินของประเทศชาติคืนให้แก่กองทุนการเงินระหว่างประเทศหรือ IMF ได้จนครบถ้วน ในการเตรียมการที่จะกล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่สหประชาชาติ ผมตั้งใจที่จะตอกย้ำถึงความสำเร็จและความก้าวหน้าของระบอบประชาธิปไตยของไทย

ในวันที่ 19 กันยายน พ.ศ. 2549 ผมไม่สามารถมีโอกาสที่จะได้กล่าวสุนทรพจน์ในที่ประชุมใหญ่ขององค์การสหประชาชาติตามที่กำหนดไว้ เพราะรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยของผม ถูกโค่นล้มโดยการกระทำรัฐประหารโดยกองทัพ

การกระทำรัฐประหารต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนเป็นสิ่งที่ผมและพี่น้องชาวไทยส่วนใหญ่ไม่คาดคิดมาก่อนว่าจะเกิดขึ้นได้ในยุคนี้ ผมเชื่อมั่นว่าการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขนั้นได้ฝังรากลึกในสังคมไทย เรามีรัฐธรรมนูญฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่ได้ชื่อว่าเป็นรัฐธรรมนูญของประชาชน และมีความเป็นประชาธิปไตยสูงสุดอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

Read the rest of this entry »

วิทยากร บุญเรือง

คำว่า “ระบอบทักษิณ” กับการดูถูกคนจน

ผมขอเริ่มด้วยรูปภาพที่ว่ากันว่าเป็นการหักหาญน้ำใจและดูถูกคนยากจนทั่วประเทศ คงจำกันได้ดีสำหรับภาพนี้ เอาเป็นว่าเราจะไม่พูดถึงที่มาของมัน แต่จะขอพูดถึงการตีความภาพนี้แบบพื้นๆ …

ภาพนี้มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าบรรดา กลุ่มนักวิชาการ ชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง ที่ช่วยกันสร้างคำว่า “ระบอบทักษิณ” นั้น มีมุมมองอย่างไรต่อคนจนที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และอดีตพลพรรคไทยรักไทย

ในความหมายอย่างง่ายๆ แก่การเข้าใจสำหรับสำหรับคำว่าระบอบทักษิณ คือการชี้ให้เห็นว่านายทุนอย่างทักษิณและพลพรรคใกล้ชิด พยายามสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยการแทรกซึมไปยังโครงสร้างส่วนต่างๆ ของสังคม ใช้กฎหมาย นโยบาย และ บทบัญญัติใน รธน. เป็นกลไกในการแทรกแซง และพยายามครอบงำคนยากจนด้วยนโยบายประชานิยม ให้เป็นฐานเสียง เป็นฐานกำลังอำนาจในการเลือกตั้ง — นี่แหละความเลวร้ายของระบอบทักษิณที่เขาว่าๆ กันมา

แล้วระบอบที่เราเจอหลังรัฐประหารนี่ล่ะ! มันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่ทักษิณและพลพรรคสร้างขึ้นมาหรือ? ความแตกต่างคงจะมีเพียงรัฐทหารใช้การคุกคามทางเสรีภาพ และการยัดเยียดจริยธรรมที่เป็นไปไม่ได้ ในการครอบงำคนจน

และส่วนที่เลวที่สุดก็คือ ตาม รธน.ฉบับใหม่นี้ ระบบเลือกตั้งถูกทำให้เสื่อมประสิทธิภาพทางประชาธิปไตยลงไป คนจนยากนักที่จะผนึกกำลังกันตั้งรัฐบาลที่ให้ผลประโยชน์กับคนจนมากที่สุด ทำเยี่ยงในอดีตไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าระบอบทักษิณมันมีจริง กอปรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ – การเมือง แบบนี้แล้ว มันจะผิดด้วยหรือ ถ้าคนจนๆ มันจะโหยหาระบอบทักษิณนั้น

เสียงจากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เหยื่อระบอบทักษิณ”

รัฐประหาร

การป่าวประกาศว่า “กูชอบระบอบทักษิณ” ของคนจน ในสภาวะที่ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณเป็นใหญ่ มันได้แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดอย่างมหาศาล ของพวกเราเหล่าคนจน ..

 ‘บอม’ เกษตรกรรุ่นใหม่ในอำเภอสันกำแพง และงานอันหนักหน่วงของเขา หลังรัฐประหารในไทยไม่นานนัก เพื่อนผู้สื่อข่าวภาคเหนือของประชาไทท่านหนึ่ง ได้ชักชวนให้ผมลงพื้นที่อำเภอสันกำแพง เพื่อหาเกษตรกรซักคน นำมาเขียนรายงานตีแผ่ถึงชีวิตส่วนตัวและความอาลัยอาวรณ์ถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่พึ่งถูกทำรัฐประหาร เพื่อส่งให้กับสำนักข่าว BBC

เราได้เลือกลงพื้นที่บ้านหัวฝาย หมู่ที่ 9 ต.แช่ช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าเราไปถึงบ่ายเศษๆ พวกเราได้ไปด้อมๆ มองๆ แถวทุ่งนาที่ไม่มีต้นข้าว มีแต่หญ้าเพราะพึ่งผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปแล้ว … และเราก็ได้เจอชายสองคนกำลังเกี่ยวหญ้าขึ้นรถกระบะ พวกเราจึงตรงปรี่ไปที่เขา

อันดับแรกเราไปแสดงตัวถึงการเป็นนักข่าว … แน่ล่ะว่าในห้วงเวลานั้น พึ่งเป็นช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ บรรยากาศการแสดงออกทางการเมืองยังอึมครึมอยู่ เราจึงทำทีท่าว่าจะมาขอทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตเกษตรกรไทย ในปัจจุบัน

จำได้ว่าเราได้รับใบสั่งจาก BBC ให้หาชาวนาตัวเป็นๆ ที่ชื่นชอบ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร … ตอนนี้เราได้ล่ะชาวนา แต่ข้อถัดมาเราคงต้องไปลุ้นที่บ้านของแหล่งข่าวสองคนนี้ ซึ่งเขาชักชวนให้เราไปที่บ้าน เพื่อสัมภาษณ์หรือทำอะไรก็แล้วแต่ต่อ

ผมจึงติดเบียร์ไว้ 3 กระป๋อง เพื่อกันพลาด !

พอถึงที่บ้าน เราจึงได้ข้อมูลขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ ชายสองคนที่เราตามมานั้นเป็น น้า-หลาน กัน พอเราเตรียมจะเปิดประเด็นพูดเรื่องการเมืองขึ้นมา ผู้เป็นน้าก็ขอตัวไปทำธุระอะไรซักอย่างก่อน(ตามระเบียบ) คนที่เหลือซึ่งเป็นหลาน จึงจำเป็นจะต้องรับภาระดูแลขับสู้พวกเราต่อไป แต่ก็ทำงานบ้านที่ยังไม่เสร็จพลางๆ ไปด้วย — เขาชื่อบอม อายุ 21 ปี และกำลังจะไปเป็นทหารเกณฑ์ (ในเดือน พ.ย. 2549)

บอมเล่าให้เราฟังว่า บอมช่วยพ่อและน้าหน้าเลี้ยงวัวและก็กิจกรรมจุกจิกอย่างอื่นในการเลี้ยงชีพ สำหรับอาชีพเกษตรกรถึงแม้ใครหลายคนจะดูถูกว่าต้อยต่ำและลำบาก แต่บอมบอกว่าทำแล้วสบายใจกว่าการไปรับจ้างใครคนอื่น

Read the rest of this entry »

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช
คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

อีกไม่กี่วันก็จะครบรอบ 1 ปี ของการทำรัฐประหาร (ครั้งที่เท่าไหร่ไม่อาจจำได้) ผมลองมานั่งประเมินดูในสายตาของผมว่า สังคมไทยเรียนรู้หรือไม่ได้เรียนรู้อะไรบ้าง โดยผมขอเริ่มจากสิ่งที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้ก่อน

สิ่งที่สังคมไทยไม่ได้เรียนรู้

1. รัฐประหารไม่ได้เป็นวิถีทางในการเเก้ไขปัญหาของประเทศชาติ

บทเรียนนี้สังคมไทยสอบตกอย่างสิ้นเชิง เกือบทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร ในแถลงการณ์หรืออารัมภบทของธรรมนูญการปกครองชั่วคราวมักจะเอ่ยอ้างหรือท้าวความถึงปัญหาต่างๆนานา พร่ำพรรณนาถึงวิฤตการณ์สารพัดจนคณะรัฐประหารทนไม่ได้ต้องเข้ามาจัดการหรือคลี่คลายวิกฤติการณ์ด้วยการทำรัฐประหาร แต่จะเห็นได้ว่า หลังจากการทำรัฐประหาร 19 กันยายนที่ผ่านมา ปัญหาของประเทศชาติก็ไม่ได้คลี่คลายลงไปแต่น้อย ความสมานฉันท์ของคนในประเทศไม่ได้ดีขึ้นเมื่อเทียบก่อนทำรัฐประหาร มิหนำซ้ำ ผลของการลงประชามติได้เกิดประเด็นโต้เถียงราวกับว่าเกิด “แบ่งเขาแบ่งเรา” คือระหว่างภาคเหนือ- อีสานกับ ภาคใต้ มีการกระแหนะกระแหนกัน ซึ่งเกรงว่าจะกลายเป็นประเด็น “ภูมิภาคนิยม” ขึ้นมา

สำหรับปัญหาการทุจริตซึ่งเป็นหนึ่งในข้ออ้างของการทำรัฐประหารนั้น เกือบทุกครั้งที่มีการทำรัฐประหาร คณะรัฐประหารก็มักจะฉกฉวยโอกาสที่จะแสงหาผลประโยชน์เข้าตนเองและพวกพ้อง ซึ่งมักจะเคลือบแฝงในนามของเงินเดือน ผลประโยชน์ เบี้ยประชุม การนั่งเป็นประธานบอร์ดของรัฐวิสาหกิจ การอนุมัติงบลับ การแต่งตั้งพรรคพวกตนเองเข้าไปดำรงในตำแหน่งสนช. สสร. หรือการอุปโลกน์องค์กรเฉพาะกิจอื่นๆโดยมีค่าตอบแทนจำนวนมากเป็นเครื่องล่อ ซึ่งเราจะจัดพฤติการณ์ดังกล่าวเข้าข่ายประพฤติมิชอบหรือไม่นั้นก็ขึ้นอยู่กับมุมมองของแต่ละคน แต่ผมนั้นถือว่าเป็นการประพฤติมิชอบแต่ทำให้ดูเนียนขึ้นเท่านั้นเอง

ส่วนปัญหาเศรษฐกิจนั้นไม่ต้องพูดถึง เราท่านต่างได้รู้สึกถึงความสามารถของรัฐบาลชุดนี้ได้เป็นอย่างดีว่ามาความสามารถในการแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจได้ด้อยเพียงไร

สรุปก็คือ เราไม่สามารถเเก้ไขปัญหาประเทศชาติด้วยการ “ล้มกระดาน” (tabura rasa) เเล้วเเทรกเเซง กระบวนการยุติธรรมตามระบบปกติด้วยการอุปโลกน์องค์กรเฉพาะกิจขึ้นมาทำหน้าที่เเทน ทำให้ความน่าเชื่อถือต่อหลักนิติรัฐรวนไปทั้งระบบ ปัญหาของประเทศชาติในปัจจุบันทวีความซับซ้อนเเละเกี่ยวกันกับกระเเสโลกาภิวัฒน์มากขึ้นทุกทีๆ จนไม่สามารถมักง่ายด้วยการทำรัฐประหารต่อไปอีกเเล้ว

Read the rest of this entry »

ศรายุธ ตั้งประเสริฐ

23 สิงหาคม 2550

บทความนี้ต้องการที่จะนำเอาความคิดเห็นในการลงประชามติของประชาชนในจังหวัดมุกดาหารมาอธิบายโต้แย้งกับการอธิบายถึง “ลักษณะทางการเมืองที่ล้าหลังของคนอีสาน”โดยคณะรัฐประหาร ในนามคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และกลไกของ คมช. นักการเมือง นักวิชาการและสื่อมวลชนกระแสหลัก รวมไปถึงการโต้แย้งชุดความเข้าใจที่ฉาบฉวยและตื้นเขินของบรรดาคนชั้นกลางในเมืองที่มีต่อคนยากจนในชนบท

ทำไมคนมุกดาหารไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ

จังหวัดมุกดาหารมีลักษณะเฉพาะที่น่าสนใจในหลายประการด้วยกัน ดังนี้

1. เมื่อเปรียบเทียบกัน มุกดาหาร ถูกจัดอยู่ในกลุ่มจังหวัดที่ประชากรส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตรกรในภาคชนบทซึ่งมีฐานะยากจน แต่ก็มีความอ่อนไหวต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจน้อยกว่าคนเมือง

2. มุกดาหาร ไม่ใช่ฐานเสียงของพรรคใดพรรคหนึ่งแต่เป็นพื้นที่ที่มีการแก่งแย่งกันตลอดเวลาของหลายพรรคการเมือง เช่น ไทยรักไทย ประชาธิปัตย์ ชาติไทย ราษฎร กิจสังคม ฯลฯ

3. ผลจากการที่ไม่ได้เป็นพื้นที่ฐานเสียงของพรรคไทยรักไทยทำให้มุกดาหารได้รับอานิสงส์ หลังเหตุการณ์ รัฐประหาร 19 กันยายน พ.ศ.2549 จังหวัดมุกดาหาร ไม่ได้ถูกจัดเป็นพื้นที่ที่ถูกประกาศเป็นเขตกฎอัยการศึก

ถึงแม้ว่าจะไม่เป็นเขตกฎอัยการศึก แต่ก่อนการลงประชามติ ในจังหวัดมุกดาหารมีการเคลื่อนไหวของ กอ.รมน. และกลไกของมหาดไทยมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็นการเรียกประชุมกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน การทำปฏิญญาหมู่บ้านในการพัฒนาระบอบประชาธิปไตย โครงการอาสาสมัครพัฒนาประชาธิปไตย การลงมาตรวจราชการของนายกรัฐมนตรี การสัมมนาผู้นำชุมชน แบบสำรวจความคิดเห็น เอกสารเผยแพร่ของจังหวัดและ กอ.รมน. ตลอดจนการประชุม/สัมมนาที่จัดโดยองค์กรอื่นๆ ที่มีส่วนได้เสียกับงบประมาณของรัฐบาลชุดนี้ รวมทั้งการวิ่งรถโฆษณาของนักการเมืองท้องถิ่น ทั้งหมดนี้กระทำในวาระของการรณรงค์ให้ประชาชนไปใช้สิทธิ แต่เนื้อหาที่แท้จริงแล้วก็คือการจูงใจให้ประชาชนไปลงประชามติรับร่างรัฐธรรมนูญทั้งสิ้น
Read the rest of this entry »

 

คุณผู้อ่านสามารถรับฟังเสียงการอภิปราย ‘รัฐธรรมนูญ 2550กับทิศทางการเมืองไทยในอนาคต‘ และ ‘ดีเบตรัฐธรรมนูญ 2550 รอบที่2‘ ได้ตามลำดับ จากคลิปเสียงข้างล่างนี้

[splashcast PGSK6420MB]

เมื่อวันที่ 17 สค. 2550 คณะรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ร่วมกับมูลนิธิ คอนราด อเดนาวร์ได้จัดการอภิปรายในหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ 2550 กับทิศทางการเมืองไทยในอนาคต” ณ ห้องประชุมใหญ่ สถานบริการเทคโนโลยีสารสนเทศ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ โดยผู้เข้าร่วมอภิปรายแบ่งออกเป็น 2 ทีมคือ ทีม “รับรัฐธรรมนูญ” และ ทีม “ไม่รับรัฐธรรมนูญ”

ทีม “รับรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย
1. นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ
2. รศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
และ
ทีม “ไม่รับรัฐธรรมนูญ” ประกอบด้วย
1.นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย
2.รศ.ดร.เกษียร เตชะพีระ คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ
3. รศ.ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
Read the rest of this entry »

คอลัมน์ ระดมสมอง

โดย ปิยบุตร แสงกนกกุล

เหตุผลที่ไม่ควรรับร่างรัฐธรรมนูญ นอกจากมีฐานที่มาจากรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 และมีเนื้อหา สนับสนุนให้กลับไปสู่ระบอบอำมาตยาธิปไตยแล้ว ยังมีเหตุผลเกี่ยวกับการสืบทอดอำนาจผ่าน ทางบทเฉพาะกาลของร่างรัฐธรรมนูญที่ควรนำมาพิจารณาอีกหลายประเด็นด้วย

ประเด็นแรก กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญได้

บทบัญญัติในมาตรา 294 วรรคสอง กำหนดว่า

“เพื่อประโยชน์แห่งการขจัดส่วนได้เสีย ห้าม มิให้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรหรือดำรงตำแหน่งสมาชิกวุฒิสภาภายในสองปีนับแต่วันที่พ้นจากตำแหน่งตามวรรคหนึ่ง”

จากบทบัญญัติดังกล่าว หากมองดูผิวเผินอาจเห็นได้ว่า ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมีความประสงค์ดีในการป้องกัน ไม่ให้เกิดส่วนได้เสียในกรณีที่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไปดำรงตำแหน่ง ส.ส.หรือ ส.ว.ภายในสองปีข้างหน้า

อย่างไรก็ตามหากมองอย่างลึกซึ้งจะพบว่า ร่างรัฐธรรมนูญห้ามเฉพาะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คนเท่านั้น ไม่รวมถึงสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญที่เหลืออีก 65 คน และร่างรัฐธรรมนูญห้ามกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญลงสมัครรับเลือกตั้งเป็น ส.ส.หรือดำรงตำแหน่งเป็น ส.ว.เท่านั้น ไม่ได้ห้ามดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญต่างๆ ความข้อนี้แสดงให้เห็นว่า แม้กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญจะไม่อาจดำรงตำแหน่ง ส.ส.หรือ ส.ว.ได้ในอนาคตอันใกล้ แต่กรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญสามารถ “ผัน” ตนเองไปสู่ตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ กรรมการการเลือกตั้ง กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรรมการตรวจเงินแผ่นดิน หรือผู้ตรวจการแผ่นดินได้ น่าเสียดายที่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญมุ่งขจัดส่วนได้เสียของตนเฉพาะโอกาสที่ตนจะไปเป็น “นักการเมือง” แต่ไม่ขจัดส่วนได้เสียของตน ในการเป็น “ผู้ตรวจสอบนักการเมือง”

ประเด็นที่สอง การสืบทอดขององค์กรที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร

ภายหลังรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะรัฐประหารได้ออกประกาศและคำสั่งตามมาจำนวนมากที่เกี่ยวกับองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ส่วนหนึ่งเป็นการรับรองการดำรงอยู่ขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ 2540 ให้มีอำนาจหน้าที่ตามเดิมต่อไป อีกส่วนหนึ่งเป็นการแต่งตั้งบุคคลเข้าไปดำรงตำแหน่งองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ
Read the rest of this entry »

Sticky Topics

ธันวาคม 2017
พฤ อา
« ม.ค.    
 123
45678910
11121314151617
18192021222324
25262728293031

Top Clicks

  • ไม่มี

StatCounter

Blog Stats

  • 219,846 hits