นับตั้งแต่พ.ต.ท. ดร.ทักษิณ ชินวัตรอาสาเข้ามาทำงานการเมืองและทำหน้าที่เป็นผู้นำของประเทศนั้น สำหรับผู้เขียนแล้วจากการติดตามการเมืองไทยตลอดระยะเวลาที่่ผ่านมาผู้เขียนคิดว่าพ.ต.ท.ทักษิณ ท่านเป็นผู้นำที่มีการพัฒนาตัวเองอยู่เสมอมากกว่านายกฯไทยคนใดในอดีตที่ประเทศไทยเคยมีมา

ในสายตาของผู้เขียนตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีที่ผ่านมาที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเข้ามาบริหารประเทศ ท่านทำงานด้วยความมุ่งมั่นและทุ่มเททั้งกำลังกายและกำลังใจในการแก้ปัญหาและพัฒนาประเทศอย่างจริงจัง ซึ่งอาจกล่าวได้ว่าในรอบ 75 ปีแห่งการปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทยเรา ไม่มีช่วงใดที่การเมืองจะมีลักษณะพิเศษโดดเด่นเฉกเช่นยุคที่พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นหัวหน้าพรรคไทยรักไทยและดำรงตำแหน่งนายกรัฐมตรีด้วยเสียงข้างมากติดต่อกัน 5 ปีและเผชิญความแปรปรวน ผันผวนทางการเมืองอีก 1 ปี รวมระยะเวลาอยู่ในตำแหน่งราว 6ปี (2544-2549)

ลักษณะพิเศษดังกล่าวได้แก่ลักษณะดังต่อไปนี้….

หนึ่ง…พรรคไทยรักไทยที่มี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นหัวหน้าพรรค ได้ใช้กระบวนการวิจัยและพัฒนา(Research and Development :R&D) มาสร้างยุทธศาสตร์เพื่อบริหารประเทศ และสร้างนโยบายของพรรคให้ประชาชนเปรียบเทียบกับพรรคการเมืองอื่นๆ

สอง…พรรคไทยรักไทยได้ใช้นโยบายที่สร้างขึ้นเป็นธงนำในการเคลื่อนไหวทางการเมืองด้านหนึ่งถือเป็นกลยุทธที่โน้มนาวจูงใจให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งศรัทธาและเลือกพรรคอีกด้านหนึ่ง พรรคไทยรักไทยสามารถสร้างกลยุทธทางการเมืองเชิงบวกที่สามารถหลีกเลี่ยงการทำลายล้างทางการเมืองโดยการใส่ร้ายป้ายสีพรรคการเมืองอืนๆซึ่งนับเป็นก้าวทางการเมืองที่สำคัญและทำให้ การแข่งขันการเมืองหลุดพ้นจาก“การเมืองวาทะกรรม” ไปสู่ “การเมืองที่เสนอทางออก(Solution Base)” นับเป็นนิมิตหมายที่ดีของการพัฒนาการเมืองไทยเข้าสู่ระดับสากล

สาม…การรณรงค์ทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยเน้นการสร้างกลุ่มก้อนของผู้สนับสนุนโดยกลยุทธ์การเข้ามาเป็นสมาชิกพรรคทำให้พรรคไทยรักไทยสามารถสร้างสมาชิกพรรคได้มากถึง 9 ล้านคนในการเลือกตั้งครั้งแรก และกว่า 14 ล้านคนในปัจจุบัน(มากกว่าพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งมีอายุพรรค 60 ปีกว่า2 เท่าตัว) ซึ่งเป็นพรรคการเมืองพรรคแรกในประวัติศาสตร์ของพรรคการเมืองไทย
ที่มีสมาชิกมากที่สุด

ี่ี่…พรรคไทยรักไทยภายใต้การนำของพ.ต.ท. ทักษิณได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งทั้งสองครั้งด้วยคะแนนเสียงถล่มทลายอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อนในประวัติศาสตร์การเมืองไทย กล่าวคือได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนราว 11 ล้านคะแนนในการเลือกตั้งครั้งแรกและ 19 ล้านคะแนนในการเลือกตั้งครั้งที่สอง เสียงสนับสนุนที่ถล่มทลายนี้ด้านหนึ่งได้สร้างความมั่นใจต่อการบริหารประเทศ
และเป็นแรงกระตุ้นให้นายกฯทักษิณ มุมานะสร้างผลงานเพื่อตอบแทนความเชื่อมั่นที่ประชาชนมอบให้แต่อีกด้านหนึ่งก็ได้สร้างความวิตกกังวลอย่างใหญ่หลวงแก่พรรคการเมืองฝ่ายค้าน กลุ่มการเมืองที่สูญเสียประโยชน์และกลุ่มอำนาจแฝงอื่นๆ ที่ไม่อาจทำใจยอมรับความสำเร็จของพรรคไทยรักไทยและความเป็นไปของการเมืองในเวลานั้นได้

ห้า
…การบริหารประเทศภายใต้การนำของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในฐานะนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของประเทศไทยนอกจากจะสามารถนำพาประเทศให้ผ่านพ้นวิกฤติเศรษบกิจและสร้างความมั่งคั่ง ให้แก่ประเทศอย่างรวดเร็วแล้ว ยังสามารถผลักดันนโยบายไปสู่การปฎิบัติที่เป็นจริงทุกคำมั่นสัญญา
อีกทั้งทำให้ประเทศไทยยืนอยู่ในประชาคมโลกอย่างมีศักดิ์ศรีในฐานะประเทศผู้ให้กู้มิใช่ประเทศที่ต้องคอยพึ่งพาสถาบันการเงินระหว่างประเทศเช่นในอดีตอีกต่อไป

หก
…ผลงานการบริหารประเทศในหลายด้านมีลักษณะเหลือเชื่อ และอยู่เหนือความคาดหมายได้แก่

– กองทุนหมู่บ้าน
– 30 บาทรักษาทุกโรค
– OTOP
– การชำระหนี้ IMF ภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี
– การแก้ไขปัญหายาเสพติดที่ระบาดเรื้อรังเป็นภัยคุกคามต่อสังคมไทยมานาน
– การนำหวยใต้ดินมาอยู่บนดิน
– การยกเลิกโทษจำคุกแทนค่าปรับต่อคนจน
– การสร้างนักเรียนทุนรัฐบาลในระดับต่างๆเป็นจำนวนมาก
– การลงทะเบียนคนจนและประกาศแก้ปัญหาความยากจนให้สำเร็จใน 2 ปี

เหล่านี้เป็นต้น

เจ็ด…การผนึกกำลังทางการเมืองที่เป็นปึกแผ่นมากที่สุดภายใต้การนำของนายกฯทักษิณที่ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในเรื่องเสถียรภาพทางการเมือง เพราะการบรรลุถึงการบริหารราชการแผ่นดินให้เป็นผลสำเร็จได้นั้นประกอบไปด้วย 3 เสาหลัก คือ เสาการเมือง เสาเศรษฐกิจและเสาสังคมโดยที่เสาทั้งสามจะต้องมีความสมดุลกันเพื่อสร้างความมั่งคั่งและแข็งแกร่งให้กับประเทศชาติเพราะหาก”เสาการเมือง” มีความมั่นคงมันมีความหมายว่าการเมืองของประเทศเข้าสู่การเมืองที่มีเสถียรภาพเพราะมีแต่การเมืองที่มีเสถียรภาพเท่านั้นจึงจะสามารถสร้างเสถียรภาพและความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจได้

และการเมืองไทยในช่วงเกือบหกปีที่ผ่านมาที่พรรคไทยรักไทยภายใต้พ.ต.ท.ทักษิณได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากประชาชนนั้นสะท้อนภาพการเมืองให้เห็นชัดเจนว่าได้ว่าพัฒนาไปไกลมากเลยทีเดียว..อาจกล่าวได้ว่า”เสาการเมือง” มีความมั่นคงเพราะรัฐบาลมาจากพรรคการเมืองเดียวสมดังเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2540 หรือที่เรียกกันโดยทั่วไปว่า “รัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปการเมือง” (รัฐธรรมนูญฉบับ สสร.) ที่ต้องการให้ระบบพรรคมีการจัดตั้งรัฐบาลที่แข็งแกร่ง สร้างสภาวะผู้นำและเสถียรภาพให้แก่ผู้นำรัฐบาล และต้องการให้มีรัฐบาลที่จัดได้ว่าเป็นฝ่ายบริหารที่เข้มแข็ง ไม่ถูกคุกคามโดยสมาชิกพรรคของตนเองหรือพรรคร่วมรัฐบาลเพราะการเป็นรัฐบาลผสมจำเป็นต้องรอมชอมในเรื่องของนโยบายและผลประโยชน์ทางการเมืองกับพรรคร่วมรัฐบาลอื่นความจำเป็นดังกล่าวไม่เพียงแต่ทำให้การบริหารงานถูกจำกัดแต่ยังทำให้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่มีความแน่นอนเพราะต้องมีการรอมชอมกันในเรื่องผลประโยชน์ ในส่วนนี้ต้องถือได้ว่าวิถีทางแห่งรัฐธรรมนูญที่กำหนดไว้ได้บรรลุเป้าหมายในระดับหนึ่ง

ด้วยเหตุนี้พรรคการเมืองภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณจึงมีการเจราจาทำข้อตกลงกับพรรคการเมืองเล็กๆ อีกสามพรรค คือ ความหวังใหม่ เสรีธรรมและชาติพัฒนาแล้วทำการยุบรวมเป็นพรรคเดียว แม้จะมีความแตกต่างหลากหลายแบ่งฝ่ายเป็น มุ้ง เป็นวังแต่การผนึกกำลังเพื่อบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาประเทศยังคงเป็นด้านหลักดำรงอยู่เคียงคู่ไปกับ ความขัดแย้งตามธรรมชาติของกลุ่มก้อนทางการเมืองซึ่งไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการบรรลุภารกิจหลักแต่อย่างใดการผนึกกำลังทางการเมืองเช่นนี้ทำให้การเมืองเกิดการแบ่งขั้วและหากไม่มีการแทรกแซงด้วยกำลังอาวุธ การแบ่งขั้วนี้จะพัฒนาไปสู่การเมืองสองขั้วเฉกเช่น การเมืองในอังกฤษและสหรัฐอเมริกาซึ่งถือเป็นแม่แบบของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย

แปด…ฐานะและความน่าเชื่อถือของประเทศไทยในประชาคมโลกและในระดับภูมิภาคมีความโด่ดเด่นอย่างไม่เคยปรากฎมาก่อน … นับเป็นช่วงเวลาที่คนไทยพูดถึงความเป็นไทยได้อย่างเต็มภาคภูมิ

จากลักษณะพิเศษ ทั้งแปดประการดังกล่าวทำให้คนจำนวนมากเชื่อว่าการเมืองไทยจะนิ่งและมีเสถียรภาพนับเป็นเวลาที่เหมาะสมต่อการเร่งพัฒนาประเทศให้เจริญรุดหน้า

แต่สำหรับอำนาจพิศดาร ทีแอบแฝงและเป็นไอ้โม่งชักใยบงการการเมืองอยู่เบื้องหลังแล้วแม้ว่าจะเป็นผลดีต่อประเทศและประชาชนอย่างไรก็ตาม หากสถานการณ์นั้นทำให้ “ส่วนครองแห่งความมั่งคั่ง” และ “ส่วนครองแห่งอำนาจ” ถูกบั่นทอนแล้ว…พวกเขาเลือกที่จะรักษาเสถียรภาพแห่งส่วนครองความมั่งคั่งของตนและส่วนครองทางอำนาจของตนเป็นสำคัญยิ่งกว่าสิ่งอื่นใด..

จึงไม่แปลกที่กระบวนการโค่นรัฐบาลที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ก่อตัวขึ้นเป็นพายุการเมืองในปลายปี 2547 โดยจงใจ สร้างเรื่อง สร้างเหตุการณ์ สร้างกระแสสังคมให้นายกทักษิณเป็นภัยต่อพระเจ้าอยู่หัวและสถาบันกษัตริย์โดยเริ่มจาก “หนังสือพระราชอำนาจ” และตามด้วยกระบวนการทางการเมืองที่รุก และมุ่งทำลายเกียรติภูมิของนายกทักษิณให้ย่อยยับอย่างต่อเนื่องตลอดเวลาในช่วงปี 2548-2549
ภายใต้ข้อเรียกร้องทางการเมืองเพียงประการเดียวคือ “ทักษิณ ออกไป

นอกจากการทำลายกันทางการเมืองแล้วยังหมายที่จะปลิดชีพนายกฯทักษิณด้วยการลอบสังหารในเดือนสิงหาคม 2549 และเมื่อแผนขจัดนายกฯทักษิณให้พ้นจากเส้นทางการเมืองด้วยวิธีการลอบสังหารล้มเหลวไม่บรรลุวัตถุประสงค์ก็หันมาเลือกใช้วิธียึดอำนาจการปกครองจากพ.ต.ท.ทักษิณในเดือนกันยายน 2549 เป็นการนำพาประเทศไทยเดินถอยหลังลงคลองอีกครั้ง พวกเขาอ้างตนว่าเป็นทหารของพระราชาใช้เวลาเพียงข้ามคืนทำให้ทั่วโลกเข้าใจว่ากษัตริย์ทรงเห็นด้วยและสนับสนุนการยึดอำนาจของพวกเขา และใช้เวลาเพียงข้ามคืนลดระดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทยให้อยู่ในระนาบเดียวกับประเทศพม่าไม่เหลือเกียรติภูมิของประเทศที่เคยสั่งสมตลอดระยะเวลา 5 ปีที่ผ่านมาว่าเป็นประเทศที่เปิดกว้างทางเศรษฐกิจและยึดมั่นในระบอบประชาธิปไตยให้ต่างประเทศเชื่อมั่นอีกต่อไป

ความมืดมนอนทกาลได้เข้ามาปกคลุมประเทศไทยอีกครั้งหนึ่งความสิ้นหวังต่ออนาคตประเทศและ
ภาวะไร้อนาคตของครอบครัวไทยเข้ามาแทนที่อย่างรวดเร็ว…ในสถานการณ์เช่นนี้เท่านั้นที่อำนาจพิศดารรู้สึกว่า้ส่วนครองแห่งความมั่งคั่งและส่วนครองแห่งอำนาจของตน มั่นคงและมีเสถียรภาพยิ่ง.