You are currently browsing the category archive for the ‘1’ category.

โดย รศ.ดร.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์
ที่มา เว็บบอร์ดพลเมืองภิวัฒน์
18 มิถุนายน 2551

ชัย ชนะของพรรคพลังประชาชน ในการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 และการจัดตั้งรัฐบาล ที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ ได้สร้างความผิดหวังอย่างรุนแรงแก่กลุ่มพลังอำมาตยาธิปไตย

ใน อดีต ระบอบรัฐธรรมนูญที่เกิดขึ้นหลังรัฐประหารทุกครั้ง ก็เป็นเพียงการต่อเนื่อง ของอำนาจรัฐจารีตนิยมในรูปแบบแฝงเร้น ที่สวมเสื้อคลุมเป็นระบอบเลือกตั้ง มีรัฐสภา แต่มีรัฐบาลพลเรือนที่อ่อนแอ และเป็นรัฐบาลหุ่นเชิด ที่ว่านอนสอนง่ายของพวกอำมาตยาธิปไตย

แต่ การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 กลับเป็นครั้งแรก ที่เป็นการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับอำนาจนิยม ที่ร่างโดยคณะรัฐประหาร ที่นำมาซึ่งรัฐบาลที่มีพรรคแกนนำ และมวลชนสนับสนุน ที่เป็นพลังต้านรัฐประหารโดยตรง นี่จึงเป็น “ความพ่ายแพ้ทางยุทธศาสตร์” ที่สำคัญ ของอำมาตยาธิปไตย สะท้อนอย่างชัดเจนว่า นับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน จนถึงวันเลือกตั้ง พวกเขาประสบความล้มเหลวโดยพื้นฐาน ในการทำลายล้างพลังการเมืองประชาธิปไตยของกลุ่มทุนใหม่ และขบวนมหาประชาชน

P5710888-0ฝ่าย เผด็จการอำมาตยาธิปไตย ได้เรียนรู้จากความล้มเหลวของรัฐประหาร 19 กันยายน ว่า พวกตนประเมินอิทธิพลของอดีตผู้นำพรรคไทยรักไทยในหมู่มวลชน ต่ำเกินไป ไม่เข้าใจว่า พลังความนิยมของอดีตผู้นำไทยรักไทยนั้น แผ่กว้างและหยั่งรากลึกในหมู่มวลชน ยิ่ง กว่านั้น พวกเขารู้ตัวแล้วว่า รัฐประหาร 19 กันยายน ที่โค่นล้มรัฐบาลไทยรักไทยที่มาจากการเลือกตั้ง กลับกลายเป็นพลังกระตุ้นให้มวลชนชนชั้นล่าง ทั้งในเมืองและชนบท รวมตลอดถึงปัญญาชน และชนชั้นกลางในเมือง ที่ก้าวหน้า ได้ตื่นตัวทางการเมืองประชาธิปไตยอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน รวมตัวจัดตั้ง กลายเป็นกองทัพหลวงอันเหนียวแน่นของประชาธิปไตย ประกอบด้วยกลุ่มองค์กรมหาประชาชนหลากหลาย ทั้งในกรุงเทพและต่างจังหวัด พร้อมกับสื่อสารมวลชนทางเลือกออนไลน์ในมือที่ทรงพลัง ขับเคลื่อนโดยนักรบไซเบอร์ที่ชาญฉลาด กล้าหาญ เด็ดเดี่ยว ประกอบกันขึ้นแนวร่วมมหาประชาชนประชาธิปไตยที่ทรงพลัง

6jul28go4แทน ที่ค่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย จะยอมรับความจริงว่า ประชาชนได้ตื่นขึ้นแล้ว ยุคสมัยได้เปลี่ยนไปแล้ว บัดนี้ ประชาชนไม่ยินยอมให้ถูกปฏิบัติเยี่ยงไพร่ ทาสธุลี ได้อีกต่อไป และสรุปบทเรียนว่า สมควรถึงเวลาคืนอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง ให้แก่ปวงชนชาวไทยแล้ว เพื่อที่พวกเขาจะยังสามารถรักษา “สวรรค์น้อย ๆ” ของพวกเขาไว้ได้ภายใต้กฎกติกาประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ แต่เผด็จการอำมาตยาธิปไตย กลับสรุปบทเรียนว่า จะต้องดำเนินตีโต้กลับในขั้นแตกหัก เป้าหมายทางยุทธศาสตร์ของพวกเขาในขณะนี้ คือ การ โค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนโดยเร็ว เพื่อบรรลุจุดมุ่งหมายสองประการคือ หนึ่ง ถอนรากถอนโคนกลุ่มการเมืองของอดีตผู้นำไทยรักไทยให้หมดสิ้น และสอง ทำลาย ล้างพลังมวลมหาประชาชนอย่างถอนรากถอนโคน ให้ประชาชนสูญเสียจิตวิญญาณ หมดสิ้นซึ่งขวัญกำลังใจ ที่จะดิ้นรนต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย ยอมสิโรราบ ภายใต้อำนาจปกครองของอำมาตยาธิปไตยต่อไป

รัฐบาล พรรคพลังประชาชนในปัจจุบัน กำลังตกอยู่ในวงล้อม ที่ถูกรุมกระหน่ำตีอย่างหนัก ทั้งจากในสภาคือ พรรคการเมืองสมุนเผด็จการ และสมาชิกวุฒิสภาแต่งตั้ง ประสานกับองค์กรรัฐธรรมนูญ ประกอบกับการล้อมตีนอกสภา จากแนวร่วมรับใช้เผด็จการ ที่ประกอบด้วยสื่อสารมวลชนขวาจัด ปัญญาชนนักวิชาการ และราษฎรอาวุโสสามาณย์ ร่วมกับการเคลื่อนไหวยั่วยุ สร้างความรุนแรงบนท้องถนนของกลุ่มอันธพาลการเมืองรับจ้าง รวมตลอดถึงการรวมตัวของกลุ่มทหารฟัสซิสต์ ที่สำแดงกำลังกระด้างกระเดื่อง ข่มขู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอยู่

ค่าย อำมาตยาธิปไตย ได้หันมาใช้สูตรสำเร็จรูปของพวกตน ที่กระทำสำเร็จมาทุกครั้งในหลายสิบปีมานี้ ซึ่งก็คือ ยุทธการพิฆาตไพรีเรื่อง “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” และ “โค่นล้มสถาบันพระมหากษัตริย์” อันเป็นสัญญาณที่แจ้งชัดว่า บัดนี้ ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย มิได้มุ่งกำจัดรัฐบาลพรรคพลังประชาชน ด้วยวิธีภายในกรอบของระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 อีกต่อไป ดังจะเห็นได้จากบทเรียนในประวัติศาสตร์ ดังนี้

นาย ปรีดี พนมยงค์ และรัฐบาลธำรง นาวาสวัสดิ์ถูกกล่าวหาทั้งในและนอกสภาว่า ปกปิดข้อเท็จจริงและมีส่วนในการลอบปลงพระชนม์ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอานันทมหิดล นำไปสู่รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน 2490 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2489 และกวาดล้างคณะราษฎรปีกนายปรีดีจนหมดสิ้น

รัฐบาล จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถูกกล่าวหาว่า หมิ่นพระบรมเดชานุภาพในหลายกรณี รวมทั้งในกรณีการเฉลิมฉลอง 25 พุทธศตวรรษ นำไปสู่รัฐประหาร 16 กันยายน 2500 ทำลายกลุ่มนายทหารของคณะราษฎรอย่างถอนราก ตามมาด้วยรัฐประหาร 20 ตุลาคม 2501 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2475 อันเป็นร่องรอยทางการเมืองชิ้นสุดท้าย ของการปฏิวัติ 2475

ขบวน การนิสิตนักศึกษาและประชาชนถูกกล่าวหาว่า เป็นภัยต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และแสดงละครแขวนคอ “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” นำไปสู่การสังหารหมู่ ที่นองเลือดที่สุด และรัฐประหาร 6 ตุลาคม 2519 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2518

รัฐบาล พล อ.ชาติชาย ชุณหวันแม้จะถูกประณามเรื่องทุจริตคอรัปชั่นมาก่อน เป็นเวลานาน แต่ท้ายสุด ในการแต่งตั้งมนูญ รูปขจร กลับเข้าสู่ตำแหน่งทางราชการ ก็ถูกกล่าวหาว่า “ปกป้องบุคคล ที่พัวพันกับคดีลอบสังหารบุคคลสำคัญ” นำไปสู่รัฐประหาร 23 กุมภาพันธ์ 2534 ฉีกรัฐธรรมนูญ 2521

รัฐบาล ทักษิณ ชินวัตร ถูกกล่าวหาเรื่องทุจริตคอรัปชั่นหลายเรื่อง แต่ท้ายสุดคือข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” หลายกรณี ที่นำไปสู่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549

ยุทธการ ในครั้งนี้ จึงยังคงเรียบง่าย สกปรก หยาบช้า และเป็นเท็จเหมือนเดิม โดยมีข้อกล่าวหา “หมิ่นพระบรมเดชานุภาพ” “เป็นขบวนการสาธารณรัฐ” เริ่ม ต้นด้วยการจับจักรภพ เพ็ญแข ขึ้นแสดงละครแขวนคอ โดยมีแนวร่วมสื่อมวลชนขวาจัดหลายค่าย รวมตัวกันเป็น “ดาวสยาม 2551” ช่วยกันกระพือข้อกล่าวหาป้ายสี กระตุ้นความโกรธเกลียด เพื่อมุ่งไปสู่ความรุนแรงอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

เงื่อนไขสำคัญของการรุกกลับคือ โค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชนให้เร็วที่สุด โดยไม่ทิ้งเงื่อนเวลาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญได้ทันท่วงที ประกอบด้วยยุทธการสามแนวรบ คือ ความวุ่นวายจลาจลบนท้องถนน “ตุลาการรัฐประหาร” และรัฐประหารโดยกำลังอาวุธ

ยุทธการ “จลาจลบนท้องถนน” ก็เช่นเดียวกับก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน คือ ให้ท้ายสนับสนุนให้กลุ่มอันธพาลการเมืองเป็น “กองหน้า” ออกมาชุมนุม เคลื่อนไหว ประท้วง ก่อให้เกิดสถานการณ์ไร้เสถียรภาพ ที่รัฐบาลควบคุมไม่ได้ และตกเป็นฝ่ายรับทางการเมือง สับสน ห่วงหน้าพะวงหลัง กระทั่งก่อความรุนแรงบนถนน เพื่อเป็นทำลายความชอบธรรมของรัฐบาล

ยุทธการ “ตุลาการรัฐประหาร” สร้างวิกฤตการเมือง ผลักดันให้ระบอบเลือกตั้ง เข้าสู่จุดอับที่ไม่มีทางออก ประกอบด้วยการดำเนินคดีการเมืองสำคัญอย่างรวดเร็ว บีบให้นายกรัฐมนตรีต้องยุบสภา เพื่อแก้วิกฤต จากนั้น ใช้กลไกองค์กรรัฐธรรมนูญ ขัดขวางมิให้เกิดกระบวนการเลือกตั้งครั้งใหม่ อันจะนำระบอบเลือกตั้งกลับไปสู่สถานการณ์คับขัน ก่อนรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 อีกครั้ง

72057922 ใน สถานการณ์ดังกล่าว หากพรรคการเมืองที่เป็นสมุนรับใช้เผด็จการ ยังคงไร้สมรรถภาพ และมิสามารถจัดตั้งรัฐบาลขึ้นตามระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ได้อยู่ดี ยุทธการ “รัฐประหารด้วยกำลังอาวุธ” จึงเป็นคำตอบสุดท้าย

ขบวนการประชาธิปไตยจักต้องเตรียมพร้อม รับมือกับการรุกกลับขั้นแตกหักของเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ด้วยความเชื่อมั่น กล้าหาญ และชาญฉลาด บัด นี้ รัฐบาลพรรคพลังประชาชน คือกองบัญชาการหลัก ที่จะต้องยืนให้มั่น กุมสภาพกองทัพให้ชัดเจน เตรียมกำลังให้พร้อมสรรพ เพื่อตีโต้การรุกของฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ได้ทันท่วงที บีบให้ฝ่ายอำมาตยาธิปไตย ที่มีกลุ่มอันธพาลการเมืองเป็นกองหน้า เป็นฝ่ายก่อความรุนแรงบนท้องถนน และใช้กำลังอาวุธอย่างเปิดเผย โดยที่สถานการณ์ยังไม่สุกงอม และไม่เอื้ออำนวย ให้พวกเขากระทำผิดพลาดทางการเมืองอย่างร้ายแรง ประสบความล้มเหลวในการโค่นล้มรัฐบาลพรรคพลังประชาชน หรือหากแม้นจะโค่นล้มรัฐบาลลงได้ ก็ไม่มีความชอบธรรมใด ๆ ในการปกครองในระยะต่อไป

สำหรับ ฝ่ายมวลชนพลังมหาประชาชน จะต้องกุมสภาพให้ชัดเจน หลีกเลี่ยงการเคลื่อนไหวที่สุ่มเสี่ยง แสดงบทบาทเป็นกองหนุนรัฐบาลพรรคพลังประชาชน อย่างเหนียวแน่น เตรียมรับภัยคุกคามจากอำมาตยาธิปไตยอย่างเต็มที่ ให้เกิดความเสียหายน้อยที่สุด เพื่อรักษาและเตรียมกำลังตีโต้กลับ มุ่งสู่ชัยชนะในขั้นสุดท้ายของประชาชน

ศุกร์ ที่ 2 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2551

บทความโดย…ลูกชาวนาไทย

www.thaifreenews.com/video/video.php

สำหรับผมแล้วผมคิดว่ายุคนี้ไม่ใช่นักการเมืองชั่วครองเมือง ตามคำกล่าวหาของนายธีรยุทธ์ บุญมี เพราะนักการเมืองเหล่านี้ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การใส่ความกันอย่างสามานย์ว่าเป็นยุคนักการเมืองชั่ว เท่ากับเป็นการประณามว่าประชาชนของประเทศนี้ โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้นเป็นคนชั่ว เพราะคนเหล่านี้ รวมทั้งผมด้วย เลือกนักการเมืองเหล่านี้ขึ้นมาด้วยสองมือของผมเองที่ลงคะแนนวันเลือกตั้ง

การสร้างโวหาร ประดิษฐ์ประดอยคำพูดของ คนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ ใส่ความตัวแทนของประชาชน โดยไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากคิดเอาเอง ผมจึงคิดว่า บ้านเมืองยุคนี้มันเลวร้าย เพราะมีนักวิชารกชั่วครองเมือง นักวิชาการที่สำเร็จความใคร่ความคิดของตนเอง แล้วเที่ยวประณามคนอื่นว่าเลวอย่างโน้นเลวอย่างนี้ หาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ก็ไม่ได้

สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเมืองไทยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมคือ การมีนักวิชาการชั่ว ร่วมมือกับสื่อเสี้ยมสร้างนวัตกรรมทางคำพูดเพื่อใส่ความฝ่ายที่มีความคิดตรงกันข้ามกับตน ปลุกระดมประชาชน ด้วยการประดิดประดอยคำพูดอย่างสวยหรู เพื่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และสุดท้ายก็ชักนำ ปูทางให้ ทหารเลว และอำมาตย์ชั่วทำรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายให้อำนาจอยู่ในหมู่พวกตน สร้างอภิสิทธิ์ให้กับพรรคพวกตนเอง ข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ

ประเทศชาติจึงเลวร้ายลง เพราะนักวิชาการชั่ว สื่อเสี้ยม และอำมาตย์เลวนี่เอง

ส่วนนักการเมือง ไม่ว่าทั้งพรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาต่างก็มีที่มาจากประชาชน หากนักการเมืองพวกนี้ชั่วจริง ประชาชนที่เลือกพวกเขาไม่ชั่วกว่าหรือ

โวหารที่เลวร้ายอย่างคนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ หมกตัวอยู่แต่ในโลกของตน ได้โอกาสก็ออกมาป่วนเมืองที

จากความเห็นของธีรยุทธ์ ที่ออกมาตั้งฉายารัฐบาลครั้งล่าสุดนี้ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่เกิน 3 เดือน มันจึงไม่ได้ต่างจากความเห็นแผ่นเสียงตกร่องของนายชวนมากนัก คือ ยังมีการกล่าวหาว่า นักการเมือง พปช. โกง ทักษิณโกง ซื้อเสียง ชาวบ้านโดนประชานิยมหลอก

เมื่อฐานความคิดยังอยู่ที่การกล่าวหา โดยไม่ยอมรับความจริงอื่นๆ ว่าการที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกทักษิณ เพราะความศรัทธาในผลงาน ความคิด วิสัยทัศน์ ผมว่าต่อให้พูดอีกร้อยครั้ง ฝ่ายที่นิยมทักษิณก็คงไม่ฟัง และฝ่ายที่เกลียดทักษิณก็คงเชียร์อย่างสะใจว่าเห็นไหม ธีรยุทธ อัดฝ่ายทักษิณอีกแล้ว เป็นความเห็นของวิชาการบริสุทธิ์ คนนิยมทักษิณความฟังไว้ ผมคิดว่าการพูด การเสนอแบบนี้ ไม่ใช่ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่เป็นการโยนเชื้อฟืนแห่งความเกลียดชังเข้าไปสู่กองไฟเท่านั้นเอง รังแต่จะเป็นการยั่วยุให้มีความแตกแยก และเกลียดชังกันมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้ หากจะสร้างความสมานฉันท์ สร้างการยอมรับของสังคม การพูดการนำเสนอ จะต้องตัดประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะทันทีที่ได้ยินเริ่มต้นว่า “ซื้อเสียง”ประชานิยมทุนนิยมสามานย์ คนก็เลิกฟังแล้ว และข้อเสนออื่นๆ ก็จะได้รับการปฎิเสธที่จะรับฟังเช่นกัน

ปัญหาของประเทศไทยมันไม่ได้อยู่แค่การซื้อเสียงหรอกครับ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะต่อให้ไม่มีการซื้อเสียง หากมีแค่พรรค พปช. แข่งกับ ปชป. คนเขาก็ไม่เลือก ปชป. อยู่ดี พวกคุณจะคิดแค่ว่า หากเลือก ปชป. เยอะ ๆ หมายถึงไม่ซื้อเสียง เป็นคะแนนบริสุทธิ์ แต่หากเลือก พปช. เข้ามาเยอะ หมายถึงซื่อเสียงถอนทุน ทุนนิยมสามานย์อย่างนั้นหรือ หากยังคิดอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่เข้าใจอยู่นั่นเองว่าทำไมแพ้เลือกตั้งอย่างมโหราฬ เพราะคนเขาไม่เอากลุ่มอำมาตย์ชั่ว ศักดินาเลวที่เป็นเหลือบเกาะกินเลือดของสังคมนั่นเอง

หากคิดกันแค่นี้ มันก็เหมือนกับหมุนวน พายเรือในอ่าง ยังตีกันอยู่ต่อไป เพราะมันคือการหยิบเอาส่วนที่ไม่สำคัญขึ้นมากล่าวหากัน ปัญหาก็ไม่จบสิ้น และจะจบลงด้วยสงครามกลางเมืองและการนองเลือด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อเริ่มด้วยการกล่าวหากัน เรื่องต่อไปก็ไม่ต้องยอมรับแล้ว

การกล่าวหาเรื่อง “ทุนนิยมสามานย์” มันก็ไม่ต่างจากระบอบอำมาตยาธิปไตยขุนนางวิชาการอันชั่วช้า” ซึ่งมันคือ แนวคิดทางการเมือง ไม่ต่างจากการด่ากันว่าเป็น คอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม ในยุคสงครามเย็นนั่นเอง เพราะมันเป็นแค่แนวคิดทางการเมือง ย่อมขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ว่าเขาจะเลือกเอาระบอบใด

ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น มันประนีประนอมไม่ได้แล้ว ใจเย็นไม่ได้แล้ว จะมาพูดแบบมักง่าย เอาแต่ได้ว่า ให้รัฐบาลทำงานไป ไม่ต้องกังวลเรื่องการแก้ไข รธน. มากนัก การพูดแบบเห็นแก่ตัวอย่างสามานย์ ของพวกเห็นแก่ได้แบบธีรยุทธ์ นี้ ผมฟังแล้วมันระคายหูยิ่งนัก ทั้งนี้เพราะพวกอำมาตย์ ได้เอาเชือกมาแขวนคอ ทำบ่วงรัดคอ พปช. ไว้ เรื่องการยุบพรรค แล้วให้ยืนบนเก้าอี้เตรียมแขวนคอ พวกอำมาตย์ คือ “พวกตุลาการวิวัฒน์” ทั้งหลาย ถีบเก้าอี้เมือไหร่ พปช. ก็ตายเมื่อนั้น

เมื่อเอาเชือกมาแขวนคอเขาไว้ ปากก็ตะโกนว่าใจเย็นๆ อย่ากังวลมาก ไม่ต้องกลัวตาย ผมว่าใครเชื่อมันก็บ้าแล้ว เมื่อเล่นกันแรงอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้ การหักดิบแก้ รธน. ย่อมไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ จะโวยวายว่าแก้ รธน. เพื่อตัวเอง ผมคิดว่าก็ไม่เห็นจะต้องแคร์ อะไร ในเมื่อ พวกอำมาตย์ เปิดเกมที่ไม่มีทางถอยนี้ก่อน อีกทั้งพวกอำมาตย์ทั้งหลายร่าง รธน. เพื่อตัวเอง ยังทำได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักนิด ทำไม พปช. จะแก้ รธน. ที่ฝายตรงข้ามวางกับดักเอาไว้ไม่ได้

เอามีจ่อคอหอยเขาไว้แล้ว ปลอบใจว่าใจเย็น อย่าปัด อย่าดึงออก ผมอาจไม่แทงก็ได้ ใครมันจะบ้าไว้วางใจ

การพูด การแสดงความเห็นของ “ขุนนางนักวิชาการแบบธีรยุทธ์” มันจึงไม่มีน้ำหนักที่จะแก้ปัญหาแต่อย่างใด มันเหมือนใส่เชื้อไฟ เข้าไปในกองไฟ ให้ห่ำหั่นกันยิ่งขึ้น

ยุค คมช. ธีรยุทธ ปิดปากเงียบ เหมือนอมสากไว้ทั้งแท่ง ยุคประชาธิปไตยก็ขยันออกมาด่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาฉอดๆ ปากบอกรักประชาธิปไตย ใครมันจะไปเชื่อ คนที่มีสันดานเช่นนี้

ความเห็นของธีรยุทธ์ แต่ละครั้งจึงเป็นแค่ การแก้ตัวให้พวกอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น แล้วเหยียบย่ำตัวแทนของคนรากหญ้า เอาดีใส่พวกของตัวเอง เอาชั่วใส่พวกตรงข้าม ความเห็นมันจึงไร้ราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการ และแนวทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

การแนะนำให้ เชื่อถือ ขบวนการตุลาการนั้น เป็นการแนะนำที่เห็นแก่ตัว มีกลิ่น เพราะกระบวนการตรวจสอบทั้หลาย พวกอำมาตย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือก และตั้งขึ้นมา เพื่อเอาเตะตัดขาเสียงของประชาชน องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย

ผลงานการยุบพรรค ทรท. ของพวกอำมาตย์ แต่ไม่ยุบ ปชป. มันจึงทำให้ ข้อเรียกร้องให้ไว้วางใจ “พวกตุลาการวิวัฒน์” และ องค์กรตรวจสอบใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นข้อเรียกร้องที่หนักข้อเกินไป หากไม่มุ่งแต่จะยุบพรรคกัน ก็คงไม่มีการหักดิบเรื่องการแก้ไข รธน. อย่างแน่นอน เมื่อเอาหอกมาปักอก พรรคพลังประชาชนไว้ มันจำเป็นอยู่ดีที่จะต้องถอนหอกออกก่อน ก่อนที่จะไปทำเรื่องอื่น

เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจพวกอำมาตย์หมดไป การปล่อยชีวิตให้อยู่ใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นการกระทำที่โง่เขลา

ขั้นตอนการต่อสู้ของประชาชน เหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น ก็จะไว้วางใจในชัยชนะได้ คือ การแก้ไข รธน. กำจัดอำนาจของพวกอำมาตย์ทั้งหลายให้หมดไปเท่านั้น

ส่วนคนชั้นกลาง หากยังไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ก็ต้องยอมรับความวุ่นวายทางการเมืองไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป และสุดท้ายก็กระทบต่อคนชั้นกลางอยู่ดี

เมื่อระบบเสียงข้างมาก ไม่อาจดำเนินการได้ ความวุ่นวายก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อไป ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่ตอบได้ว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยมันจะบานปลายยิ่งขึ้น และไม่อาจควบคุม ความแตกแยกกันได้อย่างแน่นอน สุดท้าย ก็ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อย่างเนปาล อย่างเลี่ยงไม่พ้น

จาก Thaienews

1 พฤษภาคม 2551

ทนไม่ได้ที่มีการใส่ร้าย หาเรื่องพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ประธานบริหารสโมสรฟุตบอลแมนฯซิตี้ คนไทยในอังกฤษใช้นามว่า Victor ได้ร่อนจดหมายแจง ที่มาของธงเชียร์คุณทักษิณที่มีแบคกราวน์เป็นรูปธงชาติ

 image

Hard Evidence:

Following the allegation of showing disrespect to Thai flag against Khun Thaksin Shinawat whose name was seen appearing on a Thai flag at Manchester City football stadium during a football match, fortunately, there is one hard evidence – a photo taken by a person who was at the football stadium. This photo shows two members of the Manchester City Football Fan Club holding a Thai flag with a wording – “Welcome Thaksin”.

In fact, this flag was made on April 2007 by a group of members of the Manchester City’s Football Team Fan Club during the time when Khun Thaksin Shinawat bought Manchester City football team. This group of members of Manchester City Fan Club made this flag for the purpose of celebrating and welcoming the new chairman of the football team – Khun Thaksin Shinawat. Since then, this group will bring along this flag whenever they go to cheer football and will show this flag at the place where they sit to show their support to the Manchester City football team and to welcome Khun Thaksin Shinawat. This is the tradition of football fans in UK to show their love and respect to their idols – writing the name of their favorite ones on the flag (as many football fans in many countries in Europe and South America do). In this regard, it is obvious that there is no intention of showing disrespect to the Thai flag at all. It is only the showing of love and respect by members of Manchester City fan club to the Thailand and to the new chairman of Manchester City.

By Victor

หลักฐาน

ต่อกรณีการกล่าวหาการขาดความเคารพต่อธงชาติไทยต่อคุณทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งมีชื่อปรากฏอยู่บนธงไทยในสนามฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ระหว่างการแข่งขันฟุตบอล โชคดีที่กรณีนี้มีหลักฐานชิ้นหนึ่งที่ถูกถ่ายในสนามฟุตบอล โดยรูปดังกล่าวแสดงถึง แฟนคลับของทีมแมนฯซิตี้สองคนกำลังถือธงไทยพร้อมกับคำว่า “ยินดีต้อนรับ ทักษิณ”

ในข้อเท็จจริงนั้น ธงดังกล่าวถูกทำขึ้นเมื่อเดือนเมษายน 2007 โดยกลุ่มของสมาชิกแฟนคลับทีมสโมสรแมนฯซิตี้ระหว่างที่คุณทักษิณซื้อทีมสโมสร สมาชิกกลุ่มนี้ทำธงดังกล่าวขึ้นเพื่อการเฉลิมฉลองพร้อมทั้งต้อนรับประธานคนใหม่ของสโมสรฟุตบอล อันได้แก่คุณทักษิณ ชินวัตร นับแต่นั้นมาสมาชิกกลุ่มดังกล่าวก็จะนำธงนี้ไปเชียร์ฟุตบอล พร้อมทั้งแสดงธงนี้ในบริเวณที่ตนเองนั่งเพื่อแสดงการสนับสนุนทีมฟุตบอลแมนฯซิตี้และต้อนรับคุณทักษิณ ชินวัตร สิ่งนี้เป็นประเพณีของแฟนฟุตบอลชาวอังกฤษที่จะแสดงถึงความรักและเคารพต่อบุคคลที่ตนชื่นชอบ ซึ่งก็คือการเขียนชื่อบุคคลที่ตนเองชื่นชอบลงบนธง (เช่นเดียวกับแฟนฟุตบอลชาติอื่นในยุโรปและประเทศในอเมริกาใต้) ด้วยเหตุผลประการฉะนี้ จึงเป็นความชัดเจนที่แสดงให้เห็นว่าไม่มีความต้องการที่จะแสดงความไม่เคารพต่อธงแต่ประการใด แต่มันเป็นเพียงการแสดงความรักและเคารพต่อประเทศไทยและประธานสโมสรคนใหม่ของทีมแมนฯซิตี้โดยกลุ่มแฟนคลับเท่านั้น

โดย วิกเตอร์

หมายเหตุ: จดหมายภาษาอังกฤษและภาพถ่ายดังกล่าวถูกส่งมาโดยคุณวัฒนา เอ็บเบจช์ คำแปลโดยไทยอีนิวส์

โดย วโรทาห์
ที่มา พันทิป
30 เมษายน 2551

เชื่อแล้วหละว่าหน้ามืด ถ้าลงถึงขนาดว่าเก็บทุกเม็ด ซิวทุกดอก จิกทุกเรื่องแม้แต่เรื่องธง ถ้าไม่เรียกว่าหน้ามืด ก็ไม่รู้จะเรียกว่าอะไรแล้ว ขนาดว่างานแป๊ะสัมพันธ์ครั้งที่ 2 วางแผนปาคี่เพื่อป้ายสีฝ่ายตรงข้าม นั่นถือว่าสิ้นคิดสุดๆแล้วนะ แต่ยังแพ้งานนี้ ที่ส่ออาการสมองพิการหนักข้อเข้าไปอีก

โถ..มันจะอะไรกันนักกันหนา กะแค่แฟนบอลเขียนชื่อทักษิณลงบนธงชาติไทย จะว่าเค้าตั้งใจลบหลู่หรือก็เปล่า กลับจะให้เกียรติซะด้วยซ้ำไป แหม..ทำเป็นจะเป็นจะตายกันซะให้ได้ แล้วก็แปลกแต่จริง ไม่ว่าใครเป็นคนทำก็แล้วแต่ มันต้องโยงมาเล่นทักษิณให้จงได้ เล่นอย่างนี้มันไม่ส่อเจตนาไปหน่อยหรือพวก แล้วทีงานยามเผาเมือง มันเอาธงชาติไปห่อนม ไม่เห็นมีใครจะดิ้นตายซักคน

พวกกองเชียร์นี่ก็ยิ่งหน้ามืดไปกันใหญ่ ไม่เคยมีเรื่องไหนที่ปลุกไม่ขึ้น ทำเป็นรักชาติจนใจจะขาด น้อยๆหน่อยเหอะ มันจะอะไรกันนักกันหนา ชาติบ้าชาติบออะไรมันถึงจะบอบบางซะขนาดนั้น แตะเป็นยุบ เจออะไรไปหน่อย มันจะสิ้นชาติลงไปซะให้ได้ นี่สงสัยว่าชีวิตนี้ไม่มีอะไรจะอวดได้แล้วซิท่า นอกจากความรักชาติกับความภักดี ที่ยังทำให้พอดูเป็นผู้เป็นคนกะเค้าอยู่

แม๊..พูดเรื่องนี้แล้วความดันมันจะขึ้น หันมาหาข่าวสังคมเบาๆกันดีกว่า รวบยอดข่าวเด่นประเด็นดัง ประจำเดือนเมษาอันร้อนแรง ที่กำลังจะจากไป นอกจากงานอภิมหายักษ์ ยามเผาแผ่นดินครั้งที่ 2 วันที่ 25 ที่รายงานไปแล้ว…

@ พูดถึงงานดียามนี้ไม่มีใครเกินแป๊ะ ขนาดไม่ใช่หน้าข้าวหน้าเหล้า ยังงานเข้าอุตลุด จะไม่รับหรือมันก็ไม่ได้ ศาลท่านอุตส่าห์จัดให้ ถ้าไม่รับไว้เป็นได้เจอคุก แค่วันที่ 23 วันเดียวแท้ๆ มันอัดกันเข้ามา 2 งาน เล่นเอาหลังแอ่น วิ่งรอกกันจนขาขวิด ช่วงเช้างานน้าอุ๋ยเข้าที่กรุงเทพฯ แต่ตกบ่ายงานเฮียหมงดันไปเข้าที่ระยอง

นี่ยังไม่นับงานน้องนพฯ ที่เข้ามาก่อนหน้านี้ ยังค้างเติ่งเคลียร์กันไม่จบ แต่มาคิดอีกที โอกาสอย่างนี้ก็ใช่ว่าจะมีบ่อย ค่อยทำค่อยไปยังยื้อได้อีกหลายยก ถ้าลุ้นดีๆยังมีทางรุ่ง แจ็คพ็อทแตกเมื่อไหร่เป็นได้มีเฮ กินฟรีดื่มฟรี ที่พักพร้อม ระบบรักษาความปลอดภัยเข้มงวด สบายแป๊ะไปทั้งชาติ เอาเหอะ..ยังไงก็ขอแสดงความยินดีล่วงหน้ากับแป๊ะไว้ก่อนก็แล้วกัน

@ ฮ็อตฮิตติดชาร์ทขึ้นมาทันที สำหรับซีดีเพลงรักป๋านะตาโง่ เมื่อได้โปรโมเตอร์มือเก๋าอย่าป้ารัญจวน ลงทุนมาเป็นพรีเซ็นเตอร์คู่กับหนุ่มมาดเข้ม ผิวดำปี๋ หน้าตาติงต๊องอย่างเทพทวย คู่หูดูโอ้ เพื่อนซี้ต่างวัย ออกมาแฉโพยกันยกใหญ่ นอกจากขนแล้วยังมีซีดีเป็นหลักฐาน เห็นว่าด่าหยาบด่าคาย ด่าซะไม่มีดี ถ้าไม่จัดการให้ เป็นได้เห็นดีกัน

โถ..นึกว่าเพลงใหม่แกะกล่องมาจากไหน ที่แท้ก็เก๋ากึ้กตั้งแต่สมัยคมช.ครองเมืองแล้ว เนื้อเพลงนั้นสรรเสริญป๋าจนควันออกหู เด็กร้องได้ผู้ใหญ่ร้องดี ร้องมาหลายปีจนลืมหมดไม่เหลือซากแล้ว เคราะห์ดีที่ป้าจวนหยิบเอามาปัดฝุ่น ทบทวนความทรงจำ ถึงได้ฮ็อตฮิตติดลมบนขึ้นมาอีกครั้ง

จะว่าไปแล้วป้าจวนแกก็หวังดี ไม่อยากให้ใครไปด่าป๋าที่เคารพ เรียกว่าทวงความเป็นธรรมให้ป๋าว่างั้นเหอะ ออดอ้อนประชาชนจนของขึ้น หาก็อปกันยกใหญ่ อยากจะรู้ว่ามันจะหยาบกันซักแค่ไหนกัน แต่แล้วก็ผิดคาด พอฟังเสร็จพยักหน้ากันหงึกหงัก ยกนิ้วให้ว่าไม่หยาบๆ มันด่าได้ละเอียดดี ก๊ากกก…

คราวนี้เลยกลายเป็นไฟลามทุ่ง ลือกันไปสามบ้านแปดบ้าน อัลบั้มดีๆ ใครๆก็อยากจะได้ไว้ในครอบครอง จากที่ไม่เคยฟังก็เลยได้ฟังเป็นบุญหู ดูท่าว่าจะกลับมาดังใหญ่ ร้อนถึงป๋าต้องออกมาโอดโอย ว่าขอเสียทีเถอะแม่รัญจวน เลิฟมีเลิฟมายด๊อก ถ้ารักป๋า อย่าออกมาช่วยบ่อย

@ ส่งท้ายเมษาฮาวายยังพอมีเรื่องดีๆมาให้ชื่นใจ หลังจากที่แช่งชักหักกระดูกกันมา นับเป็นเวลาก็ตั้งหลายปี ในที่สุดคำอธิษฐานก็เป็นจริงจนได้ เมื่อจู่ๆตาแก่ก็เกิดอาการหน้ามืดเสียศูนย์ ล้มคว่ำคะมำหงายในห้องน้ำ เป็นเหตุให้ได้ลุ้นกันตัวโก่งตัวงอ ป้าดติโท้ ถ้าโถส้วมไม่เบี่ยงหลบไปได้หวุดหวิดละก้อ งานนี้ได้มีเฮ ป่านนี้ได้นอนหงายรดน้ำกันชุ่มฉ่ำๆ ฉลองสงกรานต์กันยังไม่เสร็จ

รอดตายมาได้ชนิดเส้นยาแดงผ่าแปดสิบสองตลบ เลยต้องเปิดแน่บเข้าโรงพยาบาล ขึ้นขาหยั่งสอดสาย เช็คเครื่องใน ตับ ปอด เซี่ยงจี๊ ยังอยู่ดีหรือไฉน ผลออกมาเป็นที่น่าพอใจ ไม่มีส่วนไหนบุบสลาย หรือเคลื่อนย้ายผิดที่ผิดทาง นอกจากคอที่เอียงเพิ่มอีก 1 องศา 20 ลิบดา

แต่ผลการเอ๊กซเรย์สมองนี่สิน่าทึ่ง เอ๊กซ์แล้วเอ๊กซ์อีกดันไม่เจออะไร นอกจากทักษิณ ทักษิณ แล้วก็ทักษิณ หมอเลยสั่งจ่ายยาลดทักษิณให้ไปกิน แล้วก็ไล่กลับบ้านเก่า เอ๊ยให้กลับบ้านได้ แต่แหมกว่าจะตรวจเสร็จล่อซะดึกดื่น รถเมล์หมดเลยต้องนอนโรงพยาบาลซะ 1 คืน

ขนาดนั้นกระจอกข่าวยังเอามาเม้าท์ต่อ ว่าแน่ะในที่สุดก็ความแตก แอบเป็นโรคอื่นอยู่ด้วยก็ไม่บอก นอกจากความดันทุรังสูงที่เป็นมาแต่กำเนิดแล้ว หมอเจ้ากรรมก็ดันมาแฉโพย ว่ายังมีต่อมทอนซิลอักเสบอีกต่างหาก แล้วโรคนี้ก็ทำให้ไม่สามารถใช้เสียงได้ตามปกติซะด้วย

มิน่าล่ะ พักหลังมานี้ ไม่มีใครได้ยินเรื่องจ๊อกกี้อีกเลย

หมายเหตุ: มีประชาชนจำนวนมากวิพากษ์วิจารณ์กรณีดังกล่าว รวมไปถึงได้กรุณาส่งภาพลักษณะของธงที่แฟนฟุตบอลอังกฤษใช้เชียร์ในสนาม และภาพการใช้พื้นแบคกราวน์เป็นธงชาติในการต่างๆ ซึ่งก็รวมไปถึงกิจกรรมที่กลุ่มพันธมิตรฯ หรือเผด็จการคมช. ได้ใช้อีกด้วย

ภาพการตกแต่งขบวนของกลุ่มพันธมิตรฯ โดยอาศัยพริ้ตตี้ที่แต่งกายโดยเสื้อที่มีพื้นเป็นธงชาติไทย จากภาพจะเห็นได้ว่าไม่มีการฟ้องร้องจากนายวีระต่อกรณีดังกล่าวแต่อย่างใด อันแสดงให้เห็นความจงใจที่จะสร้างเรื่องวุ่นวายในบ้านเมืองของสื่อกลุ่มดังกล่าว และสมาชิกพันธมิตรฯ

ป้ายแบนเนอร์ของสำนักพิมพ์ผู้จัดการออนไลน์

ภาพกองเชียร์ชาวญี่ปุ่นที่ถือธงชาติไทยพร้อมกับชื่อนักชกไทยในเหตุการณ์การเชียร์นักชกไทยที่กำลังขึ้นตะบันหน้าคู่ชกที่ประเทศญี่ปุ่น จะเห็นได้ว่าการกระทำดังกล่าวของแฟนมวยได้ให้เกียรติกับความเป็นชาติไทยมากกว่าการแสดงความไม่เคารพต่อคนไทย

ภาพของธงที่ปรากฏที่ขอบสนามแมนฯซิตี้ ที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตว่า “แตกต่าง” กับภาพที่สื่อได้แก่สำนักข่าวมติชน เป็นต้น นำมาเสนอ โดยมีสมมติฐานว่า มีการทำรีทัช เพื่อเสริมความแรงของข่าวโดยขาดจรรยาบรรณ จากภาพจะเห็นว่า ในธงมีคำว่า “Welcome” แต่ในภาพที่สื่อนำเสนอ ไม่ปรากฏคำดังกล่าว เพื่อเสริมให้ข่าวมีโทนไปในทิศทางที่ว่า “ชาติไทยคือทักษิณ” แทนที่จะเป็น “ยินดีต้อนรับ(คนไทย)ที่ชื่อทักษิณ”

ภาพวัฒนธรรมการเชียร์ฟุตบอลของชาวอังกฤษ โดยการใส่ข้อความลงในผืนธงชาติอังกฤษ จากภาพจะเห็นว่ามันคือวัฒนธรรมตามธรรมดาไม่เป็นความผิด ที่แตกต่างจากเนื้อหาที่ถูกระบุในกฏหมายไทย

 

ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์


ศาลไทยก่อตั้งครบ 126 ปี…วันนี้นักกฎหมายแทบจะเดินชนกันบนท้องถนน เพราะใครๆ ก็จบนิติศาสตร์ …ค่านิยม เด็กเรียนเก่ง จากเดิมที่เลือกเรียนแพทยศาสตร์ เปลี่ยนมาเรียนนิติศาสตร์ เพราะคนรุ่นใหม่อยากทำงานสบายๆ ค่าตอบแทนสูงๆ

…ทุกปีจะมีนิติศาสตรบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานนับหมื่นคน

…เดี๋ยวนี้ ทุกสถาบันการศึกษาเปิดสอนสาขานิติศาสตร์เป็นว่าเล่น

…สถาบันที่เปิดสอนกฎหมายได้ไม่นาน เปิดสอนระดับปริญญาเอกด้านกฎหมาย

…ด็อกเตอร์ทางกฎหมาย สเป็กเดียวกับ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 มีจำนวนเป็นกุรุส

…ในทุกยุคทุกสมัย มือกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าไปรับใช้รัฐบาล จนเป็นที่มาของฉายาศรีธนญชัย หรือนิติบริกร แต่น่าแปลกที่ยิ่งนานวัน บ้านเมืองยิ่งไร้หลักไปทุกที

…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย แยกขั้ว แบ่งข้าง ทะเลาะกันมากที่สุด

…ทุกเช้า ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มีข่าวเกี่ยวกับกฎหมายหลายข่าว เช่น ข่าวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข่าวตีความกฎหมาย ข่าวรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติเพราะผลแห่งกฎหมาย ข่าวดี ข่าวร้าย มากมาย มาจากพวกนักกฎหมายหลายจำพวก

…แต่ละวัน คนไทยอ่านความเห็นของพวกนักกฎหมาย จนรู้สึกมึนไปหมด อ่านจบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี

ล่าสุด ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ กูรูใหญ่กฎหมายมหาชน อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ชำแหละนักกฎหมายไทยอย่างหมดเปลือก

กูรูใหญ่ฟันธงว่า นักกฎหมายไทยจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความล้มเหลวในการ ปฏิรูปการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้

จริงๆ แล้ว การที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ตามที่ปรากฏอยู่ ณ ขณะนี้ (เดือนเมษายน พ.ศ.2551) เป็นเพราะนักกฎหมายและนักวิชาการของเราเขียน (ออกแบบ) กฎหมายไม่เป็น และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราไม่มี “ความรู้” พอ ที่พาคนไทยออกจากวงจรแห่งความเสื่อม (vicious circle) ได้

ทุกวันนี้นักกฎหมายได้กลายเป็น “เครื่องมือ” ของนักธุรกิจนายทุนที่รวมทุนกัน ตั้งพรรคการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ใน “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535), รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

100 ปีแห่งความล้าหลัง

จากการศึกษา “พฤติกรรม” และ “ความรู้” ของนักกฎหมาย อาจแยกนักกฎหมายออกเป็น 2 จำพวก คือ นักกฎหมายทั่วไปจำพวกหนึ่ง และ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญในฐานะผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งนักกฎหมายที่คิดว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกจำพวกหนึ่ง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลก คือ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการอื่นๆ อย่างมากมาย เช่น การแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ และทำให้เรา (คนไทย) เชื่อว่า เราก็มีความก้าวหน้าทาง “กฎหมาย” เช่นเดียวกับวิชาการด้านอื่นๆ

ถ้าผมจะบอกว่า ประเทศไทยที่มีคนไทย 63 ล้านคนเศษ เป็นประเทศล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งบางทีอาจจะถึงประมาณ 100 ปี ผมก็เชื่อว่าคนไทยคงจะตกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อบ้านเมืองเราเต็มไปด้วย นักกฎหมายมากมาย

นอกจากนั้น ก็คงจะมีนักกฎหมายและนักวิชาการจำนวนมากออกมาโต้แย้งว่า ผมพูดไม่จริง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะล้าหลังได้ถึงขนาดนั้น ในเมื่อประเทศไทยมีผู้ที่ศึกษากฎหมายและจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และจบสูงกว่าผมเสียอีก และนอกจากนั้น ประเทศไทยก็มี “บทกฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศมากมาย ประเทศอื่นมีบทกฎหมายอะไร เราก็มีบทกฎหมายนั้นๆ

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ผมจะพิสูจน์หรือมีวิธีพิสูจน์ ให้ท่านผู้อ่าน “เห็น” ได้อย่างไร

ผมคงจะไม่พิสูจน์ และ (ไม่) ให้ “ความเห็น” ของผมว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังเพียงใด แต่ผมจะขอกำหนด “ประเด็น” ให้เป็นข้อพิจารณา และจะขอให้ท่านผู้อ่านไปช่วยพิจารณา ชั่งน้ำหนัก และมีความเห็นด้วยตัวของท่านเอง

วันนี้ ถ้าอยากจะทราบอย่างคร่าวๆ ว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ย้อนหลังไปไกลสักเพียงใด ก็ขอให้ท่านผู้อ่านก็ลองคำนวณดูว่า กว่าที่ประเทศไทยของเราจะเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” เรา (ประเทศไทย) ได้ใช้เวลาสะสมมานานแล้วสักกี่สิบปี

การที่ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” มานานเท่าใด ก็แสดงว่าประเทศไทยได้ละเลยและไม่สนใจใน “วิชากฎหมาย” มานานเท่านั้น

ปริญญาเอกแบบไทยๆ

จริงๆ แล้ว คำว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” กับคำว่า นักกฎหมายที่มี “ความรู้” มีความหมายไม่เหมือนกัน

เพื่อที่จะตอบคำถามที่ว่า ทำไมผมจึงกล่าวว่า ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย (ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี) ในขณะที่ท่านผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผม เห็นว่า ประเทศไทยมีนักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญา” จำนวนมาก

คำตอบจึงอยู่ที่ว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” มีความหมายไม่เหมือนกับ “นักกฎหมายที่มีความรู้” ทั้งนี้ โดยผมจะยังไม่พูดถึงความแตกต่าง ระหว่าง มาตรฐานของปริญญาบัตร “ที่นักกฎหมาย (ไทย)” ได้รับ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยภายในประเทศ หรือมหา วิทยาลัยของต่างประเทศ

หลายท่านคงทราบแล้วว่า มีข่าวปรากฏเป็นครั้งคราวว่า มหาวิทยาลัยของรัฐของเราบางแห่ง ได้ให้ “ปริญญาเอก” เพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม (นักการเมือง) หรือเพื่อมุ่งหมายในการหา “รายได้” (ให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัย) จากการเก็บค่าหน่วยกิตปริญญาเอก มากกว่าที่มหา วิทยาลัยจะคำนึงถึง “มาตรฐานของปริญญาเอก” ของประเทศโดยรวม ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนแต่จะเป็นการเพิ่มเติมปัญหาของสังคมไทยในอนาคตให้มากขึ้น

ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีผู้ที่เรียนจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมาย เป็นจำนวนมากเท่าใด จึงมิได้หมายความว่า ประเทศไทยจะมีนักกฎหมายที่เก่งกฎหมายเป็นจำนวนมาก เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

การเรียนจบปริญญาเอก มีความหมายเพียงว่า ประเทศไทยมีผู้ที่สอบได้ปริญญาเอก โดยสอบผ่านหลักสูตรและการทำวิทยานิพนธ์เฉพาะเรื่อง ตามที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศกำหนดเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่จบปริญญาเหล่านั้นว่า จะขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองได้ดีเพียงใดหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว

ผมคงต้องทบทวนปัญหานี้ด้วยการถามตัวท่านเอง เป็นคำถามต่อไปว่า ในบรรดานักกฎหมายของเราที่สอบได้ปริญญาเอกจากต่างประเทศนั้น มีผู้ที่ขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองเพิ่มเติมให้สูงขึ้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด สักกี่เปอร์เซ็นต์ของ นักกฎหมายที่สอบได้ปริญญาเอกเหล่านั้น และลองเปรียบเทียบกับจำนวนนักกฎหมายที่อาศัยการมีปริญญาจากต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับตนเอง แต่ไม่พัฒนาความรู้ของตนเอง มีจำนวนมากน้อย เพียงใด

นอกจากนั้น แม้ว่านักกฎหมายที่จบปริญญาบัตร ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศหรือจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จะมี “ความตั้งใจ” ที่จะพัฒนาตนเองมากเพียงใด

แต่ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญของนักกฎหมายก็ยังขึ้นอยู่กับ “โอกาส” ในการเข้าถึงตำราดีๆ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นอยู่กับความรู้ใน “ภาษาต่างประเทศ” เพื่อที่จะไปอ่านตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราชมาโดยตลอด ดังนั้น นักกฎหมายของเราจึงมี “จุดอ่อน” ในด้านภาษาต่างประเทศ และท่านผู้อ่านควรต้องทราบด้วยว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ประชาชนของเขาไม่รู้ภาษาต่างประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ประเทศเหล่านี้มีโครงการแปลตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายประเทศ-หลายภาษา อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีโครงการแปลตำราต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ต่ำกว่า 140 ปี แต่ประเทศไทยไม่มี

คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

ปัญหาต่อมา ก็คือ คนทั่วๆ ไปจะมี “โอกาส” ทราบได้อย่างไรว่า นักกฎหมายของเรามี “ความรู้” จริงๆ มากน้อยเพียงใด ข้อที่ต้องพึงสังวรไว้ก็คือ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการดำรง “ตำแหน่งในทางราชการ” ของนักกฎหมาย

และมิได้ขึ้นอยู่กับความคล่องแคล่วในการใช้สำนวนโต้ตอบของนักกฎหมายในการโต้วาทีหรือการออก “รายการอภิปรายปัญหากฎหมาย” ทางวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อมวลชน แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย จะแสดงออกให้เห็นได้จากความเห็น (ของนักกฎหมาย) ที่ปรากฏใน “ผลงาน (เขียน)” ของนักกฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบและประเมินได้

ผลงาน (เขียน) เหล่านี้ก็มี เป็นต้นว่า ตำรากฎหมายที่นักกฎหมายเขียน คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลที่เขียนโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการ บันทึกความเห็น ทางกฎหมายของที่ปรึกษากฎหมาย หรือแม้แต่ร่างกฎหมายที่เขียน (ออกแบบ) โดยนักกฎหมาย

แต่ทั้งนี้ ในการที่จะประเมิน “ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายได้ ก็คงต้องมีเงื่อนไขว่า บุคคลที่จะประเมินความรู้ของนักกฎหมายจะต้องมีความรู้พื้นฐานพอที่จะ “ประเมิน” ความรู้ของ นักกฎหมายเหล่านั้นได้

ถ้าไม่มี ก็คงต้องอาศัยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยมาช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์และประเมินให้ ตามที่จะปรากฏให้เห็นได้จากบทความในวารสาร (วิชาการ) ทางกฎหมายหรือในสื่อมวลชน แต่ถ้าประเทศของเรายังไม่มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัยประเภทนี้มากพอ หรือว่านักกฎหมายที่จะถูกประเมินดังกล่าวกลายเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียเอง ก็คงต้องถือว่าเป็นความ “โชคร้าย” ของประเทศไทย และแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ต่ำลงมาอีกระดับหนึ่ง

ประเทศเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้

ทำไมประเทศไทยของเราจึงเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” ในขณะนี้ ถ้าท่านผู้อ่านฟังข่าวหรือหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ท่านผู้อ่านคงพบว่า ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “ปัญหากฎหมาย” และท่านผู้อ่านคงจะสับสนกับความเห็นทางกฎหมายของ “นักกฎหมาย (และนักการเมือง)” ของเรา ที่มีอยู่มากมาย

และบรรดานักกฎหมาย (และนักการเมือง) ของเราเหล่านี้ ต่างคนต่างก็อ้างเหตุผลของตนเอง จนเรา (คนไทย) ก็ไม่อาจทราบได้ว่า ความเห็นของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) คนใด เป็นเหตุผลที่ “ถูกต้อง”

เช่น ในขณะนี้ เราก็จะพบว่านักกฎหมายและนักการเมืองต่างคนต่างก็พูดว่าตนแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่มีใครสักคนเดียวที่จะพูดว่าตนเองแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง ปัญหามีว่า แล้วคนไทยจะใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้อง (ของ คำพูด) ของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) เหล่านี้

นอกจาก “เหตุผล” ของนักกฎหมายแบบศรีธนญชัยแล้ว ในปัจจุบันนี้ “เหตุผล” ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ จาก “นักกฎหมายและนักวิชาการ” ของเรา ที่นำมาอ้างเพื่อยืนยันความถูกต้องในความเห็นของตน ก็คือ “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย” หรือ “เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน” ซึ่งทำให้เรา (คนไทย) คล้อยตามและเชื่อไปด้วยว่า ถ้าหากมีการเลือกตั้งเพื่อ ความเป็นประชาธิปไตยแล้ว หรือถ้าหากประชาชนได้มีส่วนร่วมแล้ว การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง”

และในทางปฏิบัติ เราก็จะพบว่านักการเมืองของเราก็จะจัดตั้ง “กลุ่มมวลชน” (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้าง) เพื่อให้กลุ่มมวลชนมาชุมนุมเรียกร้องและแสดงความเห็นสนับสนุนความเห็นของนักการเมือง เพื่อที่ตนเอง (นักการเมือง) จะได้อ้างว่า ตนเองมี “ความถูกต้อง” ตามหลักการของความเป็นประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีสภาพเช่นนี้ ผมไม่เคยพบสถานการณ์เช่นนี้ในสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว

แนวความคิดในเรื่อง “ความเป็นประชาธิปไตย” (หลักการแบ่งแยกอำนาจหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนฯ) ของ Montesquieu, Hobbes และของนักปราชญ์อื่นๆ เมื่อ 300 ปีก่อนนั้น เป็น “แนวความคิด-concept” ที่ถูกนำมาใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้มีสภาผู้แทนราษฎร และในปัจจุบันนี้ (ต้นศตวรรษที่ 21) วิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองดังกล่าวได้จบสิ้นไปนานแล้ว

ปัจจุบันนี้ “ปัญหาของระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย” ในยุค ศตวรรษที่ 20-21 เป็นปัญหาใหม่ คือ เป็นปัญหาของการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่อาศัยความบกพร่องของ “รูปแบบของการปกครอง-form of govern ment” ตามรัฐธรรมนูญ และอาศัยความอ่อนแอและความหลากหลายของ “สภาพสังคม” ในการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19) จนถึงปัจจุบัน (ต้นศตวรรษ ที่ 21) ทฤษฎีกฎหมาย (นิติปรัชญา) แนวความคิดในการพัฒนารูปแบบของการปกครอง-form of government/การเขียน (ออกแบบ) กฎหมายที่เป็นระบบบริหาร พื้นฐานของประเทศ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ได้พัฒนาไปไกล และไกลมากจน นักกฎหมายและนักวิชาการของเรา (ประเทศไทย) ตามไม่ทัน

“การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในปัจจุบันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เหตุผล” ที่จะทำให้การบริหารประเทศเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมให้มากที่สุด แต่การมีส่วนร่วมของประชาชน มิใช่เป็น “เหตุผล” ในตัวของมันเอง

และเช่นเดียวกัน การที่การมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่มีจำนวนมวลชน (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้างมา) มากกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง” ก็มิได้หมายความว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนมวลชนมากกว่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพราะความถูกต้องของเหตุผลขึ้นอยู่กับความเป็นจริงในทางวิชาการ และขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ (พฤติกรรม)” และ “ความรู้” ของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม

ทำอย่างไรจึงจะทำให้ “นักกฎหมาย” ของเราไม่เป็น “นักกฎหมายแบบศรีธนญชัย (หรือเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย)” และทำอย่างไร นักกฎหมาย (และนักวิชาการ) ของเรา จึงจะพ้นจากการหลงวกวนอยู่กับแนวความคิดเพื่อความเป็นประชา ธิปไตยเมื่อ 300 ปีก่อน

หลักการทางวิชาการในปัจจุบัน เขาใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์วัดความถูกต้อง (ของเหตุผล) ของนักกฎหมาย (หรือของนักการเมือง) ซึ่งมิใช่เป็นการวัดด้วยจำนวนหัวของมวลชนที่มาชุมนุมกัน ไม่ว่ามวลชนเหล่านั้นจะถูกจ้างมาหรือไม่ และมิใช่ว่าใครคอร์รัปชั่นไว้ได้มาก ก็มีเงินมาก และจ้างมวลชนได้มาก

ผมเห็นว่า ก่อนที่นักกฎหมายของเราจะ “คิด” แก้ปัญหาความเสื่อมของการบริหารประเทศ และก่อนที่จะหา “ความรู้” จากกฎหมายมหาชน เพื่อนำมาแก้ปัญหา ดังกล่าว (ซึ่งต้องใช้เวลา)

ผมคิดว่านักกฎหมายของเราคงจะต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบ “วิธีคิด” ของตนเองเสียก่อน เพราะ “วิธีคิด” เป็นเงื่อนไขขั้นต้นของการหา “ความรู้” และวิชาที่สอน “วิธีคิด (ทางกฎหมาย)” ให้แก่เรา ก็คือ “นิติปรัชญา-ปรัชญาทางกฎหมาย” นั่นเอง

วิชานิติปรัชญาสอนให้เรารู้ว่า ในโลกปัจจุบัน เขาใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้องของเหตุผลของนักกฎหมาย (และนักการเมือง)

ท่านผู้อ่านที่เป็นนักกฎหมายหรือนักวิชาการ ลองทดสอบถามตัวท่านเองดูก็ได้ว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า แนวความคิดของนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20-21 มีอย่างไร ทั้งนี้โดยท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องบอก “ชื่อ” ของนักปราชญ์เหล่านี้ก็ได้

เพราะบางทีชื่อเหล่านี้ก็เรียกยากและยากที่จะจำ แต่แน่นอน นักปราชญ์เหล่านี้ คงไม่ใช่ชื่อ Montesquieu, Rousseau, Hobbes เป็นต้น ที่เรารู้ๆ กันอยู่

การที่ผมบอกว่า “ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี” ซึ่งตามความจริงแล้ว ผมกำหนด “ระยะเวลา” นี้ จากการพิจารณาดู “ความสนใจ” ในวิชานิติปรัชญาของนักกฎหมายและนักวิชาการของเรานี้เอง และระยะเวลาที่ถูกต้องของความล้าหลังของนักกฎหมายไทยน่าจะเป็นประมาณสัก 150 ปี

ทั้งนี้ โดยผมพิจารณาดูจากแนวความคิด-concept ของนักกฎหมายที่มาช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 ให้แก่คณะปฏิรูปการปกครอง (ที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549) และพิจารณา ดูจากเอกสาร “คำชี้แจงสาระสำคัญ ของร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550” ที่เขียนโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย Elite (นักกฎหมายและนักวิชาการ) ของสังคมไทยในปัจจุบันจำนวนมาก

ผมมีความเห็นว่า “แนวความคิดพื้นฐาน” ของนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ (รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 และรัฐธรรมนูญถาวรฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2550) ยังอยู่ภายใต้ “หลักการของความเป็นประชา ธิปไตย” ตั้งแต่สมัยของ Montesquieu etc. เมื่อ 300 ปีก่อน และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราในปัจจุบันยังไม่มีการรับรู้ หลักการของ “นิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20” ที่เริ่มต้น ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19

(อ่านประกอบ บทความเรื่อง “สภาพวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย : สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ 2 (หน้า 28) เว็บไซต์ http://www.pub-law.net)

http://prachatai.com/05web/th/home/11917
พิณผกา งามสม สัมภาษณ์เรียบเรียง

 

ฝุ่น ควันของกระแสแก้รัฐธรรมนูญตลบอบอวล พร้อมแว่วๆ มาว่า องค์กรอิสระที่มีบทบาทสูงยิ่งต่อการอยู่หรือไปของนักการเมืองและ พรรคการการเมือง อย่าง คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจจะเป็นองค์กรแรกๆ ที่ถูกล้างบาง

 

ย้อนไปช่วงสงกรานต์ กกต. 4 เสียงต่อ 1 เสียง มีมติให้ยื่นเรื่องยุบพรรคการเมืองร่วมรัฐบาล 2 พรรค คือชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตยต่ออัยการสูงสุดเพื่อส่งศาลรัฐธรรมนูญ เป็น จังหวะทางการเมืองที่สอดคล้องกันไปกับข้อกล่าวหาว่า พรรคร่วมรัฐบาลต้องการแก้รัฐธรรมนูญเพื่อตัวเอง ซึ่งส่วนหนึ่งก็คือหนีการยุบพรรค เนื่องเพราะนอกจาก 2 พรรคการเมืองที่ กกต. มีมติไปแล้วนั้น ยังเหลือพรรคพลังประชาชนแกนนำรัฐบาลที่นอนหายใจรวยรินอยู่ในหน้ากระดาษ สำนวนของ กกต. ชุดเดียวกันนี้

 

ปฏิเสธไม่ได้ว่า นับจากเมืองไทยมี กกต. (ครั้งแรกภายใต้รัฐธรรมนูญ 2540) การทำงานขององค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญองค์กรนี้ได้ส่งผลสะเทือนอย่างรุนแรง ต่อการเมืองไทยมาโดยตลอด ไม่เพียงแต่ประชาชนไทยจะได้พบว่า การเลือกตั้งมันซับซ้อนและซ้ำซากเนื่องจากใบแดงใบเหลืองและเลือกตั้งซ่อม ที่เรียกร้องให้ประชาชนผู้เป็นเจ้าของสิทธิต้องออกมาบริหารสิทธิทาง การเมืองกันบ่อยกว่าที่เคยในบางพื้นที่ ยิ่งไปกว่านั้นต้องไม่ลืมว่า งกกต, ชุดที่มีพล.ต.อ. วาสนา เพิ่มลาภเป็นประธานนั้นถึงกับมีมติล้มการเลือกตั้ง อันนำเมืองไทยไปสู่ภาวะสุญญากาศก่อนที่จะมีรัฐประหาร 19 กันยายน ตามมา

 

องค์กร ที่ทำหน้าที่เพื่ออำนวยความบริสุทธิ์ยุติธรรมในการใช้อำนาจอธิปไตยของปวงชน ตามระบอบประชาธิปไตย บัดนี้ เป็นองค์กรที่แฟนพันธุ์แท้การเมืองต้องจับตามองอย่างไม่อาจกระพริบตา (พร้อมๆ กับต้องเอาอำนาจอธิปไตยที่ตัวเองมีอยู่หนึ่งเสียงซุกใส่กระเป๋า) ด้วยอำนาจที่รัฐธรรมนูญ 2550 ให้ ไว้ บวกกับพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ทำให้ กกต. ได้อำนาจเพิ่มขึ้นมาอีกประการ คือพิจารณามูลความผิดของพรรคการเมืองอันนำไปสู่การยุบพรรค โดยหากกกต. มีมติเสียงข้างมาก เชื่อได้ว่ามีการทุจริต ก็สามารถมีมติเพื่อส่งเรื่องไปยังศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาต่อไป

 

เมื่อมติของ กกต. ล่าสุด เป็น 4 ต่อ 1 เชื่อว่า 2 พรรคร่วมรัฐบาลมีมูลความผิดถึงยุบพรรคจริง สายตาเกือบทุกคู่มองข้ามช็อตไปที่ พรรคแกนนำรัฐบาลอย่าง พลังประชาชนทันที อาจจะด้วยเหตุนั้นเอง ที่คราวนี้ กกต. เสียงข้างน้อยอย่าง สมชัย จึงประเสริฐ ผู้ลงมติทวนกระแสเสียงส่วนใหญ่ได้นั่งยิ้ม และพูดคุยกับประชาไทอย่างสบายอารมณ์ในห้องทำงานชั้น 19 ของอาคารศรีจุลทรัพย์ พร้อมแซวตัวเองว่า ผิดหวังนิดหน่อย ไม่โดนด่า

 

คำกล่าวหาที่คุ้นหูที่สุดสำหรับ กกต. เสียงข้างน้อยผู้นี้คือ เขาเป็นพวกทักษิณ และคำวินิฉัยล่าสุดก็ไม่ได้ช่วยให้เขาปลดพันธนาการออกจากข้อกล่าวหาแต่ อย่างใด เพียงแต่ครั้งนี้ เขาทำในสิ่งที่ต่างออกไปนั่นคือเปิดเผยมติของตัวเองเพื่อชี้แจงความเห็นที่ต่างนั้น ด้วยโดยชี้ให้เห็นประเด็นและการตีความของเขาเองในข้อกฎหมายและนำไปสู่การลง มติให้ยุติเรื่องการยุบพรรคชาติไทยและมัชฌิมาธิปไตย (กรณี กกต.เสียงข้างมากให้ใบแดงนายยงยุทธ ติยะไพรัช ประธานสภาผู้แทนราษฎร เขา( กกต.สมชัย) ก็ทำมติตนเองถือเข้าที่ประชุม กกต. ในวันลงมติแต่ไม่ได้นำมาเปิดเผยต่อสาธารณะจนกระทั่งสำนวนถูกส่งไปยังศาลฎีกา)

 

 

0000

 

 

 

ในฐานะที่ท่าน เป็นกกต. เสียงข้างน้อยท่านใช้หลักการอะไรในการวินิจฉัยคดียุบพรรคที่เพิ่งลงมติไป

 

พื้นฐานของผมมาจากศาลซึ่งมีหลักการวินิฉัยในคดีต่างๆ 2 ประการคือ ประการที่หนึ่ง เราต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงนั้นให้เป็นข้อยุติแล้วเราจึงจะวินิจฉัยข้อ กฎหมาย ประเด็นต้องเป็นอย่างนี้เสมอไป ผมจะไม่มองเฉพาะข้อเท็จจริงเพียงอย่างเดียวแล้วจบหรือวินิจฉัยเฉพาะข้อ กฎหมาย โดยหลักก็จะมองสองประการนี้ ต้องขออนุญาตว่า จริงๆ ผมไม่ได้มองแต่เพียงคนเดียว และไม่ได้ยึดถือความเห็นของผมคนเดียว แต่เป็นการมองร่วมกับทีมงานของผม ผมไม่ได้เอาความเห็นของผมเป็นใหญ่ แต่มองหลายๆ ด้าน มองหลายๆ มุม บางทีก็มองลึกไปถึงผลของมันด้วย ซึ่งผมไม่ทราบว่าคนอื่นเมองอย่างไร

 

และเนื่องจากความเป็นศาลมาก่อน ผมก็ติดในนิสัยของความเป็นอิสระ ไม่ได้ทำตามคำสั่งใคร ผมต้องวินิจฉัยอย่างเป็นกลาง

 

ศาสตราจารย์ จิตติ ติงศภัทิย์ สอนไว้ว่าการจะวินิจฉัยอะไรก็ตามต้องทำจิตให้ว่าง ถ้าเราไปวินิจฉัยโดยเห็นแก่หน้าใคร วินิจฉัยโดยมีภยาคติสี่ มันก็อาจจะทำให้เราวินิจฉัยคลาดเคลื่อนได้

 

ใน หลายๆ ครั้งที่การวินิจฉัยอาจจะไม่ตรงกับกระแสสังคม อาจจะไม่ตรงกับความต้องการของคนหลายๆ กลุ่มหรือไปขัดแย้ง ไปขัดขวางความเห็นของเขา ทำให้งานการ หรือเป้าหมายที่เขาต้องการไม่บรรลุผล แต่ผมเมื่อมองย้อนหลังกลับไปแล้วผมเองก็พิจารณาและคิดอยู่ว่าผมควรจะทำงาน ตำแหน่งนี้อยู่หรือไม่ และในหลายๆ ครั้งผมเองก็คิดว่าผมน่าจะไปทำอย่างอื่น

 

จริงๆ จะบอกว่าผมถือหลักตุลาการทีเดียวก็ไม่ได้ ความจริงผมก็มองด้านรัฐศาสตร์ด้วย เพราะบ้านเมืองเราจะเอาแต่กฎหมายล้วนๆ เลยบางครั้งก็ต้องตระหนักเหมือนกัน สำหรับกฎหมายอาญาหรือกฎหมายอื่นเราต้องยึดถืออย่างแน่นหนา แต่พอมากฎหมายเลือกตั้งมันเป็นเรื่องของรัฐศาสตร์ การเมืองการปกครองอยู่ด้วย และกฎหมายเองก็เขียน เช่น มาตรา 116 วรรค 2 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง สว. ตามมาตรานี้แม้ผิดจริง แต่ถ้าไม่มีผลถึงขั้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลง เราจะยุติเรื่องก็ได้ ซึ่งนี่เราต้องมองว่า หลักกฎหมายเลือกตั้งและหลักประชาธิปไตยต้องเคารพ popular vote คือสียงของประชาชน

 

มาตรา 116 วรรค 2 ในกรณีที่ผลการสืบสวนสอบสวนปรากฏว่าการเลือกตั้งในหน่วยเลือกตั้งใดหรือเขตเลือกตั้งใดเป็นไปโดยไม่ถูกต้องหรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่คณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่ายังไม่มีเหตุที่

จะต้องให้มีการเลือกตั้งใหม่เพราะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงผลการเลือกตั้ง คณะกรรมการการเลือกตั้งอาจมี

คำสั่งให้ยุติเรื่องก็ได้

 

             คำวินิจฉัยของคณะกรรมการการเลือกตั้งตามมาตรานี้ให้เป็นที่สุด

 

เห็นไหมว่าในหลายๆ เรื่อง เรื่องเล็กนิดเดียวก็ผิด แต่เราจะไปล้มล้าง popular vote เราต้องคิดให้ถี่ถ้วนว่าจะมีผลขนาดไหนเพียงใด ในกฎหมายท้องถิ่น…ก็ในทำนองอย่างนี้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของกกต. เราพบว่าหลายๆ เรื่องที่เราให้ใบเหลืองไป ปรากฏว่าเมื่อมีการเลือกตั้งอีกครั้ง เขากลับได้เสียงมากกว่าเดิมเสียอีก จะเห็นเลยว่าหลักคิดของเรานั้นยึดแต่กฎหมายล้วนๆ ไม่ได้ แต่ต้องคำนึงถึง การเมืองการปกครองประกอบด้วยเหมือนกัน

 

รัฐธรรมนูญ 2550 ให้อำนาจ กกต. มากเกินไปไหม

 

กกต. นอกจากจัดการการเลือกตั้งแล้วต้องควบคุมการเลือกตั้ง การควบคุมการเลือกตั้ง มันก็เหมือนกีฬาควรให้อำนาจกรรมการที่จะควบคุมการเลือกตั้ง การเมืองของเรา นักการเมืองนั้นยังไม่พัฒนาถึงจุดที่รู้กฎ กติกา ถ้าปฏิบัติตามกฎกติกา ไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียง เคารพคนอื่น อย่างนี้การควบคุมก็ไม่มีความสำคัญเลย แต่เพราะเหตุว่าการเมืองบ้านเรายังไม่พัฒนาเท่าที่ควร การควบคุมจึงมีความสำคัญมาก แล้วการควบคุมนี้ก็ยังจำเป็นที่จะต้องให้อำนาจกับกกต. ในการแก้ปัญหาที่จะเกิดขึ้นก่อนที่ประชาชนจะไปหย่อนบัตรลงคะแนน ให้ได้ทันท่วงที ซึ่งหากไม่ให้อำนาจตรงนี้แก่ กกต. แล้วการควบคุมก็ทำได้ไม่เต็มที่

 

ก่อนหน้าการลงคะแนนเสียง เมื่อมีการกระทำผิดเราก็สามารถจัดการได้เลย แต่เมื่อลงคะแนนเสียงแล้ว มันต้องคำนึงถึงเสียงประชาชน เป็นเสียงสวรรค์ตามระบอบประชาธิปไตยว่าประชาชนเขาเลือกคนนี้แล้ว ตรงนี้แหละ สำคัญ สมัยก่อน(รัฐธรรมนูญ 2540)ให้อำนาจกกต. ให้ใบเลืองใบแดงได้ แต่ปัจจุบันอำนาจนี้ก็ได้ไปอยู่กับศาลแล้ว ซึ่งศาลก็สามารถถ่วงดุลตรวจเช็คอำนาจของกกต. ได้

 

ในสมัยก่อน เขาจะต้องให้ 5 คนในกกต. มีเสียงเอกฉันท์ คน 5 คนนั้นมาจากวิชาชีพด้านต่างๆ กัน มีมุมมองแต่ละมุมที่ต่างกัน มีพื้นฐานที่มาต่างกัน หากคน 5 คนที่มีที่มาต่างกันมีเสียงเอกฉันท์ ก็น่าจะฟังได้ว่า น่าจะมีการเลือกตั้งใหม่ พูดง่ายๆ คือคืนอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ได้ แต่บัดนี้ ได้เปลี่ยนไปโดยใช้คำว่า ถ้าจะส่งให้ศาลก็ให้เสียงส่วนใหญ่ หรือก่อนประกาศผลก็ใช้ 4 ใน 5 ซึ่งจริงๆ อำนาจนี้ของกกต. ก็เช็คกัน ถ่วงดุลกันอยู่ในตัว นั่นคือตามหลักจะไปล้มมติประชาชนก็ไม่ใช่ทำได้ตามอำเภอใจ

 

เว้นเสียแต่ 5 คนนั้นจะรวมหัวกัน ซึ่งนี้ก็ไปพ้นจากเรื่องหลักการแล้ว แต่เป็นเรื่องคุณธรรมจริยธรรม หลักการนั้นสำคัญที่สุด แต่ถ้าคนนั้นไม่มีหลักการ ก็จะหลีกเลี่ยงกฎเกณฑ์ กฎหมายหรือกฎเกณฑ์ยิ่งเขียนมากก็ยิ่งทำให้เกิดปัญหามาก ผมจึงเห็นว่า กฎเกณฑ์นั้นเขียนไว้พอให้เกิดความเข้าใจโดยหลักการก็เพียงพอ ไม่ต้องลงลึกในรายละเอียดมาก แต่ให้ กกต. ที่เหมือนนิติบัญญัติถ้าไม่ดีก็ให้แก้ไขระเบียบได้ เช่น หากกต. ออกระเบียบมาไม่ดี ก็ไปร้องขอต่อศาลให้แก้ไขระเบียบ ถ้าอย่างนี้ผมคิดว่า กกต. ของเราจะได้มาตรฐานที่ดี

 

ท่านกำลังจะบอกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายเลือกตั้งของเราละเอียดเกินไป

 

ละเอียดเกินไป กฎหมายควรจะมีการยืดหยุ่นได้เพื่อความเหมาะสมเพื่อให้เกิดผลดีของแต่ละยุค แต่ละสมัย แก้เท่าไหร่ยิ่งแก้ไปแก้มาก็ยิ่งเลอะ ทีนี้กฎหมาย ถ้าไม่ละเอียดมากเกินไป แต่ใช้วิธีการปฏิบัติที่เป็นที่ยอมรับกันทั้งในส่วนของ กกต. หรือผู้สมัครก็ตาม มีการยอมรับกันว่าเคยทำกันมาแบบนี้ พอคนหนึ่งจะแปรให้เป็นอย่างอื่นไปจะเกิดข้อรังเกียจได้ เป็นต้น มีระเบียบปฏิบัติ หรือประเพณี จารีตที่เขาถือปฏิบัติกันมาเรื่อยๆ เป็นเวลาช้านานให้รู้ว่านักการเมืองรู้ว่าแบบไหนคือสิ่งไม่ดี ไม่ควรปฏิบัติ ถ้า ได้ในอย่างนี้ผมคิดว่า มันจะช่วยพัฒนาไปเรื่อยๆ แต่รัฐธรรมนูญและกฎหมายของเรานี่เอะอะก็ล้มแล้วก็เขียนใหม่ ปรากฏว่าไอ้ที่ล้มก็ไม่ได้แปลว่าดีขึ้นมากว่าเก่า

 

หมายถึงว่ากฎหมายต้องมีวิวัฒนาการ มีความเป็นสถาบัน

 

ควรจะมีวิวัฒนาการ ไม่ใช่ความต้องการหรือความพึงพอใจของคนที่มีอำนาจหรืออยากที่จะรักษาอำนาจนั้น

 

เมื่อกฎหมายต้องอาศัยวัฒนาการ แล้วท่านคิดว่าความรู้หรือหลักการเกี่ยวกับการเลือกตั้งของสังคมไทยขณะนี้อยู่ในระดับไหน

 

ตอนนี้ยังไม่เป็นที่พอใจ มีหลายๆ อย่างที่คิดว่าระยะเวลายังไม่เพียงพอสำหรับการวิวัฒนาการ กฎหมายกลายเป็นการร่างขึ้นมาสำหรับเป็นเครื่องมือของกลุ่มชนที่มีอำนาจ กฎหมายไม่ได้ร่างขึ้นมาให้เกิดความเป็นธรรมแล้วเพื่อให้มันอยู่คู่สังคมไทย ให้มันได้ทำหน้าที่เพื่อรักษาสังคม หรือประเทศเราเอาไว้ มันกลายเป็นว่า ฉันมีอำนาจฉันอยากให้เป็นอย่างนี้ ฉันก็เขียนกฎหมายไว้อย่างนี้ ซึ่งมันก็เป็นได้แค่ช่วงระยะเวลาหนึ่ง

 

กฎหมายต้องเป็นธรรม กฎหมายเขียนขึ้นจากผู้อำนาจคนหนึ่ง มันก็สนองตอบผู้มีอำนาจกลุ่มนั้น ถ้าเราไปปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดตามกฎหมายนั้นก็กลายเป็นว่าเราไปรับใช้ ผู้มีอำนาจนั้น กลายเป็นว่าคนที่เขียนกฎหมายล่วงหน้าก็เพื่อที่จะมาเป็นนายในอนาคตต่อไป ไม่ใช่กฎหมายร่างขึ้นมาเพื่อประโยชน์สุขของประชาชน ผมชื่นชมอาจารย์จอนและกลุ่มผู้คัดค้านกฎหมายขอสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ ไม่ยอมรับการร่างกฎหมายเป็นร้อยๆ ฉบับ ผมเห็นด้วยว่าถูกต้อง กฎหมายไม่ได้ร่างขึ้นมาเพื่อสนองตอบคนแค่กลุ่มหนึ่ง มันเป็นสิ่งที่บังคับใช้สำหรับประชาชนคนทั่วไป ฉะนั้นมันควรได้รับการพิจารณาอย่างรอบคอบ

 

แต่กฎหมายก็เกิดขึ้นและบังคับใช้แล้ว โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญและพระราชบัญญัติประกอบ ตัวท่านเองในฐานะเป็นคนที่ต้องใช้กฎหมายนั้น ท่านอยู่กับความขัดแย้งเชิงหลักการนี้อย่างไร

 

ผม ก็พยายามใช้ให้เกิดความเป็นธรรม แต่อย่าลืมว่า กกต. นั้นเป็นแค่หน่วยงานปฏิบัติไม่ใช่หน่วยงานที่จะไปใช้อำนาจอธิปไตย การจะไปแปรกฎหมายให้เกิดการถ่วงดุลและคานนั้น อำนาจจะต้องเสมอกัน คือนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ ถึงจะถ่วงดุลอำนาจกันได้ ถึงจะสามารถไปแปรกฎหมายที่เขาเขียนไว้ให้มีความหมายที่เกิดความเป็นธรรมได้ ลำพัง กกต. อำนาจมันเล็กกว่า มันไม่มีน้ำหนักเพียงพอ

 

ท่านมีความเห็นอย่างไรเรื่องแก้รัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะประเด็นที่เกี่ยวกับ กกต.

 

ผมยอมรับว่าเฉพาะในส่วนของ กกต. ผมคิดว่า เราน่าจะเขียนแค่รับรองสิทธิ และหน้าที่ สำหรับผู้เป็นนักการเมืองไว้กว้างๆ แต่ในเนื้อหาแล้วควรจะมาเขียนไว้ในกฎหมายลูกมากกว่า ปัจจุบันนี้อ่านกฎหมายรัฐธรรมนูญก็มี อ่านกฎหมายลูกก็มี อ่านไปวิเคราะห์ไม่ละเอียดก็คิดว่ามันเหมือนกัน ครั้นพอดูลึกๆ แล้วมันก็ไม่เหมือนกัน เป็นกฎหมายที่กว่าจะทำความเข้าใจก็ยาก คนทั่วๆ ไปไม่รู้กฎหมายไม่ได้ใช้กฎหมายที่มากพอก็มีปัญหา

 

เราต้องเข้าใจว่ากฎหมายเลือกตั้งมีเจตนารมณ์อย่างหนึ่งคือ เจตนารมณ์ที่ทำให้เกิดความเป็นธรรม (Fair) ในการเลือกตั้ง เป็นเรื่องของผู้สมัคร ผู้ที่จะมาเป็นตัวแทนของประชาชนมากกว่า แต่กฎหมายพรรคการเมืองเจตนารมณ์นั้นอีกอย่างหนึ่ง กฎหมายพรรคการเมืองเป็นเรื่องสถาบัน เป็นเรื่องของมหาชนที่เข้ามารวมกลุ่มกันดำเนินกิจการทางการเมือง มีอุดมการณ์ร่วมกัน โดยที่กฎหมายรัฐธรรมนูญและกฎหมายต่างๆ รับรองไว้ว่าการที่คุณจะได้อำนาจปกครองประเทศนั้น พรรคการเมืองจะต้องทำอย่างไรบ้าง มีวัตถุประสงค์อย่างไรบ้าง เพราะถ้าไม่มีกฎหมายพรรคการเมืองก็จะไปเหมือนอั้งยี่ ซ่องโจร อย่างสมัยหนึ่งที่มีการปราบปรามกลุ่มที่พยายามแย่งชิงอำนาจรัฐโดยไม่ใช่ วิถีทางประชาธิปไตย

 

โดย วิถีทางที่รัฐธรรมนูญกำหนดให้ว่าคุณดำเนินกิจการนั้นขัดต่อศีลธรรมอันดี หรือไม่ มีจุดมุ่งหมายที่จะล้มล้างสถาบันหรือเปล่า เป็นต้น จึงต้องมีกฎหมายเหล่านี้ออกมาควบคุมการทำงาน การบริหารของพรรคการเมือง ซึ่งต้องการอำนาจรัฐ

 

ในประเทศอื่นๆ จะยุบพรรคการเมืองได้ในกรณีแบบไหน

 

มันต้องถึงขนาดที่ว่าขัดต่อความสงบเรียบร้อยของชาติบ้านเมือง อันนั้นต่างหาก หมายความว่าพรรคการเมืองดำเนินกิจการทางการเมืองในลักษณะหนึ่งเป็นภัยแก่ ประเทศชาติ ต้องยุบพรรคการเมือง แต่ไอ้เรื่องหาเสียงเลือกตั้งหรืออะไรที่เป็นอยู่ถูกกำหนดอยู่ในกฎหมายตอนนี้นี่ ไม่ถึงขั้นนั้น โดยหลักแล้วเป็นเรื่องของผู้สมัครมากกว่า แต่การเลือกตั้งต้องเคารพผู้เลือกตั้ง การดำเนินกิจการทางการเมืองมันมีเรื่องอะไรอีกสารพัด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการรณรงค์ การรวมตัว แล้วพรรค การเมืองนี้ ต่อไปก็ต้องเข้ามาบริหารบ้านเมือง เราจึงต้องมีการควบคุมว่า การดำเนินงานของพรรคการเมืองนี้ จะล้มล้างระบอบประชาธิปไตยหรือเปล่า

 

 

ขณะนี้ประเทศไทยเรามีบทบัญญัติอะไรบ้างที่ปกป้องพรรคการเมือง

 

ก็มีบทบัญญัติที่ว่าประชาชนสามารถจะรวมตัวกันตั้งพรรคการเมืองได้

 

 

รัฐธรรมนูญทั้ง 2540 และ 2550 เขียนขึ้นจากความไม่ไว้วางใจนักการเมืองมากไปหรือเปล่า

 

การเขียนรัฐธรรมแล้วเห็นว่านักการเมืองเลวร้าย ด้านหนึ่งเราต้องยอมรับว่ามันมีปัญหาเช่นนั้นจริง

 

แต่ถึงแม้นักการเมืองจะเลวร้าย ประชาชนก็เลือกเขาเข้ามา

 

นี่ยังไงล่ะ การเหมารวมเอาทั้งเข่ง คนดีก็มี คนไม่ดีก็มี แล้วดีไม่ดี มันอยู่ตรงไหน ขึ้นศาลศาลตัดสินให้เราชนะ เราก็บอกศาลนี้ดี ถ้าตัดสินให้เราแพ้ เราก็บอกศาลไม่ดี เหมือนกัน บางอย่างก็มีสองด้าน อย่างไรก็ตาม มันต้องให้เวลาและโอกาสที่จะให้เขาได้พัฒนาการเมืองการปกครองต่อไป ของเราปุ๊บปั๊บ….ถึงแม้จะเขียนในรัฐธรรมนูญเลยว่า ทุกคนมีสิทธิที่จะป้องกันไม่ให้รัฐธรรมนูญถูกฉีก แต่แล้วเราก็ไปเรียกให้เขามาฉีก

 

ทำไม เราไม่ให้ประชาธิปไตยได้แก้ไขด้วยตัวมันเอง ทำไมไม่ให้การเมืองแก้ไขด้วยการเมือง จริงๆ แล้วทุกคนเกี่ยวข้องอยู่กับการเมือง ทำไมเราไม่เขียนในลักษณะสร้างสรรค์ พลันที่มีคนไม่ดีเข้ามาคุณก็ฉีกทิ้งแล้วล้มเอาใหม่ ทำไมคุณไม่หาวิธีทำให้คนเหล่านี้อยู่แค่ สองสมัยแล้ว เลิก ไม่ ใช่ว่าเข้ามาเป็นนักการเมืองเป็นอาชีพ เป็น ส.ส. เป็น เลขา เป็นรัฐมนตรี เป็นทุกอย่างหมุนเวียนอยู่แต่กับคนกลุ่มเดิม ๆ บ้านเมืองเราก็มีแต่นักการเมืองที่เป็น ส.ส. ตั้งแต่อายุน้อยๆ จนกระทั่งเกษียณอายุ เราควรจะกำหนดไปว่าส.ส. นั้นเป็นได้ไม่เกินกี่สมัย เป็นรัฐมนตรีได้ไม่เกินกี่สมัย

 

สังคมเรานี้ไม่มีผู้หลักผู้ใหญ่ที่พูดแล้วน่าเคารพนับถือ ผู้ใหญ่มักจะบอกคนโน้นคนนี้ให้ทำอย่างนั้นอย่างนี้ ให้เสียสละแต่ตัวเองก็ไม่ได้ทำ การเมืองเราต้องเปลี่ยนจากการมาดำรงตำแหน่งแล้วก็ยังได้เป็นอีก มีเอกสิทธิ์ มีเงินเดือนสูง ใครๆ ก็อยากเป็น

 

ขณะนี้พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยเสนอให้ถอดถอนท่าน

 

ก็แล้วแต่ ไม่ว่ากัน แต่ผมยืนยันว่าผมทำงานชอบด้วยกฎหมาย เพราะผมเปิดกฎหมายประกอบการทำงาน เป็นไปไม่ได้ที่การทำงานของผมจะไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่อาจจะไม่ชอบ ไม่ถูกใจคน นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แล้วก็ไม่สามารถจะไปทำเพื่อไปเอาใจใครได้ เพราะผมก็มีหลักยืนของผมเอง แล้วสิ่งที่ผมอธิบายตามกฎหมายให้ฟัง มันไม่ชอบด้วยกฎหมายตรงไหน แต่ไม่ถูกใจคนแน่นอน แล้วผมก็ไม่ได้ตั้งใจจะมาทำงานเพื่อเอาใจคนนั้นคนนี้ มาทำงานเพื่อให้ถูกใจคนนั้นคนนี้

 

ท่านไม่ได้หมายความว่ากกต. คนอื่น มีความเห็นไม่อยู่บนบรรทัดฐานของกฎหมายใช่ไหม

 

เปล่า ผมต้องเคารพความคิดเห็นของท่านอื่นๆ แต่เราก็มีมุมมองของเรา แล้วที่ผมเขียนไปมันผิดตรงไหน

 

 

แต่ทางพันธมิตรฯ ระบุว่า กฎหมายล็อกไว้แล้วว่าอย่างไรกกต. ก็มีหน้าที่ต้องส่งสำนวนให้กับอัยการสูงสุด

 

ถ้า ล็อกจริงแล้วทำไมที่ผมอ้างอิงไว้ในความเห็นของผมมันไม่ได้ล็อกไว้ล่ะ คำว่าล็อกมันเป็นอย่างไร แล้วการเขียนกฎหมายที่ล็อกเอาไว้แล้วนี่เป็นการเขียนกฎหมายที่แย่มากแล้ว เป็นการเขียนเพื่อให้องค์กรอื่นไม่สามารถจะถ่วงดุลอำนาจได้ใช่ไหม ตามหลักแล้ว อำนาจทั้งสามต้องถ่วงดุลกัน

 

 

การทำหน้าที่ กกต. ซึ่งต้องทำงานท่ามกล่างแรงเสียดทานและข้อวิจารณ์ที่หนักหน่วง มันเกินกว่าที่คาดไว้ไหม

 

เกินกว่าที่เตรียมใจไว้มาก เราก็ปุถุชน แต่เมื่อเขาส่งให้เรามาอยู่ตรงนี้แล้ว มันเป็นเรื่องที่เราต้องทำ แล้วหลายๆ คนโดยเฉพาะพนักงานเขาก็มาให้กำลังใจว่า ที่ตรงนี้ก็จะถูกแรงเสียดทานอย่างนี้แหละ ต้องทำใจ

 

จริงๆ เมื่อก่อนผมก็ทำใจไม่ได้หรอกเพราะไม่เคยมีใครมาด่าว่าเราขนาดนี้ แต่พอถึงตอนนี้ก็เข้าใจได้ว่าการเมืองของประเทศที่ไม่เจริญและต้องเป็นวงจร อุบาทว์อยู่อย่างนี้ก็เพราะสปิริตทางการเมืองของคนไทยยังไม่ได้มาตรฐาน และก็ควรที่จะมีการพัฒนาต่อไป ถ้าหากว่าผมต้องถูกเซ่น แล้วทำให้การเมืองมันดีขึ้นผมก็ดีใจ

 

มติของนายสมชัย จึงประเสริฐ

กรรมการการเลือกตั้ง

 

ในปัญหาการยุบพรรคชาติไทย และพรรคมัชฌิมาธิปไตย ตามมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

 

กรณีสืบเนื่องจากคณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำวินิจฉัยที่ ๖๕/๒๕๕๑ และที่ ๗๘/๒๕๕๑ ว่า มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า นายสุนทร วิลาวัลย์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปราจีนบุรี เขตเลือกตั้งที่ ๑ ซึ่งเป็นรองหัวหน้าพรรคมัชฌิมาธิปไตย ผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้นายอำนวย จันทร์แบกหล้า ตัวแทนหรือหัวคะแนนของผู้ถูกกล่าวหาให้เงินแก่นางชวนพิศ นันมา เพื่อจูงใจให้ลงคะแนนเสียงตั้งให้แก่ผู้ถูกกล่าวหา และนายมณเฑียร สงฆ์ประชา ผู้สมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดชัยนาท เขตเลือกตั้งที่ ๑ ซึ่งเป็นรองเลขาธิการพรรคชาติไทย ผู้ถูกกล่าวหาได้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้กลุ่มบุคคล ประกอบด้วย นางศรีประไพ หรือ อุ๋ย โตเพ็ง นางศิริรัตน์ หรือแจ๋ว เปี่ยมเพ็ชร และนางธิดารัตน์ หรือโอ๊ต เหล็กทะเล ตัวแทนหรือหัวคะแนนของผู้ถูกกล่าวหาจัดเตรียมเงินเพื่อจะให้แก่ผู้ใด เพื่อจูงใจผู้มีสิทธิเลือกตั้งลงคะแนนเสียงเลือกตั้งให้แก่ผู้กล่าวหา อันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๕๓ (๑) และมาตรา ๕๘ ส่งผลให้การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรดังกล่าวมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม และมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของผู้ถูกกล่าวหาทั้งสองรายเป็นเวลาหนึ่งปี ตามมาตรา ๑๐๓ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มีปัญหาต้องวินิจฉัยชี้ขาดว่า มีเหตุให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐ เพื่อให้ยุบพรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคชาติไทย หรือไม่

 

เห็นว่า ประเทศไทยเป็นราชอาณาจักร มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ขึงใคร่อัญเชิญพระรบรมราโชวาท ซึ่งพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ทรงพระราชทานแก่นักศึกษาในพิธีพระราชทานประกาศนียบัตรแก่ผู้สอบไล่ได้วิชาความรู้ชั้นเนติบัณฑิต สมัยที่ ๓๓ ปีการศึกษา ๒๕๒๓ ความว่า “…กฎหมายนั้นไม่ใช่ตัวความยุติธรรมเป็นแต่เพียงเครื่องมืออย่างหนึ่งสำหรับใช้การรักษาและอำนวยความยุติธรรมเท่านั้น การใช้กฎหมายจึงต้องมุ่งหมายใช้เพื่อรักษาความยุติธรรม ไม่ใช่เพื่อรักษาตัวบทของกฎหมายเอง และการรักษาความยุติธรรมในแผ่นดิน ก็มิได้มีวงแคบอยู่แค่ขอบเขตของกฎหมาย หากต้องขยายออกไปให้ถึงศีลธรรมจรรยา ตลอดจนเหตุและผลตามเป็นจริงด้วย…” มาเป็นหลักถือในการปฏิบัติ

 

นอกจากนี้ รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๓ วรรคสอง บัญญัติว่า การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กรตามรัฐธรรมนูญและหน่วยงานของรัฐต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม ซึ่งสอดคล้องกับพระบรมราโชวาทดังกล่าว คณะกรรมการการเลือกตั้งเป็นองค์กรามรัฐธรรมนูญจึงต้องปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามพะบรมราโชวาทและหลักนิติธรรมดังกล่าวเพื่อรักษาความยุติธรรมยิ่งกว่ารักษาตัวบทของกฎหมายเอง เมื่อพิจารณาพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคหนึ่งที่บัญญัติว่า ก่อนประกาศผลการเลือกตั้ง ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนแล้ว เห็นว่ามีหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า ผู้สมัครผู้ใดกระทำการอันเป็นการในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญนี้ หรือระเบียบ หรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่าผู้สมัครผู้ใดก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจ ให้บุคคลอื่นกระทำการดังกล่าว หรือรู้ว่ามีการกระทำดังกล่าวแล้วไม่ดำเนินการเพื่อระงับการกระทำนั้น

 

ถ้าคณะกรรมการการเลือกตั้งเห็นว่าการกระทำนั้นน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งผ็สมัครที่กระทำการเช่นนั้นทุกรายเป็นเวลาหนึ่งปี โดยให้มีผลนับแต่วันที่คณะกรรมการการเลือกตั้งมีคำสั่ง และวรรคสองที่บัญญัติว่า ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่ง ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้รัฐธรรมนูญ ให้คณะกรรมการการเลือกตั้งดำเนินการตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมืองเพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองนั้นมีกำหนดเวลาห้าปี นับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองแล้ว

 

เห็นว่า บทบัญญัติทั้งสองวรรคดังกล่าวเป็นบทตัดสิทธิบุคคลจำเป็นต้องตีความโดยเคร่งครัดและโดยคำนึงถึงหลักนิติธรรมที่ว่า เมื่อไม่ได้กระทำผิดก็ไม่ควรต้องได้รับโทษ ข้อความในวรรคหนึ่งกล่าวถึงกรณีที่ผู้สมัครเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้ผู้อื่นกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้งนั้น กฎหมาย ต้องการเพียงพฤติการณ์ที่เชื่อได้ว่า ผู้สมัครเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำผิดกฎหมายน่าจะมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมเท่านั้น มิได้ต้องการพยานหลักฐานถึงขั้นต้องมีหรือปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่ามาพิสูจน์แต่ประการใด

 

ส่วนบทบัญญัติในวรรคสองกฎหมายระบุไว้ชัดเจนว่า ต้องปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ มาพิสูจน์ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือมราบถึงการกระทำนั้นแล้วมิได้ยับยั้ง หรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มิได้ต้องการแต่เพียงมีพฤติการณ์ที่เชื่อได้เท่านั้น ตามมาตรา ๙๕ แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง พ.ศ. ๒๕๕๐

 

ทั้งนี้เพราะพรรคการเมืองเป็นเรื่องของมหาชน การที่จะยุบพรรคการเมืองหนึ่งพรรคการเมืองใดย่อมส่งผลกระทบไปถึงบรรดาสมาชิกทั้งหลาย ซึ่งมิได้มีส่วนรู้เห็นเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดนั้นด้วย จึงเป็นเรื่องใหญ่ที่กฎหมายต้องการพิสูจน์ด้วยพยานหลักฐาน แต่จากการสืบสวนสอบสวนของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ไม่ปรากฏหลักฐานว่า หัวหน้าพรรคการเมือง  หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรมแต่ประการใด คงได้ความว่าผู้สมัครของพรรคการเมืองทั้งสองรายที่ถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งต่างก็เป็นกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองทั้งสองเท่านั้น ซึ่งการที่ผู้สมัครทั้งสองรายถูกเพิกถอนสิทธิการเลือกตั้งนั้นต่างเป็นเรื่องที่คณะกรรมการการเลือกตั้งสืบสวนสอบสวนแล้ว มีพฤติการณ์ที่เชื่อได้ แต่มิได้มีหลักฐานอันควรเชื่อได้มาพิสูจน์ว่าผู้สมัครทั้งสองรายเป็นผู้ก่อให้ผู้อื่นกระทำ สนับสนุน หรือรู้เห็นเป็นใจให้บุคคลอื่นกระทำ อันเป็นระดับในการรับฟังขอเท็จจริงจากหลักการรับฟังพยานหลักฐานที่กฎหมายกำหนดไว้แตกต่างกัน ซึ่งสามารถแยกแยะได้ว่า เป็นเรื่องเฉพาะตัวของผู้สมัครหรือเป็นเรื่องของพรรคการเมือง

 

ส่วนการที่จะรับฟังให้เกี่ยวโยงไปถึงพรรคการเมืองได้หรือไม่ต้องแล้วแต่พยานหลักฐานซึ่งเป็นข้อเท็จจริงเป็นเรื่องๆ ไป สำหรับกรณีของสองพรรคการเมืองดังกล่าว คณะกรรมการสืบสวนสอบสวนตรวจสอบแล้ว ไม่ปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่า หัวหน้าพรรคการเมือง หรือกรรมการบริหารพรรคการเมืองผู้ใดมีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบถึงการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไข เพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม จึงเห็นพ้องด้วยกับความเห็นของคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน ว่ากรณีของพรรคการเมืองทั้งสองรายดังกล่าว ไม่เข้าหลักเกณฑ์ตมพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา พ.ศ. ๒๕๕๐ มาตรา ๑๐๓ วรรคสอง ที่จะให้ถือว่า พรรคการเมืองนั้น กระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ เพื่อเสนอคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้ยุบพรรคการเมืองนั้น เห็นควรให้เรื่องยุติ

 

 

(นายสมชัย จึงประเสริฐ)

กรรมการการเลือกตั้ง

เมษายน ๒๕๕๑

คัดจากเวปประชาไท

โพสต์โดย : Frank

Keynote Speech

By
DR. THAKSIN SHINAWATRA
Chairman, Manchester City Football Club
Former Prime Minister of Thailand

The Business Week’s Middle-East Asia Leadership Forum
The CEO Challenge: Sustaining Growth, Expanding the Boundaries

Dubai, 16 April 2008

นับเป็นความยินดี และเป็นเกียรติอย่างยิ่งสำหรับผม ที่ได้รับเชิญให้มากล่าวปาฐกถาในการประชุมอันทรงเกียรติครั้งนี้ ร่วมกับบรรดาผู้นำนักธุรกิจที่น่าเคารพ ชื่นชมจากทั่วเอเชีย ผมต้องขอขอบคุณอย่างมากต่อรัฐบาลสหรัฐอาหรับเอมิเรต และบิสซิเนส วีค ที่ให้โอกาสในครั้งนี้ ซึ่งไม่เพียงแต่กล่าวสุนทรพจน์เท่านั้น แต่ยังได้เข้าร่วมการดีเบตกับบรรดากลุ่มผู้นำทางการเมือง และนักธุรกิจว่าด้วยเรื่องความเป็นผู้นำ และการเติบโตอย่างยั่งยืน และเนื่องจากผมได้ล้างมือของผมจากด้านการเมืองไปแล้ว ผมจะรู้สึกประหลาดใจถ้าหากการเมืองเป็นเหตุผลสำหรับการเชื้อเชิญในครั้งนี้ ถ้าหากผมไม่ได้เข้าใจผิด ผมคิดว่าบางทีพวกเขาคิดว่าเป็นเรื่องที่ค่อนข้างน่าสนใจที่จะฟังคำกล่าวจากคนไทยคนหนึ่งที่มีความคลั่งไคร้มากพอในการซื้อสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ ลีคของอังกฤษ นั่นเป็นเหตุผลที่ว่าทำไมพวกเขาต้องมีผม!

แต่ไม่ว่าเหตุผลอะไรก็ตาม ผมต้องขอแสดงความยินดีต่อบิสซิเนส วีค และทางออแกไนเซอร์สำหรับการเลือกจัดการประชุมที่ดูไบ ไม่มีเมืองไหนที่จะเหมาะสมมากกว่าเมืองนี้ .ซึ่งมีชีวิตชีวา ทันสมัย และเติบโตมากที่สุดสำหรับการดีเบตเกี่ยวกับการเติบโตที่ยั่งยืน และการขยายตัวของพรมแดน ซึ่งการท้าทายต่อบรรดาซีอีโอจะต้องเกิดขึ้น ความเร็วของการเติบโต และศูนย์กลางด้านธุรกิจที่กำลังบูมขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ดูไบเป็นสถานที่อันเหมาะสมในการเป็นเจ้าภาพการดีเบตครั้งนี้ การเติบโตของดูไบเป็นสิ่งที่ยืนยันได้เป็นอย่างดีอันเนื่องมาจากวิสัยทัศน์ของความเป็นผู้นำที่ทำให้เกิดขึ้นได้

วันนี้ ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินสิ่งท้าทายต่าง ๆ ต่อบรรดาผู้นำที่กำลังเผชิญกับความท้าทายทั่วโลกอย่างรวดเร็ว ไม่ใช่เป็นครั้งแรกที่เราได้ยินการดีเบต และการปรึกษาหารือกันเกี่ยวกับการที่จะเอาชนะความท้าทายเหล่านี้ได้อย่างไร ทำให้ประสบผลเป็นจริง และทำให้การเติบโตดำเนินไปอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจปัจจุบันของยุคโลกาภิวัฒน์ และก็แน่นอนที่สุด วันนี้ไม่ได้เป็นครั้งสุดท้ายที่เราจะฟังเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้
เมื่อมองดูไปทั่วโลก ผมไม่เชื่อว่าจะมีโรงเรียนธุรกิจชั้นนำใด ๆ ในโลกทุกวันนี้ที่ไม่ได้เสนอวิชา หรือหลักสูตรที่มีความเกี่ยวโยงกับการปฏิรูปความผู้นำ หรือการเปลี่ยนแปลงด้านการจัดการ ปัจจุบันไม่มีนักบริหาร หรือผู้มีความสามารถพิเศษทั้งในประเทศพัฒนาแล้ว และในประเทศกำลังพัฒนาที่ไม่ได้มองหาการปฏิรูปผู้นำ อันถือเป็นคุณสมบัติสำหรับตำแหน่งบริหาร

กระนั้นก็ดี ธรรมชาติของมนุษย์ดำเนินไปพร้อมกับการเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนนับตั้งแต่อดีตกาล ทฤษฏีที่มีชื่อเสียงของชาร์ลส์ ดาร์วินอธิบายเอาไว้ว่า สิ่งที่ปรับตัวได้มากที่สุดต่อการเปลี่ยนแปลงจะอยู่รอดต่อไปได้ ดังนั้น จึงมีคำพูดมากมายทั้งจากบุรุษ และสตรีที่ปราดเปรื่องในช่วงหลายร้อยปีที่แล้ว อันรวมถึงปราชญ์ด้านศาสนาคอยเตือนใจพวกเราเสมอว่า ความไม่แน่นอนเท่านั้นที่เป็นสิ่งแน่นอน ดังนั้น การเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนจะอยู่กับพวกเราตลอดไป

แต่สิ่งที่เป็นเรื่องใหม่ก็คือว่า ในโลกยุคปัจจุบันที่ไร้พรมแดน ซึ่งเราเรียกว่า โลกาภิวัฒน์ การเปลี่ยนแปลงดูเหมือนว่าจะเกิดขึ้นในอัตราที่เร็วกว่าในอดีตที่ผ่านมา ช่วงการเปลี่ยนแปลงวันนี้เร็วขึ้น ต่อเนื่อง และไม่หยุดยั้ง ผลกระทบที่เกิดขึ้นจากสภาพดังกล่าวไม่ใช่ว่าจะเป็นเรื่องที่เข้าใจได้ง่าย ๆ อีกต่อไปแล้ว ผลสะท้อนของมันไม่ใช่เพียงแค่ชั้นเดียว ผลกระทบของมันไม่ใช่ถูกจำกัดอยู่แค่ลักษณะทางภูมิศาสตร์อีกต่อไป ผลกระทบของมันทำให้เราจำเป็นต้องปรับตัวรับอย่างรวดเร็วตามไปด้วย

นั่นมันเป็นสิ่งที่สำคัญมาก ผมแน่ใจว่าเป็นบางสิ่งที่พวกเราทั้งหมดเข้าใจดี แต่สิ่งที่เรากำลังพยายามหาก็คือ ทำอย่างไรที่จะพัฒนาทักษะฝีมือ ทักษะความเป็นผู้นำเพื่อปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็วเพียงพอ และมีความเหมาะสมอย่างเพียงพอด้วย

การเผชิญกับการท้าทายในวันนี้จากการเปลี่ยนแปลงของสภาพแวดล้อม ของโลก ความสับสนอลหม่านความไร้เสถียรภาพ และความไม่แน่นอน เราต้องการผู้นำที่ไม่ใช่มีแต่เพียงบารมีเท่านั้น แต่เรายังต้องการผู้นำที่มีความรู้ ความฉลาด และมีความสามารถ ผู้นำเหล่านี้ต้องสามารถตัดสินใจได้อย่างเหมาะในช่วงเวลาที่ถูกต้อง อันเป็นการตัดสินใจที่พวกเขารู้ว่าต้องมีขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่พรุ่งนี้ การตัดสินใจถ้าหากไม่ทำในวันนี้แล้ว พวกเขาก็จะเสียใจในวันพรุ่งนี้

พวกเขาต้องเชื่อมั่นต่อการตัดสินใจด้วยความรอบรู้ และการสั่งสมจากความมั่งคั่งแห่งปัญญา การตัดสินใจจะต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของความมั่งคั่งทางปัญญาเท่านั้น ความรู้ที่สั่งสมมาจะทำให้สามารถเผชิญกับการท้าท้ายได้จากการเปลี่ยนแปลงอย่างต่อเนื่อง และความไม่แน่นอนของโลกในยุคปัจจุบัน การตัดสินใจที่ยืนอยู่บนความรู้ที่สะสมมา และความชาญฉลาดเท่านั้นจะสามารถรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และทำให้ผู้นำสามารถฝ่าคลื่นไปได้ทุกลูก

ดังนั้น การปฏิรูปความเป็นผู้นำก็คือ ความเป็นผู้นำที่ไม่หยุดนิ่งต่อการเรียนรู้ และไม่ล้มเลิกกระบวนการเรียนรู้ มันเป็นกระบวนการเรียนรู้ของแต่ละบุคคลที่จะตัดสินขีดจำกัดของความเป็นผู้นำ และความสามารถของพวกเขาที่จะจัดการต่อการเปลี่ยนแปลง

เนื่องจากการเปลี่ยนแปลง และความไม่แน่นอนของโลกในวันนี้มีความซับซ้อน และเกี่ยวโยงกันมากขึ้น ในทำนองเดียวกัน การแสวงหาความรู้จะต้องไม่ใช่สาขาวิชาเดียวอีกต่อไป แต่จะต้องเป็นไปในแบบสหวิทยาการ ดังเช่น เชื้อจุลินทรีย์ และไวรัสใหม่ ๆ ที่เป็นสาเหตุทำให้เกิดโรคระบาดใหม่ ๆ แทบทุกชนิดมักจะถูกพบว่ามีการปรับเปลี่ยนอยู่เสมอ ๆ ขณะที่การแพร่พันธุ์ของเชื้อดังกล่าวทั้งเก่า และใหม่ต่างก็มีความซับซ้อนมากขึ้น เช่นเดียวกับ ลัทธิก่อการร้ายในหลาย ๆ ส่วนของโลกไม่ใช่เป็นกลุ่มเดี่ยวที่มีความเคลื่อนไหวอีกต่อไป แต่ปัจจุบันมีการร่วมมือกันจากกลุ่มที่มีความแตกต่างทำให้กลายเป็นกลุ่มก่อการร้ายสายพันธุ์ใหม่ ดังนั้น การมองเพียงด้านเดียวจึงไม่ประสบผลสำเร็จอีกต่อไป

การแข่งขันด้านเศรษฐกิจไม่ใช่เป็นเรื่องของการแข่งกันว่าใครจะพยายามผลิตสินค้าให้มีราคาถูกที่สุด แต่อยู่ที่ว่าใครจะสามารถผลิตสินค้าได้ดีที่สุดด้วยทักษะที่หลากหลาย และเทคโนโลยีที่หลากหลาย การแข่งขันด้านเศรษฐกิจไม่ใช่หมายถึงแค่การค้า และการตลาด แต่ยังหมายถึงระบบการเงินที่มีความซับซ้อนด้วยเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อจัดการอย่างมีชัยตลอดเวลา

การที่จะคงไว้ในตำแหน่งสูงสุด ทั้งผู้นำ และองค์กรของพวกเขาต้องลงทุนในกระบวนการเรียนรู้เพื่อทำให้พวกเขามีความรู้อย่างถ้วนทั่ว และทำให้พวกเขามีความเตรียมพร้อมอย่างดี

พวกเขาต้องเตรียมพร้อมที่จะใช้ชีวิตกับความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความหมายที่คลุมเครือ แต่ผู้นำต้องเรียนรู้ที่จะพลิกความผันผวน ความไม่แน่นอน ความซับซ้อน และความหมายที่คลุมเครือเป็นวิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความเฉลียวฉลาด นี้เองเป็นสิ่งที่บ๊อบ โจฮันเซนเรียกว่า VUCA world-V-U-C-A ในหนังสือที่เขาเขียนขึ้นมาชื่อว่า Get There Early

การปฏิรูปความเป็นผู้นำต้องมีวิสัยทัศน์ และความเข้าใจยุคสมัยของโลกต่อการใช้แนวทางแบบองค์รวมเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลง และความซับซ้อนของมัน ผู้นำในวันนี้ต้องตระหนักถึงความสำคัญของวิสัยทัศน์ และความเฉลียวฉลาด ในเวลาเดียวกัน พวกเขาต้องกล้าทำให้เกิดความแตกต่าง พวกเขาต้องกล้าเสี่ยงในการสร้างความเปลี่ยนแปลงของตนเอง พวกเขาต้องพร้อมที่จะผลักดันไปสู่จุดมุ่งหมายแม้ว่าจะมีความกระตือรือร้นเพียงน้อยนิดที่จะออกจากกล่อง และการเปลี่ยนแปลง

เมื่อมองดูนครดูไบ ซึ่งเป็นเมืองทะเลทรายแล้ว เราจะพบอะไรหรือ? สนามกอล์ฟชั้น1 ในทะลทราย อาคารที่สูงที่สุดที่มีฐานรากบนพื้นทะเลทราย และโรงแรมที่ดีที่สุด และที่พักในมหาสมุทร ที่กล่าวอ้างมานี้ยังเล็กน้อย เนื่องจากยังมีศูนย์การเงินชั้นนำ และดินแดนสวรรค์ทางภาษี ด้วยเหตุนี้เองจึงดึงดูดผู้คน และนักธุรกิจชั้นนำ จากทั่วโลก ดูไบเป็นเมืองที่มีทุกสิ่งสำหรับทุกคน เรื่องราวความสำเร็จเหล่านี้ได้รับการผลักดันมาจากวิสัยทัศน์ ความเข้าใจ ความชัดเจน และความกล้าของบรรดาผู้นำในการคิดนอกกรอบ และทำในสิ่งที่แตกต่างโดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความรู้เกี่ยวกับสภาพแวดล้อมของโลก

เรื่องราวความสำเร็จของเมืองดูไบเป็นตัวอย่างการตัดสินใจที่เกิดขึ้นพร้อมกับวิสัยทัศน์แบบองค์รวมของบรรดาผู้นำที่จะรับมือ และเอาชนะต่อการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ มันเป็นตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า มนุษย์เรามีความสามารถอย่างไรในการทำบางสิ่งบางอย่าง แม้ว่าธรรมชาติไม่เอื้ออำนวย มันเป็นตัวอย่างแห่งความสำเร็จเพราะว่า บรรดาผู้นำกล้าที่จะทำในสิ่งที่แตกต่าง

เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี ประเทศไทยได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง และไม่คาดคิดมาก่อนจากโรคระบาดร้ายแรง 2 อย่าง สร้างความเสียหายต่อทั้งสภาวะการณ์ของประเทศชาติ และการท่องเที่ยว อันดับแรกได้แก่ โรคซาร์ส หรือโรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง ประชาชนได้รับคำเตือนให้สวมใส่หน้ากากทุกแห่ง ในทางจิตวิทยาแล้ว การสวมใส่หน้ากากยิ่งเป็นการซ้ำเติมให้สถานการณ์ย่ำแย่มากขึ้น ภาพที่ผู้คนใส่หน้ากากทุกที่บนท้องถนน มันเป็นสิ่งที่ดูแล้วค่อนข้างน่ากลัว

ผมต้องศึกษาอย่างเร่งด่วน และพยายามที่จะเข้าใจธรรมชาติของโรคระบาดดังกล่าว ผมยืนยันกับตัวเองว่า ขณะที่โรคระบาดแพร่กระจายไปสู่มนุษย์ มันจะแพร่กระจายโดยการแลกเปลี่ยนของเหลวในร่างกายเท่านั้น ผมยืนยันว่า การแพร่กระจายของเชื้อไวรัสไม่ได้ฟุ้งกระจายในอากาศ ผมตัดสินใจที่จะเดินทางไปที่ท่าอากาศยานกรุงเทพฯท่ามกลางความกลัวโรคระบาดที่เพิ่มขึ้น ผมไม่ได้สวมใส่หน้ากาก และไม่ได้สวมอุปกรณ์ป้องกันอื่นใดบนร่างกาย ผมได้พบปะกับผู้คน และพูดคุยที่ท่าอากาศยาน ซึ่งส่วนใหญ่ยังคงสวมใส่หน้ากากป้องกันเชื้อโรค ผมอธิบายว่า ทำไมผมถึงไม่ได้สวมใส่หน้ากาก รวมถึงอธิบายถึงวิธีการว่าจะป้องกันการระบาดของโรคดังกล่าวได้อย่างไร และชี้แจงด้วยว่า ทำไมการสวมใส่หน้ากากจึงไม่ใช่มาตรการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ จากนั้น ทั้งหมดที่ผมทำได้ถูกแพร่ภาพปรากฏทางโทรทัศน์

มันได้ผลอย่างน่ามหัศจรรย์ เพียงวันถัดมาเท่านั้นเมื่อประชาชนจำนวนมากเห็นข่าวของผมที่เดินทางไปเยือนท่าอากาศยานอย่างปัจจุบันทันด่วน และไม่ได้สวมใส่หน้ากาก เมื่อไม่มีภาพคนไทยสวมใส่หน้ากากปรากฏออกไป ในไม่ช้าการท่องเที่ยวก็เริ่มฟื้นตัวอีกครั้ง ในทางการแพทย์แล้ว เราได้ทุ่มความพยายามในการป้องกัน และต่อสู้กับโรคดังกล่าว แต่ในฐานะผู้นำ ผมต้องคิดนอกกรอบ และทำการตัดสินใจเพื่อพลิกฟื้นสถานการณ์ให้กลับคืนสู่ภาวะปกติ หรือเกือบปกติให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ การตัดสินใจของผมได้ผลเพราะว่าผมเกิดมาจากความรู้ ไม่ใช่ความกลัว ไม่ใช่อารมณ์

เพื่อที่จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นต่อไป ผมได้เรียกร้องให้จัดการประชุมสุดยอดเกี่ยวกับโรคซาร์สในเอเชียตะวันออก หรือ the East Asian SARS Summit ที่กรุงเทพฯ ซึ่งท้ายที่สุดแล้ว ก็ได้ผล และช่วยพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของประชาชนมากขึ้น

ต่อมาเมื่อเราเผชิญกับการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนกอีก การแพร่ระบาดอย่างรวดเร็วของโรคดังกล่าว และความกลัวที่เพิ่มมากขึ้นไม่เพียงแต่ส่งผลกระทบต่อการท่องเที่ยว และสุขภาพของประชาชนเท่านั้น แต่ยังสร้างความเสียหายต่อธุรกิจสัตว์ปีกด้วย ไก่ นก สัตว์ปีกทั้งหลายถูกทำลายเป็นจำนวนที่นับไม่ถ้วน ประชาชนหยุดการบริโภคเนื้อไก่ และสัตว์ปีกอื่น ๆ ผลกระทบที่แท้จริงไม่ใช่มาจากโรคระบาด แต่เป็นเพราะความแตกตื่นของประชาชน

ครั้งหนึ่ง ผมเคยศึกษาโรคระบาด และได้ค้นคว้าเกี่ยวกับธรรมชาติ และการแพร่ระบาดของเชื้อไข้หวัดนก ผมเดินทางไปที่ร้านขายไก่ทอด และก็รับประทานไก่ทอดเป็นอาหารกลางวันต่อหน้ากล้องโทรทัศน์ ผมได้แสดงให้เห็นว่าจะทำอย่างไรในการปรุงอาหารที่ทำจากไก่ได้ดี และปลอดภัย ผมอธิบายต่อสาธารณชนว่า ให้ปรุงเนื้อไก่ และไข่ไก่ด้วยอุณหภูมิ 80 องศาเซลเซียส หรือสูงกว่านั้นเพื่อที่จะได้ปลอดภัยจากเชื้อไวรัสไข้หวัดนก และปลอดภัยสำหรับการบริโภค จากนั้นความเชื่อมั่นของประชาชนก็กลับคืนมา ธุรกิจสัตว์ปีกได้รับผลกระทบก็จริง แต่ก็ไม่ถึงขนาดเสียหายอย่างย่อยยับ

ดังนั้น ในฐานะผู้นำ เราต้องปรับปรุงเปลี่ยนแปลง และกล้าตัดสินใจในสิ่งที่ไม่คาดคิดมาก่อนโดยยืนอยู่บนพื้นฐานของความจริง และความรู้ เรายังต้องชักนำองค์กรต่าง ๆ ของเรา และอื่น ๆ เพื่อเราจะได้ทำแบบเดียวกัน ในฐานะนายกรัฐมนตรี ผมมักใช้เวลา 2-3 นาทีพูดเกี่ยวกับหนังสือใหม่ที่ผมอ่านในการประชุมคณะรัฐมนตรีรายสัปดาห์ก่อนที่จะเริ่มวาระการประชุม สิ่งนี้จะช่วยกระตุ้นบรรดารัฐมนตรีให้คล้อยตามผมในกระบวนการเรียนรู้ที่ดำเนินอย่างต่อเนื่อง หลายคนในจำนวนนี้หาหนังสือมาอ่านกันอีกมากมายจนกระทั่งอย่างน้อยที่สุดพวกเขารู้สึกตัวได้ว่าไม่ได้ล้าหลังนายกรัฐมนตรี มันเป็นประโยชน์อย่างมากสำหรับผม และบรรดารัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำที่ต้องปฏิบัติงานด้วยความรู้ ความเข้าใจ วิสัยทัศน์ และความชัดเจน

ก่อนที่จะสรุปใด ๆ ผมขอพูด 2-3 คำเกี่ยวกับเรื่องที่เข้าไปเป็นประธานสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มันดูเหมือนเป็นเรื่องที่ไม่ธรรมดาสำหรับอดีตนายกรัฐมนตรีที่จะทำบางสิ่งบางอย่าง ผมเป็นแฟนฟุตบอลเสมอ เมื่อผมเป็นนายกรัฐมนตรี ผมคิดถึงการนำวิสัยทัศน์ระดับโลกไปสู่ความคิดของเด็กไทย ชักชวนให้เขาเรียนรู้เกี่ยวกับคุณค่าของการสร้างแบรนด์ระดับโลกโดยผ่านเกม และธุรกิจฟุตบอล กีฬาเป็นสิ่งที่มีความใกล้ชิดต่อหัวใจเด็กไทยจำนวนมาก ดังนั้นผมจึงใช้เวลาศึกษาความคิด และความเป็นไปได้ในการเป็นประธานสโมสรฟุตบอลพรีเมียร์ ลีคของอังกฤษก่อน ความคิดนี้ก็คือว่า ลีค คลับที่มีคนไทยเป็นเจ้าของจะช่วยดึงดูดเยาวชนไทยได้ทุกเพศทุกวัย

จนกระทั่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ปฏิวัติรัฐประหารโดยกองทัพทำให้ผมต้องว่างงาน ไม่มีงานทำ ไม่มีองค์กรที่จะนำ และอยู่ในสังกัด ผมจึงต้องย้อนกลับไปสู่ความคิดนั้นอีกครั้ง มันอาจจะแตกต่างทั้งหมดจากรูปแบบของธุรกิจที่ผมเคยทำมาในอดีต แต่ในฐานะผู้นำที่เรียนรู้ และปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ผมมองในด้านดีว่า ถ้าหากเราพยายามทำอย่างดีที่สุดแล้ว สโมสรฟุตบอลก็จะยังคงเป็นที่สนใจของประชาชน และทำให้บรรดาผู้สนับสนุนรู้สึกภาคภูมิใจ สำหรับประเทศไทยแล้ว มันยังก่อให้เกิดประโยชน์กับเด็กไทยตามที่ผมได้คาดคิดเอาไว้ตั้งแต่เริ่มแรกด้วย

เมื่อพูดถึงเกี่ยวกับการมองในด้านดีแล้ว สุดท้ายนี้ผมขอกล่าวอ้างคำพูดของเซอร์ วินส์ตัน เชอร์ชิลที่เคยกล่าวเอาไว้ว่า, “I am an optimist because it does not seem too much use being anything else!” ผมหวังว่า ในฐานะผู้นำ คุณทั้งหมดก็จะคิดเช่นนั้น

จาตุรนต์ ฉายแสง

ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคการเมืองของประเทศไทยในขณะนี้ เป็นระบบที่ล้าหลัง ไม่เหมือนที่ใช้กันในอารยประเทศ ไม่ได้เป็นประโยชน์ต่อการป้องกันการซื้อเสียง มีไว้เพื่อทำลายพรรคการเมืองบางพรรค และเพื่อให้ระบบพรรคการเมืองอ่อนแอ เป็นระบบที่ขัดต่อหลักนิติธรรม และไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่ง เมื่อมีการนำกฎหมายนี้มาใช้ จะนำไปสู่วิกฤตการทางการเมืองที่หนักหนาสาหัส เกิดความเสียหายต่อการพัฒนาประเทศ และจะทำให้ประชาธิปไตยถอยหลังอีกก้าวใหญ่

ในอารยประเทศที่เป็นประชาธิปไตย มีเรื่องยุบพรรคน้อยมาก เหตุผลในการยุบพรรคที่เคยเกิดขึ้นคือ การที่พรรคการเมืองนั้นมีนโยบายและการกระทำที่ล้มล้างระบอบประชาธิปไตย ใช้ความรุนแรงในการเปลี่ยนแปลงบ้านเมือง เช่น กรณีของพรรคนาซีเยอรมัน เป็นต้น

กติกาเกี่ยวกับการยุบพรรคของประเทศ มีปัญหาตั้งแต่เมื่อรัฐธรรมนูญ 2540 ใช้บังคับอยู่แล้ว ระบบกฎหมายในขณะนั้นเปิดโอกาสให้มีการยุบพรรคการเมืองได้โดยไม่ยากเย็นนัก เมื่อเกิดการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญที่เป็นผลิตผลของการรัฐประหารก็ได้ใช้ช่องทางของระบบกฎหมายที่มีอยู่ก่อนแล้ว ตัดสินยุบพรรคการเมืองบางพรรคโดยไม่ต้องพิสูจน์การกระทำผิด หากแต่อาศัยตรรกะการใช้เหตุผลแบบ “ฟังได้ว่า” หรือ “เชื่อว่า” เป็นทอดๆ ชนิดที่เต็มไปด้วยปัญหาเกี่ยวกับวิธีพิจารณาอย่างมาก และไม่สอดคล้องกับกระบวนการยุติธรรมที่ดี

และระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคถูกทำให้เลวร้ายลงไปอีกจากคณะรัฐประหาร ด้วยการออกประกาศ คปค. ฉบับที่ 27 ที่ระบุว่า “…ในกรณีที่พรรคการเมืองถูกยุบ ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคนั้นเป็นเวลา 5 ปี”

ต่อมารัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ได้ทำให้ระบบกฎหมายเกี่ยวกับการยุบพรรคมีปัญหายิ่งขึ้น คือ ได้คงสิ่งที่มีปัญหามาแต่เดิมไว้และได้เพิ่มเหตุของการยุบพรรค ที่ไม่เหมือนประเทศใดในโลก ขัดต่อหลักนิติธรรมและไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรง

รัฐธรรมนูญฉบับ 2550 ในมาตรา 237 ระบุว่า “ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ใดกระทำการ ก่อ หรือสนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำการอันเป็นการฝ่าฝืนพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภาหรือระเบียบหรือประกาศของคณะกรรมการการเลือกตั้ง ซึ่งมีผลทำให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของบุคคลดังกล่าวตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและการได้มาซึ่งสมาชิกวุฒิสภา

ถ้าการกระทำของบุคคลตามวรรคหนึ่งปรากฏหลักฐานอันควรเชื่อได้ว่าหัวหน้าพรรคการเมืองหรือกรรมการบริหารของพรรคการเมืองผู้ใด มีส่วนรู้เห็น หรือปล่อยปละละเลย หรือทราบการกระทำนั้นแล้ว มิได้ยับยั้งหรือแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม ให้ถือว่าพรรคการเมืองนั้นกระทำการเพื่อให้ได้มาซึ่งอำนาจในการปกครองประเทศโดยวิธีการซึ่งมิได้เป็นไปตามวิถีทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญนี้ ตามมาตรา 68 และในกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมืองนั้น ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของหัวหน้าพรรคการเมืองและกรรมการบริหารพรรคการเมืองดังกล่าวมีกำหนดเวลาห้าปีนับแต่วันที่มีคำสั่งให้ยุบพรรคการเมือง”

แปลว่าเพียงปรากฏหลักฐาน “อันควรเชื่อได้ว่า” กรรมการบริหารพรรคคนเดียวมีส่วนรู้เห็นหรือปล่อยปละละเลยหรือทราบถึงการกระทำที่เป็นการฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งแล้วมิได้ยับยั้งแก้ไขเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม พรรคนั้นทั้งพรรคก็ถูกยุบแล้ว

ยิ่งถ้า “เชื่อว่า” กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งกระทำการทุจริตฝ่าฝืน พ.ร.บ.เลือกตั้งเสียเอง ก็ยิ่งเข้าข่ายมาตรา 237 นี้ คือ ถือว่าทุจริตทั้งพรรคและต้องยุบพรรคนั้นเสีย

กติกาอย่างนี้ขัดต่อหลักนิติธรรม

เหมือนครูคนหนึ่งทำความผิด ให้ลงโทษครูทั้งโรงเรียนและให้ยุบโรงเรียนนั้นเสีย

พระปาราชิก 1 รูป ให้สึกพระทั้งวัดและให้ยุบวัดนั้นเสีย

กรรมการบริษัทคนหนึ่งทำผิด ให้ลงโทษกรรมการบริษัททุกคนและยุบบริษัทนั้นเสีย

หรือเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นจริงมาแล้วเหมือนกับการที่มีชาวบ้านทำร้ายทหารนาซีแล้วกองทัพนาซีฆ่าชาวบ้านทั้งหมู่บ้าน และเผาหมู่บ้านนั้นทิ้ง

หลักกฎหมายทำนองนี้ ไม่มีทางที่จะทำให้เกิดความยุติธรรมขึ้นได้ และยังจะทำให้เกิดความไม่เชื่อถือต่อระบบกฎหมาย และกระบวนการยุติธรรมของประเทศ รวมทั้งจะนำไปสู่ความขัดแย้ง แตกแยกในสังคมอย่างยากที่จะประสานให้เกิดความปรองดองกันได้

หลักกฎหมายเช่นนี้ ในความเป็นจริง(ยัง)ไม่ได้ใช้กับโรงเรียน วัด หรือบริษัทต่างๆ แต่ใช้กับพรรคการเมืองเพียงอย่างเดียว จึงตีความเป็นอย่างอื่นไม่ได้ นอกจากผู้ออกแบบระบบกฎหมายนี้ ไม่เห็นว่าพรรคการเมืองมีความสำคัญหรือเป็นประโยชน์อะไร ทำให้อ่อนแอหรือทำลายเสียได้ยิ่งดี

ระบบกฎหมายนี้ ไม่ได้คำนึงว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับสมาชิกพรรค ไม่สนใจไยดีว่าสมาชิกพรรคจำนวนมากที่มารวมตัวกันจัดตั้งพรรคการเมืองเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการกำหนดความเป็นไปของบ้านเมือง ต้องเสียโอกาสไป ระบบพรรคการเมืองที่เป็นส่วนประกอบสำคัญของระบบรัฐสภาย่อมจะอ่อนแอลง

หลักนิติธรรมกับประชาธิปไตยนั้นเป็นของคู่กัน

การมีกฎหมายสำคัญที่ขัดต่อหลักนิติธรรม ย่อมแสดงให้เห็นว่า บ้านเมืองยังไม่เป็นประชาธิปไตย

แต่หากลำดับภาพเหตุการณ์ที่อาจเกิดขึ้นกับพรรคการเมืองในเร็วๆ นี้ จะยิ่งเห็นว่าระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างร้ายแรงเพียงใด

เมื่อ “เชื่อว่า” กรรมการบริหารพรรคคนหนึ่งทุจริตผิดกฎหมายเลือกตั้ง ก็ยุบพรรคนั้นเสียและเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งกรรมการบริหารพรรคทุกคนเป็นเวลา 5 ปี

หากพรรคการเมืองนั้นเป็นรัฐบาลอยู่ คณะรัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นสภาพไปตามนายกรัฐมนตรี ซึ่งเป็นหัวหน้าพรรค ส.ส.หลายสิบคนหมดสมาชิกภาพ ต้องเลือกตั้งซ่อมหลายสิบเขต ส.ส.ที่เหลืออยู่ต้องหาพรรคสังกัดให้ได้ภายในเวลา 60 วัน

ใครจะเป็นนายกรัฐมนตรี พรรคใดจะเป็นรัฐบาล และรัฐบาลจะมีนโยบายอย่างไรไม่มีใครทราบได้

ทั้งหมดนี้ ไม่ได้เป็นไปตามเจตจำนงของประชาชนที่ได้แสดงไว้ในการเลือกตั้งเมื่อ 23 ธันวาคม 2550 แต่อย่างใดทั้งสิ้น

รวมความว่า จากการที่คนประมาณ 14 คน คือ กกต. 5 คน และศาลรัฐธรรมนูญอีก 9 คน ที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง “เชื่อว่า” มีนักการเมืองคนหนึ่งทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง แม้เพียงในเขตเลือกตั้งเขตเดียวหรือหน่วยเดียว คนที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเพียง 14 คน ก็สามารถปลดและเปลี่ยนตัวนายกรัฐมนตรี เปลี่ยนรัฐบาล เปลี่ยนพรรคการเมืองของ ส.ส.จำนวนมาก และเปลี่ยนนโยบายของพรรคการเมืองต่างไปจากที่ประชาชนทั้งประเทศได้ร่วมกันกำหนดไว้

คนที่ไม่ได้มาจากเลือกตั้งเพียง 14 คน มีอำนาจเหนือประชาชนทั้งประเทศ

นี่คือความไม่เป็นประชาธิปไตยอย่างยิ่งของระบบกฎหมายเกี่ยวกับพรรคการเมืองในปัจจุบัน

เมื่อกฎหมายไม่เป็นเหตุเป็นผล ไม่เป็นธรรม คนที่ไม่ได้กระทำผิดก็อาจถูกลงโทษถึงขั้นร้ายแรง ในขณะที่คนซื้อเสียงอีกจำนวนมากไม่ถูกลงโทษ กฎหมายนี้จึงไม่สามารถป้องกันการซื้อเสียงหรือการทุจริตในการเลือกตั้งได้เลย

หากเกิดการใช้ระบบกฎหมายนี้ดังกล่าวเป็นจริง สิ่งที่จะตามมาคือ วิกฤตทางการเมืองครั้งใหญ่ จะเกิดความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองอย่างรุนแรง ซ้ำเติมปัญหาเศรษฐกิจของประเทศให้หนักหนาเลวร้ายยิ่งขึ้น ผู้คนหมดความเชื่อถือในระบบการปกครองและกติกาของประเทศ จะเกิดความแตกแยกในสังคมอย่างยากจะแก้ไขเยียวยา โดยไม่มีใครรู้ว่าจะพัฒนาไปในรูปแบบใด

ที่แน่ๆ จะเป็นการ “ถอยหลัง” ก้าวใหญ่ของระบอบประชาธิปไตยของประเทศไทย

Sticky Topics

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ม.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

Top Clicks

  • ไม่มี

StatCounter

Blog Stats

  • 219,241 hits