You are currently browsing the monthly archive for ธันวาคม 2007.

20071228-121454-_30_declaration_Page_1 20071228-121454-_05_declaration_Page_2

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 50 เวลา 13.30 . คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธ.ค.50 ว่า ขณะนี้ กกต.ได้รับแจ้งผลการนับคะแนนจาก 76 จังหวัด 157 เขตเลือกตั้งครบถ้วนแล้ว จึงขอแถลงให้ทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งดังเอกสารดังต่อไปนี้

1. จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

            ข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งจากกระทรวงมหาดไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งได้มีการปรับฐานข้อมูลจากที่เคยได้รับเมื่อเดือนตุลาคม 2550 โดยได้มีการสำรวจและปรับปรุงจากจำนวนผู้ที่ได้แจ้งเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ จากสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมทั้งจากทะเบียนบ้านกลางด้วยนั้น จนถึง ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นรวม 44,002,593 คน

2. การใช้สิทธิเลือกตั้ง

            ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 32,759,009 คน คิดเป็น 74.45 %

 

โดยแบ่งเป็น ใช้สิทธิแบบสัดส่วน

บัตรเสีย คิดเป็น 5.57 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน คิดเป็น 2.85 %

 

แบบแบ่งเขต

บัตรเสีย คิดเป็น 2.55 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน คิดเป็น 4.57 %

 

3. สถิติจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

 

แบบสัดส่วน

ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง           มากที่สุด จ.ลำพูน 88.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.สกลนคร 66.73 %

บัตรดี                             มากที่สุด จ.ระนอง 95.10 %

                                    น้อยที่สุด จ.ตาก 88.44 %

บัตรเสีย                          มากที่สุด จ.ตาก 9.06 %

                                    น้อยที่สุด จ.สมุทรสงคราม 2.54 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน   มากที่สุด จ.พระนครศรีอยุธยา         5.05 %

                                    น้อยที่สุด จ.ชุมพร 1.49 %

 

แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง      

ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง           มากที่สุด จ.ลำพูน 88.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.สกลนคร 66.81 %

บัตรดี                             มากที่สุด จ.ร้อยเอ็ด 96.13 %

                                    น้อยที่สุด จ.ภูเก็ต 87.54 %

บัตรเสีย                          มากที่สุด จ.สิงห์บุรี 6.64 %

                                    น้อยที่สุด จ.มหาสารคาม 1.12 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน   มากที่สุด จ.ภูเก็ต 9.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.ร้อยเอ็ด 2.08 %

 

            เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ปี 2548 มีผู้มาใช้สิทธิ 72.56 ซึ่งนับว่ามีผู้มาใช้สิทธิกันมากแล้วก็ยังน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้

            สำหรับจำนวนบัตรเสียครั้งนี้นับว่าเป็นที่น่าพอใจโดยที่ไม่มีจำนวนบัตรเสียมากจนเกินไปนัก ทั้งๆ ที่ผู้มาใช้สิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และแต่ละใบก็จะทำเครื่องหมายกากบาทเลือก ส.ส. จำนวนไม่เท่ากันอีกด้วย แต่จำนวนบัตรเสียแบบแบ่งเขตยังน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งมีถึงร้อยละ 10.01 และปี 2548 ร้อยละ 5.99 เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเสียเพียงร้อยละ 2.55 ซึ่งไม่เกิน 3 % ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

 

4. จำนวนส.ส.ที่พรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง มีดังนี้

 

1) พรรคพลังประชาชน            สัดส่วน 34 ที่นั่ง              แบ่งเขต 199 ที่นั่ง         รวม 233 ที่นั่ง

2) พรรคประชาธิปัตย์              สัดส่วน 33 ที่นั่ง              แบ่งเขต 132 ที่นั่ง         รวม 165 ที่นั่ง

3) พรรคเพื่อแผ่นดิน                สัดส่วน 7 ที่นั่ง                แบ่งเขต 17 ที่นั่ง           รวม 24 ที่นั่ง

4) พรรคชาติไทย                    สัดส่วน 4 ที่นั่ง                แบ่งเขต 33 ที่นั่ง           รวม 37 ที่นั่ง

5) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา สัดส่วน 1 ที่นั่ง                แบ่งเขต 8 ที่นั่ง             รวม 9 ที่นั่ง

6) พรรคประชาราช                 สัดส่วน 1 ที่นั่ง                แบ่งเขต 4 ที่นั่ง             รวม 5 ที่นั่ง

7) พรรคมัชฌิมาธิปไตย    ไม่ได้รับเลือกตั้งแบบสัดส่วน  แบ่งเขต 7 ที่นั่ง             รวม 7 ที่นั่ง         

           

ขอเรียนว่า การแถลงในครั้งนี้มิใช่การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่เป็นการแถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ว่าพรรคใดจะได้รับ ส.ส. จำนวนเท่าใดและใครได้รับคะแนนเท่าใด ส่วนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนั้น กกต. จะพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเฉพาะผู้ที่ได้รับคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการเลือกตั้ง โดยที่ผู้นั้นต้องไม่มีเรื่องร้องเรียนร้องคัดค้านด้วย ซึ่ง กกต. จะพิจารณาประกาศรับรองผลให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วันทำการนับแต่วันเลือกตั้ง (4 มกราคม 2551) ส่วนผู้ที่มีเรื่องถูกร้องเรียนร้องคัดค้าน กกต. จะต้องทำการพิจารณาต่อไป รวมทั้งหากมีกรณีที่ต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก็จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ที่กำหนดว่าต้องจัดให้มีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือภายในวันที่ 22 มกราคม 2551

Read the rest of this entry »

(25ธ.ค.) ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯ คนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”

ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”
Read the rest of this entry »

เผลอแป๊บเดียว 21 ธันวาแล้ว อีกแค่ 2 วันก็ถึงนัดล้างตา ใครจะอยู่ใครจะไปก็ได้รู้กันซะที ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าถึงชั่วโมงนี้ ป๋าหมักก็ยังโขยกนำลิ่ว ทิ้งมาร์คมอ 7 ไม่เห็นฝุ่น ทำเอาลิงค่างบ่างชะนีออกอาการถอดใจไปตามๆกัน

ข่าวจากฝั่งปชป. แว่วมาว่าแกนนำหลายคนและสส.กทม.หวั่นไหวกันแทบบ้า เพราะรณรงค์ยังไงกระแสพรรคก็ไม่กระเตื้องซักที ดูแค่เจ้ามะม่วงจำบ่มก็พอ แรกๆทำกรุ้มกริ่มยิ้มไม่หุบ นึกว่าตัวเองเจ๋ง มาวันนี้ลนลาน เก็บอาการไม่อยู่ซะแล้ว

โถ…พ่อคุณแม่คุณ ความรู้สึกช้าจัง เพิ่งจะมาหวั่นไหว เกจิอาจารย์ทางการเมือง เค้าฟันธงมาตั้งกะปีมะโว้แล้ว ดันไม่ฟังกันเอง แถมกรีดเข้าให้อีกหาว่ารับงานมาปั่นกระแส เอากะเค้าซี่

กระแสพรรคมันจะกระเตื้องได้ยังไงเล่า ก็พวกเล่นชูกระแสมาร์คลูกเดียว กะว่าได้ลูกสด-หล่อช่วยพาเข้าป้าย ว่างั้นเหอะ ยิ่งมาเจอป๋าหมัก หล่อก็ไม่หล่อแถมยังปากเสียอีกต่างหาก นึกว่าหวานหมู ขี่กันเห็นๆ ยังไงก็สู้มาร์คไม่ได้

เอาเข้าจริง เจอวาทะมะม่วงจำบ่มเข้าไปช็อตเดียว หงายเก๋งไม่เป็นท่า ลูกพรรคก็เลยเสียรังวัด รวนเรกันไปหมด ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันยังไงก็ไม่ฟื้น ล่าสุดนี่ยิ่งไปกันใหญ่ พรบ.มั่นคงออกมาทำเสียคะแนนอีก เฮ้อ… พวกเดียวกันทำกันเองแท้ๆ
Read the rest of this entry »

โดย กลุ่ม ปีกซ้ายพฤษภาฯ

สมาชิกในกลุ่มพวกเรา 2 คนได้มีโอกาสไปรับฟังอาจารย์ทางรัฐศาสตร์/นิติศาสตร์พูดถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างยิ่ง

            เพราะนักวิชาการเหล่านี้ได้แต่พูดอ้อมไปอ้อมมา ไม่มีความกล้าที่จะบอกว่าตัวเองจะเลือกพรรคอะไร ด้วยเหตุผลอะไร โดยแก้ตัวข้างๆ คูๆ ว่าไม่ต้องการ “ชี้นำ” ผู้ฟัง/ ต้องการให้ผู้ฟัง “คิด” เอง/ ยังไม่ได้ตัดสินใจ/ หรือบางท่านถึงกับร่ำๆ จะ vote no (ไม่เลือกผู้สมัครคนใด) เพราะยังไม่มีพรรคใดมีนโยบาย “รัฐสวัสดิการ” (เหตุผลสุดท้ายนี้เท่ห์มาก!)

            บางที คงเป็นเวรเป็นกรรมของประชาชนที่นักวิชาการไทยเราส่วนใหญ่ นอกจากจะไม่รับผิดชอบกับความคิด/การกระทำของตนเองแล้ว ยังปราศจากความกล้าหาญทั้งทางวิชาการและทางจริยธรรมที่จะประกาศจุดยืนของตนเองให้สังคมได้รับรู้

            (อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชม นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่กล้าที่จะประกาศตนว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้พวกเราจะไม่เห็นด้วยกับนิธิก็ตาม)

            สำหรับพวกเราชาว “ปีกซ้ายพฤษภาฯ” แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ปราศจากอำนาจและสถานะสูงส่งเช่นนักวิชาการไทย แต่เราขอประกาศว่า สำหรับวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเบอร์ 12 และเลือก ส.ส.เขตพรรคพลังประชาชนเท่านั้น ***

            และนี่คือเหตุผล 12 ข้อที่ทำให้เราต้องเลือกเบอร์ 12

เหตุผลข้อที่ 1
            สำหรับผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา 2549 หนทางเดียวที่จะทำให้การรัฐประหารไม่เป็นผลก็คือ ต้องนำสถานะก่อนการรัฐประหาร (ทั้งหมดหรือให้ใกล้เคียงที่สุด) กลับมาสู่สังคมไทย และในเวทีการเลือกตั้งครั้งนี้คือ พลังประชาชน เบอร์ 12
Read the rest of this entry »

เหลืออีกเพียงแค่ 3 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวา เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพอดี ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าองค์กรทางการเมืองทั้งที่เคยผ่านระบบการเลือกตั้งและไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนบางส่วนจะออกมาพูดประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่า “หากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่สงบเรียบร้อย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอาจมีการเผชิญหน้ากันนำไปสู่การนองเลือดได้”

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่าเจตนาของคนพูดนั้น เปิดเกมรุกถล่ม พปช. กลัวพรรคพลังประชาชนจะเข้าวินนั่นเอง

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่ามันสอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสารลับ คมช. ที่ระบุว่า

“เชิญบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการออกรายการวิทยุโทรทัศน์วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากพรรค พปช.ชนะเลือกตั้งแล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้แล้วคือ นืรโทษกรรมอดีตกรรมการพรรค ทรท.และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า หลายฝ่ายคงยอมไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายอีกครั้งและอาจนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด”

ซึ่งในตอนนี้แผนปฏิบัติการในเอกสารลับ คมช. ในทางปฏิบัติก็ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่หาก พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยกเลิกการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน และยกเลิก คตส.
Read the rest of this entry »

เมื่อพูดถึงระบบการเลือกตั้งซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมหลักของรัฐเสรีประชาธิปไตยแบบตัวแทน จีนส์ เจ เคิร์กแพททริกซ์ (Jeane J. Kirkpatrick) นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน(American conservative) และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นได้เคยกล่าวไว้ว่า การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ และหนึ่งใน คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการของการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นก็คือ ผลของการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดผู้บริหารประเทศ (definitive)

ผลการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดในการเลือกผู้บริหารประเทศ(Definitive)

การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจะถือผลของการเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดในการกำหนดผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศโดยผ่านระบบการเลือกตั้ง การขึ้นสู่อำนาจของผู้นำจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนฝ่ายข้างมากจึงได้รับสิทธิเป็นผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ มิได้เป็นเพียงผู้นำแต่ในนาม (แต่ไม่ได้มีอำนาจแท้จริง) หรือ เป็นเพียงสัญญลักษณ์

ด้วยเหตุนี้การที่นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาพูดในเชิงข่มขู่ผู้ลงคะแนนและพรรคพลังประชาชนล่วงหน้าว่าหากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะมีประชาชนเรือนแสนออกมาเดินบนถนนราชดำเนิน หรือหากรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีความพยายามฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ทาง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาชุมนุมต่อต้าน เพราะไม่ต้องการให้อำนาจการเมืองและอำนาจเงินอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม

หรือการที่นายทหารระดับสูงและนักคอลัมนิสต์จากกระสื่อกระแสหลักบางคน ออกมาพูดในทำนองว่า หากพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จอาจทำให้มีสงครามกับทหารจนนำไปสู่รัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด จึงแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่า

1.พวกเขาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
2.ไม่เคารพต่อการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
3.ไม่ยอมรับหลักเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมประชาธิปไตย
และ
4.ปฎิเสธการหวนคืนของระบอบประชาธิปไตยสู่ประเทศไทยนั่นเอง
Read the rest of this entry »

โดย เอื้องอัยราวัณ ห้องราชดำเนิน พันทิพ

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยในวันนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น การเมืองกลายเป็นเรื่องของคนสองกลุ่มไปแล้วคือ กลุ่มคนที่ต่อต้านเผด็จการ กับ กลุ่มคนที่นิยมเผด็จการ โดยมีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นการทำประชามติสำรวจความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศว่าคนไทยอยากได้ประชาธิปไตยภายใต้การชักใย หรือ “Managed Democracy” ในความหมายที่ประชาคมโลกเขาเข้าใจ หรือ “Genuine democracy ” ประชาธิปไตยที่แท้จริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก10วันข้างหน้าจึงเป็นเสมือนสัญญาณแรกของ “การขยับ” เพื่อรุกกลับของฝ่าย “พลังประชาธิปไตย” อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

แม้ผู้เขียนจะไม่ชอบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับมุ่งลดอำนาจประชาชนฉบับนี้เป็นอย่างมาก แต่การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่เหลืออยู่ที่จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ต่อไป

เมื่อวานได้อ่านคำพูดของพลเอกสนธิ หนึ่งในผู้ลงนามเซ็นอนุมัติเอกสารลับคมช. ที่กล่าวถึงการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาจากนสพ.บางกอกทูเดย์ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลประกาศการไม่ซื้อสิทธิขายเสียงเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สมบูรณ์ มีการเลือกตั้งทีบริสุทธิ์ยุติธรรม และหากประชาชนช่วยกันวิเคราะห์บุคคลที่เราจะเลือก ก็มั่นใจว่าระบอบประชาธิปไตยจะเดินไปด้วยความเข้มแข็ง เหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในโลกนี้ “

แต่พลเอกสนธิคงลืมไปว่าไม่เคยมีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ปราศจากเสรีภาพในสังคม( No Democracy without Freedom) และไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม (No Democracy without Justice) มติกกต.ที่ให้คมช.พ้นผิดเรื่องเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนราวประหนึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระแห่งนี้มีหน้าที่มาช่วยคมช. “จัดตั้งรัฐบาล“ หาได้ทำหน้าที่ “จัดการเลือกตั้ง” ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ การเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงได้หากองค์กรอิสระที่ต้องผดุงความโปร่งใสเที่ยงธรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งถูกกดดันหรือแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร หากผู้มีอำนาจใช้อำนาจในทางฉ้อฉล

แล้วการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรมหรือที่เราเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย” มีหน้าตาเป็นอย่างไร คืออะไร สำคัญอย่างไรและต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ถึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรม(free and fair election)
Read the rest of this entry »

สำนักข่าวเอเอฟพี (Agence France Press) รายงานวันที่ 12 ธันวาคม 2550

ร้อยเอ็ด, ประเทศไทย, วันที่ 12 ธันวาคม 2550 แม้ว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จะพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปเพราะการทำรัฐประหารมานานกว่า 1 ปีแล้ว แต่ชาวนาไทย นายประสิทธิ์ ฤทธิพา ยังสวดมนต์ไหว้พระทุกวันเพื่อขอให้นายกรัฐมนตรีในดวงใจของเขาเดินทางกลับสู่ประเทศไทย

“สมัยรัฐบาลทักษิณ ชีวิตพวกเราดีกว่านี้มาก ทักษิณทำอะไรตั้งเยอะแยะเพื่อช่วยคนจนอย่างเรา และพวกเราคิดถึงทักษิณมาก” ประสิทธิ์ในวัย 70 ปี นั่งอยู่ในกระท่อมหลังคามุงจาก ซึ่งเป็นบ้านแบบที่เห็นทั่วๆ ไปในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงที่สำคัญของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร

แม้ว่าชาวนาอย่างเขาจะมีรายได้น้อยนิด แต่ประสิทธิ์และชาวบ้านคนอื่นๆ ก็ร่วมกันเก็บหอมรอมริบจนมีเงินมากกว่า 20,000 บาท (หกร้อยดอลล่าร์สหรัฐ) เพื่อซื้อตั๋วเครื่องบินให้มหาเศรษฐีผู้สร้างอาณาจักรธุรกิจหมื่นล้านด้วยสองมือเปล่าเดินทางกลับประเทศไทยจากลอนดอน นครที่เขาลี้ภัยทางการเมืองชั่วคราว

“นี่เป็นโอกาสที่พวกเราจะได้ตอบแทนบุญคุณของทักษิณ ผมอยากช่วยให้ท่านกลับมาอยู่เมืองไทย”

ทักษิณพ้นจากตำแหน่งด้วยการทำรัฐประหารที่ไม่มีการเสียเลือดเนื้อเมื่อเดือนกันยายน ปี 2549 หลังจากมีการประท้วงยาวนานและหลายเดือนโดยคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ ที่ไม่พอใจทักษิณ เพราะข้อกล่าวหาว่าเขาทุจริตและใช้อำนาจโดยไม่ถูกกฎหมาย

แต่สำหรับชาวนาอย่างประสิทธิ์ ฤทธิพา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นคนที่เขาชื่นชมเป็นอย่างมาก ประเทศไทยประกอบด้วยประชากรส่วนใหญ่ที่เป็นชาวไร่ ชาวนาที่ยากจนอย่างประสิทธิ์ ซึ่งเป็นการตอกย้ำถึงช่องว่างระหว่างคนในเมืองที่มีฐานะดี และชาวชนบทที่มีฐานะยากจน

ชาวนาในเขตจังหวัดร้อยเอ็ดซึ่งหาเลี้ยงชีพด้วยการปลูกข้าวบอกเราว่า พวกเราไม่มีความเชื่อถือในรัฐบาลทหารชุดปัจจุบัน และยืนยันว่าจะลงคะแนนเสียงให้พรรคการเมืองที่สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในปลายเดือนธันวาคมนี้

“เศรษฐกิจกำลังตกต่ำ ราคาข้าวก็ต่ำลง แล้วรัฐบาลทหารทำอะไรเพื่อช่วยเราบ้าง ไม่มีเลย” ทองใส โพธิบุรี ชาวนาวัน 46 ปี ซึ่งกำลังเกี่ยวข้าวในนาบอกเรา

“ถ้าทักษิณ เป็นนายกอยู่ นอกจากเขาจะขึ้นราคาข้าวให้เราแล้ว ยังจะให้ปุ๋ยเราด้วย มีแต่ทักษิณเท่านั้นที่ห่วงใยคนจน พวกทหารหรือคนรวยในกรุงเทพฯ ไม่เคยช่วยเหลืออะไรเราเลย”

ตลอดระยะเวลา 5 ปี ที่เป็นรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ทุ่มเทงบประมาณจำนวนมหาศาลให้แก่เขตชนบทซึ่งถูกละเลยมาเป็นเวลานานจากรัฐบาลก่อนหน้าเขา พ.ต.ท.ทักษิณ ช่วยชะลอการชำระหนี้ให้เกษตรกร ให้กองทุนหมู่บ้าน และให้สวัสดิการรักษาพยาบาลในราคาถูกแก่ชาวไร่ชาวนา
Read the rest of this entry »

แปลและเรียบเรียงโดยคุณ tiger101

ประชาไทเว็บบอร์ด

ย้อนกลับไปยังตอนต้นของยุคสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อประมาณ 120 ล้านปีมาแล้ว มีสัตว์กินเนื้อ ดุร้าย เดินเพ่นพ่านอยู่ในประเทศไทย มันมีฟันยาว 4 นิ้ว จากจมูกถึงหาง.ยาว 21 ฟุต และกินไดโนเสาร์ชนิดอื่นเป็นอาหาร เมื่อพวกนักวิทยาศาสตร์ได้พบกระดูกของมันใต้แอ่งน้ำเมื่อปี 2539 นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า Siamotyrannus isanensis ตามชื่อในอดีตของประเทศซึ่งเรียกว่า ’สยาม’ และ’อีสาน’ หมายถึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยากจนของไทยซึ่งเป็นแหล่งที่กระดูกฝังอยู่ (หมายเหตุ :ไทรันสยาม เป็นบรรพบุรุษของ ที.เร็กซ์)

การหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมที่กำลังดำเนินไปอยู่นี้ พื้นที่อีสานนับว่าเป็นสมรภูมิหลักที่ไดโนเสาร์มาเดินเพ่นพ่านอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาในรูปของการเมือง เดินขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้าในเมืองที่เงียบเหงาก็คือนักการเมืองเก่าแก่หัวขวาจัด สมัคร สุนทรเวช อายุ 72 ปี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) พปช. เป็นพรรคที่แปลงร่างกันแบบไม่มีอ้อมค้อม ถอดสำเนามาจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) พรรคทั้งสองนี้มีตราพรรคเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ดังนั้น นโยบายของทั้งสองพรรคนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น การรักษาพยาบาลราคาถูก การให้กู้ยืมง่ายๆ และนายสมัครหัวหน้าพรรค พปช. ก็พูดอย่างไม่สนใจใครเลยว่า “พรรคนี้นำนโยบายที่ทักษิณสร้างไว้มาใช้” เขาพูดกับผู้ฟังที่กุดชุม “ให้โอกาสเราดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไป”

นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นโยบายของ พปช. เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งตัวฉกาจแบบเดินคู่กันมาเลย “คุณจะสังเกตเห็นว่าทุกวันนี้ทุกพรรคการเมืองเป็นพวกประชานิยมทั้งนั้น”ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพกล่าว นโยบายประชานิยมเหล่านั้นของพรรค ทรท. นำชัยชนะมาให้ทักษิณเป็นรัฐบาลสองครั้ง และคาดหวังยิ่งขึ้นว่าจะได้รับชัยชนะในทุกพื้นที่ “ไทยรักไทยเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป้นอย่างมาก” ฐิตินันท์ กล่าว “ประชาชนพบว่าพวกเขาถูกทอดทิ้ง พวกเขาต้องการชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขามีความฝันและความหวัง” เขาบอกว่า “ผี ทรท. ล่องลอยอยู่เหนือคูหาเลือกตั้ง”

ผีของทหารไทยชาตินิยมก็ล่องลอยอยู่เช่นเดียวกัน บรรดานายพลทหารของไทยได้เข้ายึดอำนาจเมื่อ 15 เดือนที่แล้วหลังจากที่มีการประท้วงอย่างต่อเนื่องบนท้องถนนในกรุงเทพเรียกร้องให้ทักษิณลาออกโดยกล่าวหาว่าเขาทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ คณะปฏิวัติได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ขึ้นทำการสอบสวนแล้วอายัดทรัพย์สินของเขาและยื่นฟ้องเขาและครอบครัวในข้อหาทุจริตหลายคดี เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ แต่ความนิยมในตัวทักษิณในพื้นที่ยากจนเช่นภาคอีสานก็ไม่ได้ลดลง ผู้ที่ยังภักดีต่อเขาใน พปช. มีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะมากกว่าพรรคการเมืองอื่น อิทธิพลทางการของเขายังคงมีอยู่ แม้ในยามที่ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อังกฤษ “การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเสมือนสงครามตัวแทนระหว่างทักษิณและคณะปฏิวัติ” คริส เบเกอร์ นักเขียนร่วมของหนังสือ ทักษิณ : ธุรกิจทางการเมืองในประเทศไทย

แล้วทหารจะทำอย่างไรถ้า พปช. ได้รับชนะอย่างใหญ่หลวงแล้วนำทักษิณกลับบ้านดังที่สมัครได้ให้สัญญาไว้? พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ปฏิเสธที่จะทำการรัฐประหารภายหลังการเลือกตั้งเพราะเป็นสิ่ง “โง่เขลา” ไม่ใช่แค่โง่เขลา แต่บางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่วางอยู่บนโต๊ะอยู่ไว้เบื้องหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ แทนสภานิติบัญญัติที่ถูกระงับไป หากผ่านไปได้ตามที่ร่างไว้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะอนุญาตให้ทหารปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ “ทหารเห็นว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์อนาคตของการเมืองไทย” ฐิตินันท์ กล่าว “กฎหมายความมั่นคงนี้เป็นหลักฐานว่าทหารมีความตั้งใจที่จะอยู่ในการเมืองอย่างยาวนาน” กฎหมายฉบับนี้และฉบับอื่นๆของคณะปฏิวัติ “ละเมิดสิทธิของประชาชน” จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้นำคนนับร้อยบุกเข้าสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม จนต้องปิดสภา (กระบวนการพิจารณากฎหมายต้องถูกระงับไปชั่วคราว) ดูเหมือนว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ (ผู้สมัครประมาณ 4,000 คนจากพรรคการเมืองหลายโหลกำลังชิงชัยเก้าอี้ในสภา 480 ที่นั่ง) รัฐบาลครั้งแรกของไทยภายหลังการรัฐประหารคงจะออกมาเหมือนกับในอดีตยุคก่อนทักษิณ ที่มีรวมตัวกันแบบลุ่มๆดอนๆ และมีปีศาจที่มีฟันแหลมคมอย่างทหารคอยหายใจรดต้นคอ

Read the rest of this entry »

Sticky Topics

ธันวาคม 2007
พฤ อา
« พ.ย.   ม.ค. »
 12
3456789
10111213141516
17181920212223
24252627282930
31  

ความเห็นล่าสุด

นายเกรียงไกรภาษี บน บทสัมภาษณ์ทักษิณ ขินวัตรทางสถา…
นายเกรียงไกรภาษี บน บทสัมภาษณ์ทักษิณ ขินวัตรทางสถา…
นายเกรียงไกรภาษี บน เมล์ด่วนจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต…
วิเชียร แซ่เฮ้า บน เมล์ด่วนจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต…
น.ส อุลัยทิพย์ บัวพั… บน เมล์ด่วนจากพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัต…

StatCounter

Blog Stats

  • 224,235 hits