You are currently browsing the category archive for the ‘Road to Election 2007’ category.

เมื่อวันที่ 25 ธ.ค. 50 เวลา 13.30 . คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงผลการเลือกตั้งเมื่อวันอาทิตย์ที่ 23 ธ.ค.50 ว่า ขณะนี้ กกต.ได้รับแจ้งผลการนับคะแนนจาก 76 จังหวัด 157 เขตเลือกตั้งครบถ้วนแล้ว จึงขอแถลงให้ทราบผลการนับคะแนนเลือกตั้งดังเอกสารดังต่อไปนี้

1. จำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้ง

            ข้อมูลจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่ได้รับแจ้งจากกระทรวงมหาดไทยล่าสุด เมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 ซึ่งได้มีการปรับฐานข้อมูลจากที่เคยได้รับเมื่อเดือนตุลาคม 2550 โดยได้มีการสำรวจและปรับปรุงจากจำนวนผู้ที่ได้แจ้งเพิ่มชื่อ-ถอนชื่อ จากสำนักทะเบียนอำเภอและสำนักทะเบียนท้องถิ่นทุกแห่ง รวมทั้งจากทะเบียนบ้านกลางด้วยนั้น จนถึง ณ วันที่ 23 ธันวาคม 2550 มีจำนวนผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งสิ้นรวม 44,002,593 คน

2. การใช้สิทธิเลือกตั้ง

            ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง 32,759,009 คน คิดเป็น 74.45 %

 

โดยแบ่งเป็น ใช้สิทธิแบบสัดส่วน

บัตรเสีย คิดเป็น 5.57 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน คิดเป็น 2.85 %

 

แบบแบ่งเขต

บัตรเสีย คิดเป็น 2.55 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน คิดเป็น 4.57 %

 

3. สถิติจังหวัดที่มีผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง

 

แบบสัดส่วน

ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง           มากที่สุด จ.ลำพูน 88.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.สกลนคร 66.73 %

บัตรดี                             มากที่สุด จ.ระนอง 95.10 %

                                    น้อยที่สุด จ.ตาก 88.44 %

บัตรเสีย                          มากที่สุด จ.ตาก 9.06 %

                                    น้อยที่สุด จ.สมุทรสงคราม 2.54 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน   มากที่สุด จ.พระนครศรีอยุธยา         5.05 %

                                    น้อยที่สุด จ.ชุมพร 1.49 %

 

แบบแบ่งเขตเลือกตั้ง      

ผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง           มากที่สุด จ.ลำพูน 88.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.สกลนคร 66.81 %

บัตรดี                             มากที่สุด จ.ร้อยเอ็ด 96.13 %

                                    น้อยที่สุด จ.ภูเก็ต 87.54 %

บัตรเสีย                          มากที่สุด จ.สิงห์บุรี 6.64 %

                                    น้อยที่สุด จ.มหาสารคาม 1.12 %

บัตรไม่ประสงค์ลงคะแนน   มากที่สุด จ.ภูเก็ต 9.90 %

                                    น้อยที่สุด จ.ร้อยเอ็ด 2.08 %

 

            เป็นที่น่าสังเกตว่าการเลือกตั้งครั้งนี้มีจำนวนผู้มาใช้สิทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์มากกว่าการเลือกตั้งครั้งที่ผ่านมา โดยเฉพาะการเลือกตั้ง ปี 2548 มีผู้มาใช้สิทธิ 72.56 ซึ่งนับว่ามีผู้มาใช้สิทธิกันมากแล้วก็ยังน้อยกว่าการเลือกตั้งครั้งนี้

            สำหรับจำนวนบัตรเสียครั้งนี้นับว่าเป็นที่น่าพอใจโดยที่ไม่มีจำนวนบัตรเสียมากจนเกินไปนัก ทั้งๆ ที่ผู้มาใช้สิทธิจะได้รับบัตรเลือกตั้ง 2 ใบ และแต่ละใบก็จะทำเครื่องหมายกากบาทเลือก ส.ส. จำนวนไม่เท่ากันอีกด้วย แต่จำนวนบัตรเสียแบบแบ่งเขตยังน้อยกว่าการเลือกตั้งในปี 2544 ซึ่งมีถึงร้อยละ 10.01 และปี 2548 ร้อยละ 5.99 เพราะในการเลือกตั้งครั้งนี้มีบัตรเสียเพียงร้อยละ 2.55 ซึ่งไม่เกิน 3 % ตามที่ตั้งเป้าหมายไว้

 

4. จำนวนส.ส.ที่พรรคการเมืองได้รับเลือกตั้ง มีดังนี้

 

1) พรรคพลังประชาชน            สัดส่วน 34 ที่นั่ง              แบ่งเขต 199 ที่นั่ง         รวม 233 ที่นั่ง

2) พรรคประชาธิปัตย์              สัดส่วน 33 ที่นั่ง              แบ่งเขต 132 ที่นั่ง         รวม 165 ที่นั่ง

3) พรรคเพื่อแผ่นดิน                สัดส่วน 7 ที่นั่ง                แบ่งเขต 17 ที่นั่ง           รวม 24 ที่นั่ง

4) พรรคชาติไทย                    สัดส่วน 4 ที่นั่ง                แบ่งเขต 33 ที่นั่ง           รวม 37 ที่นั่ง

5) พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา สัดส่วน 1 ที่นั่ง                แบ่งเขต 8 ที่นั่ง             รวม 9 ที่นั่ง

6) พรรคประชาราช                 สัดส่วน 1 ที่นั่ง                แบ่งเขต 4 ที่นั่ง             รวม 5 ที่นั่ง

7) พรรคมัชฌิมาธิปไตย    ไม่ได้รับเลือกตั้งแบบสัดส่วน  แบ่งเขต 7 ที่นั่ง             รวม 7 ที่นั่ง         

           

ขอเรียนว่า การแถลงในครั้งนี้มิใช่การประกาศรับรองผลการเลือกตั้ง แต่เป็นการแถลงผลการนับคะแนนเลือกตั้ง ว่าพรรคใดจะได้รับ ส.ส. จำนวนเท่าใดและใครได้รับคะแนนเท่าใด ส่วนการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งนั้น กกต. จะพิจารณาประกาศรับรองผลการเลือกตั้งเฉพาะผู้ที่ได้รับคะแนนอยู่ในเกณฑ์ที่จะได้รับการเลือกตั้ง โดยที่ผู้นั้นต้องไม่มีเรื่องร้องเรียนร้องคัดค้านด้วย ซึ่ง กกต. จะพิจารณาประกาศรับรองผลให้เสร็จสิ้นภายใน 7 วันทำการนับแต่วันเลือกตั้ง (4 มกราคม 2551) ส่วนผู้ที่มีเรื่องถูกร้องเรียนร้องคัดค้าน กกต. จะต้องทำการพิจารณาต่อไป รวมทั้งหากมีกรณีที่ต้องสั่งให้มีการเลือกตั้งใหม่หรือเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งก็จะดำเนินการให้เสร็จสิ้นภายใน 30 วันนับแต่วันเลือกตั้ง ทั้งนี้เพื่อดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา 127 ที่กำหนดว่าต้องจัดให้มีการประชุมรัฐสภาครั้งแรกภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หรือภายในวันที่ 22 มกราคม 2551

Read the rest of this entry »

เผลอแป๊บเดียว 21 ธันวาแล้ว อีกแค่ 2 วันก็ถึงนัดล้างตา ใครจะอยู่ใครจะไปก็ได้รู้กันซะที ถ้าว่ากันตามเนื้อผ้าถึงชั่วโมงนี้ ป๋าหมักก็ยังโขยกนำลิ่ว ทิ้งมาร์คมอ 7 ไม่เห็นฝุ่น ทำเอาลิงค่างบ่างชะนีออกอาการถอดใจไปตามๆกัน

ข่าวจากฝั่งปชป. แว่วมาว่าแกนนำหลายคนและสส.กทม.หวั่นไหวกันแทบบ้า เพราะรณรงค์ยังไงกระแสพรรคก็ไม่กระเตื้องซักที ดูแค่เจ้ามะม่วงจำบ่มก็พอ แรกๆทำกรุ้มกริ่มยิ้มไม่หุบ นึกว่าตัวเองเจ๋ง มาวันนี้ลนลาน เก็บอาการไม่อยู่ซะแล้ว

โถ…พ่อคุณแม่คุณ ความรู้สึกช้าจัง เพิ่งจะมาหวั่นไหว เกจิอาจารย์ทางการเมือง เค้าฟันธงมาตั้งกะปีมะโว้แล้ว ดันไม่ฟังกันเอง แถมกรีดเข้าให้อีกหาว่ารับงานมาปั่นกระแส เอากะเค้าซี่

กระแสพรรคมันจะกระเตื้องได้ยังไงเล่า ก็พวกเล่นชูกระแสมาร์คลูกเดียว กะว่าได้ลูกสด-หล่อช่วยพาเข้าป้าย ว่างั้นเหอะ ยิ่งมาเจอป๋าหมัก หล่อก็ไม่หล่อแถมยังปากเสียอีกต่างหาก นึกว่าหวานหมู ขี่กันเห็นๆ ยังไงก็สู้มาร์คไม่ได้

เอาเข้าจริง เจอวาทะมะม่วงจำบ่มเข้าไปช็อตเดียว หงายเก๋งไม่เป็นท่า ลูกพรรคก็เลยเสียรังวัด รวนเรกันไปหมด ปล้ำผีลุกปลุกผีนั่งกันยังไงก็ไม่ฟื้น ล่าสุดนี่ยิ่งไปกันใหญ่ พรบ.มั่นคงออกมาทำเสียคะแนนอีก เฮ้อ… พวกเดียวกันทำกันเองแท้ๆ
Read the rest of this entry »

โดย กลุ่ม ปีกซ้ายพฤษภาฯ

สมาชิกในกลุ่มพวกเรา 2 คนได้มีโอกาสไปรับฟังอาจารย์ทางรัฐศาสตร์/นิติศาสตร์พูดถึงการเลือกตั้งที่กำลังจะมาถึงในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ด้วยความรู้สึกกระอักกระอ่วนใจเป็นอย่างยิ่ง

            เพราะนักวิชาการเหล่านี้ได้แต่พูดอ้อมไปอ้อมมา ไม่มีความกล้าที่จะบอกว่าตัวเองจะเลือกพรรคอะไร ด้วยเหตุผลอะไร โดยแก้ตัวข้างๆ คูๆ ว่าไม่ต้องการ “ชี้นำ” ผู้ฟัง/ ต้องการให้ผู้ฟัง “คิด” เอง/ ยังไม่ได้ตัดสินใจ/ หรือบางท่านถึงกับร่ำๆ จะ vote no (ไม่เลือกผู้สมัครคนใด) เพราะยังไม่มีพรรคใดมีนโยบาย “รัฐสวัสดิการ” (เหตุผลสุดท้ายนี้เท่ห์มาก!)

            บางที คงเป็นเวรเป็นกรรมของประชาชนที่นักวิชาการไทยเราส่วนใหญ่ นอกจากจะไม่รับผิดชอบกับความคิด/การกระทำของตนเองแล้ว ยังปราศจากความกล้าหาญทั้งทางวิชาการและทางจริยธรรมที่จะประกาศจุดยืนของตนเองให้สังคมได้รับรู้

            (อย่างไรก็ตาม ขอชื่นชม นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืนที่กล้าที่จะประกาศตนว่าสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์และนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แม้พวกเราจะไม่เห็นด้วยกับนิธิก็ตาม)

            สำหรับพวกเราชาว “ปีกซ้ายพฤษภาฯ” แม้จะเป็นคนกลุ่มเล็กๆ ที่ปราศจากอำนาจและสถานะสูงส่งเช่นนักวิชาการไทย แต่เราขอประกาศว่า สำหรับวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นี้ ไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากเบอร์ 12 และเลือก ส.ส.เขตพรรคพลังประชาชนเท่านั้น ***

            และนี่คือเหตุผล 12 ข้อที่ทำให้เราต้องเลือกเบอร์ 12

เหตุผลข้อที่ 1
            สำหรับผู้ที่ต่อต้านรัฐประหาร 19 กันยา 2549 หนทางเดียวที่จะทำให้การรัฐประหารไม่เป็นผลก็คือ ต้องนำสถานะก่อนการรัฐประหาร (ทั้งหมดหรือให้ใกล้เคียงที่สุด) กลับมาสู่สังคมไทย และในเวทีการเลือกตั้งครั้งนี้คือ พลังประชาชน เบอร์ 12
Read the rest of this entry »

เหลืออีกเพียงแค่ 3 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวา เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพอดี ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าองค์กรทางการเมืองทั้งที่เคยผ่านระบบการเลือกตั้งและไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนบางส่วนจะออกมาพูดประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่า “หากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่สงบเรียบร้อย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอาจมีการเผชิญหน้ากันนำไปสู่การนองเลือดได้”

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่าเจตนาของคนพูดนั้น เปิดเกมรุกถล่ม พปช. กลัวพรรคพลังประชาชนจะเข้าวินนั่นเอง

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่ามันสอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสารลับ คมช. ที่ระบุว่า

“เชิญบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการออกรายการวิทยุโทรทัศน์วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากพรรค พปช.ชนะเลือกตั้งแล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้แล้วคือ นืรโทษกรรมอดีตกรรมการพรรค ทรท.และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า หลายฝ่ายคงยอมไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายอีกครั้งและอาจนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด”

ซึ่งในตอนนี้แผนปฏิบัติการในเอกสารลับ คมช. ในทางปฏิบัติก็ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่หาก พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยกเลิกการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน และยกเลิก คตส.
Read the rest of this entry »

เมื่อพูดถึงระบบการเลือกตั้งซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมหลักของรัฐเสรีประชาธิปไตยแบบตัวแทน จีนส์ เจ เคิร์กแพททริกซ์ (Jeane J. Kirkpatrick) นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน(American conservative) และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นได้เคยกล่าวไว้ว่า การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ และหนึ่งใน คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการของการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นก็คือ ผลของการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดผู้บริหารประเทศ (definitive)

ผลการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดในการเลือกผู้บริหารประเทศ(Definitive)

การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจะถือผลของการเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดในการกำหนดผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศโดยผ่านระบบการเลือกตั้ง การขึ้นสู่อำนาจของผู้นำจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนฝ่ายข้างมากจึงได้รับสิทธิเป็นผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ มิได้เป็นเพียงผู้นำแต่ในนาม (แต่ไม่ได้มีอำนาจแท้จริง) หรือ เป็นเพียงสัญญลักษณ์

ด้วยเหตุนี้การที่นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาพูดในเชิงข่มขู่ผู้ลงคะแนนและพรรคพลังประชาชนล่วงหน้าว่าหากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะมีประชาชนเรือนแสนออกมาเดินบนถนนราชดำเนิน หรือหากรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีความพยายามฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ทาง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาชุมนุมต่อต้าน เพราะไม่ต้องการให้อำนาจการเมืองและอำนาจเงินอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม

หรือการที่นายทหารระดับสูงและนักคอลัมนิสต์จากกระสื่อกระแสหลักบางคน ออกมาพูดในทำนองว่า หากพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จอาจทำให้มีสงครามกับทหารจนนำไปสู่รัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด จึงแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่า

1.พวกเขาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
2.ไม่เคารพต่อการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
3.ไม่ยอมรับหลักเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมประชาธิปไตย
และ
4.ปฎิเสธการหวนคืนของระบอบประชาธิปไตยสู่ประเทศไทยนั่นเอง
Read the rest of this entry »

โดย เอื้องอัยราวัณ ห้องราชดำเนิน พันทิพ

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยในวันนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น การเมืองกลายเป็นเรื่องของคนสองกลุ่มไปแล้วคือ กลุ่มคนที่ต่อต้านเผด็จการ กับ กลุ่มคนที่นิยมเผด็จการ โดยมีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นการทำประชามติสำรวจความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศว่าคนไทยอยากได้ประชาธิปไตยภายใต้การชักใย หรือ “Managed Democracy” ในความหมายที่ประชาคมโลกเขาเข้าใจ หรือ “Genuine democracy ” ประชาธิปไตยที่แท้จริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก10วันข้างหน้าจึงเป็นเสมือนสัญญาณแรกของ “การขยับ” เพื่อรุกกลับของฝ่าย “พลังประชาธิปไตย” อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

แม้ผู้เขียนจะไม่ชอบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับมุ่งลดอำนาจประชาชนฉบับนี้เป็นอย่างมาก แต่การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่เหลืออยู่ที่จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ต่อไป

เมื่อวานได้อ่านคำพูดของพลเอกสนธิ หนึ่งในผู้ลงนามเซ็นอนุมัติเอกสารลับคมช. ที่กล่าวถึงการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาจากนสพ.บางกอกทูเดย์ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลประกาศการไม่ซื้อสิทธิขายเสียงเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สมบูรณ์ มีการเลือกตั้งทีบริสุทธิ์ยุติธรรม และหากประชาชนช่วยกันวิเคราะห์บุคคลที่เราจะเลือก ก็มั่นใจว่าระบอบประชาธิปไตยจะเดินไปด้วยความเข้มแข็ง เหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในโลกนี้ “

แต่พลเอกสนธิคงลืมไปว่าไม่เคยมีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ปราศจากเสรีภาพในสังคม( No Democracy without Freedom) และไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม (No Democracy without Justice) มติกกต.ที่ให้คมช.พ้นผิดเรื่องเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนราวประหนึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระแห่งนี้มีหน้าที่มาช่วยคมช. “จัดตั้งรัฐบาล“ หาได้ทำหน้าที่ “จัดการเลือกตั้ง” ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ การเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงได้หากองค์กรอิสระที่ต้องผดุงความโปร่งใสเที่ยงธรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งถูกกดดันหรือแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร หากผู้มีอำนาจใช้อำนาจในทางฉ้อฉล

แล้วการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรมหรือที่เราเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย” มีหน้าตาเป็นอย่างไร คืออะไร สำคัญอย่างไรและต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ถึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรม(free and fair election)
Read the rest of this entry »

แปลและเรียบเรียงโดยคุณ tiger101

ประชาไทเว็บบอร์ด

ย้อนกลับไปยังตอนต้นของยุคสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อประมาณ 120 ล้านปีมาแล้ว มีสัตว์กินเนื้อ ดุร้าย เดินเพ่นพ่านอยู่ในประเทศไทย มันมีฟันยาว 4 นิ้ว จากจมูกถึงหาง.ยาว 21 ฟุต และกินไดโนเสาร์ชนิดอื่นเป็นอาหาร เมื่อพวกนักวิทยาศาสตร์ได้พบกระดูกของมันใต้แอ่งน้ำเมื่อปี 2539 นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า Siamotyrannus isanensis ตามชื่อในอดีตของประเทศซึ่งเรียกว่า ’สยาม’ และ’อีสาน’ หมายถึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยากจนของไทยซึ่งเป็นแหล่งที่กระดูกฝังอยู่ (หมายเหตุ :ไทรันสยาม เป็นบรรพบุรุษของ ที.เร็กซ์)

การหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมที่กำลังดำเนินไปอยู่นี้ พื้นที่อีสานนับว่าเป็นสมรภูมิหลักที่ไดโนเสาร์มาเดินเพ่นพ่านอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาในรูปของการเมือง เดินขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้าในเมืองที่เงียบเหงาก็คือนักการเมืองเก่าแก่หัวขวาจัด สมัคร สุนทรเวช อายุ 72 ปี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) พปช. เป็นพรรคที่แปลงร่างกันแบบไม่มีอ้อมค้อม ถอดสำเนามาจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) พรรคทั้งสองนี้มีตราพรรคเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ดังนั้น นโยบายของทั้งสองพรรคนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น การรักษาพยาบาลราคาถูก การให้กู้ยืมง่ายๆ และนายสมัครหัวหน้าพรรค พปช. ก็พูดอย่างไม่สนใจใครเลยว่า “พรรคนี้นำนโยบายที่ทักษิณสร้างไว้มาใช้” เขาพูดกับผู้ฟังที่กุดชุม “ให้โอกาสเราดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไป”

นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นโยบายของ พปช. เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งตัวฉกาจแบบเดินคู่กันมาเลย “คุณจะสังเกตเห็นว่าทุกวันนี้ทุกพรรคการเมืองเป็นพวกประชานิยมทั้งนั้น”ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพกล่าว นโยบายประชานิยมเหล่านั้นของพรรค ทรท. นำชัยชนะมาให้ทักษิณเป็นรัฐบาลสองครั้ง และคาดหวังยิ่งขึ้นว่าจะได้รับชัยชนะในทุกพื้นที่ “ไทยรักไทยเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป้นอย่างมาก” ฐิตินันท์ กล่าว “ประชาชนพบว่าพวกเขาถูกทอดทิ้ง พวกเขาต้องการชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขามีความฝันและความหวัง” เขาบอกว่า “ผี ทรท. ล่องลอยอยู่เหนือคูหาเลือกตั้ง”

ผีของทหารไทยชาตินิยมก็ล่องลอยอยู่เช่นเดียวกัน บรรดานายพลทหารของไทยได้เข้ายึดอำนาจเมื่อ 15 เดือนที่แล้วหลังจากที่มีการประท้วงอย่างต่อเนื่องบนท้องถนนในกรุงเทพเรียกร้องให้ทักษิณลาออกโดยกล่าวหาว่าเขาทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ คณะปฏิวัติได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ขึ้นทำการสอบสวนแล้วอายัดทรัพย์สินของเขาและยื่นฟ้องเขาและครอบครัวในข้อหาทุจริตหลายคดี เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ แต่ความนิยมในตัวทักษิณในพื้นที่ยากจนเช่นภาคอีสานก็ไม่ได้ลดลง ผู้ที่ยังภักดีต่อเขาใน พปช. มีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะมากกว่าพรรคการเมืองอื่น อิทธิพลทางการของเขายังคงมีอยู่ แม้ในยามที่ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อังกฤษ “การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเสมือนสงครามตัวแทนระหว่างทักษิณและคณะปฏิวัติ” คริส เบเกอร์ นักเขียนร่วมของหนังสือ ทักษิณ : ธุรกิจทางการเมืองในประเทศไทย

แล้วทหารจะทำอย่างไรถ้า พปช. ได้รับชนะอย่างใหญ่หลวงแล้วนำทักษิณกลับบ้านดังที่สมัครได้ให้สัญญาไว้? พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ปฏิเสธที่จะทำการรัฐประหารภายหลังการเลือกตั้งเพราะเป็นสิ่ง “โง่เขลา” ไม่ใช่แค่โง่เขลา แต่บางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่วางอยู่บนโต๊ะอยู่ไว้เบื้องหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ แทนสภานิติบัญญัติที่ถูกระงับไป หากผ่านไปได้ตามที่ร่างไว้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะอนุญาตให้ทหารปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ “ทหารเห็นว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์อนาคตของการเมืองไทย” ฐิตินันท์ กล่าว “กฎหมายความมั่นคงนี้เป็นหลักฐานว่าทหารมีความตั้งใจที่จะอยู่ในการเมืองอย่างยาวนาน” กฎหมายฉบับนี้และฉบับอื่นๆของคณะปฏิวัติ “ละเมิดสิทธิของประชาชน” จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้นำคนนับร้อยบุกเข้าสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม จนต้องปิดสภา (กระบวนการพิจารณากฎหมายต้องถูกระงับไปชั่วคราว) ดูเหมือนว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ (ผู้สมัครประมาณ 4,000 คนจากพรรคการเมืองหลายโหลกำลังชิงชัยเก้าอี้ในสภา 480 ที่นั่ง) รัฐบาลครั้งแรกของไทยภายหลังการรัฐประหารคงจะออกมาเหมือนกับในอดีตยุคก่อนทักษิณ ที่มีรวมตัวกันแบบลุ่มๆดอนๆ และมีปีศาจที่มีฟันแหลมคมอย่างทหารคอยหายใจรดต้นคอ

Read the rest of this entry »

จาตุรนต์ เชื่อ โค้งสุดท้าย ปชช. เทคะแนนถล่มพรรคพลังประชาชนอื้อ เหตุสงสารถูกคมช.กลั่นแกล้ง สับยับ กกต. เข้าข้างเรื่องเอกสารลับ เผย จงใจเล่นงาน อดีต กรรมการไทยรักไทยเดิมที่เกี่ยวพัน พปช. ระบุวีซีดีแม้วไม่ผิดกฎหมาย อ้างเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย  แถลงถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ ที่ทยอยออกมาทำนายการเลือกตั้งในระยะหลัง ว่า จากการไปลงพื้นที่พบประชาชนในต่างจังหวัดพบว่า  กระแสความนิยมของพรรคพลังประชาชนแตกต่างจากผลโพลที่ออกมา โดยมีความรู้สึกว่า ประชาชนกำลังมองการยึดอำนาจของ คมช. ว่า  ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

ทั้งนี้  ส่วนตัวนายจาตุรนต์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจจะหันมาเลือกพรรคพลังประชาชน ทำให้มีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นมาอีก 30-40 ที่นั่ง จากผลสำรวจที่ระบุไว้ว่า จะได้ 190 ที่นั่ง ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนจะเทคะแนนคะแนนเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน มี  2-3 ปัจจัย คือ การจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันของพรรคตรงข้าม และอีกประการหนึ่งคือการกลั่นแกล้งพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารลับของ คมช. บทบาทที่ไม่เป็นกลางของ กกต. เพราะคนไทยไม่ชอบการถูกข่มเหงและรังแก

นายจาตุรนต์กล่าวว่า

ประชาชนยังสับสนในกลยุทธ์หาเสียงของพรรคอื่นที่อ้างเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลชุดที่แล้ว จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ หากพรรคพลังประชาชนแก้ไขได้ก็จะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งจะเกิดเป็นความสงสารเป็นแรงเหวี่ยงกลับอย่างรุนแรง โดยปัจจัยที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนได้เสียงเกินครึ่งอยู่ที่ภาคเหนือและอีสาน

สำหรับกรณีที่มีการวิเคราะห์กันว่า หากมีการยุบพรรคพลังประชาชนจะเกิดการนองเลือดหรือหากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็จะเกิดการนองเลือดตามมา นายจาตุรนต์กล่าวว่า  การวิเคราะห์ทั้ง 2 แนวทางไม่ประโยชน์ต่อสังคมทำให้เกิดการตัดสินใจบนพื้นฐานของความหวาดกลัว การจะยุบพรรคหรือไม่ต้องว่าไปตามหลักนิติธรรม ใช้เหตุใช้ผลไม่ควรพูดถึงการนองเลือด จึงอยากเสนอองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลายใช้เหตุผลและข้อกฎหมายพร้อมทั้งให้สติกับสังคม ไม่ว่า พรรคใดจะชนะก็ต้องไม่มีการยึดอำนาจรวมทั้งไม่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงการเผยแพร่ซีดีบันทึกคำกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในภาคเหนือและอีสานที่มีข้อความสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ว่า
Read the rest of this entry »

ประชาไท วันที่ : 8/12/2550

วานนี้ (7 ธ.ค.) ที่ห้องประชุมใหญ่ สำนักบริการคอมพิวเตอร์ อาคารบริการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาประชาธิปไตย คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่” จัดการเสวนาหัวข้อ “รัฐธรรมนูญ การเลือกตั้ง กับความหวังของประชาชน” มีผู้อภิปรายได้แก่ จาตุรนต์ ฉายแสง สุนันท์ ศรีจันทรา ผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ นางจินตนา แก้วขาว ประธานกลุ่มอนุรักษ์ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมบ้านกรูด อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์ ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ และศิโรตม์ คล้ามไพบูลย์ นักวิชาการอิสระ

นายจาตุรนต์ ฉายแสง

อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย กล่าวว่า หลังจากมีรัฐธรรมนูญปี 2540 การเมืองไทยมีความเปลี่ยนแปลง ประชาชนสนใจพรรคการเมืองมากขึ้น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบสัดส่วน นายกรัฐมนตรีต้องมาจาก ส.ส. พรรคการเมืองมีการแข่งขันนโยบายสูง สอดรับกับภาวะวิกฤตเศรษฐกิจขณะนั้น และประชาชนต้องการเลือกที่นโยบายของพรรคการเมือง

ดังนั้นการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548 จึงเกิดลักษณะพิเศษ คือ ประชาชนเลือกพรรคการเมือง สนใจนโยบายพรรคการเมืองมากเป็นพิเศษ คนให้ความสนใจกับนโยบายมากกว่าการซื้อเสียง แต่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญ 2550 ทำท่าถอยหลังไปเยอะ หลายพรรคเป็นพรรคใหม่ นโยบายดูเหมือนจะคล้ายๆ กัน ที่สำคัญคือการแข่งขันทางนโยบายไม่เข้มข้นเท่าปี 2544 และ 2548 อีกทั้ง กกต. ก็ดี ผู้มีอำนาจในบ้านเมืองก็ดี ไม่ค่อยเน้นให้ประชาชนสนใจนโยบาย ไม่มีใครบอกให้ประชาชนไปเลือกนโยบายที่ดี มีแต่ให้ประชาชนไปเลือกคนดี ไม่ซื้อสิทธิขายเสียง ซึ่งประชาชนพัฒนาไปมากแล้ว ประชาชนภาคเหนือ หรือภาคอีสานตื่นตัว เขาเข้าใจว่าต้องเลือกนโยบาย แต่ผู้มีอำนาจกลับมาพูดให้เลือกคนดี คนดีก็ควรเลือก แต่ดีอย่างไร ไม่ดื่มสุรา ถือศีล 5 อย่างนั้นหรือ

นอกจากนี้พัฒนาการของการเมืองไทยทุกวันนี้ ยังเหมือนกับที่เผยแพร่ในเอกสารลับของ คมช. ที่เป็นข่าวเกรียวกราว มีการดำเนินการสกัดกลุ่มอำนาจเก่า ซึ่งถ้าผู้มีอำนาจยังดำเนินการเช่นนี้ความแตกแยกไม่จบสิ้นแน่นอน ถ้าผู้มีอำนาจกำหนดว่าใครเป็นหรือไม่เป็นรัฐบาล นี่ไม่ใช่หลัก free and fair election แล้ว

อีกทั้งวันนี้ นสพ.บางกอกโพสต์ พาดหัวว่า “Sonthi pins hopes on swing vote Hopes ‘undecided’ will turn against the PPP” มีรายละเอียดข่าวว่า อดีต ปธ.คมช. หวังว่าคนที่ยังไม่ตัดสินใจในวันเลือกตั้ง จะไม่เลือก พปช. จะได้แพ้ ซึ่งแบบนี้ความหวังของประชาชนจะอยู่ที่ไหน อย่างไรก็ตาม ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว โดยหวังว่าประชาชนจะใช้การเลือกตั้งจะเป็นโอกาสตัดสินเอาเอง
Read the rest of this entry »

โดย grassroot จากห้องราชดำเนิน

เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม เครือข่ายประชาชนต้านคอร์รัปชั่น (คปต.) จัดประชุมสมัชชาประชาชนต้านคอร์รัปชั่น เนื่องในโอกาสวันต่อต้านคอร์รัปชชั่นสากล ณ โรงแรมปริ๊นท์พาเลซ มหานาค กทม. ภายหลังจากเปิดประชุม นายวีระ สมความคิด เลขาธิการ คปต.ได้นำซีดีของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีและอดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทยมาเปิดให้ในที่ประชุมได้ฟัง

“มติชน ออนไลน์” ได้ถอดเทปคำพูดแบบคำต่อคำมาให้ได้รับทราบ ดังนี้ :-

“สวัสดีครับพี่น้องประชาชนที่เคารพรักครับ พี่น้องก็คงเห็นบรรยากาศห้องมันแปลกๆ ผมไม่ได้อยู่เมืองไทยครับ ผมอยู่ที่อังกฤษ ผมก็เปรียบเสมือนต้องมาลี้ภัยอยู่ที่นี่ ทั้งๆ ที่ 5-6 ปี ที่ผมทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ผมได้ทุ่มเทให้กับบ้านเมือง ให้กับพี่น้องประชาชน ได้ทำทุกอย่างเพื่อให้เพี่อน้องประชาชนทุกคนมีความสุข เพิ่อสร้างโอกาสให้กับพี่น้องในประเทศไทย แต่สิ่งที่ผมได้รับวันนี้ ก็ต้องยอมรับว่า แสนสาหัส เป็นความอยุติธรรมอย่างยิ่งที่ไม่คิดว่าจะต้องเจอด้วยตัวเอง แต่ไม่เป็นไรครับ ผมอดทนได้

แต่ที่ผมเป็นห่วงวันนี้ก็คือว่า ภาวะประเทศมันแย่ลง พี่น้องลำบากขึ้น อาหารการกินก็แพง แต่ขณะเดียวกันสินค้าเกษตรก็ไม่ได้ราคา ไม่มีใครดูแล เรื่องของปัญหาต่างไม่ว่าจะเป็นปัญหาเศรษฐกิจ ปัญหาการศึกษาลูกหลาน ก็เป็นปัญหาไปหมด

ก็เป็นธรรมดาครับรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากประชาชน จะให้มีจิตสำนึกรับผิดชอบต่อประชาชนคงยาก วันนี้เมื่อเหตุการณ์เป็นอย่างนี้ ผมก็เป็นห่วงพี่น้องประชาชน เป็นห่วงคนไทย ห่วงประเทศไทย

ผมก็เลยบอกกับ ส.ส.พรรคไทยรักไทยทั้งหลายที่ พรรคถูกยุบก็บอกว่า ถ้าเรารักประชาชน เราห่วงประเทศชาติ เรามารวมตัวกันเถอะ เพราะประชาชนเข้าใจเรา และรู้ดีว่า เราถูกกระทำ เขาก็เรียกมารวมตัวกันและมารวมตัวกันตั้งพรรคใหม่ ชื่อพรรคพลังประชาชน ชื่อดีครับ เพราะเราจะต้องขอพลังจากพี่น้องประชาชน เพื่อจะเอาความมั่งคั่งของประเทศกลับคืนมา เอาความผาสุขของประชาชนกลับคืนมา เอาประชาธิปไตยกลับคืนมา แต่ที่สำคัญคือความเป็นธรรมในสังคมต้องคืนมา

สิ่งที่เกิดขึ้นที่ผ่านมา ก็คือ พี่น้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งพี่น้องยังมีปัญหาในชีวิต ได้รับการสนับสนุนการช่วยเหลืออย่างเต็มที่ การเมืองมีความเข้มแข็ง แต่นั่นแหละครับมันเป็นจุดที่บางคนเขาอยากเห็นว่า ถ้าการเมืองอ่อนแอเขาได้ประโยชน์ ก็เลยอยากเห็นการเมือง บ้านเมืองของเราอ่อนแอ

เพราะฉะนั้นสิ่งที่เกิดขึ้นวันนี้ก็คือว่า เขาตั้งใจให้การเมืองอ่อนแอ และในที่สุดเมื่อการเมืองอ่อนแอ ประชาชนก็อ่อนแอตาม แต่พี่น้องประชาชนจะต้องเอาพลังประชาชน สอนให้เขารู้เลยว่า การเมืองจะอ่อนแอไม่ได้ เพราะประชาชนจะอ่อนแอ เพราะฉะนั้นจะเลือกพรรคเดียวเนี่ยให้ดู พี่น้องเลือกพลังประชาชน (เน้นย้ำมาก) ให้ดู และมันจะเป็นพลังประชาชนนั่นแหละครับ ที่นำสิ่งที่พี่น้องเคยมีความสุขกลับคืนมา

และที่สำคัญ พี่น้องครับ เมื่อความยุติธรรมกลับคืนสังคมไทย ผมจะกลับไป กลับไปอยู่กับพี่น้องประชาชน จะไปหาพี่น้องประชาชนครับ

ก็ขอฝากพรรคพลังประชาชน และผู้สมัครพรรคพลังประชาชนทุกคนด้วยครับ ขอบคุณครับ”

……………………………………………………………………………………………………
และนี่คือหลักฐานชิ้นสำคัญ ที่จะใช้ตั้งขอหาพรรคพลังประชาชน ซึ่งมีความผิดถึงขั้นยุบพรรค !!!

อดีตนายกทักษิณ เชิญชวนให้ใช้พลังประชาชน เลือกนักการเมืองจากพรรคพลังประชน คือมูลฐานความผิดแห่งการยุบพรรคกระนั้นหรือ ????
……………………………………………………………………………………………………

———-30 พฤษภาคม 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิ์ทางการเมือง กรรมการบริหารพรรค 111 คนเป็นเวลา 5 ปี

———–กรกฎาคม 2550 อดีตนักการเมืองไทยรักไทย รวมตัวกันใหม่ในนาม “พรรคพลังประชาชน”

———-สิงหาคม 2550 นายสมัคร สุนทรเวช ได้รับเลือกตั้งเป็นหัวหน้าพรรคพลังประชาชน

ถึงวันนี้ พรรคพลังประชาชนปรากฏตัวต่อสังคมไทยในฐานะคู่แข่ง คมช.+พรรคประชาธิปัตย์+พันธมิตร ม.7เพียง 5 เดือน

ทันทีที่พลังประชาชนปรากฏตัว สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็ตีตราประทับ “พรรคนอมินี่ทักษิณ” แต่แทนที่จะเป็นผลดีต่อพรรคประชาธิปัตย์ กลับกลายเป็นว่านายสุเทพช่วยประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนรับทราบว่า พลังประชาชน ก็คือไทยรักไทย และเป็นพรรคที อดีตนายกทักษิณเป็นผู้สนับสนุน ซึ่งช่วยลดค่าใช้จ่ายในการซื้อสื่อให้แก่พรรคพลังประชาชน จนพรรคประชาธิปัตย์ต้องหุบปาก หยุดพูด คำว่า “พรรคนอมินี่” ในบัดดล

หลังจากนั้น นักการเมืองพรรคพลังประชาชน นำรูปนายกทักษิณ ไปหาเสียงคู่กับภาพของตนในพื้นที่ จนสนธิ บุญรัตกลิน ต้องออกมาพูดว่า กกต.ต้องออก กฎระเบียบให้ชัดเจนว่าจะให้ใช้รูปนายกทักษิณได้หรือไม่

กกต.ออกข่าวว่า “ได้” ไม่มีกฎหมายห้าม (เพราะเชื่อว่า คนเกลียดนายกทักษิณ ยิ่งใช้หาเสียงยิ่งทำให้คะแนนลด)

เมื่อมีการประกาศ กฤษฎีกาการเลือกตั้ง พรรคพลังประชาชน ทำหนังสือถาม กกต. ว่า “นักการเมืองที่ถูกตัดสิทธิ์ จะช่วยปราศรัยหาเสียง ได้หรือไม่” กกต.ตอบว่าไม่ได้ ทั้งนี้รวมทั้งเป็นที่ปรึกษาและมีตำแหน่งใดๆภายในพรรค (เพราะกลัวว่าพรรคพลังประชาชนจะได้คะแนน)

เมื่อถูกคุณจาตุรนต์ ฉายแสงถามกลับว่า ใช้กฎหมายใดมาเป็นข้อห้าม

กกต. ตอบว่าไม่มี เป็นแค่การตอบการหารือตามที่พรรคพลังประชาชนทำหนังสือถามมา

และนั่นก็คือ จุดกำเนิดของ “บ้านเลขที่ 111”

ในการปราศรัยนัดแรกที่ท่าน้ำนนท์ ตอนหนึ่ง คุณจาตุรนต์พูดกับประชาชนในทำนองว่า…..

“พี่น้องครับ เขาบอกว่าพวกผมได้ใบแดงไม่มีสิทธิ์เล่นแล้ว…..ผมก็บอกว่าผมไม่เล่นแล้ว ไม่เป็นสมาชิกพรรค ไม่มีตำแหน่งภายในพรรค ไม่ได้สมัครรับเลือกตั้ง เพราะเขาให้ใบแดงผม……..แต่ผมขอถามกลับไปว่า นักฟุตบอลที่โดนใบแดงแม้ถูกห้ามเล่นในสนาม จะส่งเสียงเชียร์ คนเล่นอยู่ข้างสนามได้หรือไม่ วิจารณ์การเล่นของคนในสนามได้หรือไม่ ให้ผ้าเย็นแก่นักเตะที่ชื่นชอบได้หรือไม่ ชูป้ายเชียร์เบอร์ของนักเตะที่ชื่นชอบได้หรือไม่”

ขอเพียงมี “สามัญสำนึก” ของสามัญชนคนเดินถนนก็ตอบคำถามของคุณจาตุรนต์ได้แล้ว

ก่อนหน้านี้ตรรกะของพวกเขาเหล่านั้นคือ…”คนเกลียดทักษินและนักการเมือง ทรท.กันทั้งเมือง คนอยากขับไล่ทักษิณกับพวกกันทั้งนั้น”…. ถ้าเขาเหล่านั้นคิดและเชื่อแบบนี้จริง ควรยุยงส่งเสริม ให้คนอ้างชื่อทักษิณมาหาเสียงกันมากๆ เพราะจะทำให้คะแนนพรรคพลังประชาชน ลดลง และควรให้อดีตกรรมการบริหารพรรคช่วยหาเสียง เพราะจะทำให้คนยิ่งเกลียดพรรคพลังประชาชนและจะไม่ได้รับเลือกตั้งในที่สุด โดยที่ไม่ต้องยกมาตรการ “ยุบพรรค” มาข่มขู่ให้ผู้คนต้องกังขา ในหลักคิด และวิธีการแก้ไขปัญหาทางการเมืองของท่าน

ในที่สุดพวกท่านก็ไม่อาจปฏิเสธถึง พลังรัก พลังศรัทธา ที่พลังประชาชนมีต่อนายกทักษิณและทีมงานได้

การกีดกัน ขัดขวางมิให้อดีตนายกทักษิณและนักการเมืองสื่อสารกับประชาชนก็ดี

การห้ามมิให้นักการเมือง 111 คน สื่อสารกับประชาชนในทางการเมืองก็ดี

การข่มขู่ คุกคาม ว่าจะยุบพรรคพลังประชาชนทุกโอกาสที่เป็นไปได้ก็ดี

ล้วนยืนยันว่า:-

พวกท่านทั้งหลายไม่เชื่อว่าแนวทางการบริหารประเทศของพวกท่านได้รับการยอมรับจากประชาชนและสามารถเอาชนะจิตใจประชาชนได้ ใช่หรือไม่?

พวกท่านรับรู้ว่าผลงานของพวกท่านในรอบหนึ่งปี ไม่อาจเข้าไปแทนที่ ความรู้สึกดีๆที่ประชาชนมีให้นายกทักษิณ ซึ่งได้ถ่ายโอนมายังคุณสมัครและพรรคพลังประชาชนเรียบร้อยแล้ว ใช่หรือไม่……

ไม่ว่าท่านจะยอมรับหรือไม่ แต่ประชาชนส่วนใหญ่ต่างสรุปไปแล้วว่า พวกท่านตกอยู่ในภาวะ “วิตกจริต” “ลนลาน” และ “หวาดกลัว”

และถ้าคำพูดทุกประโยคที่นายกทักษิณเชิญชวนให้ประชาชนใช้พลังประชาชนเลือกนักการเมืองของพรรคพลังประชาชน คือมูลฐานความผิด ที่เป็นเหตุให้ยุบพรรคพลังประชาชนได้อีกครั้งจริง… ประเทศนี้จะอธิบายปรากฏการณ์ประหลาดนี้ให้แก่ชาวโลกอย่างไร……และอะไรจะตามมา หลังจากนั้น ไม่อยากคิดถึงจริงๆ

Sticky Topics

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« ม.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

Top Clicks

  • ไม่มี

StatCounter

Blog Stats

  • 217,630 hits