ก่อนปี พ.ศ. 2544 สภาพสังคมไทยในเวลานั้นตกอยู่ในความมืดมนจากวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 คำถามหนึ่งที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยมากก็คือ “เมื่อไหร่เราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์?

ณ ช่วงเวลานั้น ประเทศต้องประสพกับปัญหางบประมาณขาดดุลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมายที่วางไว้, สถาบันการเงินอ่อนแอ ไม่สามารถทำหน้าที่เป็นกลไกหลักของระบบเศรษฐกิจได้ตามที่เคยเป็น, ธุรกิจซบเซาเลิกล้มกิจการเป็นจำนวนมาก, คนว่างงานสะสม เพิ่มพูน, สุขภาพพลานามัยของคนไทยอ่อนแอ เข้าไม่ถึงบริการสาธารณสุขของรัฐ, ยาบ้าระบาดไปทั่วทุกหัวระแหง ข่าวคนเมายาบ้าอาละวาดปรากฏตามหน้าหนังสือพิมพ์ไม่เว้นแต่ละวัน, พ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ, โสเภณีเด็กมีให้เห็นอย่างดาษดื่น, อิทธิพล บ่อนการพนันดำเนินการอย่างเปิดเผย, อาวุธสงครามเต็มบ้านเต็มเมือง, ระบบราชการไร้ประสิทธิภาพ ฯลฯ

อาจกล่าวได้ว่าปรากฏการณ์ทางสังคมเหล่านี้เป็นบทเรียนที่แสนเจ็บปวดและยังคงทิ้งบาดแผลเป็นรอยจารึกให้คนไทย ต้องจดจำมิรู้ลืมเลือน แต่บทเรียนดังกล่าวก็เปรียบเสมือนกระจกเงาที่สะท้อนให้เห็นถึงภาพการพัฒนาประเทศในอดีตผ่านมาว่าเป็นผลมาจากการเมืองที่อ่อนแอและไม่มีเสถียรภาพมายาวนานเป็นการเมืองที่มีรัฐบาลรัฐประหารสลับกับรัฐบาลเลือกตั้งในระยะสั้นๆ อีกทั้งรัฐบาลเลือกตั้งก็เป็นลักษณะรัฐบาลผสมปราศจากซึ่งเสถียรภาพพรรคการเมืองยังขาดผู้นำในฐานะที่เป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลงยังคิดถึงประโยชน์ของพรรคและตนเป็นตัวตั้ง มุ่งเอาจุดด้อยหรือความอ่อนแอของประเทศมาเป็นประโยชน์แห่งตน

และส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม ที่ไม่คำนึงถึงระดับความเหมาะสมกับศักยภาพขององค์กรและความพร้อมของคนในสังคมเพราะสังคมไทยยังไม่ได้เตรียมความพร้อมให้คนเข้าสู่สังคมแบบฐานความรู้ ระบบราชการยังอยู่ในภาวะที่ตั้งรับ ยังจัดองค์กรในลักษณะของลำดับขั้นและแบ่งงานตามหน้าที่ มากกว่าการยึดเอาวาระเป็นตัวตั้งการพัฒนาเศรษฐกิจยังมิได้มุ่งไปสู่การพึ่งตนเอง คนจนยังไม่ได้ถูกปลดปล่อยศักยภาพและระบบกฎหมายยังไม่ทันสมัยและไม่ให้ประโยชน์กับคนจนยังผลให้เหตุการณ์ครั้งนั้นส่งผลกระทบต่อความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้าง ทั้งหมดนี้คือความไม่พร้อมของสังคมไทยที่จะเข้าสู่โลกยุคโลกาภิวัตน์ในช่วงก่อนเกิดภาวะวิกฤติเศรษฐกิจเมื่อปี 2540 แต่ถึงอย่างไรก็ตามโลกาภิวัตน์เป็นสิ่งที่หลีกไม่ได้ ดังนั้นทางออกจึงมิใช่การหลบหลีกดังที่ท่านนายกฯทักษิณได้เคยกล่าวไว้ว่า:

โลกโลกาภิวัตน์เป็นโลกที่ท้าทายประเทศต่าง ๆ หลายด้านหลายกระแส กระแสแรกคือกระแสแห่งเทคโนโลยี โดยเฉพาะเทคโนโลยีสารสนเทศ กระแสถัดมาคือการแข่งขันทางเศรษฐกิจที่ทวีรุนแรงมากขึ้น กระแสที่สามคือกระแสของการรวมตัวกันของภูมิภาค เพื่อให้มีอำนาจการต่อรองทางการค้า กระแสที่สี่คือกระแสแห่งการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และกระแสที่ห้าคือกระแสการเมืองใหม่ที่มาพร้อมกับโลกาภิวัตน์ คือการเมืองที่โปร่งใส มีระบบตรวจสอบ การมีส่วนร่วม คุณภาพชีวิตและเสรีภาพ และการที่ประเทศหนึ่งจะดำรงอยู่ได้ภายใต้โลกยุคนี้ ต้องเป็นประเทศที่สามารถจัดการกับประเด็นท้าทายข้างต้นนี้ได้ (ทักษิณ 2540: 103-104)

พ.ศ. 2544-2548: 5 ปีผ่านไป

ในระยะเวลาเพียง 5 ปี ประเทศไทยได้เปลี่ยนโฉมหน้าไปอย่างไม่น่าเชื่อในยุคที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็นนายกรัฐมนตรี เราไม่ได้ห่วงเรื่องหนี้สินของประเทศ, ภาษี, สถาบันการเงิน, ธุรกิจล้มละลาย, คนว่างงาน, สุขพลานามัย, ยาเสพย์ติด, อิทธิพล, บ่อน, อาวุธสงคราม, ระบบราชการอีกต่อไปเพราะปัญญหาเหล่านี้ถูกแก้ไขไปแล้วโดยพื้นฐาน ด้วยความมุ่งมั่น ขยันและทุ่มเทของท่าน

ประเทศไทยภายใต้การนำของพ.ต.ท.ทักษิณ เรามองไปข้างหน้าและนำเสนอประเด็นที่ว่าประเทศไทยจะอยู่ร่วมกับโลกาภิวัฒน์และใช้ประโยชน์จากมันได้อย่างไร เราพูดถึงตำแหน่งของประเทศไทยในประชาคมโลก, ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศในระบบเศรษฐกิจโลกาภิวัฒน์, การสร้างประเทศไทยให้ทันสมัย (Modernize Thailand) ด้วยโครงการเม็กกะโปรเจ็ค, การสร้างความแข็งแกร่งให้เศรษฐกิจภาคชนบทคู่ขนานไปกับการแก้ไขปัญหาความยากจน, การสร้างคุณภาพชีวิตคนไทยที่มีหลักประกัน, การผลักดันธุรกิจขนาดใหญ่ให้เติบโตคู่ขนานไปกับการส่งเสริมธุรกิจขนาดเล็กให้เข้มแข็งและส่งเสริมให้ขยายตัวออกไป, การส่งเสริมให้เกิดผู้ประกอบการใหม่ๆ, การสร้างให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางในด้านต่างๆ, การค้นคว้าพัฒนานโยบายเพื่อให้ชนชั้นกลางมีสภาพแวดล้อมของการทำงานที่ดีและมีการทำงานที่มั่นคงและอีกมากมาย

ประเด็นที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้นำเสนอในช่วงเวลาที่ผ่านมาหลายประเด็นเป็นเรื่องใหม่ของสังคมไทยที่ไม่เคยถูกหยิบยกขึ้นมาพูดคุยกันเลยในอดีต เราอาจกล่าวได้ว่านี่เป็นผลิตผลที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ในการบริหารประเทศโดยมียุทธศาสตร์และมีนโยบายเป็นตัวนำ ประเทศไทยกำลังบ่ายหน้าไปสู่อนาคตที่ก้าวหน้า เข้มแข็งและมั่นคง…..

มรสุม ดีเพรสชั่น วาตะภัย แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิดหรือแม้แต่สึนามิเป็นปรากฎการณ์ทางธรรมชาติที่เกิดขึ้นโดยอยู่เหนือการคาดการณ์และการควบคุมใดๆของมนุษย์มากบ้าง น้อยบ้างซึ่งมักจะทำลายชีวิตและทรัพย์สินของมนุษย์เกือบจะทุกครั้งแต่ชาติพันธุ์มนุษย์และสรรพชีวิตอื่นๆที่ยังเหลืออยู่มิได้สิ้นหวังหลังจากรื้อถอนซากที่ปรักหักพังและทำความสะอาดพื้นที่กันแล้วการสร้างสรรค์ใหม่ๆเพื่อให้ชีวิตเดินไปข้างหน้าก็เกิดขึ้นเหมือนดังเช่นเหตุวินาศกรรม 11 กันยายน เมื่อปี 2544 ที่ผู้ก่อการร้ายขับเครื่องบินชนตึกแฝดกลางมหานครนิวยอร์คที่แม้นว่า ณ วันนี้ ตึกเวิลเทรดเซ็นเตอร์จะไม่มีให้เห็นอีกต่อไปแล้วแต่สปิริตแห่งการต่อสู้ของชาวอเมริกันจะยังคงยืนหยัดอยู่ ณ ที่ตรงนั้นตราบนานเท่านาน ดังที่ ประธานาธิบดีจอร์จ ดับเบิ้ลยู บุช ได้กล่าวไว้อย่างกินใจว่า:

” Terrorist attacks can shake the foundations of our biggest buildings, but they cannot touch the foundation of America. These acts shatter steel, but they cannot dent the steel of American resolve. ” — George W. Bush

เช่นกัน….อุบัติการณ์ขับไล่นายกทักษิณก็เป็นปรากฎการณ์ทางสังคมที่มีส่วนคล้ายกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติในแง่ความเป็นวัฎจักร คือคุกรุ่น สะสมปริมาณ แล้วระเบิด และค่อยๆสงบเพื่อให้เรื่องใหม่ ประเด็นใหม่ คุกรุ่นใหม่อีกครั้งหนึ่ง หมุนเวียนไปเช่นนี้ไม่มีวันหมดสิ้น ทุกชีวิตล้วนเผชิญกับอุบัติการณ์ที่ตนไม่พึงปรารถนามาด้วยกันทั้งสิ้น

ปัจเจกชนคนหนึ่งก็เป็นแบบหนึ่ง องค์กรธุรกิจหนึ่งก็เป็นอีกแบบผู้นำของประเทศทุกคนก็ล้วนเผชิญอุบัติการณ์อันไม่พึงปรารถนามาทั้งนั้นจะแตกต่างกันก็แต่ประเด็นปัญหาและระดับความรุนแรงเท่านั้นการแสดงความไม่พอใจและคัดค้านการบริหารประเทศภายใต้การนำของท่านทักษิณก็มิได้แตกต่างไปจากผู้นำคนอื่นๆที่เคยเผชิญมา คือ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ, ผลประโยชน์ทับซ้อน, คอรัปชั่นเชิงนโยบาย, แทรกแซงองค์กรอิสระ, แทรกแซงสื่อ, เอื้อประโยชน์ครอบครัวและพวกพ้อง, ปากไว, ไม่ฟังใคร ใหม่สุดคือ ระบอบทักษิณ, โกงชาติ, ขายสมบัติของชาติ เหล่านี้คือผลผลิตของ “ภาษาประดิษฐ์” ที่พวกคัดค้านจงใจสร้าง Bad Story Package เพื่อใช้สื่อสาร สร้างความไม่ไว้วางใจ เขียนภาพให้น่าหวาดกลัว สุมไฟแห่งความเคียดแค้นชิงชังและกระพือโหมทำให้ท่านอัปลักษณ์จนหมดความสง่างามที่จะเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทย.

“ท้ากกกกกษิน…ออกไป!”
“คว่ำบาตรการเลือกตั้ง”
“ใช้มาตรา 7 ขอนายกพระราชทาน”

คือประโยคทองที่ขบวนการโค่นล้มทักษิณและรู้ทันทักษิณใช้สะกดจิตตนเองและสะกดจิตผู้อื่นที่แวดล้อมโดยไม่มีข้อเสนอใดๆต่อการบริหารประเทศในทัศนะหรือความคิดเห็นของพวกเขา พวกเขาพร้อมที่จะนำพาประเทศไปสู่ความเสี่ยงที่ไม่อาจคาดคิด

เราขอชมเชย…..ที่ท่านไม่ตามใจพวกเขาโดยการชิงลาออกเอาตัวรอด
เราขอชมเชย…..ที่ท่านหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้า ไม่ตอบโต้ด้วยความรุนแรงและทำให้พวกเขาแสดงอาการกระหายเลือดออกมาให้เห็น
เราขอชมเชย…..ที่ท่านสามารถอยู่ท่ามกลางวงล้อมของสื่อมวลชนที่ตั้งใจปิดล้อมท่าน และเป็นกระบอกเสียงให้แก่ฝ่ายที่คัดค้านท่านและฝ่ายที่ต้องการขจัดท่านออกจากเส้นทางการเมือง

ความขัดแย้งทางการเมืองครั้งนี้ท่านมีส่วนทำให้หนทางแห่งสันติวิธี เป็นไปได้และเป็นจริงในสังคมไทยทำให้อำนาจตุลาการเข้ามามีบทบาทคลี่คลายปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองไม่ว่าผลลัพธ์จะออกมาอย่างไรก็ตามท่านได้ทำในสิ่งที่ถูกต้องสอดคล้องกับสถานการณ์ในวันนั้นแล้ว

ปี 2544 วันที่ ปชป. และ ปปช. ส่งท่านขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ ผลการเลือกตั้ง ทรท.ที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ได้ 11 ล้านคะแนน ได้ที่นั่งกว่าครึ่งสภา

ปี 2548 วันที่ ปชป. + นักวิชาการ + สื่อมวลชน + กฟผ. + NGO ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า “ทักษิณขาลง” แต่ผลการเลือกตั้งเป็นที่ประจักษ์ชัดว่าทรท.ที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ 19 ล้านคะแนน ได้ที่นั่งเกือบเต็มสภา

ปี 2549 วันที่สื่อมวลชน พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย พรรคฝ่ายค้าน นักวิชาการ ชนชั้นกลาง(บางส่วน) คัดค้านท่านอย่างสุดฤทธิ์ คว่ำบาตรเลือกตั้งและส่งเสริมการกากบาทในช่อง “ไม่ประสงค์จะเลือกใคร หรือ No Vote” ผลการเลือกตั้ง ทรท.ที่นำโดย พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ 16 ล้านคะแนน ซึ่งมากกว่าการเลือกตั้งปี 2544 คะแนนของคนกทม.และเขตเมืองต่างจังหวัดที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อ เปลี่ยนแปลงไปเล็กน้อยเท่านั้น.

ความนิยมและความไว้วางใจในตัวท่าน มิได้ตกต่ำ ในความเป็นจริงแต่ตกต่ำในความรับรู้และจินตนาการของสื่อมวลชนที่มุ่งปิดล้อมท่านในสงครามข่าวสารเราจะเป็นกำลังใจให้ท่านสามารถฝ่าวงล้อมของสงครามข่าวสารจากสื่อให้ได้หากท่านฝ่าวงล้อมออกมาได้ท่านยังเป็นผู้นำที่ มุ่งมั่น ขยัน ทุ่มเท สร้างสรรค์ สง่างามและเป็นที่ต้องการของสังคมไทยทั้งจากความเรียกร้องของสถานการณ์ที่เป็นจริงและการเพรียกหาจากความรู้สึกของประชาชนจำนวนมาก….

แต่แล้ว….
19 กันยายน 2549 ทหารภายใต้เงาทมึนของ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ได้ทำการรัฐประหารเข้ายึดอำนาจและกีดกันท่านนายกฯทักษิณมิให้กลับเข้าประเทศทุกวิถีทาง ทหารที่อ้างตัวว่าเป็นทหารของพระราชาเหล่านี้ใช้งบประมาณ นับ 1,000 ล้านบาทและอีกกว่า 500 ล้านบาทเพื่อรักษาอำนาจ และใช้งบประมาณกว่า 70 ล้านบาท เพื่อทำลายเกียรติยศ ชื่อเสียง ของนายกทักษิณโดยผ่าน คตส.และเครือข่าย นายเชียรช่วง กัลยาณมิตร(คตส. 60 ล้าน+เชียรช่วง 12 ล้าน)

6 เดือนแห่งการยึดอำนาจนอกจากจะไม่มีผลงานสร้างสรรค์ใดๆแล้ว พวกเขายังไร้ความสามารถที่จะรักษาความมั่งคั่งของประเทศไทยที่นายกฯทักษิณได้เพียรพยายามสร้างและพัฒนาตลอดระยะเวลาเกือบ 6 ปีที่ท่านดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำของประเทศไทย นอกจากนี้ทหารของพระราชาเหล่านี้ยังได้ฉุดกระชาก ลากถูให้ประเทศไทยอันเป็นที่รักยิ่งของเรา กลับไปสู่วังวนของการเมืองอ่อนแอไม่มีสเถียรภาพและภาวะเศรษฐกิจง่อนแง่นอีกครั้งหนึ่ง

ภาพประเทศไทยหลังวิกฤติ 2540 กำลังกลับมา….

“งบประมาณขาดดุลไม่สามารถจัดเก็บภาษีได้ตามเป้าหมาย, เกิดภาวะผันผวนของค่าเงินบาท,ธุรกิจส่งออกอ่อนแอ,การท่องเที่ยวซบเซา,ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์แผ่ว,ธุรกิจรับเหมาก่อสร้างจอด,ธุรกิจค้าส่ง ค้าปลีกเงียบเหงา,ประชาชนจับจ่ายใช้สอยน้อยลง,สถาบันการเงินกำลังเผชิญกับ NPL รอบใหม่,การลงทุนใหม่ๆหยุดชงัก,ธุรกิจทยอยกันเลิกกิจการ, กำลังแรงงานทยอยกันว่างาน เพิ่มพูน, ยาบ้าเริ่มระบาดครั้งใหม่ ลึก แรง และกว้างกว่าเดิม เหมือนโรคที่ดื้อยา, พ่อแม่ไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ,โสเภณีเด็กมีให้เห็นเพิ่มขึ้น, อิทธิพล บ่อนการพนัน หวยใต้ดินมีอาการเหมือนปลาได้น้ำ, ระบบราชการที่เคยกระตือร้อร้นกลับเชื่อยลงอย่างรวดเร็ว ฯลฯ….”

และคำถามนี้กำลังจะกลับเข้ามาอีกครั้ง… “เมื่อไหร่เราจะเห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมง?

แม้ว่าประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศ มีสายตา รู้จักเลือก รู้จักใช้และรู้จักมอบหมายให้ นายกทักษิณ ทำงานให้แต่เมื่อ “อำนาจพิศดาร” ที่อำมหิตไม่ปราถนา.เสียงส่วนใหญ่ก็ไร้ค่า…..เงาปืนค่อยๆแผ่รังษีอำมหิตไปทั่วแดนไทย.

ดูเหมือนพวกเขาประสบความสำเร็จในการยึดอำนาจแต่พวกเขาไม่สามารถลบนายกทักษิณออกไปจากความทรงจำของประชาชนได้

สิ่งที่หลอกหลอนและทำให้พวกเขากลัวจนขนหัวลุก ไม่ใช่สิ่งอื่น มันคือ…..ความรักความศรัทธาของประชาชนที่มีต่อนายกฯทักษิณและแปรเปลี่ยนมาเป็นเสียงเพรียกจากมาตุภูมิ เสียงร้องกู่หานายกฯทักษิณที่ก้องอยูในใจของผู้คน

Powered by ScribeFire.