You are currently browsing the category archive for the ‘Democracy Matters’ category.

Part I

 

 

Part 2

 

 

ส่วนที่หนึ่ง

 

วันที่ 28ก.ย.51 สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.) ร่วมกับสหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล และกลุ่มประกายไฟ ออกแถลงการณ์ว่าด้วยการเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ โดยกำหนดจะมีการรณรงค์แจกใบปลิวและสร้างเวทีพูดคุยกับประชาชนทั่วไปเกี่ยว กับการเมืองใหม่ของภาคประชาชนครั้งแรกที่สวนจตุจักร วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2551 เวลา 11.00 น.

 

0000

 

 

แถลงการณ์

การเมืองใหม่ต้องเลือกตั้งนายกฯ โดยตรง ระบบลูกขุน

ลดงบประมาณทหาร และสร้างรัฐสวัสดิการ

  อนุสรณ์สถาน ญาติวีรชน 14 ตุลา

วันอาทิตย์ที่  28 กันยายน 2551

 

ด้วยสถานการณ์ทางการเมืองโดยกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย ได้เสนอ การเมืองใหม่โดยอ้างว่าเป็นผู้จุดประกายการปฏิรูปการเมืองผ่าทางตัน การเมืองแบบเก่า ที่เต็มไปด้วยนักการเมืองซื้อเสียง การคอร์รัปชั่น

กลุ่มพันธมิตรฯ ไม่มีความชอบธรรมที่จะเป็น เจ้าภาพ เพื่อการสร้างประชาธิปไตย เพราะการเคลื่อนไหวและเป้าหมายของกลุ่มพันธมิตรฯที่ผ่านมาล้วนลดบทบาทและไม่ เชื่อมั่นในอำนาจและความคิดของประชาชนคนธรรมดา ไม่เชื่อมั่นในระบอบประชาธิปไตย ไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอ นายกฯพระราชทาน , การเลือกตั้งผสมการสรรหา (เมื่อสังคมไม่ตอบรับก็เปลี่ยนมาเป็นเลือกตั้งทั้งหมดแต่มาจากสาขาอาชีพ ครึ่งหนึ่ง)  ดังนั้น การเมืองใหม่ ของกลุ่มพันธมิตรจึงเป็นแค่เพียงการเมืองใหม่ (สูตรโบราณ) เท่านั้น

ความ พยายามเสนอโครงการทางการเมืองออกมาอย่างเป็นรูปธรรมของกลุ่มพันธมิตรฯ เฉพาะหน้าเป็นไปเพื่อเป้าหมายทำลายศัตรูทางการเมืองเท่านั้น ไม่ได้มีข้อเสนอเพื่อลดความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจสังคมอย่างแท้จริง ไม่มีอุดมการณ์ที่จะสร้างการเมืองใหม่ที่แท้จริงแต่อย่างใด

            กลุ่ม พันธมิตรฯ ไม่ได้เป็นคนกลุ่มแรกที่พยายามเสนอการเมืองใหม่ เพราะการปฏิรูปสังคม-การเมือง เป็นสิ่งที่ภาคประชาชนพยายามเสนอและผลักดันให้เป็นจริงตลอดมา ที่ชัดเจนที่สุดคือข้อเสนอจากเวทีสมัชชาสังคมไทยเดือนตุลาคม พ.ศ. 2549 ที่ พูดถึงการสร้างความเข้มแข็งให้ขบวนการภาคประชาชน เพิ่มอำนาจประชาชนคนธรรมดา ลดอำนาจรัฐ ตัวอย่างข้อเสนอที่ก้าวหน้าได้แก่ การลดงบประมาณกองทัพ การเสนอให้มีการเลือกตั้งได้จากสถานที่ทำงาน การเสนอระบบลูกขุนและการสร้างรัฐสวัสดิการ เป็นต้น 

            สหภาพแรงงาน นักศึกษา ประชาชนและองค์กรแนวร่วมในฐานะที่เป็นองค์กรภาคประชาชนเล็งเห็นว่าเราต้องปฏิรูปสังคมที่เป็นอิสระจากพันธมิตรฯ จึงควรมี ข้อเสนอโครงการทางการเมืองของเราเอง จากการประชุมปรึกษาหารือกัน เพื่อนำเสนอต่อสังคมและจัดกิจกรรมรณรงค์ที่เป็นอิสระจากทั้งฝ่ายพันธมิตร ประชาชนเพื่อประชาธิปไตยและฝ่ายรัฐบาล เพื่อให้เกิดการปฏิรูปสังคมการเมืองที่ชัดเจนและเป็นประโยชน์ต่อประชาชนคน ธรรมดาจริงๆ ดังต่อไปนี้

 

            1. การปฏิรูประบบการเมือง

 

1.1 สนับสนุนให้มีการเลือกนายกรัฐมนตรีโดยตรงจากประชาชน ต้องยกเลิกสมาชิกวุฒิสภา อันเนื่องมาจากมีความซ้ำซ้อนและไม่จำเป็น โดยสมาชิกสภาต้องมาจากการเลือกตั้งโดยตรงจากประชาชนทั้งหมด

1.2 ต้องลดเงื่อนไขที่เป็นอุปสรรคของการรวมตัวตั้งพรรคการเมืองของประชาชน เช่น ไม่จำเป็นต้องมีการจดทะเบียน มีสาขาพรรค และจำนวนสมาชิกตามที่กำหนด

1.3 เน้นการเลือกตั้งเขตเดียวเบอร์เดียว จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแปรตามจำนวนของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้ง และสนับสนุนให้มีการเลือกตั้งตามสถานที่ทำงาน เพื่อให้แรงงานสามารถมีผู้แทนของตนเองในพื้นที่ที่ทำงานได้

 

            2. การกระจายอำนาจ

 

            ยก เลิกการปกครองส่วนภูมิภาคที่เน้นการรวมศูนย์จากส่วนกลาง แต่ส่งเสริมและสนับสนุนให้ประชาชนปกครองตนเองผ่านการปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างสมบูรณ์

 

            3. ปฏิรูประบบศาล

 

            3.1 ต้อง ลดอำนาจของศาลที่มีอยู่เดิม อันเนื่องมาจากผู้พิพากษาไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง เราเสนอให้ใช้ระบบลูกขุนที่มาจากการประชาชนธรรมดามาแทนผู้พิพากษาในระบบ ราชการแบบเดิม

3.2 ยกเลิกโทษประหารชีวิต ซึ่งเป็นรูปแบบของการลงโทษที่ป่าเถื่อนและไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาจริง

3.3 ยกเลิกกฎหมายหมิ่นพระบรมเดชานุภาพซึ่งเป็นกฎหมายที่ล้าหลังและคลั่งชาติ

 

4. ปฏิรูปกองทัพ   

 

            4.1 ต้องลดงบประมาณของกองทัพ เพราะประเทศไทยไม่ได้อยู่ในสภาวะสงคราม ดังนั้นไม่จำเป็นต้องนำงบประมาณจำนวนมากไปใช้สำหรับการส่งเสริมแสนยานุภาพ ของกองทัพ

            4.2 เสนอให้ย้ายค่ายทหารออกจากเขตกรุงเทพฯและปริมณฑล เพื่อใช้พื้นที่ดังกล่าวสำหรับสร้างสวนสาธารณะ และศูนย์ฝึกอาชีพให้แก่คนจน

 

5. ปฏิรูประบบโครงสร้างภาษี

 

ต้องยกเลิกภาษีทางอ้อม (VAT) ที่เก็บจากประชาชนธรรมดา และต้องเก็บภาษีทางตรง ภาษีที่ดิน ภาษีมรดกในอัตราก้าวหน้าจากคนรวยและอภิสิทธิ์ชนซึ่งมีจำนวนมากในประเทศไทย มาใช้เพื่อสร้างสวัสดิการให้แก่คนจน

 

6. รัฐสวัสดิการ

 

            6.1 ต้อง มีการปฏิรูปที่ดินที่รวมศูนย์อยู่กับนายทุนไม่กี่คนให้แก่ คนจน และเกษตรกร ที่ปราศจากที่ดินหรือมีที่ดินทำกินไม่เพียงพอซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

            6.2 ต้องสร้างรัฐสวัสดิการ ซึ่งหมายความถึง ประชาชนทุกคนสามารถเข้าถึงบริการการรักษาพยาบาล การศึกษา และสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐานที่มีคุณภาพในราคาถูกหรือฟรี

            6.3 ต้องยกเลิกกฎหมายห้ามทำแท้งเสรี โดยรัฐจะต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้ผู้หญิงที่ต้องการทำแท้งสามารถทำได้ อย่างถูกกฎหมายและมีมาตรฐานทางการแพทย์เพื่อความปลอดภัย
           
6.4 ต้องมีการขยายมาตรการ 6 เดือนของรัฐบาล เช่น รถเมล์ ค่าน้ำ ค่าไฟฟรี ให้มากกว่าเป็นแค่มาตรการเฉพาะหน้า โดยต้องยกระดับการให้บริการการขนส่งมวลชน การไฟฟ้า ประปา และอื่นๆ ให้มีคุณภาพและมีราคาถูกที่สุด

            6.5 ยกเลิกแรงงานนอกระบบ และการเอาเปรียบแบ่งแยกแรงงานข้ามชาติ โดยผู้ใช้แรงงานทุกคนต้องได้รับความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานเหมือนกันทั่ว ประเทศ                      

 

            กิจกรรม

 

            1. จะมีการรณรงค์แจกใบปลิวและสร้างเวทีพูดคุยกับประชาชนทั่วไป และขบวนการภาคประชาชนอื่นๆเกี่ยวกับการเมืองใหม่ของภาคประชาชน โดยกิจกรรมแรกของพวกเรา คือ แจกใบปลิวและให้ข้อมูลประชาชนที่สวนจตุจักร วันเสาร์ที่ 4 ตุลาคม 2551 เวลา 11.00 น.

 

 

ลงชื่อ

1.สหพันธ์นิสิตนักศึกษาแห่งประเทศไทย (สนนท.)

2.สหภาพแรงงานไทรอัมพ์อินเตอร์เนชั่นแนล

3.กลุ่มประกายไฟ

 

 

Jaewjah

 

สนนท. come out เจ้าน้องพี่
แสนเปรมปรีดิ์
very much กัดอย่าปล่อย
Counter fight อมาตยา ข้าฯรอคอย
Redeploy
ขุมพลัง หวังกู้เมือง

เมื่อเสนอ reform พี่ค้อมหัว
I’m sure แนวนี้ มิฝันเฟื่อง
New concept
สร้างความหวัง มะลังมะเลือง
แสนปราดเปรื่อง
thinking
ไม่กริ่งเกรง

ถึงครารุก elite ปิดchapter
On shoulder
แบกไว้ ให้ข่มเหง
Oh, grassroots
สุดทน มนต์บรรเลง
ยืนโคลงเคลง
dizzy ผีสิงนาน

Now wake up จับประเด็น ให้เห็นชัด
ต้องเป่าปัด
justice ลิขิตศาล
Prime Minister
เลือกตั้ง สร้างตำนาน
สวัสดิการ
offer เธอจัดมา

Oh, my God ยอดอำมาตย์ คาดไม่ถึง
ตื่นตะลึง
Blue print สิ้นกังขา
Smart boys
จัดทำ ตามตำรา
อมาตยา
fall down ด่าวดิ้นแด

Jaewjah

ส่วนที่สอง

 

เมื่อวันที่ 28 ..51 ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ เครือข่ายภาคประชาชนร่วมกับคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน(กป.อพช.)จัดเวทีสาธารณะ สภาปฏิรูปการเมืองและสังคม ครั้งที่ 1’ และเสนอข้อเรียกร้องต่อรัฐสภาตั้ง คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง พร้อมแนวทางปฏิรูปสังคม 17 ประเด็น โดยมีประชาชนตัวแทนจากเครือข่ายต่างๆเข้าร่วมราว 150 คน ประกอบด้วย สมัชชาคนจน คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย เครือข่ายผู้หญิง เครือข่ายสิทธิมนุษยชน เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย เครือข่ายแรงงานนอกระบบ เครือข่ายคนพิการ เครือข่ายสลัมสี่ภาค เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค เครือข่ายสื่อภาคประชาชน เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก และเครือข่ายโลกาภิวัตน์

 

นาย ไพโรจน์ พลเพชร ประธานคณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.) สรุปข้อเสนอจากที่ประชุมว่าต้องการให้รัฐสภาจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการ เมืองมีหน้าที่ในการรวบรวมความคิดเห็นจากประชาชนเพื่อจัดทำข้อเสนอเพื่อ ปฏิรูปการเมืองและสังคม และให้เสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญ กฎหมาย นโยบายรัฐ ให้สอดคล้องกับความต้องการของสาธารณะ

 

ทั้ง นี้ ต้องเปิดโอกาสให้ทุกภาคส่วนทั้งฝ่ายการเมือง องค์กรอิสระ นักวิชาการ ภาคประชาชน วิชาชีพ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และภาคธุรกิจ เข้ามามีส่วนร่วมในสัดส่วนที่เท่าเทียมกัน โดยมีระยะเวลา 1 ปี และให้รัฐสภานำข้อสรุปดังกล่าวมาดำเนินการทันที

 

ใน การปฏิรูปการเมืองครั้งนี้รัฐต้องมีเป้าหมายเพื่อสร้างประชาธิปไตยที่ ประชาชนและชุมชนมีส่วนร่วมตัดสินใจและกำหนดความต้องการ สร้างหลักประกันด้านสวัสดิการสังคม ให้เกิดความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจ มีการกระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม รวมถึงต้องมีการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เช่น ให้ประชาชนได้เลือกตั้งผู้ว่าทุกจังหวัดนายไพโรจน์ กล่าว

 

ส่วนประเด็นที่เครือข่ายประชาชน เสนอให้มีการปฏิรูปประกอบด้วย เรื่องสวัสดิการสังคม ระบบการศึกษา ระบบสุขภาพ ระบบภาษี ระบบการคุ้มครองแรงงาน สาธารณูปโภค ขั้นพื้นฐาน การกระจายอำนาจ การตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ การมีส่วนร่วมทางการเมืองและการกำหนดนโยบายสาธารณะ การจัดทำข้อตกลงระหว่างปรเทศ การ ปฏิรูปที่ดินเพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชนมีที่ทำกินและที่อยู่ อาศัยที่มั่นคง การจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กาปฏิรูปสื่อและการเข้าถึงข้อมูล ความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย กระบวนการยุติธรรมให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม และการคุ้มครองผู้บริโภค

 

ข้อเสนอ

 

การปฏิรูปการเมืองและสังคม

 

 

การจัดตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง

 

  1. ให้รัฐสภาแต่งตั้งคณะกรรมการปฏิรูปการเมือง จากบุคคลที่มีความรู้หรือมีประสบการณ์ด้านประชาธิปไตยหรือการเมืองภาคประชาชน  ซึ่งได้รับการเสนอชื่อผู้แทนจากภาคส่วนต่าง ๆ ในจำนวนสัดส่วนที่ใกล้เคียงกัน ดังนี้
    • ผู้แทนจากสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และผู้แทนจากสมาชิกวุฒิสภา
    • ผู้แทนจากนักวิชาการ
    • ผู้แทนจากองค์กรภาคประชาชน
    • ผู้แทนจากองค์กรวิชาชีพ
    • ผู้แทนจากองค์กรตามรัฐธรรมนูญ
    • ผู้แทนจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น
    • ผู้แทนจากสถาบันภาคการผลิต
  2. ให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง มีอำนาจหน้าที่ ดังนี้
    • ศึกษา รวบรวมความรู้และความคิดเห็นเกี่ยวกับการปฏิรูปการเมืองและสังคม
    • เปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการเสนอข้อคิดเห็นการปฏิรูปการเมืองและสังคม
    • จัดทำข้อเสนอการปฏิรูปการเมืองและสังคม และการเสนอแก้ไขปรับปรุงรัฐธรรมนูญกฎหมาย หรือนโยบายให้สอดคล้องกับการปฏิรูปการเมืองและสังคม
    • เผยแพร่และสื่อสารการปฏิบัติหน้าที่กับสาธารณะอย่างต่อเนื่อง
  1. ให้คณะกรรมการปฏิรูปการเมือง ปฏิบัติหน้าที่ให้แล้วเสร็จภายในหนึ่งปี
  2. ให้รัฐสภานำข้อเสนอการปรับปรุงรัฐธรรมนูญ มาดำเนินการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

 

 

เป้าหมายการปฏิรูปการเมืองและสังคม

 

  1. เพื่อ ให้การใช้อำนาจรัฐต้องเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ความเสมอภาคและการไม่เลือกปฏิบัติและตั้งอยู่บนพื้นฐานสิทธิเสรีภาพของ ประชาชน
  2. เพื่อ สร้างประชาธิปไตยที่ประชาชนและชุมชน สามารถมีส่วนร่วมในการกำหนดเจตจำนงทางการเมือง การพัฒนาเศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล ยั่งยืน และเป็นธรรม
  3. เพื่อ สร้างหลักประกันให้ประชาชนทุกคนได้รับสวัสดิการสังคมและการประกันสังคมอย่าง ทั่วถึงเท่าเทียม เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดี โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องอาหาร ที่อยู่อาศัย การรับบริการสาธารณสุข การศึกษา การทำงาน ตลอดจนความมั่นคงปลอดภัยในชีวิต
  4. เพื่อ สร้างความเป็นธรรมทางเศรษฐกิจและการกระจายรายได้ โดยการการกระจายโอกาสการเข้าถึงทรัพยากรอย่างเท่าเทียม เช่น การปฏิรูปที่ดินและการปรับโครงสร้างระบบภาษีที่เป็นธรรมด้วยอัตราก้าวหน้า อาทิ ภาษีมรดก ภาษีที่ดิน ภาษีการซื้อขายถ่ายโอนหุ้น ภาษีจากโอกาสทางนโยบายรวมทั้งการสร้างหลักประกันด้านค่าจ้าง
  5. เพื่อสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจรัฐ เสริมสร้างโอกาสและความเข้มแข็งให้กับประชาชนและชุมชนในการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐทุกระดับ
  6. เพื่อ กระจายอำนาจให้ประชาชนในท้องถิ่นมีอิสระในการปกครองตนเอง สามารถกำหนดและแสวงหาทางเลือกในการพัฒนาท้องถิ่นทางด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม และวัฒนธรรม รวมทั้งการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมตามเจตนารมณ์ของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น

 

 

สาระสำคัญในการปฏิรูปการเมืองและสังคม

 

  1. ปฏิรูปสวัสดิการสังคม : เพื่อให้ประชาชนมีสิทธิได้รับสวัสดิการสังคม อันเป็นหลักประกันพื้นฐานในการดำรงชีวิตที่ดีอย่างทั่วถึง โดยเฉพาะผู้สูงอายุ แรงงานตกงาน และผู้พิการหรือผู้ทุพพลภาพ
  2. ปฏิรูประบบการศึกษา : เพื่อให้ประชาชนได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม มีสิทธิในการจัดการศึกษาทางเลือกที่ยอมรับภูมิปัญญาท้องถิ่นและภูมิปัญญาไทย
  3. ปฏิรูประบบสุขภาพ : เพื่อให้คนทุกคนที่อยู่ในประเทศไทย ได้รับบริการทางด้านสุขภาพที่มีคุณภาพ และมีมาตรฐานเดียวกัน
  4. ปฏิรูประบบภาษี : เพื่อลด ความเหลื่อมล้ำระหว่างกลุ่มคน โดยการปรับโครงสร้างภาษีให้มีความเป็นธรรม ด้วยการจัดเก็บภาษีในอัตราก้าวหน้า เช่น ภาษีหุ้น ภาษีรายได้ ภาษีที่ดิน ภาษีทรัพย์สิน ภาษีมรดก เป็นต้น
  5. ปฏิรูประบบการคุ้มครองแรงงาน : เพื่อให้ประชาชนมีงานทำ ได้รับค่าจ้างที่เป็นธรรม มีความปลอดภัยในการทำงาน และมีสิทธิในการรวมตัวและเจรจาต่อรอง
  6. ปฏิรูปสาธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน : เพื่อ ให้ประชาชนทุกคนได้ใช้และเข้าถึงสาธารณูปโภคอันจำเป็นอย่างทั่วถึง และมีส่วนร่วมในการบริหารกิจการสาธารณูปโภค เช่น ไฟฟ้า ประปา พลังงาน โทรศัพท์ ระบบขนส่งมวลชน เป็นต้น
  7. ปฏิรูปการกระจายอำนาจ : เพื่อให้ประชาชนในท้องถิ่นมีสิทธิปกครองตนเอง โดยการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และยกเลิกการปกครองส่วนภูมิภาค
  8. ปฏิรูปการตรวจสอบการใช้อำนาจของรัฐ : เพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคประชาชนในการใช้กลไกการตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบได้โดยง่ายและมีประสิทธิภาพ
  9. ปฏิรูปการมีส่วนร่วมทางการเมืองและการกำหนดนโยบายสาธารณะ : เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจทางการเมือง การวางแผนเศรษฐกิจและสังคม รวมทั้งการกำหนดนโยบายสาธารณะ
  10. ปฏิรูปการจัดทำข้อตกลงระหว่างประเทศ เพื่อ ให้ประชาชนได้รับรู้ข้อมูลข่าวสาร มีส่วนร่วมในการแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับการทำข้อตกลงระหว่างประเทศ และได้รับการเยี่ยวยาเมื่อได้รับผลกระทบจากการทำข้อตกลงดังกล่าว
  11. ปฏิรูปที่ดิน : เพื่อกระจายการถือครองที่ดินให้ประชาชนมีที่ทำกินและที่อยู่อาศัยที่มั่นคง
  12. ปฏิรูปการเกษตร : เพื่อคุ้มครองและสร้างความเข้มแข็งให้เกษตรกรรายย่อย ในการรักษาอธิปไตยและความมั่นคงทางอาหาร
  13. ปฏิรูปการจัดการและการใช้ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม : เพื่อให้ชุมชนและประชาชนมีสิทธิในการจัดการและได้รับประโยชน์จากทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุลและเป็นธรรม
  14. ปฏิรูปสื่อและการเข้าถึงข้อมูล : เพื่อ ให้ประชาชนเป็นเจ้าของสื่อและสามารถเข้าถึงสื่อสาธารณะในทุกรูปแบบ การสร้างจรรยาบรรณวิชาชีพในการควบคุมตรวจสอบกันเอง และลดการแทรกแซงจากรัฐและกลุ่มทุน
  15. ปฏิรูปความเสมอภาคระหว่างหญิงชาย : เพื่อ ขจัดการเลือกปฏิบัติระหว่างหญิงชายในการประกอบอาชีพ การได้รับการศึกษา การเข้าถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม การเข้าสู่ตำแหน่งทั้งในองค์กรภาครัฐและเอกชน การมีส่วนร่วมในทางการเมือง รวมทั้งการปกป้องคุ้มครองผู้หญิงจากความรุนแรงในทุกรูปแบบ
  16. ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม : เพื่อ ให้ประชาชนได้รับความเป็นธรรม จากการปฏิบัติหน้าที่ของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม โดยการปรับปรุงและพัฒนาหน่วยงานในกระบวนการยุติธรรมทั้งระบบ
  17. ปฏิรูประบบคุ้มครองผู้บริโภค : เพื่อ สร้างความเข้มแข็งในการรวมกลุ่มของผู้บริโภค มีสิทธิได้รับข้อมูลข่าวสารที่เพียงพอและเท่าทัน และได้รับการแก้ไขเยียวยาความเสียหาย

 

 

ลดอำนาจรัฐ เพิ่มอำนาจประชาชน

 

สร้างการเมืองกินได้  เพื่อความเป็นธรรมในสังคม

 

คณะกรรมการประสานงานองค์กรพัฒนาเอกชน (กป.อพช.)

สมัชชาคนจน

คณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย (คสรท.)

เครือข่ายผู้หญิง

เครือข่ายสิทธิมนุษยชน

เครือข่ายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม

เครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวีแห่งประเทศไทย

เครือข่ายแรงงานนอกระบบ

เครือข่ายคนพิการ

เครือข่ายสลัมสี่ภาค

เครือข่ายปฏิรูปที่ดิน

เครือข่ายองค์กรผู้บริโภค

เครือข่ายสื่อภาคประชาชน

เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

เครือข่ายโลกาภิวัฒน์ ( FTA WATCH )

 

 

 

วันที่ 28 เดือนกันยายน พ.ศ.2551

 

คัดจาก เวปประชาไท

 

https://i1.wp.com/www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200604/worrajet.jpg

ชั่วโมง นี้มีการวิพากษ์วิจารณ์การเมืองใหม่ฉบับ 5 แกนนำพันธมิตรฯอย่างกว้างขวาง แน่นอน…ข้อวิพากษ์การเมืองใหม่มีทั้งฝ่ายที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย
นักวิชาการศิษย์เก่า สนช.ทั้งนิติศาสตร์และรัฐศาสตร์ ประสานเสียงการเมืองใหม่อย่างรู้งาน

ส่วน ผู้ที่ยึดหลักการประชาธิปไตย (จริงๆ) หลายๆ คนที่อยู่ในมหาวิทยาลัยและในศาลยุติธรรมและศาลปกครองบ่นว่า ข้อเสนอของฝูงชนหน้าทำเนียบรัฐบาล “โคตรมั่ว”
ล่าสุด “ประชาชาติธุรกิจ” สนทนาพิเศษกับ “ดร.วรเจตน์ ภาคีรัตน์” หัวหน้าภาควิชากฎหมายมหาชน บนชั้น 4 คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ ในวันที่การเมืองไร้ทางออก ขัดแย้งแบ่งขั้ว ขนาดที่หน้าห้องอาจารย์สอนกฎหมายคนหนึ่งติดโลโก้ “กู้ชาติ”
ด็อกเตอร์ ทางกฎหมายจากเยอรมนี หอบตำรากฎหมายและคำพิพากษาคดีสำคัญมากองไว้ตรงหน้าแล้วพูดว่า “ผมพร้อมแล้ว”นักข่าวประชาชาติฯจึงกดเทปโดยพลัน
นี่คือบทวิพากษ์ที่ดุเด็ดเผ็ดร้อนอีกครั้ง…หลังจากอาจารย์วรเจตน์ปิดปากไม่พูดเรื่องการเมืองมา 3-4 เดือน
วันนี้เขาพร้อมที่จะเปิดศึกทางความคิดแล้ว

– ถึงชั่วโมงนี้อาจารย์มองเห็นทางออกความขัดแย้งในสังคมไทยหรือยัง

ผม ยังมองไม่เห็นทางออก (ครับ) เพราะตอนนี้สังคมไทยไม่ได้อยู่บนพื้นฐานของเหตุผล และผมเข้าใจว่าตอนนี้กลุ่มคู่ขัดแย้งกันทางการเมืองถือเหตุผลคนละชุด หลักการคนละเรื่อง ต่างฝ่ายต่างก็อ้างอิงว่าหลักการฝ่ายตัวเองเป็นสิ่งที่ถูกต้อง ก็เลยอาจจะยาก แล้วผมก็ไม่คิดว่าจะมีการสมานฉันท์เกิดขึ้นได้


จริงๆ เรื่องสมานฉันท์อาจไม่ใช่สิ่งถูกเท่าไร เพราะว่าความขัดแย้งเป็นเรื่องปกติธรรมดาอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย แต่ว่าความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในบ้านเราเป็นความขัดแย้งระดับรากฐาน ในทางความคิดเลยทีเดียว เมื่อฐานความคิดมองกันคนละมุม ให้น้ำหนักกับปัญหาคนละอย่าง มันจึงไม่มีทางที่จะทำให้ลงตัวได้หรือเกิดการสู้กันอย่างสมดุลในระบบได้

– การเปิดประตูไปสู่การปฏิรูปการเมืองรอบใหม่ เป็นไปได้มากน้อยแค่ไหน

ผม คิดว่าในบรรยากาศอย่างนี้ก็เป็นไปไม่ได้ ฝ่ายซึ่งไม่ได้อำนาจรัฐยื่นข้อเสนอที่ค่อนข้างแข็งและตึงมาก เป็นข้อเสนอที่การเปลี่ยนระบอบการปกครอง ข้อเสนอ 70 : 30 เป็นข้อเสนอที่ตึงมาก ก็จะหาจุดไม่ได้ เพราะอีกทางหนึ่งก็จะไม่ยอมถอย เป็นผม ผมก็ไม่ถอย นี่พูดตรงๆ (นะ) เพราะมันไปไกลจากระบบ

– นักวิชาการบางคนเห็นว่า ระบบเลือกตั้งในปัจจุบันไม่ตอบโจทย์ ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาและวิกฤต

ผม ไม่แน่ใจสมมติฐานของบ้านเรา คือ…ถ้ามองในเชิงพัฒนาการทางประชาธิปไตยบ้านเรา ผมคิดว่าเรายังมีปัญหาในทางหลักการอยู่สูงมาก จริงๆ ก่อนหน้านี้ผมก็ไม่ได้คิดประเด็นนี้อย่างจริงจัง จนกระทั่ง 2-3 ปีที่ผ่านมาผมนั่งคิดเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้นว่า สมมติฐานของบ้านเราหรือความเข้าใจของเราที่ว่า ปัญหาในทางประชาธิปไตยของเราอยู่ที่นักการเมืองเป็นหลักมันจริงหรือเปล่า… นี่คือประเด็น

เพราะส่วนใหญ่เวลาเราคิดถึงปัญหาในทางประชาธิปไตย เรามักจะโฟกัสไปที่นักการเมืองเป็นสำคัญ เมื่อปัญหาอย่างนี้เราก็พยายามไปแก้ที่ตัวนักการเมือง พยายามสร้างระบบขึ้นมาใหม่ สร้างองค์กรอิสระขึ้นมาโดยเอาคนที่เป็นข้าราชการระดับสูงเข้าไปอยู่ ในองค์กรเหล่านั้น แล้วก็กลายเป็นการสร้างอำนาจขึ้นมาใหม่เพื่อพยายามมาคานนักการเมือง คือไปเพิ่มอำนาจอีกทางหนึ่ง แล้วมันเพิ่มเป็นจำนวนมากในเวลานี้ กระทั่งอำนาจอย่างนี้กลายเป็นอำนาจที่ตรวจสอบไม่ได้อีกแล้ว เป็นอำนาจซึ่งผมไม่แน่ใจว่าจะดีกว่าอำนาจของนักการเมืองหรือเปล่า https://i1.wp.com/www.thairath.co.th/2550/newsthairathonline/May/library/11/break15.13_1.jpg

ฉะนั้น เวลาเราพูดถึงการเมืองวันนี้ เราเคยพูดถึงเรื่องการปฏิรูปการเมือง เรื่องการมี “statesman” (รัฐบุรุษ) ผมคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้ เป็นสิ่งที่เราเพ้อฝันมาก เกินไปแล้วผมไม่คิดเรามองปัญหาการเมืองครบกันทุกด้าน เพราะมันเป็นเรื่องของผลประโยชน์ของกลุ่มคนทุกกลุ่ม
ถ้าเรามองว่าการ เมืองเรื่องผลประโยชน์ของกลุ่มคนทุกกลุ่ม นักการเมืองก็เป็นกลุ่มผลประโยชน์กลุ่มหนึ่ง อาจจะใหญ่หน่อย อาจจะมีปัญหาหน่อย แต่ว่าเราเคยวิเคราะห์กันจริงๆ มั้ยถึงรากของสังคมไทยเราว่าที่เป็นอย่างนี้เป็นเพราะอะไรกันแน่ เป็นเพราะนักการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่า

ความไม่มั่นคงทางการ เมือง เป็นเพราะนักการเมืองอย่างเดียวหรือเปล่า หรือมีปัจจัยอื่นๆ อีก ซึ่งเราไม่ได้พูดกันอย่างจริงจัง ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้การออกแบบทางการเมืองเราเป็นปัญหาตลอดเวลาเราหนีจาก นักการเมืองไปหาองค์กรอิสระ บัดนี้เราเกิดปัญหาใหม่ในองค์กรอิสระ เราเพิ่มอำนาจให้กับฝ่ายข้าราชการประจำ เพิ่มอำนาจให้กับตุลาการ บัดนี้เริ่มเกิดปัญหาบางอย่างแล้วในวงการตุลาการ

ซึ่งผมคิดว่า แน่นอน…เรื่องของนักการเมืองที่ชี้กันให้เห็นมาตลอด เราปฏิเสธการมีอยู่จริงของปัญหานี้ไม่ได้ แต่ปัญหาอย่างนี้ผมยังเชื่อว่าสามารถที่จะแก้ไขไปได้โดยระบบ แน่นอน…การวางกลไกเป็นสิ่งซึ่งจะต้องทำ แต่ถ้าเราคิดว่าปัญหาทุกอย่าง อยู่ที่นักการเมือง แล้วทุ่มทุกอย่างไปจัดการกับนักการเมือง แล้วก็สร้างหลักการแปลกๆ ใหม่ๆ ขึ้นมา ทำผิดคนเดียว ยุบทั้งพรรค แบบเนี่ย…ก็จะไปกันใหญ่ ก็จะยิ่งหาทาง ออกไม่เจอ

เราทำรัฐธรรมนูญซึ่งมีปัญหาในทางหลักการขึ้นมาอย่างมาก บัดนี้เรามาบอกว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามแก้ ถ้าแก้จะเป็นการแก้เพื่อผลประโยชน์ของพรรคการเมือง เราวนอยู่ในวงจร ปัญหาแบบนี้ละครับ แล้วจะหาทางออกยังไง ผมแปลกใจมากที่มีคนบอกว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้ห้ามแก้ แล้วพอผมบอกว่าต้องแก้ ผมก็กลายเป็นกลุ่มพรรคพลังประชาชน ทั้งที่จริงๆ ในเชิงหลักการมันเป็นไปไม่ได้ในระบบแบบนี้

– อาจารย์เห็นว่า หลักการบ้านเรา มันเพี้ยนไปหมดแล้ว

ใช่ (ครับ) ผมเห็นเป็นอย่างนั้นในหลายเรื่อง แล้วเวลาเราพูด เราไม่พูดถึงมาตรฐานอันเดียวกัน เรากลายเป็นทวิมาตรฐาน เป็น 2 มาตรฐานไปในหลายๆ เรื่อง เราเพียงแต่ว่าชอบหรือไม่ชอบคนใดคนหนึ่งหรือคนบางคนเท่านั้นเอง

– หลักการที่เพี้ยน อาจจะสะท้อน จากคำวินิจฉัยของศาลในช่วงหลังด้วยหรือเปล่า

ผม คิดว่าคำวินิจฉัยของศาลในช่วง หลังก็มีปัญหาหลายเรื่อง แล้วบางเรื่อง ก็อธิบายในเกณฑ์มาตรฐานเดียวกันไม่ได้ วันนี้ สังคมไทยชอบพูดเรื่องจริยธรรมคุณธรรมเป็นหลัก เราพยายามเอาคุณธรรม และจริยธรรมเข้ามาเป็นเกณฑ์หรือเป็นมาตรฐานในการวินิจฉัยเรื่องต่างๆ ในนามของกฎหมาย เหมือนเราลืมกันไปว่า บรรทัดฐานในทางสังคมที่ควบคุมความประพฤติของบุคคล ซึ่งมีลักษณะเป็นศีลธรรมก็ดี จริยธรรมก็ดี คุณธรรมก็ดี หรือจารีตธรรมเนียมก็ดีกับเป็นกฎหมายนั้น มีเกณฑ์ในการตรวจวัดความประพฤติที่มีความแตกต่างกันอยู่

ยกตัวอย่าง เช่น กฎหมายเราเรียกร้องความเสมอภาคเบื้องหน้ากฎหมายอันนี้เป็นหลัก แต่ว่ากฎหมายไม่ดูหน้าคนว่าคนที่มาอยู่เบื้องหน้ากฎหมายเป็นใคร ปฏิบัติต่อคนเสมอกัน นี่คือคุณค่าของทางhttps://i2.wp.com/www.yuwasong.com/webboard/photo/20080129_133642.jpgกฎหมาย แต่จริยธรรมหรือคุณธรรมอาจจะไม่ได้เน้นไปที่ตรงนี้ จริยธรรม คุณธรรม เน้นเรื่องคนดี คนไม่ดี คือไปตัดสินคนจากความดีความไม่ดีของคน ถ้าคุณเป็นคนดีอาจจะได้รับยกเว้นทำอะไรบางอย่างได้ ถ้าคุณเป็นคน ไม่ดีคุณก็อาจจะทำอะไร บางอย่างไม่ได้ ไปมองกันจากตรงนั้น ซึ่งผมก็ไม่ได้บอกว่า จริยธรรมหรือคุณธรรมนั้นเป็นสิ่งไม่ดี แต่ว่าเวลาเราใช้กฎหมาย เราจะเอาตรงนั้นเข้ามาเป็นเกณฑ์ในการวัดไม่ได้ เพราะจะทำให้เกิดความไม่เสมอภาคตามมา

ยกตัวอย่างคดีคุณสมัคร (สุนทรเวช) เรื่องลูกจ้าง ผมว่าถ้าคุณวินิจฉัยนะครับว่า ลูกจ้างมีความหมายแบบนี้ คุณต้องใช้เกณฑ์นี้กับทุกคน (นะ) ไม่ใช่เฉพาะคุณสมัคร นี่คือหลักในทางกฎหมายครับ รวมทั้งกับตัวคนที่วินิจฉัยด้วย บางทีเราอาจจะต้องมานั่งคิดว่า ตอนที่เรานั่งวินิจฉัยคดี ก่อนที่เราจะไปชี้ว่าลูกจ้างหมายความว่ายังไง เราต้องถามตัวเราเองก่อนหรือเปล่าว่า ตกลงวินิจฉัยไปแล้ว แล้วเราเป็นลูกจ้างในความหมายรัฐธรรมนูญหรือเปล่า

สิ่งที่ผมกำลัง จะบอกคือ ทำไมคุณไม่ใช้เกณฑ์มาตรฐานเดียวกัน ทำไมเกณฑ์นี้ใช้กับคนอื่นได้ แต่ทำไมกับตัวเองถึงเป็นข้อยกเว้น นี่คือปัญหา และเรื่องที่น่าเศร้า คือมีคนพยายามออกมาอธิบายไปจากหลักการในทางกฎหมายที่ควรจะเป็น แล้วยังอ้างอธิบายกฎหมายอยู่ คุณอธิบายเรื่องเสรีภาพทางวิชาการซึ่งไม่เกี่ยวกัน มันคนละประเด็น คุณไม่เอาประเด็นต่อประเด็นมาว่ากันตรงๆ นี่คือปัญหาของการใช้กฎหมายที่เกิดขึ้นในเวลานี้

– ดูเหมือนอาจารย์จะเห็นด้านลบของตุลาการภิวัตน์ค่อนข้างชัด

ผม เห็นว่าเรื่องตุลาการภิวัตน์ที่ถูกนำเสนอมาในช่วงที่มีการต่อสู้ทางการเมือง มันก็ผิดพลาด คือไปเอาสิ่งซึ่งเกินไปกว่าอำนาจอันเป็นhttps://i1.wp.com/hilight.kapook.com/admin_hilight/spaw2/imghilight4/news/vorajate.jpgปกติธรรมดาขององค์กรนี้มาใช้ ที่ผมพูดก็ด้วยความเป็นห่วงระบบศาล ระบบตุลาการ (ครับ) ว่าที่สุดเมื่อเข้ามาพัวพันกับการเมืองมากเข้า คนก็จะมองว่าเป็นฝักเป็นฝ่ายในทางการเมือง


ผมถึงแปลกใจมากเลยว่า ในที่สุดเวลาศาลอ่านคำพิพากษาในคดีคุณหญิงพจมาน (ชินวัตร) ก่อนอ่านคำพิพากษา ศาลบอกว่า ศาลไม่เข้าข้างฝ่ายไหน (นะ) ศาลไม่พัวพันทางการเมือง ศาลต้องออกตัวก่อน (ครับ) แปลว่าเกิดอะไรขึ้นในเชิงระบบ แปลว่าศาลเองก็ต้องรู้แล้วใช่มั้ยว่าเริ่มมีปัญหาความเคลือบแคลงใจของคน

– เชื่อหรือไม่ว่านายกฯสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จะเข้ามาแก้วิกฤตความขัดแย้งในสังคมได้

ผม จะไปบอกว่าแก้ได้หรือไม่ได้ ก็อาจจะฟันธงชัดเจนคงไม่ได้ แต่ผมเห็นว่าความ ขัดแย้งที่เกิดขึ้นในสังคมไทยเวลานี้ ลึกลงไปถึงรากฐานแล้วในทางความคิดของคน ความแตกแยกในสังคมมากเกินกว่าที่ นายกรัฐมนตรีคนหนึ่งจะเข้ามาแก้ไขได้ คู่ของความขัดแย้งจะยังมีอยู่ต่อไป

ฉะนั้น การปะทะกันในทางความคิด ย่อมต้องเกิดขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่พ้น ผมถึงบอกว่ารัฐธรรมนูญปี”50 ตั้งแต่ตอนที่เปลี่ยนรัฐธรรมนูญแล้วว่า รัฐธรรมนูญ ฉบับนี้จะนำประเทศไปสู่ทางตันข้างหน้าโดยตัวการออกแบบของมัน ผมถึงบอกให้ไม่รับรัฐธรรมนูญตั้งแต่คราวนั้น แล้วก็ไปทำ สร้างระบบที่ประสานกันได้ตั้งแต่คราวนั้น แต่บัดนี้เลยมาเป็นเวลายาวนานแล้ว ความแตกแยกก็ยังร้าวลึกลงไปในสังคม

– อย่างไรก็ตาม ข้อเสนอการเมืองใหม่ก็ได้รับการขานรับบางระดับ เช่นเดียวกับเสียงไม่เห็นด้วยก็มีไม่ใช่น้อย

ถ้า เป็นอย่างนั้นก็ปะทะกันครับ ไม่มีใครเขายอมคุณหรอก คนอีกครึ่งหนึ่ง อย่างน้อย (นะ) ผมคิดว่าเขาไม่ยอม หมายความว่า การเคลื่อนไหวของพันธมิตรฯจะมีน้ำหนักและมีพลังมากถ้าคุณได้เสียง 80-90 เปอร์เซ็นต์ของคนในประเทศนี้ แต่ผมจะบอกว่า โดยข้อเสนอที่เสนอมานั้นไม่นำไปสู่อะไรเลย ผมเห็นข้อเสนอพันธมิตรฯแล้วผมก็หัวเราะ คุณเสนออะไรขึ้นมา 70 : 30 แล้วคุณบอกว่า คุณเสนอมาเป็นตุ๊กตา
ตัวคุณเองยังไม่ชัดกระจ่างใน ความคิดของคุณเลยว่า คุณต้องการอะไร คุณก็โยนขึ้นมา แล้วคุณก็ไม่มีทิศทางจะนำคนไปในทิศทางไหน ทิศทางของคุณมีอย่างเดียวคือ ขจัดศัตรูทางการเมืองของคุณเป็นหลัก ซึ่งบัดนี้ยังขจัดไม่ได้เพราะยังสืบต่อกันมา เพราะในระบบเลือกตั้งคนเขายังเลือกอยู่

ฉะนั้น คุณก็ต้องทำยังไง ให้ทำลายตัวระบบการเลือกตั้ง นี่พูดง่ายๆ ประเด็นอยู่ตรงนี้ แล้วผมเห็นว่าปัญหาประชาธิปไตยของไทยในเวลานี้ ผมสรุปก็ได้เลยนะว่า ไม่ได้อยู่ที่การซื้อเสียงเป็นปัญหาหลัก แต่อยู่ที่การไม่ยอมรับคะแนนเสียงของคนเป็น ด้านหลัก เราพยายามจะดึงกงล้อในทางประวัติศาสตร์ให้หมุนกลับไป ซึ่งมันหมุนกลับไปไม่ได้ มันต้องมีแต่หมุนไปข้างหน้า

– ทำไมอาจารย์ไม่ลุกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์อย่างตรงไปตรงมาในเรื่องการเมืองใหม่ 70 : 30 เพื่อให้การศึกษากับคนในสังคม

จริงๆ ใครมาถามผมเรื่องนี้ ผมก็มองว่าเป็นเรื่องไร้สาระมากเกินไป แต่เราก็ไม่รู้นะว่าข้อเสนอบางอย่างซึ่งไร้สาระกลับกลายเป็นสิ่งซึ่งคนเอามา พูดกันจนเป็นเรื่องเป็นราว ตอนเราเห็น สนช.ระบบสรรหา 100 เปอร์เซ็นต์ คุณเห็นมั้ยว่า สนช.เป็นอย่างไร ทำงานกันอย่างไร ไม่ครบองค์ประชุมกันกี่ฉบับ คุณเคยวิจารณ์กันบ้างมั้ย เคยติดตามดู สนช.ตอนออกกฎหมายหรือเปล่า
กฎหมายบางเรื่องผมก็ยอมรับว่าเป็น ประโยชน์ (ครับ) แต่กฎหมายที่เป็นประโยชน์เฉพาะกลุ่ม เฉพาะบางกลุ่ม บางหน่วยบางองค์กร มีกี่ฉบับ เราได้มีการตามไปวิเคราะห์ตรงนั้นบ้างมั้ย เพื่อจะดูคุณภาพของกรณีที่เรียกว่ามาจากการสรรหา

จริงๆ ข้อเสนอของพันธมิตรฯก็มีข้อดีอย่างหนึ่ง (นะ) ข้อดีคือสะท้อนให้เห็นเลยว่า ปัญหาในทางประชาธิปไตยของเราที่ตกค้างมาตั้งแต่ปี 2475 ยังดำรงอยู่จนถึงวันนี้ 70 กว่าปีผ่านไปเราไม่ไปไหน น่าตกใจ อย่างน้อยในทางประชาธิปไตยเรายังไม่ไปไหนเลย เรายังไม่เห็นโทษของการทำรัฐประหารตัดตอนเพียงเพราะเรากลัวว่านักการเมืองจะ มีผลประโยชน์มากมายมหาศาล และจับกุมนักการเมืองไม่ได้ บางทีผมก็คิดว่า เอ๊ ! เราอาจจะกลัวอะไรมากไปมั้ย

แต่ในที่สุดก็ทำให้เราลดทอนคุณค่าของ ประชาธิปไตยลงไปเรื่อยๆ ทุกวัน จนเราก็รู้สึกว่าประชาธิปไตยนั้นไม่มีความหมายอะไรอีก เราไม่เคยปลูกฝังในทางความหมายเรื่องคะแนนเสียง ลงไปคุยกับ ชาวhttps://i1.wp.com/www.bangkokbiznews.com/2007/05/19/thumb/warathumb3.jpgบ้านดูซิครับ คนขายลูกชิ้นปิ้ง คนขับแท็กซี่ คนขายก๋วยเตี๋ยว นักการภารโรงต่างๆ คนเหล่านี้เมื่อก่อนเขาก็ไปเลือกตั้งแบบแกนๆ แต่บัดนี้เขารู้สึกว่าเขาเลือกตั้งไปมีความหมาย (นะ) จะผิดจะถูกเรื่องหนึ่ง แต่ตรงนี้ไม่ใช่หรือครับที่เป็นความหมายสำคัญของประชาธิปไตย

…การ ต่อสู้ของพันธมิตรฯเป็นการทำร้ายคนอื่น ผมไม่ได้หมายถึงการทำร้ายโดยใช้กำลัง (นะ) แต่การใช้ความรุนแรงในทางวาจา คุณว่าทุกคนที่ไม่เห็นด้วยกับคุณ จะเป็นประชาภิวัตน์ไปได้ยังไง คุณกลายเป็นสิ่งซึ่งมีความศักดิ์สิทธิ์ในหมู่ของแกนนำว่า ถ้าพูดอะไรมาต้องเชื่อตามคุณ ถ้าคุณชี้ว่าคนนี้เลวก็ต้องเลว คุณกำลังสร้างความคิดอย่างหนึ่งที่ปรากฏในบทประพันธ์ของชาติ กอบจิตติ เรื่องคำพิพากษา
คุณกำลังทำให้คนในสังคมต้องเชื่อทุกอย่างที่คุณ พูด และคุณก็ชี้ไปว่าไอ้ฟักมันเลว และนี่คือไอ้ฟัก ผมเริ่มรู้สึกว่ามันเกิดสภาพแบบนี้ขึ้นแล้ว เพราะว่าคุณลดทอนพลังเหตุผลลง คุณเหลือเฉพาะให้เป็นเหตุผลของคุณเท่านั้น

คุณไม่เคยคิดเลยว่าคน อื่นเขาก็มีความหวังดีต่อชาติบ้านเมืองเหมือนกับคุณเหมือนกันนะ แต่อาจจะมีวิธีการคนละอย่างพูดง่ายๆ คุณใจไม่กว้าง แล้วคุณจะเป็นประชาภิวัตน์ได้ยังไง ไม่มีทางเป็นไปได้

– ในสถานการณ์อย่างนี้ อาจารย์ผิดหวังใครมากที่สุด

ใน ความเห็นผม (นะ) คือนักวิชาการกับสื่อเป็นกลุ่มที่ผมคิดว่าขาดความเป็นมืออาชีพ จริงๆ มีสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งที่มีความเป็นมืออาชีพสูง ก็มีคนอย่างนี้อยู่ในทุกวงการ แต่ผมไม่คิดว่าเขาเป็นข้างมากในวงการสื่อ แน่นอนสื่อมวลชนก็เหมือนกับกลุ่มคนอื่นๆ เหมือนกับนักวิชาการ คือมี ผลประโยชน์ของตัว
นักวิชาการก็มีผลประโยชน์ของตัว ผลประโยชน์อาจจะมาในหลายลักษณะหลายรูปแบบ ทั้งชื่อเสียง เงินทอง ตำแหน่ง สื่อก็มีผลประโยชน์ของเขาให้ตัวเองอยู่ได้ แน่นอนสื่อจำนวนหนึ่งอาจจะต้องการมีเสียงดัง เป็นคนชี้ทิศทาง มีอิทธิพลในทางความคิดต่อคนจำนวนมาก

แต่ไม่ว่าคุณจะมีผลประโยชน์ อย่างไรก็ตาม เมื่อคุณเข้าสู่วิชาชีพ คุณต้องมีความเป็นมืออาชีพ ความเป็นมืออาชีพของนักวิชาการก็คือ ในสาขาของตัวต้องพูดหรือ วิพากษ์วิจารณ์ไปตามหลักการที่ถูกต้องตามหลักวิชา ความรู้สึกในการมีอคตินั้น ซึ่งคุณแสดงออกไป คุณแสดงออกไปได้ แต่ว่าไม่ควรจะไปในนามของความเป็นวิชาการ

รวมทั้งสื่อมวลชนด้วย (นะ) ที่คุณเข้าไปรับนับตำแหน่งhttps://i1.wp.com/www.prachatai.com/05web/upload/HilightNews/library/200708/04_044817_99.jpgหลังจากเป็น สนช.แล้ว บางส่วนก็กลายมาเป็น ส.ว.สรรหาอีก มันใช่ เหรอ มันถูกหรือไม่ ทำไมไม่มีการตั้งคำถามแบบนี้กัน การที่เราไปตรวจสอบแต่นักการเมืองอย่างเดียว โยนทุกอย่างให้กับนักการเมือง เราละเลยกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆ ในสังคม และที่สำคัญบางทีคนเหล่านี้อาจจะสวมเสื้อคลุมคุณธรรมออกมาให้เราเห็น แต่ภายใต้หลังเสื้อคลุมคุณธรรมนั้นซ่อนอะไรไว้บ้าง เราก็ไม่รู้ ประชาชนไม่เห็น

เพราะบัดนี้ถูกปิดเสียแล้ว โดยเสื้อคลุมคุณธรรม แต่นักการเมืองไม่มีเสื้อคลุมตรงนี้ เราก็เห็นแจ้งๆ เลย แล้วในทุกค่ายของทางการเมืองด้วย แต่ที่ผมกำลังจะบอกคือ เราทำแค่นี้ไม่ได้ สื่อมวลชนทำแค่นี้ไม่ได้ สื่อต้องกล้าที่จะทำ กล้าที่จะตรวจสอบให้เสมอหน้ากันด้วย ทุกวันนี้ไม่มีการตั้งคำถามจำนวนหนึ่ง เพราะคนพูดเป็นคนคนหนึ่ง คนบางคนอาจจะมีเกียรติประวัติที่ดีงามมาตลอดชีวิต แต่ไม่ได้เป็นเครื่องประกันครับว่า ในวันหนึ่งเขายังถูกต้องอยู่หรือไม่

– ทุกวันนี้เวลาพูดความจริง พูดเรื่อง หลักการ กลัวไหมว่าจะถูกด่า

ผม ว่าวันนี้ผมมีภูมิต้านทานมากพอแล้วที่ผมไม่จำเป็นต้องกลัวแบบนั้น ผมคิดว่าเวลาก็ได้พิสูจน์ตัวผมในระดับหนึ่งแล้ว แล้วผมก็บอกให้ดูผมต่อไปเรื่อยๆ วันนี้คุณจะพูดอะไร จะใส่ความอะไร…เชิญครับ แต่ว่าความพยายามที่จะดิสเครดิตมันก็มีการทำกันอยู่เรื่อยๆ แต่ผมคิดว่าผมจะไปสนใจเสียงแบบนั้น แล้วทำให้ไม่พูดอะไร คงทำไม่ได้ ถึงเวลาที่เราคิดว่าเราควรจะต้องพูดและต้องทำก็ต้องทำ ถึงเวลาที่เราต้องปะทะ พูดง่ายๆ คือต้องขัดแย้งกับใคร แม้อาจจะเป็นคนในทางส่วนตัวเราเคารพและนับถือก็ต้องปะทะ ก็ต้องแยกออกว่าทางส่วนตัวเป็น อันหนึ่ง แต่ในทางหลักการก็เป็นอีกอันหนึ่ง หลักการก็คือหลักการ หลักการไม่คำนึงถึงหน้าใค

พรสันต์ เลี้ยงบุญเลิศชัย

อาจารย์ประจำคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยอัสสัมชัญ

ชื่อบทความเดิม : ผ่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 12-13/2551 (กรณีการจัดรายการโทรทัศน์ของนายสมัคร สุนทรเวช)

 

1. ความเบื้องต้น

 

วัน ที่ 5 สิงหาคม 2551 ศาลรัฐธรรมนูญได้มีมติให้รับคำร้องทั้ง 2 ที่ทางประธานวุฒิสภาได้มีหนังสือลงวันที่ 2 มิถุนายน 2551 และทางประธานกรรมการการเลือกตั้งได้มีหนังสือลงวันที่ 29 กรกฎาคม 2551 ตามลำดับไว้พิจารณา โดยศาลรัฐธรรมนูญได้ทำการตรวจพยานหลักฐานครั้งแรกเมื่อวันที่ 21 สิงหาคม 2551 และนัดไต่สวนทั้งสิ้น 4 นัด ได้แก่วันที่ 26, 27 สิงหาคม 4 และ 8 กันยายน พร้อมทั้งนัดฟังคำวินิจฉัยวันในรุ่งขึ้นคือ วันที่ 9 กันยายน 2551

 

จาก การพิจารณาเอกสาร พยานหลักฐานอื่นๆ และคำเบิกความของพยานบุคคลแล้ว ในที่สุดแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงได้มีคำวินิจฉัยด้วยมติเอกฉันท์ว่า นายสมัครได้ทำหน้าที่พิธีกรในรายการชิมไป บ่นไป หลังจากเข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว อีกทั้งยังคงได้รับค่าตอบแทนที่มีลักษณะเป็นทรัพย์สินจากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด ดังนั้น จึงเป็นการรับจ้างทำงานตามความหมายของคำว่า ลูกจ้าง ตามนัยแห่งมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ อันส่งผลให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายสมัครสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตามมาตรา 182 วรรคหนึ่ง (7) แห่งรัฐธรรมนูญนั่นเอง  

 

จาก คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น ทำให้เกิดกระแสของการแสดงความคิดเห็นต่างๆ นาๆ ในหมู่ประชาชนทั่วไป วงการวิชาการภาคต่างๆ รวมทั้งในวงการนิติศาสตร์เอง ทั้งที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ดังนั้น ปรากฏการณ์นี้ จึงเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้เขียนได้เขียนบทวิเคราะห์นี้ขึ้นเพื่อแสดงความคิด เห็นส่วนตัวตามหลักวิชาการในฐานะของนักวิชาการทางด้านนิติศาสตร์คนหนึ่ง ทั้งนี้ เพื่อประโยชน์ทางด้านวิชาการไม่มากก็น้อยอันเป็นเสรีภาพที่ได้รับการรับรอง และคุ้มครองภายใต้บทบัญญัติมาตรา 50 ของรัฐธรรมนูญ     

 

 

2. บทวิเคราะห์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

 

ใน การทำคำวินิจฉัยนี้ ศาลรัฐธรรมนูญโดยคณะตุลาการทั้งหมดมุ่งพิจารณามาตรา 267 อันเป็นบทบัญญัติที่ผู้ร้องทั้งสอง (นายเรืองไกรและกลุ่มสมาชิกวุฒิสภาทั้งสิ้น 29 คนและคณะกรรมการการเลือกตั้ง) เห็นว่า การที่นายสมัคร สุนทรเวช เป็นพิธีกรในรายการชิมไป บ่นไป และรายการยกโขยง หกโมงเช้า ถือเป็นการกระทำอันขัดต่อมาตรา 267 ของรัฐธรรมนูญ ซึ่งบัญญัติว่า ให้ นำบทบัญญัติมาตรา 265 มาใช้บังคับกับนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีด้วย เว้นแต่เป็นการดำรงตำแหน่งหรือดำเนินการตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย และจะดำรงตำแหน่งใดในห้างหุ้นส่วน บริษัท หรือองค์การที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกัน หรือเป็นลูกจ้างของบุคคลใดก็มิได้ด้วย กล่าวคือ นายสมัครได้เป็นลูกจ้างของบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งหาผลกำไรหรือรายได้ มาแบ่งปันกันในขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีตามที่ได้ปรากฏอยู่ในคำ ร้องและเอกสารประกอบต่างๆ ของผู้ร้องทั้งสอง 

 

ภาย หลังจากที่ผู้เขียนได้ศึกษาคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญนี้โดยละเอียดแล้ว ผู้เขียนเห็นว่า ในความเป็นจริง ประเด็นปัญหาหลักของคำวินิจฉัยคดีนี้มิได้เป็นเรื่องของการตีความเฉพาะแต่คำ ว่า ลูกจ้าง ที่กว้างเกินไป เพราะประเด็นดังกล่าวถือได้ว่าเป็นเพียงประเด็นปลีกย่อยเท่านั้น หากแต่ปัญหาหลักที่สะท้อนให้เห็นจากคำวินิจฉัยคดีนี้กลับเป็นตรรกะของการตีความรัฐธรรมนูญตามหลักนิติวิธี (Juristic Method) โดยรวมและความเข้าใจอย่างถ่องแท้กับความหมายของคำว่า การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ของศาลรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาด ไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์เป็นอย่างมากจนนำไปสู่ผลของคำวินิจฉัยอันแปลกประหลาดซึ่งกลายเป็นการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญไปโดยปริยาย          

 

ประเด็น แรกที่ผู้เขียนใคร่ขอหยิบยกขึ้นเพื่อแสดงความคิดเห็นต่อคำวินิจฉัยนี้คือ วิธีการและแนวคิดที่ใช้ในการตีความรัฐธรรมนูญของศาลรัฐธรรมนูญที่วางหลัก เกณฑ์ไว้ว่า

 

…การทำให้เจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญดังกล่าวบรรลุผลจึงมิใช่แปลคำว่า ลูกจ้าง ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 เพียงหมายถึงลูกจ้างตามความหมายแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ตามกฎหมายคุ้มครองแรงงาน หรือตามกฎหมายภาษีอากร เท่านั้น…ทั้งกฎหมายดังกล่าวเป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายสูงสุดที่ใช้ในการปกครองประเทศ และยังมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์แตก ต่างจากกฎหมายดังกล่าวอีกด้วย…

 

ด้วย ความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญข้างต้น ผู้เขียนเห็นว่าบทอธิบายข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง สำหรับการตีความรัฐธรรมนูญ กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญมีมุมมองไปในทางที่ว่ามาตรา 267 แห่งรัฐธรรมนูญจะต้องเป็นการตีความที่ไม่อ้างอิงกับกฎหมายอื่นๆ ด้วยเหตุที่ว่า 1. กฎหมายอื่นมีเจตนารมณ์ที่ผิดแผกแตกต่างกันไปกับรัฐธรรมนูญ 2. กฎหมายอื่นๆ เป็นกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ต่ำกว่ารัฐธรรมนูญ 3. กฎหมายอื่นมีเจตนารมณ์เพื่อป้องกันการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่แตกต่างจากรัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นวิธีคิดและการตีความกฎหมายที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว หากแต่เป็นการตีความกฎหมายที่ขัดกับหลักความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมาย กล่าวคือ ไม่ ว่ากฎหมายที่ศาลจะทำการตีความนั้นจะเป็นกฎหมายเอกชน หรือกฎหมายมหาชน ซึ่งข้อเท็จจริงดูราวกับว่าจะเป็นระบบที่แตกต่างกันและแยกออกจากกันอย่าง เห็นได้ชัด แต่ก็มิได้หมายความว่ากฎหมายทั้งสองประเภทนี้จะดำรงอยู่ได้อย่างเป็นเอกเทศ โดยไม่มีความเชื่อมโยงกันเลย แนวคิดของศาลรัฐธรรมนูญในการตีความรัฐธรรมนูญคดีนี้อยู่บนพื้นฐานความคิดที่ว่า รัฐธรรมนูญเป็นเอกเทศจากตัวบทกฎหมายใดๆ จึงไม่ถูกต้อง กลับกัน คณะตุลาการได้ยึดพจนานุกรมเป็นสรณะในการตีความรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญสามารถอธิบายได้หรือไม่ว่าลำพังเพียงพจนานุกรมที่ถูกใช้ในการ ตีความรัฐธรรมนูญ มีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับตัวรัฐธรรมนูญมากเสียจนกระทั่งสามารถใช้ในการ ค้นหาเจตนารมณ์ของตัวรัฐธรรมนูญได้อย่างไร     

 

อีกทั้ง การกล่าวอ้างถึงลำดับศักดิ์ของกฎหมาย (Hierarchy of Laws) ที่ มีการจัดลำดับให้รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เพื่อเป็นเหตุผลในการตัดการรับพิจารณากฎหมายอื่นใดเพื่อช่วยในการตีความ กฎหมาย หาใช่เหตุผลที่ถูกต้องในการอธิบายเพื่อเชื่อมโยงถึงการตีความรัฐธรรมนูญได้ กล่าวคือ ระบบลำดับศักดิ์ของกฎหมาย โดยทั่วไปมีจุดประสงค์หลักเกี่ยวกับการตรา บังคับใช้ตัวบทกฎหมายและการตรวจสอบความชอบของกฎหมาย (Judicial Review) ว่า ขัดกับรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่มีลำดับศักดิ์ที่สูงกว่าหรือไม่ มิได้เกี่ยวข้องกับการตีความกฎหมายตามที่ศาลรัฐธรรมนูญได้กล่าวไว้ในคำ วินิจฉัยเลยแม้แต่น้อย ศาลรัฐธรรมนูญในคดีนี้กำลังสร้างหลักการใหม่อันแปลกประหลาดในการตีความรัฐ ธรรมนูญ

 

นอก จากปัญหาเรื่องการตีความรัฐธรรมนูญที่ผิดพลาดแล้ว คำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่ตัดสินให้นายสมัคร สุนทรเวช ต้องพ้นจากการดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนื่องจากการเป็นลูกจ้างของบริษัทที่ มุ่งแสวงหาผลกำไรหรือรายได้มาแบ่งปันกันอันเป็นการกระทำที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์นั้น ก็เป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นอย่างชัดเจนว่าศาลรัฐธรรมนูญมิได้มีความเข้าใจอย่าง ถ่องแท้กับคำว่า การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ เลย

 

ถึง แม้ว่าในคำวินิจฉัยจะได้มีการกล่าวถึงเรื่องของการกระทำที่เป็นการขัดกัน แห่งผลประโยชน์ไว้ แต่ก็มิได้มีการอรรถาธิบายไว้อย่างละเอียดว่าการกระทำของนายสมัครซึ่งไป ดำเนินการเป็นพิธีกรในรายการทำอาหารนั้นเป็นการกระทำที่ถือได้ว่าเป็นการ กระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์เช่นไร กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญเพียงแต่มีคำวินิจฉัยว่า ผู้ ถูกร้องก็ได้รับค่าตอบแทนอย่างสมฐานะและภารกิจ เมื่อได้กระทำในระหว่างที่ผู้ถูกร้องดำรงตำแหน่งเป็นนายกรัฐมนตรีจึงเป็นการ กระทำและนิติสัมพันธ์ที่อยู่ในขอบข่ายที่มาตรา 267 ประสงค์จะป้องปรามเพื่อมิให้เกิดผลประโยชน์ทับซ้อนกับภาคธุรกิจเอกชน… ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญที่มีมติเอกฉันท์ว่านายสมัคร กระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญ ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับคำวินิจฉัยดังกล่าว ทั้งนี้ เนื่องจากผู้เขียนเห็นว่าแม้นายสมัครจะได้ผลประโยชน์ตอบแทนจริง แต่การกระทำดังกล่าวก็หาได้เป็นการกระทำอันเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์โดย แท้แต่อย่างใด

 

เพื่อให้เข้าใจได้โดยง่ายกับความคิดเห็นของผู้เขียน ณ ที่นี้ ผู้เขียนขออรรถาธิบายในเบื้องต้นเสียก่อนว่า การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ที่แท้จริงนั้นมีความหมายอย่างไร นักวิชาการผู้เชี่ยวชาญทางด้านจริยธรรมอย่าง Dr. Michael McDonald แห่ง The University of British Columbia ได้นิยาม การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ว่า คือ สถานการณ์ที่บุคคลใดๆ อาทิ เจ้าหน้าที่รัฐก็ดี ลูกจ้างก็ดี หรือนักวิชาชีพใดๆ ก็ดี มีผลประโยชน์ส่วนตัวหรือส่วนบุคคล (Private or Personal Interest) อย่างมากพอที่จะเห็นได้ว่าส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างภววิสัย (ตรงไปตรงมา) ของบุคคลดังกล่าว กล่าวอีกนัยหนึ่ง บุคคลใดๆ ตัดสินใจกระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดที่เกี่ยวข้องกับตำแหน่งหน้าที่ของ ตนเองไป ทั้งนี้ เนื่องจากหากกระทำการ หรืองดเว้นการกระทำการดังกล่าวไปแล้วจะทำให้บุคคลนั้นๆ ได้ผลประโยชน์ส่วนตัวเป็นการตอบแทน ซึ่งก็เป็นการสอดคล้องต้องกันกับศาสตราจารย์ทางกฎหมาย Kathleen Clark ผู้เชี่ยวชาญทางกฎหมายจริยธรรมแห่ง Washington University ซึ่งได้กล่าวไว้เกี่ยวกับการกระทำอันถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ว่า เป็นการรับผลประโยชน์ตอบแทนอันส่งผลกระทบมากเพียงพอกับการตัดสินใจใดๆ ลงไปในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเองเพื่อตอบแทนผลประโยชน์ที่ได้รับมาดังกล่าว

 

จากนิยามข้างต้น สามารถสรุปได้โดยง่ายว่า การใดๆ จะถือได้ว่าเป็นการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างแท้จริง (Actual Conflict of Interest) ได้ จะต้องมีปัจจัยสำคัญคือ ผลประโยชน์ที่ได้รับนั้นๆ มีอิทธิพลมากเพียงพอที่ทำให้ตัดสินใจกำหนดนโยบาย (Influence on policy-making) ซึ่งอยู่ในตำแหน่งหน้าที่ของตนเองขึ้นเพื่อเอื้อผลประโยชน์ส่วนตัวอันเป็นการกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่อย่างตรงไปตรงมานั่นเอง

 

นอก จากหลักการว่าด้วยเรื่องของการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ผู้ เขียนได้นำอธิบายมาแล้ว ผู้เขียนใคร่ขอบรรยายถึงหลักการที่ใช้ในการตรวจสอบว่าในสถานการณ์ใดจะถือได้ ว่าบุคคลนั้นๆ ได้มีการกระทำอันถือได้ว่าเป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่แต่พอสังเขป กล่าวคือ หลักเกณฑ์ที่ใช้ในการกำหนดว่าบุคคลใดๆ อยู่ในสถานการณ์ที่ว่าด้วยการขัดกันแห่งผลประโยชน์หรือไม่ คือ ทฤษฎีว่าด้วยความน่าเชื่อถือ (Trust Test Theory) ซึ่งถือได้ว่าเป็นทฤษฎีที่ได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางโดยการนำเสนอของ Dr. Michael McDonald ว่า การที่จะตรวจสอบว่าการที่บุคคลใดๆ ซึ่งได้รับผลประโยชน์มาจากบุคคลภายนอกนั้นเป็นกรณีของการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างแท้จริงหรือ ไม่ ให้พิจารณาว่าการที่บุคคลนั้นๆ ได้รับผลประโยชน์ใดๆ มา ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือในการตัดสินใจใดๆ ไปในตำแหน่งหน้าที่การงานของบุคคลดังกล่าวหรือไม่

 

ในความคิดเห็นของผู้เขียนแล้ว การค้นหาเจตนารมณ์ของมาตรา 267 และเข้าใจในความหมายของ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หาใช่เพียงแค่การอ่านและตีความคำว่า ลูกจ้าง ซึ่งมีนิติสัมพันธ์กับบริษัทที่ดำเนินธุรกิจโดยมุ่งแสวงหาผลกำไร หรือรายได้มาแบ่งปันดังที่ปรากฏอยู่ในรัฐธรรมนูญบนพื้นฐานความเข้าใจการ กระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่ไม่ถูกต้องจนนำไปสู่การตีความที่ กว้างมากเกินไปกว่าถ้อยคำและเจตนารมณ์ที่แท้จริง (Praeter Verba Legis) จน ครอบคลุมไปเกือบทุกสถานการณ์ เพราะการพิจารณาเพียงแง่มุมนี้แง่มุมเดียวนั้น มิได้เป็นการมุ่งค้นหาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอย่างแท้จริงเพื่อที่จะได้เข้า ใจในความหมายของ การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ หากแต่เป็นเพียงการตีความรัฐธรรมนูญที่ยึดติดกับลายลักษณ์อักษรที่ปรากฏอยู่ ในมาตรา 267 เท่านั้น อันเป็นการขัดกับคำวินิจฉัยที่ศาลรัฐธรรมนูญที่ได้บรรยายไว้อย่างชัดเจน ฉะนั้น การตีความรัฐธรรมนูญที่ถูกต้องในคดีนี้ จึงจำเป็นที่จะต้องพิจารณาหลักกฎหมายมหาชน คำนึงถึงมาตรา 265 อันเป็นมาตราที่เกี่ยวข้องกับมาตรา 267 โดยตรงพร้อมทั้งพิจารณามาตรา 266 ด้วย ทั้งนี้ เพื่อค้นหาเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันแท้จริงว่าต้องการกำหนดกฎเกณฑ์การป้อง ปรามการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ก็ต้องไม่ลืมที่จะได้ไปศึกษาในบันทึกเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญในขณะที่ยังอยู่ ในรูปแบบของร่างกฎหมายซึ่งได้มีการถกเถียงกันในประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญต้อง การค้นหาเจตนารมณ์ รวมตลอดถึงการไปศึกษาในกฎหมายอื่น โดย ณ ที่นี้ผู้เขียนได้ศึกษาในพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกัน และปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542  ซึ่งมีความเชื่อม โยงกับรัฐธรรมนูญมากจนสามารถทำให้ผู้ที่ต้องการตีความสามารถรู้ถึงเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญในบทบัญญัติว่าด้วยการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ได้ เป็นอย่างดี        

      

หลัง จากที่ผู้เขียนได้พินิจพิเคราะห์อย่างละเอียดบนพื้นฐานของหลักกฎหมายมหาชนก็ ดี บันทึกเจตนารมณ์ในการร่างรัฐธรรมนูญก็ดี มาตรา 265 และ 266 ในรัฐธรรมนูญก็ดี พร้อมทั้งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการ ทุจริต พ.ศ. 2542 โดยเฉพาะอย่างยิ่งในมาตรา 100 ก็ดี ผู้เขียนสามารถสกัดหลักเกณฑ์ที่ถูกต้องตรงกัน (Common Point) อันถือได้ว่าเป็นเจตนารมณ์อันแท้จริงของรัฐธรรมนูญที่ต้องการวางหลักเกณฑ์ว่าด้วยเรื่อง การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ว่าจะต้องเป็นการรับผลประโยชน์จากบุคคลใดๆ ที่ส่งผลกระทบต่อการตัดสินใจที่จะกระทำการ หรือไม่กระทำการในตำแหน่งหน้าที่การงานของตนเอง อันเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเป็นการใช้อำนาจรัฐไปโดยมิชอบ (Abuse of Powers) ซึ่งหลักเกณฑ์นี้ก็เป็นการถูกต้องตรงกันกับหลักการที่สากลยอมรับและผู้เชี่ยวชาญทางจริยธรรมได้กล่าวไว้แล้วในข้างต้น  

 

จาก หลักเกณฑ์ที่ผู้เขียนได้หยิบยกมาจากการศึกษาข้างต้น หากนำมาปรับใช้เพื่อทำการวินิจฉัยการกระทำของนายสมัครในกรณีที่มีการรับผล ประโยชน์จากบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัดจะเห็นได้ว่า แม้นายสมัครจะได้รับผลประโยชน์ตอบแทนจากบริษัทดังกล่าวจริงก็ตาม แต่ การรับเงินตอบแทนจากการเป็นพิธีกรในรายการทำอาหาร มิได้ส่งผลให้นายสมัครต้องดำเนินการตัดสินใจเพื่อกำหนดนโยบายใดๆ อันเป็นการเอื้อประโยชน์ต่อบริษัท เฟซ มีเดีย จำกัด และไม่ได้รับความน่าเชื่อถือจากประชาชนซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่านายสมัคร ได้ใช้อำนาจรัฐในฐานะนายกรัฐมนตรีไปโดยมิชอบ

 

 

3. บทสรุป   

 

ด้วยความเคารพต่อคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1213/ 2551 ผู้เขียนไม่เห็นด้วยกับเหตุผลและวิธีการที่ศาลรัฐธรรมนูญได้นำมาใช้เพื่อตี ความรัฐธรรมนูญอันนำไปสู่คำวินิจฉัยที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง คำวินิจฉัยนี้หาได้เป็นคำวินิจฉัยที่ดีพอที่จะเป็นบรรทัดฐานสำหรับกรณี การกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ ต่อไป เพราะเป็นการวินิจฉัยคดีที่มิได้เป็นไปตามหลักสากลว่าด้วยการตีความกฎหมายซึ่งจะต้องคำนึงถึงหลักนิติรัฐ (Rechtsstaat) และความเข้าใจในการกระทำที่เป็นการขัดกันแห่งผลประโยชน์ที่แท้จริง แทนที่คำวินิจฉัยจะเป็นตัวกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการ เมือง หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐให้ดีขึ้น แต่กลับกลายเป็นการทำลายระบบต่างๆ ในองค์รวมไป เพราะศาลรัฐธรรมนูญเลือกใช้การตีความอย่างกว้าง โดยหาได้ตระหนักว่าตนเองกำลังตีความรัฐธรรมนูญอันเกี่ยวข้องกับเสรีภาพที่ รัฐธรรมนูญรับรองคุ้มครองอยู่ด้วย กล่าวคือ ศาลรัฐธรรมนูญต้องไม่ลืมว่าการวินิจฉัยคดีนี้มีมิติที่เกี่ยวข้องกับเสรีภาพในการประกอบอาชีพอันปรากฏในมาตรา 43 ดังนั้น จึง ต้องด้วยหลักการที่ว่าการตีความซึ่งเป็นการจำกัดสิทธิเสรีภาพของบุคคลนั้น จำต้องตีความอย่างแคบโดยหลักการดังกล่าวนี้ได้รับการรับรองไว้ในคำวินิจฉัย ของศาลรัฐธรรมนูญที่ 5/2543 ซึ่งเชื่อมโยงกับรัฐธรรมนูญมาตรา 27 และหลักนิติรัฐในมาตรา 29 ว่าด้วย หลักพอสมควรแก่เหตุ

 

โดย สรุปแล้ว ศาลรัฐธรรมนูญควรกลับมาพิจารณาคำวินิจฉัยคดีของนายสมัครว่ามีความผิดพลาดมาก เพียงใด โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับหลักการตีความรัฐธรรมนูญ (Constitutional Interpretation) ทั้งนี้ เนื่องจากคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมครั้งนี้ถูกวิพากษ์วิจารณ์ ไม่ได้รับการยอมรับในหมู่ประชาชนและนักวิชาการอย่างกว้างขวาง ผู้เขียนเห็นว่า หากศาลรัฐธรรมนูญมีการตีความที่ถูกต้อง ไม่เล่นถ้อยคำภาษาจนเกินไปและกลับมาคำนึงถึงเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญอันแท้ จริง ความสมเหตุสมผล และตระหนักถึงความรู้สึกนึกคิดของคนโดยทั่วไปแล้ว การตีความอันนำไปสู่ผลที่แปลกประหลาดก็จะไม่เกิดขึ้น อีกทั้ง ภาวะความไม่เชื่อถือต่อองค์กรตุลาการทั้งภายในประเทศและในระดับระหว่าง ประเทศซึ่งจะทำให้พัฒนาการของกฎหมายมหาชนในประเทศไทยถูกบั่นทอนและส่งผล กระทบต่อประเทศไทยทั้งระบบในระยะยาวต่อไปก็จะไม่เกิดขึ้น         

 

 

 

หมายเหตุ          บทวิจารณ์คำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญฉบับนี้เป็นบทวิจารณ์ที่ผู้เขียนได้มีการตัดย่อมาแล้ว หากผู้อ่านสนใจบทวิจารณ์ดังกล่าว สามารถอ่าน ผ่าคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1213/2551 ฉบับเต็มได้ที่เว็บไซท์เครือข่ายกฎหมายมหาชนไทย www.pub-law.net  

 

จาก เวปประชาไท

 

ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช

คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์

 

บทนำ

ในช่วงระยะเวลา 3 ปีกว่าที่ผ่านมา สังคมไทยได้มีวาทกรรมตุลาการภิวัฒน์ขึ้น โดยวาทกรรมนี้ถูกเสนอขึ้นในสังคมไทยโดยมุ่งหมายจะให้ประชาชนเข้าใจว่า ตุลาการภิวัฒน์หมายถึงกรณีองค์กรตุลาการเข้ามาเเก้ไขปัญหาความขัดเเย้งทาง การเมืองรวมถึงการขจัดปัญหาการทุจริตของนักการเมือง ซึ่งเป็นการบิดเบือนความหมายที่เเท้จริงของ Judicialization หรือ Judicial Activism ในภาษาอังกฤษที่ใช้อยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งหมายถึง การควบคุมตรวจสอบความชอบด้วยรัฐธรรมนูญของกฎหมายหรือการกระทำของรัฐบาลโดยมี วัตถุประสงค์เพื่อคุ้มครองสิทธิเสรีภาพของประชาชน ในทางตรงกันข้าม ตุลาการภิวัฒน์ในสังคมไทยถูกนำเสนอขึ้นเพื่อสร้างความชอบธรรมที่จะใช้อำนาจ ตุลาการในการใช้เเละตีความ “กฎหมาย” เพื่อ ตัดตอนอำนาจทางการเมืองที่อยู่ตรงกันข้ามกับฝ่ายอำมาตยธิปไตย โดยเนื้อหาหรือข้อความที่ปรากฎในคำพิพากษา มีข้อความในเชิงว่ากล่าว ตำหนิ อบรมสั่งสอน ฯลฯ ไปด้วย ซึ่งผิดปกติวิสัยลักษณะของคำพิพากษาที่มุ่งจะวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายที่เป็น ประเด็นข้อพิพาทเท่านั้น ข้อเขียนนี้อธิบายลักษณะเเละหน้าที่ของคำพิพากษารวมถึงวิธีการตีความกฎหมาย ของต่างประเทศ เพื่อเป็นประโยชน์ในการวิจารณ์ตุลาการภิวัฒน์ในสังคมไทยต่อไป

  1. หน้าที่ของคำพิพากษา

ตามระบบกฎหมายของภาคพื้นยุโรป เช่น ประเทศฝรั่งเศส คำพิพากษาของศาลจะสั้น กระชับ ไม่ยืดยาว โดยคำพิพากษาจะประกอบด้วย “ข้อเท็จจริงของคดี” และ “หลักกฎหมาย” ที่ใช้ในการตัดสินคดีเท่านั้น คำพิพากษาจะละเว้นไม่กล่าวถึงเรื่องอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ประเด็นข้อกฎหมาย ผู้พิพากษาชื่อว่า P.Mimin ได้ตำหนิผู้พิพากษาที่พยายามสอดแทรกข้อโต้แย้งทางนโยบาย (Policy argument) ความเห็นส่วนตัว (Personal views) หรือความไร้สาระ (nonsense) อื่นๆ ไว้ในคำพิพากษา[1] ทำนองเดียวกับศาลของออสเตรเลียที่เห็นว่าข้อโต้แย้งด้านนโยบายไม่ควรปรากฏในคำพิพากษา[2] พูดง่ายๆก็คือ ข้อโต้แย้งด้านนโยบายมิใช่เป็นเรื่องของศาลแต่เป็นเรื่องของฝ่ายนิติบัญญัติ

ในทางตรงกันข้าม หากกลับมาพิจารณาคำพิพากษาของศาลไทยในช่วงหลังรัฐประการ 19 กันยายน ที่ผ่านมาจะพบว่า เนื้อหาของคำพิพากษาบางตอนมิได้เกี่ยวข้องกับการอธิบายหลักกฎหมายหรือการตี ความถ้อยคำทางกฎหมาย แต่มีความพยายามสอดแทรกทรรศนะคติ ความรู้สึกทางศีลธรรม ความควรความไม่ควร ฯลฯ การพยายามที่จะใส่ความคิดเห็นส่วนตัวของผู้พิพากษาให้ปรากฎในคำพิพากษาไม่ ว่าแรงจูงใจจะดีเพียงใดก็ตาม ล้วนแล้วแต่มิใช่สาระสำคัญของคำพิพากษาแต่ประการใด คำพิพากษาที่ดีต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงที่ฟังเป็นที่ยุติ และหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจนและอธิบายได้ คำพิพากษาของศาลมิใช่เป็นช่องทางสำหรับการอบรมสั่งสอนจริยธรรมว่าอะไรควร อะไรไม่ควร หรือว่ากล่าวตำหนิติเตียนผู้หนึ่งผู้ใด หน้าที่ของผู้พิพากษาคือการตัดสินประเด็นข้อกฎหมาย (Legal issues) และการตัดสินของผู้พิพากษาต้องเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และกฎหมาย หาใช่อ้างอิงหลักศีลธรรมจรรยาไม่

ตัวอย่างของคำพิพากษาที่ปรากฏ “ถ้อยคำ” หรือ “ข้อความ” ซึ่งมิใช่สาระสำคัญของคดีแต่เป็นอารมณ์ความรู้สึกทางศีลธรรมจรรยา หรือความเห็นส่วนตัว เช่น

1) คดียุบพรรคไทยรักไทย

ข้อความตอนหนึ่งปรากฎว่า ผู้ถูกร้องที่ ๑ มิได้ให้ความสำคัญหรือเห็นคุณค่าของสิทธิเลือกตั้งของประชาชาชน….. นอกจากนี้ยังแสดงถึงการไม่เคารพยำเกรงต่อกฎหมายบ้านเมือง …. ผู้ถูกร้องที่ ๑ มิได้มีอุดมการณ์ทางการเมืองที่มุ่งพัฒนาประเทศชาติเพื่อให้คนในชาติมีความสุขทั่วหน้าดังที่ได้รณรงค์หาเสียงกับไว้ต่อประชาชน….”

2) คดีแถลงการณ์ร่วมกรณีการขึ้นทะเบียนปราสาทพระวิหารเป็นมรดกโลก

ข้อความตอนหนึ่งของคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญกรณีการทำเเถลงการณ์ร่วม ศาลรัฐธรรมนูญกล่าวว่า “…เป็นเรื่องที่ผู้ทำหนังสือสัญญาจะต้องใคร่ครวญให้รอบคอบก่อนที่จะดำเนินการทำหนังสือสัญญาดังกล่าว…” “.….การดำเนินการเเละพิจารณาวินิจฉัยในเรื่องนี้จึงต้องกระทำอย่างรอบคอบ” เเละ “ ….ซึ่ง เป็นการสุ่มเสี่ยงต่อผลกระทบในเรื่องอาณาเขตของประเทศไทย อันเป็นปัญหาที่ละเอียดอ่อนเเละอาจก่อให้เกิดข้อพิพาทระหว่างประเทศต่อไปภาย หน้าได้” ..พึงเล็งเห็นได้ว่า หากลงนามคำเเถลงการณ์ร่วมไป ก็อาจก่อให้เกิดการเเตกเเยกกันทางด้านความคิดของคนในสังคมทั้งสองประเทศ อีกทั้งอาจก่อให้เกิดวิกฤติเเก่ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศกับประเทศกัมพูชา

3) คดีหลบเลี่ยงภาษีหุ้น

ข้อความตอนหนึ่งศาลกล่าวว่า “… จำเลย ที่ ๒ เป็นภริยาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองระดับผู้บริหารประเทศ จำเลยทั้งสามจึงนอกจากมีหน้าที่ต้องปฏิบัติตนเยี่ยงพลเมืองดีทั่วไปแล้ว ยังควรดำรงตนให้เป็นตัวอย่างที่ดีสมฐานะทางเศรษฐกิจและสังคมด้วย….”

  1. นิติวิธี : การตีความกฎหมาย

ก่อนอื่นต้องอธิบายความแตกต่างระหว่างคำว่า “การตีความ” (Interpretation) กับการแปลความ (Translation) ก่อน ว่าไม่เหมือนกัน การตีความนั้นเป็นการหยั่งหาความหมายของถ้อยคำทางกฎหมายหรือบทบัญญัติว่ามี เจตนารมณ์หรือมีความหมายแคบกว้างเพียงใด ในขณะที่การแปลความ เป็นการแปลถ้อยคำอย่างตรงไปตรงมา ไม่มีการค้นหาหรือหยั่งทราบเจตนารมณ์ของถ้อยคำหรือบทบัญญัตินั้นๆแต่อย่างใด

หลักการตีความถ้อยคำทางกฎหมาย (Legal terminology) นั้นต้องคำนึงถึงหลักความเป็น “เอกภาพของระบบกฎหมาย” ด้วย ในประเด็นนี้ อาจารย์หยุด แสงอุทัยกล่าวว่า

“ กฎหมาย ต่างๆ ไม่สามารถบัญญัติข้อความที่ใช้ในกฎหมายนั้นได้ทั้งหมดสิ้น จำเป็นต้องอาศัยข้อความที่กฎหมายอื่นบัญญัติไว้บ้าง เป็นต้นว่า ถ้าเราจะเปิดดูพระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดแห่งกฎหมาย เราจะเห็นว่าไม่มีบทบัญญัติว่าคำว่า “ ภูมิลำเนา” มี ความหมายว่าอย่างไร โดยอาศัยหลักที่ว่า กฎหมายฉบับหนึ่งย่อมจะต้องอาศัยข้อความที่กฎหมายฉบับอื่นๆ บัญญัติไว้บ้าง หรืออีกนัยหนึ่ง โดยอาศัยหลักที่ว่า กฎหมายต่างๆ อาจเข้ามาเกี่ยวข้องซึ่งกันและกัน เราจึงต้องถือว่า คำว่า “ ภูมิลำเนา” มี ความหมายเช่นเดียวกับที่ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์บัญญัติไว้ ทั้งนี้ ถือว่า พระราชบัญญัติว่าด้วยการขัดกันแห่งกฎหมายได้เข้ามาเกี่ยวข้องกับประมวล กฎหมายแพ่งและพาณิชย์ในเรื่องนี้” [3]

นอกจากนี้ ผู้พิพากษายังต้องพิเคราะห์ถ้อยคำอีกด้วยว่าถ้อยคำดังกล่าวเป็น “ถ้อยคำธรรมดา” หรือเป็น “ถ้อยคำตามกฎหมาย” ซึ่งถ้อยคำบางคำอาจมีความหมายได้ทั้งความหมายธรรมดาและความหมายทางกฎหมาย เช่น คำว่า “หนี้” หนึ้ ตามความเข้าใจของชาวบ้านทั่วไปหมายถึง หนี้เงิน แต่หนี้ ในความหมายของวิชานิติศาสตร์หมายถึง กากระทำการอย่างหนึ่งอย่างใด หรืองดเว้นกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดและส่งมอบทรัพย์[4]

กรณีศาลรัฐธรรมนูญตีความว่าการจัดรายการชิมไปบ่นไปของอดีตนายกรัฐมนตรีสมัคร สุนทรเวช นั้นเข้าข่ายเป็น “ลูกจ้าง” แล้ว โดยศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดพจนานุกรม[5] เพื่อหาความหมายของคำว่า “ลูกจ้าง” ว่ามีความหมายว่าอย่างไร โดยศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า คำว่า “ลูกจ้าง” ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 267 มีความหมายกว้างกว่าคำนิยามของกฎหมาย หรือการแปลตามความหมายทั่วไป โดยศาลรัฐธรรมนูญได้เปิดดูพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ.2542 ในความหมายของ “ลูกจ้าง” ว่า หมายถึง ผู้รับจ้างทำการงาน ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้าง โดยได้รับค่าจ้าง ไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร โดยมิได้คำนึงถึงว่าจะมีการทำสัญญาจ้างเป็นลายลักษณ์อักษรหรือไม่ หรือได้รับค่าตอบแทนเป็นค่าจ้าง หรือค่าตอบแทนเป็นทรัพย์สินอย่างอื่นหากได้มีการตกลงรับจ้างกันทำการงานการ แล้วย่อมมีความของคำว่า “ลูกจ้าง” ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 267 ทั้งสิ้น

ในคดีชิมไปบ่นไปผมมีข้อสังเกตบางประการดังนี้

ประการแรก ประเด็นที่สำคัญของคดีนี้คือ การทำรายการของอดีตนายกรัฐมนตรีนั้นมีลักษณะเป็นลูกจ้างตามสัญญาจ้างแรงงาน ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์หรือไม่ การจะวินิจฉัยว่า อดีตนายกมีสถานะเป็นลูกจ้างหรือไม่ มิใช่เพียงแค่เปิดพจนานุกกรมเพื่อหาความหายของคำว่าลูกจ้างแต่ศาลรัฐธรรมนูญ ต้องพิเคราะห์ลักษณะหรือองค์ประกอบของสัญญาจ้างแรงงานด้วย ลักษณะสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานนั้นมีหลายประการเช่น เป็นสัญญาเฉพาะตัว เป็นสัญญาต่างตอบแทน เป็นสัญญาไม่มีแบบ เป็นสัญญาที่นายจ้างมีอำนาจบังคับบัญชาเหนือลูกจ้าง ผมไม่แน่ใจว่าศาลรัฐธรรมนูญก่อนที่จะวินิจฉัยว่าอดีตนายกเป็นลูกจ้างนั้นได้ มีการวิเคราะห์ อธิบายแต่ละองค์ประกอบข้างต้นว่าลักษณะการทำงานของอดีตนายกนั้นเข้าองค์ ประกอบแต่ละข้ออย่างละเอียดหรือไม่ เนื่องจากขณะเขียนบทความนี้ คำวินิจฉัยกลางของศาลรัฐธรรมนูญยังไม่เผยแพร่ ข่าวที่ปรากฏดูเหมือนว่าศาลรัฐธรรมนูญจะเพ่งเล็งไปที่เรื่องค่าตอบแทนเป็น หลัก แต่ค่าตอบแทนนั้นเป็นเพียงองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงานเท่านั้น

ประการที่สอง แม้ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ว่าด้วยจ้างแรงงานมาตรา 575 จะไม่มีบทนิยามศัพท์หรือคำอธิบายว่าลูกจ้างคืออะไรก็ตาม แต่กฎหมายแรงงานอย่างอื่นก็มีบทนิยามศัพท์ในเรื่องลูกจ้างว่าคืออะไร เช่น ในพระราชบัญญัติคุ้มครองแรงงาน 2541 มาตรา 4 บัญญัติว่า ลูกจ้างหมายถึง “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไร หรือ ในพระราชบัญญัติเงินทดแทน” พ.ศ. 2537 มาตรา 5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ ซึ่งตกลงทำงานให้นายจ้างโดยรับค่าจ้างไม่ว่าจะเรียกชื่ออย่างไรแต่ไม่รวมถึง ลูกจ้างซึ่งทำงานเกี่ยวกับงานบ้านอันมิได้มีการประกอบธุรกิจรวมอยู่ด้วย” หรือพระราชบัญญัติแรงงาสัมพันธ์ พ.ศ. 2518 มาตรา5 บัญญัติว่า ลูกจ้าง หมายความว่า “ผู้ซึ่งตกลงทำงานให้แก่นายจ้างเพื่อรับค่าจ้าง”

นอก จากนี้ ศาลรัฐธรรมนูญควรพิจารณาจากแนวคำพิพากษาของศาลฎีกาซึ่งมีอยู่มากมายเกี่ยว กับสาระสำคัญของสัญญาจ้างแรงงานว่ามีอะไรบ้าง กล่าวโดยสรุปแล้ว การค้นหาความหมายของคำว่าลูกจ้าง ศาลรัฐธรรมนูญควรเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ มากกว่าดูจากพจนานุกรมอย่างเดียว การที่ศาลรัฐธรรมนูญให้เหตุผลว่า กฎหมายแต่ละฉบับมีเจตนารมณ์เป็นของตนเองแตกต่างกันไปแต่ละฉบับนั้น แม้จะรับฟังได้ก็ตาม แต่การค้นหาความหมายของลูกจ้างที่ปรากฏในกฎหมายแรงงาน ประกอบกับแนวคำพิพากษาของศาลที่มีอยู่มากมายรวมทั้งตำรากฎหมายแรงงานซึ่งมี ผู้แต่งหลายท่าน เพื่อค้นหาหลักหรือสาระสำคัญของลูกจ้างหรือสัญญาจ้างเเรงงานว่ามีลักษณะ อย่างไรย่อมดีกว่าเพียงแค่เปิดพจนานุกรมอย่างแน่นอน

ประการที่สาม ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญควรอธิบายหรือวิเคราะห์ก็คือความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ว่ามีความหมายแคบกว้างเพียงใด โดยศึกษาเปรียบเทียบจากกฎหมายที่กล่าวมาข้างต้นซึ่งได้มีบทนิยามความหมายของคำว่า “ค่าจ้าง” ไว้แล้วเพื่อประกอบเป็นแนว

ประการที่สี่ ประเด็นที่ศาลรัฐธรรมนูญเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายแรงงานอื่นๆ มีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายรัฐธรรมนูญนั้น จึงไม่อาจนำมาใช้ได้นั้น ข้อนี้มีน้ำหนักน้อย เพราะประมวลกฎหมายแพ่งพาณิชย์และกฎหมายแรงงานอื่นๆ ยังมีสถานะเป็นกฎหมายแต่พจนานุกรมนั้น ไม่มีสถานะเป็น “กฎหมาย” ด้วยซ้ำไป

นอกจากนี้ ประเด็นนี้ไม่ใช่เป็นประเด็นเรื่อง “ลำดับชั้น” หรือ “ลำดับศักดิ์” ของกฎหมาย (Hierarchy of laws) ลำดับชั้นหรือลำดับศักดิ์ของกฎหมาย หมายถึงกรณีที่กฎหมายลำดับต่ำกว่าจะมีเนื้อหาหรือข้อความขัดกับกฎหมายใน ลำดับสูงกว่าไม่ได้ แต่กรณีนี้ ประมวลกฎหมายแพ่งว่าด้วยสัญญาจ้างแรงงานก็ดี กฎหมายแรงงานอื่นๆก็ดีหาได้มีเนื้อหาขัดหรือแย้งกับมาตรา 267 แห่งรัฐธรรมนูญ 2550 ไม่ ดังนั้น การที่ศาลรัฐธรรมนูญยกเรื่องลำดับศักดิ์ของกฎหมายมาเป็นเหตุผลนั้น เป็นเรื่องผิดฝาผิดตัวมากกว่า อีกทั้งอาจารย์หยุด แสงอุทัยยังได้ตั้งเป็นข้อสังเกตอีกว่า เป็นไปไม่ได้ที่กฎหมายฉบับหนึ่งจะบัญญัติทุกสิ่งทุกอย่าง [6] ผมเห็นว่า ผู้ร่างกฎหมายไม่สามารถที่ให้คำนิยามหรือบทนิยามศัพท์ได้ทุกคำ ถ้อยคำกฎหมายใดที่กฎหมายนั้นๆ ไม่มีการให้คำนินามศัพท์เป็นการเฉพาะเจาะจงแล้ว ผู้ใช้กฎหมายพึงเทียบเคียงกับกฎหมายทั่วไปอย่างประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือ ประมวลกฎหมายอาญาหรือค้นหาจากแนวคำพิพากษาของศาลในเรื่องนั้นๆประกอบการ ตัดสิน

จากคำอธิบายของอาจารย์หยุด แสงอุทัยข้างต้น ผมเห็นว่า ศาลรัฐธรรมนูญต้องตีความคำว่า “ลูกจ้าง” ให้ สอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน โดยเทียบเคียงจากกฎหมายแรงงานอื่นๆ แนวคำพิพากษาของศาลและตำรากฎหมายแรงงาน เพื่อรักษาความเป็นเอกภาพของระบบกฎหมายด้วย มิใช่พิจารณาเพียงแค่เรื่องลูกจ้างเท่านั้น การตีความโดยอาศัยพจนานุกรมนั้น ไม่เพียงพอที่อธิบายความหมายของลูกจ้างได้ เพราะคำว่าลูกจ้างนั้นเป็นองค์ประกอบหนึ่งของสัญญาจ้างแรงงาน แต่ศาลรัฐธรรมนูญต้องอธิบายองค์ประกอบอื่นของสัญญาจ้างแรงงานด้วย

บทส่งท้าย

หน้าที่ ของคำพิพากษาคือการวินิจฉัยประเด็นข้อกฎหมายที่เป็นประเด็นพิพาทกัน คำพิพากษาที่ดีจะต้องประกอบด้วยข้อเท็จจริงอันเป็นที่ยุติ ไม่คลุมเครือ เเละหลักกฎหมายที่ถูกต้อง ชัดเจน ปราศจากข้อความที่ไม่จำเป็นทั้งหลายไม่ว่าจะเป็นความรู้สึกหรือความคิดเห็น ส่วนตัว ถ้อยคำในเชิงอบรมหรือตำหนิติเตียน (ไม่ว่าผู้พิพากษาท่านั้นจะมีความตั้งใจดีเพียงใดก็ตาม) ภาษา ที่ฟุ่มเฟือย เป็นต้น ตลอดจนการตีความกฎหมายที่ถูกต้องตามหลักวิชานิติศาสตร์ในระบบกฎหมายนั้นๆ ที่สำคัญที่สุด คำพิพากษาที่ตัดสินออกมาเเล้ว จะให้ประชาชนยอมรับ (หรือมีการวิพากษ์วิจารณ์น้อยที่สุด) มากน้อยเพียงใดขึ้นอยู่กับการให้เหตุผลทางกฎหมาย (Legal reasoning) เป็นสำคัญ คำพิพากษาที่ดีจึงมิใช่เป็นเรื่องของการมุ่งไปที่ “ผล” อย่างเดียว แล้วหาคำอธิบายมาประกอบเท่านั้น โดยหวังว่า “ผล” ของคำพิพากษาจะเเก้ไขปัญหาทางการเมืองได้ เพราะว่าประชาชนสามารถเเยกเเยะได้ว่า “ผล” (Result) กับ “เหตุผล” (Reason) นั้นไม่เหมือนกัน

……..….

เชิงอรรถ

[1] Eva Steiner, French Legal Method,(New York: Oxford University Press,2002),p.150

[2] Gwen Morris, Laying Down the Law,(Sydney: Butteworths1992)p. 47

[3] หยุด แสงอุทัย, คำอธิบายกฎหมายระหว่างประเทศแผนกคดีบุคคล, (กทม: สำนักพิมพ์หาวิทยาลัยธรรมศาสตร์,2527)หน้า 53

[4] ปรีดี เกษมทรัพย์, กฎหมายแพ่ง: หลักทั่วไป, (ก.ท.ม.:ห้างหุ้นส่วนจำกัด ภาพพิมพ์, 2526), หน้า 66

[5] ในต่างประเทศ ผู้พิพากษาก็เปิดดูพจนานุกรมเพื่อหาความหมายของศัพท์กฎหมายได้ แต่พจนานุกรมนี้มิใช่เป็นพจนานุกรมทั่วๆไปแต่เป็นพจนานุกรมทางกฎหมายโดย เฉพาะ เช่น ศาสตราจารย์ Glanville Williams แนะนำให้ใช้พจนานุกรมชื่อว่า Broom’s Legal Maxim หรือ A Dictionary of Modern Legal Usage เป็นต้น โปรดดู Glanville Williams, Learning the Law, (London: Sweet & Maxwell), หน้า 88-89 ในขณะที่ประเทศฝรั่งเศสก็มีการใช้พจนานุกรมทางกฎหมายของ Guillien and Vincent, Lexique de Terms Juridique และ Cornu, Vocabulaire Juridique, โปรดดู Eva Steiner, อ้างแล้ว, หน้า 152

[6] หยุด แสงอุทัย, ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฎหมายทั่วไป, (ก.ท.ม: สำนักพิมพ์ประกายพรึก), หน้า 171

https://i1.wp.com/www.komchadluek.net/2007/04/22/images/6867884low.jpg9 ส.ค.51 – นาย จาตุรนต์ ฉายแสง จัดแถลงข่าววิเคราะห์สถานการณ์และนำเสนอทางออก เนื่องจากมีหลายฝ่ายเกิดความหวั่นวิตกต่อความรุนแรงที่อาจเกิดขึ้นจากความ ขัดแย้งทางการเมือง โดยเขาระบุว่า ทางออกระยะยาวคือ สังคมไทยจำเป็นต้องช่วยกันทำความเข้าใจต้นเหตุปัญหา แล้วตัดสินใจว่าจะสนับสนุนยอมรับแนวทางที่สร้างปัญหาอยู่นี้หรือไม่ หากไม่ยอมรับก็ต้องช่วยกันแสดงความเห็นหักล้างแนวความคิดแบบนี้ แล้วกลับมายอมรับแนวทางประชาธิปไตย เชื่อถือและให้อำนาจประชาชน สร้างระบบตรวจสอบที่เป็นกลางจริง ไม่อยู่ภายใต้การกดดันของกลุ่มการเมืองใด ๆ

จาตุรนต์ กล่าวต่อถึงต้นตอของปัญหาว่า คือ การเคลื่อนไหวด้วยระบบความคิดที่ผสมกันระหว่างความคิดอนาธิปไตยกับความคิด แบบอำมาตยาธิปไตย ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตย และการพัฒนาประเทศ ระบบความคิดนี้ได้พัฒนาต่อเนื่อง และไม่มีแนวโน้มว่าจะลดลง และยังเป็นไปอย่างค่อนข้างมีพลังด้วย

ระบบ ความคิดนี้ประกอบด้วย หลักที่ไม่ไว้ใจประชาชน ไม่ยอมรับปฏิบัติตามกติกา เมื่อไม่พอใจรัฐบาลก็เคลื่อนไหวล้มรัฐบาลได้โดยไม่คำนึงว่าจะเป็นวิธีการแบบ ไหน เช่น ก่อนหน้านี้ที่มีการปูทางในกับการยึดอำนาจ ตลอดจนแก้ต่างให้กับการยึดอำนาจ สนับสนุนให้เกิดรัฐธรรมนูญที่ไม่เป็นประชาธิปไตยอำนาจอธิปไตยอยู่กับคนกลุ่ม น้อย และไม่มีการเชื่อมโยงยึดโยงกับประชาชนเท่าที่ควร

“ระบบ ความคิดนี้นอกจากจะเคลื่อนไหวเพื่อล้มรัฐบาลจากการเลือกตั้งแล้วยังต่อต้าน การแก้ไขรัฐธรรมนูญ ทั้งที่ก่อนหน้าลงประชามติบอกว่าแก้ไขได้ คล้ายกับว่ารัฐธรรมนูญนั้นถ้าเผด็จการทหารมาฉีกทำได้ แต่ถ้าประชาชนหรือรัฐสภาจะแก้ทำไม่ได้”

จาตุรนต์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ระบบความคิดนี้ยังเสนอสิ่งที่เลวร้าย คือ แนวคิดการเมืองใหม่ที่เป็นการถอยหลังไปไกลแล้ว ระบบความคิดนี้ยังมุ่งให้รัฐบาลปกครองไม่ได้ เป็นแนวอนาธิปไตย การเคลื่อนไหวแบบนี้มีลักษณะพิเศษคือ สามารถโจมตี ใส่ร้ายผู้อื่น ทั้งเป้าหมายศัตรูทางการเมือง และผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางตน โดยการโจมตีใส่ร้ายนี้ทำได้อย่างเสรีเหมือนบ้านเมืองไม่มีขื่อแป และไม่ถูกบังคับใช้กฎหมายอย่างประชาชนทั่วไป ระบบความคิดนี้อ้างว่าเชื่อถือและมีความจำเป็นที่บ้านเมืองต้องมีองค์กร อิสระ แต่เมื่อใดก็ตามที่องค์กรอิสระเห็นไม่ตรงกับตน ก็สามารถเคลื่อนไหวกดดัน คุกคามองค์กรอิสระทั้งหลายได้ด้วย รวมทั้งองค์กรในกระบวนการยุติธรรม เช่น ตำรวจ อัยการ นอกจากนี้ระบบความคิดนี้ยังใช้ประโยชน์จากแนวคิดชาตินิยมเพื่อมุ่งทำลาย ศัตรูทางการเมือง เช่น กรณีปราสาทเขาพระวิหาร จนทำให้ประเทศไทยขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้าน แก้ไขยากลำบากจนปัจจุบัน

“การ เคลื่อนไหวยังทำโดยใช้กำลังเข้ากดดัน สร้างผู้ที่เห็นร่วมกันโดยใช้ความจริงผสมความเท็จทำให้เสี่ยงต่อการเกิด ปัญหาความรุนแรง สร้างเงื่อนไขที่เป็นความเสี่ยงที่เกิดความรุนแรง และใช้หลักเหตุผลว่าเมื่อใดก็ตามที่เกิดความรุนแรงขึ้น รัฐบาลในขณะนั้นต้องรับผิดชอบ นอกจากนั้นยังเสนอประเด็นเลยไปถึงว่าเมื่อเกิดความรุนแรงหรือความเสี่ยงที่ จะเกิดความรุนแรง ทหารมีความชอบธรรมในการยึดอำนาจ” จาตุรนต์กล่าว

เขา ระบุว่า ระบบความคิดนี้มีจุดศูนย์กลางอยู่ที่พันธมิตรฯ และน่าเสียดายที่มีการสนับสนุนจากนักวิชาการจำนวนหนึ่ง และผู้ที่เคยต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาในอดีต ถ้าระบบความคิดนี้ยังเคลื่อนไหวอย่างได้ผลต่อไป และทุกฝ่ายยอมจำนน สังคมไทยก็ไม่มีทางพัฒนาไปเป็นสังคมประชาธิปไตย และไม่มีทางได้รัฐบาลใดๆ ที่จะแก้ปัญหาประเทศได้ ไม่มีทางรัฐบาลใดๆ ที่จะตอบสนองความต้องการของประชาชนในประเทศได้ภายใต้รัฐธรรมนูญที่ระบบความ คิดนี้ได้สร้างขึ้นและกำลังรักษาไว้ และหาไปสู่การเมืองใหม่ก็ยิ่งล้าหลัง

สำหรับทางออกเฉพาะหน้า จาตุรนต์กล่าวว่า ไม่ เห็นด้วยกับการยกเลิกหรือชะลอการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะมีความจำเป็นที่จะต้องแก้รัฐธรรมนูญให้มีความเป็นประชาธิปไตยโดยเร็ว เพราะหากปล่อยนานไปในที่สุดจะได้รัฐบาลที่อ่อนแอไม่มีประสิทธิภาพ พรรคการเมืองถูกทำลายทั้งหมด มีรัฐสภาที่ไม่เป็นเป็นประชาธิปไตย และนำไปสู่วิกฤตความขัดแย้ง ความรุนแรงอยู่ดี จึงมีข้อเสนอให้มีการทำประชามติสอบถามประชาชนในเรื่องนี้ แม้ว่าก่อนหน้านี้จะเคยเสนอโมเดลของการตั้ง ส.ส.ร.

“ทาง ที่ดีที่สุด ต้องมีการลงประชามติ การลงประชามตินี้จะทำก่อนที่จะเริ่มแก้รัฐธรรมนูญ หรือร่างเสร็จแล้วก็แล้วแต่การออกแบบ แต่ไม่ว่าจะก่อนหรือหลังก็ควรมีประกาศให้ชัดเจนว่าจะทำประชามติ เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างมาก ทุกฝ่ายแสดงความเห็นได้อย่างเต็มที่ ไม่ต้องปะทะกัน จะจัดชุมนุม จัดเวทีสาธารณะ ผ่านสื่อสาธารณะอย่างไรก็ทำได้เต็มที่ ทำให้มากกว่าการทำประชามติครั้งที่แล้วที่ถูกปิดกั้นโดยคมช. คำถามคือ พันธมิตรจะยอมรับผลประชามติไหม ผมทายว่าไม่รับแน่ แต่ประชาชนต้องช่วยกันทำความเข้าใจ ในทางตรงกันข้ามถ้าประชาชนเห็นว่ายังไม่ควรแก้ ก็ต้องยุติการแก้รัฐธรรมนูญ เพราะประชาชนตัดสินอย่างนั้น แล้วรอจนกว่ามีการเลือกตั้งใหม่ มีรัฐบาลใหม่” จาตุรนต์กล่าว

ส่วน เรื่องการป้องกันความรุนแรงเป็นเรื่องที่ทุกฝ่ายต้องช่วยกัน คงไม่เรียกร้องกับฝ่ายพันธมิตร แต่สำหรับรัฐบาลต้องมีหน้าที่หาทางป้องกัน กำชับทุกหน่วยป้องกันความรุนแรงอย่างเต็มความสามารถ ฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับพันธมิตรฯ ถ้าจะเคลื่อนไหวก็ต้องหลีกเลี่ยงความรุนแรง และไม่เป็นผู้ริเริ่มความรุนแรงเสียเอง ซึ่งรวมถึงฝ่ายพลังประชาชนด้วย

“พรรค พลังประชาชนอยู่ได้อย่างมากก็จนถึงวันยุบพรรค เพราะรัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด ความขัดแย้งที่เกิดขึ้นภายในพรรค ถ้าเป็นเรื่องตำแหน่งก็น่าจะสรุปบทเรียนแล้วร่วมกันจัดโครงสร้างในพรรคให้มี ความเป็นธรรมมากขึ้น ที่ผมเสนอนี้ไม่ได้มีอะไรเกี่ยวกับพรรคพลังประชาชน แต่มองไปถึงว่าถ้าเราแก้รัฐธรรมนูญกันไม่สำเร็จ ประชาธิปไตยก็จะถอยหลังอยู่อย่างนี้ หวังว่าจะประคองกันไปได้เมื่อถูกยุบแล้ว คนที่เหลือยังตั้งพรรคได้ เป็นรัฐบาลต่อไปได้ ผลักดันการแก้รัฐธรรมนูญต่อไปได้” จาตุรนต์กล่าว

บทความดร.โกร่ง ‘การยุบพรรคการเมือง’
วันที่ 28 มีนาคม 2551 – เวลา 21:06:06 น.

เมื่อตุลาการรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยให้มีการยุบพรรคไทยรักไทย และตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน เป็นเวลา 5 ปีนั้น ผมกลับมีความเห็นว่า ตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ควรวินิจฉัยอย่างนั้น ถ้าตุลาการรัฐธรรมนูญยึดหลักการกฎหมายและรัฐศาสตร์ไปพร้อมๆ กัน

แม้ว่ากฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองซึ่งเป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญปี 2540 จะมีบทบัญญัติว่า พรรคการเมืองอาจจะถูกยุบได้ แต่ก็ยังมีเงื่อนไขที่ยากกว่าที่ปรากฏในกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน ไม่เห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งในการมีคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ใช้กฎหมายย้อนหลังในทางที่เป็นโทษ โดยการตัดสิทธิทางการเมืองกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คน เป็นเวลา 5 ปี ทั้งที่อาจจะมีผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจ้างวานพรรคเล็กให้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียง 2-3 คน

กฎหมายว่าด้วยพรรคการเมืองประกอบรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน กำหนดเข้มงวดลงไปอีกในเรื่องการยุบพรรคการเมือง และการตัดสิทธิทางการเมือง กรรมการบริหารทั้งหมดในกรณีที่พรรคการเมืองถูกยุบ

กฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบัน เมื่อเทียบกับรัฐธรรมนูญฉบับปี 2540 แล้ว รัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันเป็นประชาธิปไตยน้อยกว่ารัฐธรรมนูญปี 2540 ทั้งในแง่ที่มา เนื้อหาสาระ และจุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในขณะที่มีการยกร่าง แม้ว่าจะมีการจัดให้มีการลงประชามติเพื่อให้ได้ชื่อว่ามีการยึดโยงกับประชาชนแล้วว่าจะ “รับ” หรือ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปี 2550 เพราะการตัดสินใจในการลงคะแนนว่ารับหรือไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันนั้น ไม่ได้อยู่ในเนื้อหาสาระของรัฐธรรมนูญ แต่อยู่ที่จะยืดเวลาของรัฐบาลที่แต่งตั้งโดยคณะรัฐประหาร หรือจะให้รัฐบาลในขณะนั้นสิ้นสุดลง และกลับไปสู่ระบอบประชาธิปไตยโดยเร็ว จึงลงมติรับไปก่อนแล้วค่อยแก้ไขภายหลัง กระนั้นก็ตามคนที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปัจจุบันก็มีมากถึงกว่า 10 ล้านคน
Read the rest of this entry »

โดย อ.พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์

ชัยชนะของพรรคพลังประชาชนที่มีนายสมัคร สุนทรเวชเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 23 ธันวาคม 2550 เป็นชัยชนะทางยุทธศาสตร์ครั้งสำคัญของขบวนการประชาธิปไตยนับแต่รัฐประหาร 19 กันยายน 2549 เป็นการพิสูจน์ให้เห็นอย่างปราศจากข้อสงสัยว่า ประชาชนชั้นล่างทั้งในเมืองและชนบททั่วประเทศคือทัพหลวงของประชาธิปไตยที่ขบวนการประชาธิปไตยพึ่งพาวางใจได้ในการต่อสู้อันยากลำบากและยาวนาน

ระบอบรัฐธรรมนูญ 2550 ที่กำกับโดยพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยเนื้อแท้แล้ว เป็นระบอบอำมาตยาธิปไตยที่แกนในอำนาจรัฐยังคงกุมอยู่ในมือของกลุ่มจารีตนิยมที่มีกลไกราชการ-กองทัพเป็นเครื่องมือ ร่วมเป็นพันธมิตรกับกลุ่มทุนเก่า ปัญญาชนขวาจัด ปัญญาชนอีแอบตีสองหน้า และปัญญาชนเดือนตุลาฯที่ทรยศต่อประชาธิปไตย แกนในนี้มีเปลือกหุ้มเป็นระบอบรัฐสภาที่มีผู้แทนราษฎรและรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง แต่ถูกกำกับอย่างแน่นหนาจากวุฒิสภาแต่งตั้งและบทบัญญัติต่าง ๆ ในรัฐธรรมนูญที่แยกสลายพรรคการเมืองและจำกัดอำนาจการบริหารของรัฐบาล

ขบวนการประชาธิปไตยในปัจจุบันจึงก่อรูปขึ้นเป็นสองแนวรบใหญ่คือ ด้านหนึ่งเป็นแนวรบในกรอบรัฐธรรมนูญ 2550 อันประกอบด้วยการเลือกตั้ง เวทีรัฐสภาและการจัดตั้งรัฐบาลที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำ เพื่อเข้ากุมการบริหารงานแผ่นดินในระดับหนึ่ง ในอีกด้านหนึ่ง ก็คือแนวรบนอกสภาอันประกอบด้วยกลุ่มพลังมวลชนประชาธิปไตยใหม่อันหลากหลายที่ก่อกำเนิดขึ้นหลังรัฐประหาร 19 กันยายน พัฒนาขยายตัว ผ่านการต่อสู้บนท้องถนนมาอย่างทรหดอดทนและอันตรายยิ่ง หล่อหลอมขึ้นเป็นกองทัพหน้าอันกล้าหาญเด็ดเดี่ยวของขบวนการประชาธิปไตย

ภารกิจประชาธิปไตยในขั้นตอนปัจจุบันยังคงเป็นการต่อสู้เพื่อนำมาซึ่งระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริง แต่รัฐธรรมนูญ 2550 เป็นผลิตผลของรัฐประหาร 19 กันยายน เป็นเครื่องมือของระบอบอำมาตยาธิปไตย เต็มไปด้วยบทบัญญัติที่เป็นเผด็จการและละเมิดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทย และไม่สามารถที่จะใช้เป็นพื้นฐานเพื่อการปฏิรูปรัฐธรรมนูญได้ ฉะนั้น ภารกิจยุทธศาสตร์ในขั้นปัจจุบันของขบวนการประชาธิปไตยจึงเป็นการนำเอารัฐธรรมนูญ 2540 และกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญทั้งหมดกลับคืนมา ทำการแก้ไขตามความเห็นของมหาชน แล้วให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับแก้ไข จากนั้น ให้ยุบสภาและมีการเลือกตั้งใหม่โดยทันที
Read the rest of this entry »

เหลืออีกเพียงแค่ 3 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวา เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพอดี ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าองค์กรทางการเมืองทั้งที่เคยผ่านระบบการเลือกตั้งและไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนบางส่วนจะออกมาพูดประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่า “หากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่สงบเรียบร้อย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอาจมีการเผชิญหน้ากันนำไปสู่การนองเลือดได้”

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่าเจตนาของคนพูดนั้น เปิดเกมรุกถล่ม พปช. กลัวพรรคพลังประชาชนจะเข้าวินนั่นเอง

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่ามันสอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสารลับ คมช. ที่ระบุว่า

“เชิญบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการออกรายการวิทยุโทรทัศน์วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากพรรค พปช.ชนะเลือกตั้งแล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้แล้วคือ นืรโทษกรรมอดีตกรรมการพรรค ทรท.และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า หลายฝ่ายคงยอมไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายอีกครั้งและอาจนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด”

ซึ่งในตอนนี้แผนปฏิบัติการในเอกสารลับ คมช. ในทางปฏิบัติก็ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่หาก พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยกเลิกการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน และยกเลิก คตส.
Read the rest of this entry »

คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไปนั่งรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนชาวอเมริกันเจ้าเก่าที่สอนวิชาการปกครองเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่อเมริกา เรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษก็คือ การปกครองของไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปากีสถาน เพราะ 4 ประเทศนี้มีลักษณะของการปกครองที่ล้มลุกคลุกคลาน มีประชาธิปไตยบ้าง มีปฏิวัติรัฐประหารบ้าง สลับกันไป ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถ หยั่งรากลึกลงไปได้ ทั้งๆ ที่ประเทศทั้ง 4 ประเทศนี้ มีเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม รวมทั้งความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันหมด

อินโดนีเซีย และปากีสถาน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ฟิลิปปินส์คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และ คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

อินโดนีเซียเคยเป็นอาณานิคมของฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปกครองอินโดนีเซียโดย ไม่ให้มีการพัฒนาอะไรเลย ฟิลิปปินส์เคยเป็นอาณานิคมของสเปนมานานแล้ว มาเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา ปากีสถานเคยรวมอยู่กับอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มาแยกออกเป็นปากีสถานหลังจากได้รับเอกราช แต่อินเดียกลับสามารถ ประคับประคองตนเองเป็นประชาธิปไตย และสามารถควบคุมทหารไว้ไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหารได้ตั้งแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา เหมือนกับศรีลังกา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเหมือนไทย เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน แต่ก็สามารถ ประคับประคองระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ แม้ว่ามีปัญหาเรื่องความมั่นคงภายในจากกบฏ แบ่งแยกดินแดนของชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬ ที่นับถือศาสนาฮินดู

ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่กล่าวมา ประเทศไทยดูเหมือนจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นๆ ตามมาด้วยประเทศฟิลิปปินส์ ต่อไปอาจจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และปากีสถาน ตามลำดับ การกระจายรายได้หรือการกระจายความเจริญ รวมทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้า สื่อสารมวลชน การแพทย์ เสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน การศึกษา และอื่นๆ ดูเหมือนประเทศไทยจะมีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ และไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าประเทศไทย
Read the rest of this entry »

Sticky Topics

ตุลาคม 2017
พฤ อา
« ม.ค.    
 1
2345678
9101112131415
16171819202122
23242526272829
3031  

Top Clicks

  • ไม่มี

StatCounter

Blog Stats

  • 219,241 hits