You are currently browsing the category archive for the ‘Economic Review’ category.

16 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 07:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

เมื่อ 2 สัปดาห์ที่แล้วเงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างมาก โดยเหมือนว่าเป็นเพราะเงินที่ไหลเข้าสู่ตลาดหุ้นเป็นสาเหตุหลัก ผู้ส่งออกแสดงความกังวลอย่างมาก ทำให้รัฐบาลออกมากำชับ และมอบหมายให้ธนาคารแห่งประเทศไทยดูแลให้เงินบาทมีเสถียรภาพ

ผมเคยแสดงความเห็นมาก่อนหน้าแล้วว่า เงินบาทมีแนวโน้มจะแข็งค่าอย่างต่อเนื่อง สาเหตุเพราะไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก ซึ่งเดิมนั้นก็นำเงินเกินดุลไปใช้คืนหนี้ต่างประเทศ แต่เมื่อใช้คืนหนี้ต่างประเทศจนถึงจุดอิ่มตัวแล้ว และทุนสำรองระหว่างประเทศก็มีสูงเกินพอแล้ว ประเทศไทยก็ยังเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง โดยคาดว่าปีนี้จะเกินดุลได้ถึง 10,000 ล้านดอลลาร์ และเมื่อบวกกับทุนไหลเข้าจากต่างประเทศสุทธิอีก 5,000-6,000 ล้านดอลลาร์ ก็จะทำให้มีเงินตราต่างประเทศไหลเข้าประมาณ 15,000 ล้านดอลลาร์ หรือเฉลี่ยกว่า 1,200 ล้านดอลลาร์ต่อเดือน

จริงอยู่ในบางครั้งเงินทุนจะไม่ได้ไหลเข้าอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่เข้ามาเป็นก้อนใหญ่ๆ ในระยะเวลาอันสั้น แต่โดยภาพรวมแล้วต้องสรุปว่า “ปัญหา” ของประเทศไทยคือ การมีเงินดอลลาร์มากเกินความต้องการ และเราก็ทราบดีจากประสบการณ์ว่า เมื่อผลผลิตสินค้าเกษตรออกมาเกินความต้องการ ราคาสินค้าเกษตรก็จะต้องปรับลดลงอย่างรวดเร็ว

ในทำนองเดียวกัน เมื่อประเทศไทย “ผลิต” ดอลลาร์ออกมาเกินความต้องการ ราคาดอลลาร์ก็จะต้องตกต่ำ (หรือเงินบาทก็จะต้องแข็งค่า) อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ เว้นแต่ว่าธนาคารแห่งประเทศไทย จะต้องเข้ามาแทรกแซง โดยการเข้าซื้อเงินดอลลาร์เพื่อพยุงราคาดอลลาร์ไม่ให้ตกต่ำลงไป ซึ่งเป็นสิ่งที่ผู้ส่งออกเรียกร้องเช่นเดียวกับที่เกษตรกรมักจะเรียกร้องให้มีการแทรกแซงราคาพืชผล
Read the rest of this entry »

บทบรรณาธิการ

ตลอด 2 สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนกระแสเงินร้อนที่หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์ จะส่งผลเชิงบวก สร้างความคึกคักอย่างต่อเนื่องให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ท่ามกลางความยินดีปรีดาของบรรดานักลงทุน คนเล่นหุ้น ตลอดจนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ถึงขั้นฝันหวานว่ายุคทองของการลงทุนและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกำลังกลับมา

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงในอีกมิติหนึ่งเนื่องจากการไหลเข้ามาของเงินลงทุนจากต่างประเทศดังกล่าว ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทของไทยแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน ประมาณการค่าเงินบาทที่นักวิเคราะห์ หรือสำนักต่างๆ คาดว่าอาจทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ไปได้จนถึงสิ้นปี 2550 กลับแข็งขึ้นมาถึงระดับ 33.40 บาท/ ดอลลาร์และไม่มีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่ากลับไปอีกเลย

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีจากภาคธุรกิจ ตัวแทนของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นั่นคือ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวมากขึ้นนั้น สร้างความเสียหายกับภาคธุรกิจส่งออกในหลายระดับ ที่เข้าขั้นรุนแรงก็คือ โรงงาน ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถแข่งขันหรือรับภาระขาดทุนต่อเนื่องได้ จนต้องหยุดกิจการ ปิดโรงงาน และปลดคนออกจากงาน ภาวการณ์เช่นนี้กำลังจะขยายตัวต่อไปในวงกว้าง หากแนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งตัวต่อไปเช่นนี้
Read the rest of this entry »

สัมภาษณ์

ในภาวะที่ค่าเงินบาทแข็งอย่างรวดเร็ว รอบนี้ ภาคธุรกิจและเกษตรกรต่างได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า “ประชาชาติธุรกิจ” สัมภาษณ์ นายนิพนธ์ บุญญามณี ประธานกรรมการบริหาร บริษัท สยามอินเตอร์เนชั่นแนลฟู๊ด จำกัด อ.จะนะ จ.สงขลา ในฐานะ ผู้ประกอบการปลากระป๋องต่อผลกระทบดังกล่าวทั้งในภาพรวมเศรษฐกิจภาคใต้และธุรกิจการเกษตร

– ค่าเงินบาทแข็งกระทบธุรกิจปลากระป๋อง อย่างไร

โครงสร้างการผลิตของประเทศเราทำการเกษตร ทั้งยางพารา ปาล์ม มันสำปะหลัง ข้าว สิ่งเหล่านี้เราล้วนแต่ผลิตแล้วส่งออก เมื่อเราส่งออก วันนี้เมื่อเราไปขายแล้วได้เงินกลับมาน้อยลง แม้ว่าเราจะขายปริมาณมากขึ้น แต่ว่าเราเหนื่อยฟรี แบงก์ชาติบอกว่าเงินบาทแข็ง ผู้ผลิตควรรีบไปซื้อเครื่องจักร ผมว่าคนพูดยังไม่เข้าใจโครงสร้างการผลิตของประเทศ

บนพื้นฐานของการเป็นประเทศเกษตรกรรม อาทิ การเลี้ยงกุ้งกุลาดำเพื่อส่งออกทั้งนั้น เมื่อเราเอาไปขายได้ดอลลาร์กลับมา แปลงเป็นเงินบาทได้น้อยลงก็ทำให้เกษตรกรเดือดร้อน เขาขาดทุน และผู้ส่งออกที่รับออร์เดอร์มา ราคาอยู่ที่ 36-37 บาท/ดอลลาร์ วันที่ส่งออก บาทแข็งเหลือ 33 บาท/ดอลลาร์ เขาขาดทุนก็ผลักภาระไปกับผู้เลี้ยง นี่คือสิ่งที่เราต้องยอมรับ ว่าวันนี้ทั้ง ผู้ผลิตทั้งเกษตรกร ทั้งผู้ส่งออกทั้งพ่อค้าคนกลาง โรงงานแปรรูปก็ดี กระทบกระเทือนกันไปหมด เพราะฉะนั้นวันนี้รัฐควรจะต้องลงมาดูแลอย่างใกล้ชิดมากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่

ผมเข้าใจว่าบางครั้งเราก็ต้องยอมรับในกลไกการตลาด แต่ในแง่ของเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้ง ข้าว ยางพารา มันสำปะหลัง ล้วนแต่เป็นผู้อ่อนแอ ไม่สามารถที่จะปกป้องตนเองได้ ไม่สามารถที่จะไปซื้อประกันความเสี่ยงค่าเงินบาทได้ สิ่งเหล่านี้เราจะปล่อยไปตามยถากรรมไม่ได้ เราต้องลงมาดูแลตรงนี้ แม้เราจะบอกว่าผู้ส่งออกเป็นคนที่แข็งแรง พอที่จะดูแลตนเองได้ แต่ว่าเราต้องอย่าลืมว่าเกษตรกรเขาป้องกันตัวเองไม่ได้ ถ้ารัฐคิดว่าผู้ส่งออกดูแลตนเองได้ แต่เกษตรกร ที่เขาดูแลตนเองไม่ได้แล้วจะทำอย่างไรในมุมมองของพวกเรา เราทราบว่าวันนี้รัฐต้องใช้เงินมหาศาลในการแทรกแซงค่าเงินบาทแต่อย่างน้อยที่สุดมันต้องให้ความมั่นใจกับเกษตรกรกลุ่มผู้ส่งออกได้ว่า ค่าที่แท้จริงของเงินบาทมันอยู่ที่ใด รัฐจะต้องสะท้อนอะไรออกมาบ้าง ส่งสัญญาณอะไรมา แม้จะไม่มีการชี้นำ แต่ว่าต้องมีให้เขามีความมั่นใจ
Read the rest of this entry »

เอกชนจวกยับรัฐบาลไม่ยอมรับปัญหา “ค่าบาทแข็ง” แก้ไม่ถูกจุด หวั่นพิษบาทแข็งลามหนักมีสิทธิ์กระทบถึงรากหญ้า-เกษตรกร จี้แก้ชักช้ารากหญ้ากลายเป็น “รากเน่า” แน่ ด้านอุตสาหกรรมสะเทือนหนักนักธุรกิจโวย “ทูน่า-สิ่งทอ-อาหาร” อ่วม เริ่มออกอาการลดกำลังการผลิต ปลดคนงานระนาว หวั่นแรงงานกลุ่มนี้อีกกว่า 1 ล้านคนโดนลอยแพเพิ่ม รวมทั้งย้ายฐานการผลิตและนำเข้าวัตถุดิบทดแทนมากขึ้น ระวังอนาคตธุรกิจที่เชื่อมโยงต้นน้ำ-ปลายน้ำตายทั้งยวง ส่วนท่องเที่ยววูบ ญี่ปุ่นหนีแต่คนไทยไปญี่ปุ่นมากขึ้น

จากบทวิเคราะห์ฝ่ายวิชาการ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (ธสน.) ให้ข้อมูลว่า มูลค่าการส่งออกของไทยในช่วง 5 เดือนของปีนี้เพิ่มขึ้นจาก “ปริมาณ” มากกว่า “ราคา” โดยปริมาณเพิ่มขึ้น 12% ขณะที่ราคาเพิ่มขึ้น 5% และเมื่อเทียบกับค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นราว 10% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน สะท้อนถึงราคาในรูปเงินบาทที่ลดลง แต่ผู้ส่งออกจำเป็นต้องส่งออกในภาวะที่ตลาดในประเทศหดตัวลงเพื่อรักษาระดับการผลิตและกิจการและลูกค้าไว้

รายงานระบุว่า การส่งออกสูงแต่ผู้ส่งออกกลับมีกำไรน้อยลง สังเกตได้จากแม้มูลค่าส่งออกในเทอมดอลลาร์สหรัฐเพิ่มขึ้น 18.4% ในช่วง 5 เดือนแรก แต่มูลค่าส่งออกในรูปเงินบาทในช่วงเดียวกันเพิ่มขึ้นเพียง 7% และหากพิจารณาการขยายตัวของมูลค่าการส่งออกตั้งแต่ต้นปี 2550 พบว่ามูลค่าส่งออกเป็นดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวสูงกว่ามูลค่าส่งออกเป็นบาทกว่า 10% ทุกเดือน สะท้อนว่าผู้ส่งออกมีกำไรบางลงมากจากเงินบาทที่แข็งค่า

ผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดเล็กได้รับผลกระทบมากกว่าผู้ประกอบการรายใหญ่ เมื่อแบ่งกลุ่มผู้ส่งออกตามขนาดมูลค่าส่งออกและแยกเป็นผู้ส่งออกคนไทย 45% และต่างชาติ 55% ของมูลค่าส่งออกทั้งประเทศ ในช่วง 5 เดือนแรกสินค้าส่งออกส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดใหญ่และเป็นของต่างชาติยังไปได้ดีเนื่องจากมี import content สูง และมีการป้องกันความเสี่ยงจากความผันผวนค่าเงินเป็นอย่างดี ได้แก่สินค้าอิเล็กทรอนิกส์ (มีสัดส่วน import content 83.2%) เครื่องใช้ไฟฟ้า (82%) รถยนต์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ (66%) จึงได้รับผลกระทบไม่รุนแรงจากค่าเงินบาทแข็ง ขณะที่สินค้าส่วนใหญ่ที่เป็นของคนไทยขนาดกลางลงไปมีอำนาจต่อรองต่ำในการกำหนดราคาส่งออก แบกรับภาระกำไรต่ำเพราะเน้นปริมาณส่งออก ซึ่งอาจอยู่ได้ไม่นาน (ดูกราฟ) และส่วนใหญ่เป็นสินค้าเกษตร ได้แก่สินค้าเกษตรและอุตสาหกรรมเกษตร (มี import content น้อยกว่า 20%) ผลิตภัณฑ์ยาง (21.6%) เคมีภัณฑ์ (29%) ไม้และเฟอร์นิเจอร์ (30.5%) อัญมณีและเครื่องประดับ (46.8%)

หากเงินบาทยังคงแข็งค่าต่อไป และแข็งค่ามากเมื่อเปรียบเทียบกับคู่แข่งสำคัญ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมอื่นๆ ที่เกี่ยวเนื่องเป็นลูกโซ่ถึงอุตสาหกรรมต้นน้ำและเกษตรกร เนื่องจากผู้ส่งออกต้องผลักภาระไปให้ ด้วยการต่อรองราคาวัตถุดิบเพื่อให้สามารถดำเนินธุรกิจต่อไปได้ ผลกระทบในเชิงมหภาคก็จะเกิดขึ้นและซ้ำเติมเศรษฐกิจโดยรวม หากอุตสาหกรรมต้นน้ำและเกษตรกรถูกกดราคามาก อาจจะกระทบต่ออุปทานวัตถุดิบและส่งต่อเนื่องกับการผลิตและการส่งออก เงื่อนไขการส่งออกโดยเน้นปริมาณเพื่อรักษากำไรไว้ ขณะที่ราคาขยับขึ้นไม่ได้ก็จะถูกกระทบ เมื่อถึงเวลานั้นมูลค่าส่งออกอาจจะกระทบจากทั้งปัจจัยด้านปริมาณและราคาควบคู่กันไป
Read the rest of this entry »

[16 ก.ค. 50 – 17:43]

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังเป็นอุปสรรคที่อันตรายใหญ่ยิ่งของภาคการผลิต และภาคการส่งออกของไทย และไม่ใช่บริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด เพียงบริษัทเดียวที่รับผลกระทบ

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล” นายกสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอกว่า 200 แห่งปิดกิจการไปแล้ว เพราะรับการขาดทุนจากค่าเงินบาทไม่ไหว ขณะที่ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว ให้ข้อเท็จจริงว่า มีผู้ส่งออกข้าวรายเล็กๆต้องปิดกิจการไปจำนวนมากเช่นกัน

จากข้อมูลของ ธปท. หากเราลองทอนรายได้จากการส่งออกใน 5 เดือนแรกของปีนี้ จากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาท ก็จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า “มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 18% นั้น เมื่อตีราคาเป็นเงินบาทขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 7.5% เท่านั้น แตกต่างกันถึง 11.5%”

เมื่อพิจารณาความสามารถการแข่งขันทางการค้า ซึ่งวัดจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้ จริง (REER) ยังเห็นเช่นกันว่า ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงแข็งขึ้นกว่า 8% สะท้อนความเสียเปรียบของประเทศอย่างเห็นได้ชัด

แต่ภายใต้ “วิกฤติค่าเงินบาท” และโจมตีค่าเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติในรอบใหม่นี้ ธปท.เพียงลำพังจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอ ที่จะพาประเทศชาติ ผ่านภาวะวิกฤติที่ส่งผลร้ายต่อภาคการผลิต กระทบถึงแรงงาน และเกษตรกรไทยหลายสิบล้านคนหรือไม่

หลายฝ่ายแสดงความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการใหม่ๆ ที่ ธปท.จะนำออกมาใช้เพื่อลดการไหลของเงินร้อนระยะสั้นที่ถาโถมเข้ามาว่า จะมีผลข้างเคียงเหมือนกับมาตรการกันสำรอง 30% หรือไม่

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบวิกฤติค่าเงินบาทเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ในปี 2540 กับการโจมตีค่าเงินบาทที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นวิกฤติค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นกลับด้านกัน จากปี 2540 ที่ ธปท.พยายามตรึงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลง ขณะที่ครั้งนี้พยายามที่จะรั้งเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้น

แต่ไม่ว่าความพยายามที่จะดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทของ ธปท.จะเกิดขึ้นในทิศทางใด ย่อมต้องใช้ต้นทุนจำนวนมหาศาลทั้งสิ้น
Read the rest of this entry »

Sticky Topics

มิถุนายน 2017
พฤ อา
« ม.ค.    
 1234
567891011
12131415161718
19202122232425
2627282930  

Top Clicks

  • ไม่มี

StatCounter

Blog Stats

  • 217,630 hits