เมื่อเวลา 20.50 น. พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โฟนอินร่วมเวทีปราศรัยที่ราชมังคลากีฬาสถาน โดยมีนายวีระ มุกสิขพงษ์ พิธีกรรายการเป็นผู้ซักถาม พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรม เขาบอกว่าคนอย่างผมแค่รักษาลมหายใจก็ยากเต็มที่แล้ว ถ้าไม่มีพี่น้องประชาชนให้กำลังอย่างนี้ก็คงอยู่ไม่ได้หรอก”


” สวัสดีครับ พี่น้องผู้รักประชาธิปไตย พี่น้องที่รักความยุติธรรมทุกท่านครับ จำเสียงผมได้ไหมครับ ที่รู้ๆ ผมคิดถึงท่านนะครับ ผมคิดถึงเวทีปราศรัยครับ เพราะเวลาปราศรัยได้เห็นปฏิกริยากับอารมณ์ของพี่น้องประชาชน รวมทั้งสายตาด้วย มันทำให้มีความรู้สึกเหมือนเราเอาหัวใจพูดกัน ท่านคิดถึงผมบ้างไหมครับ ขอบคุณมากครับสำหรับกำลังใจ”


ขณะเดียวกัน นายวีระ ร้องเอื้อนว่า “คิดถึงใจจะขาด” จากนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ” ขอบคุณมากครับ คิดถึง แต่ผมยังไปไม่ได้ เพราะเขาสั่งให้จำคุก 2 ปี แต่ผมไม่ไป อายุความ 10 ปี แสดงว่าเขาต้องการเอาผมไว้เมืองนอก 10 ปี ผมเลยถามว่าพี่น้องจะเก็บผมไว้ต่างประเทศนานขนาดนั้นไหมครับ”


พ. ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ มีข่าวว่าวุ่นวายกันหมด พอรู้ว่าตนจะโฟนอิน เขากลัวว่าตนจะยุยงให้แตกแยกกัน แต่ตนไม่ใช่หัวหน้าม็อบ ถึงจะโดนยัดเยียดคุกให้ ก็ยังเป็นอดีตนายกฯ ก็ยังห่วงบ้านเมืองอย่างเดิม


นาย วีระ กล่าวว่า พี่น้องประชาชนที่นี่รักบ้านเมือง รักกฎหมาย จะไม่ว่าอะไร หากใช้กฎหมายกระบวนการยุติธรรมจัดการกับ พ.ต.ท.ทักษิณ แต่มีปัญหาคนที่นี่เขาลงมติว่า กระบวนการยุติธรรมที่ใช้กับท่าน ใช้ไม่ได้เลย พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า “ไม่ใช่ เขาใช้กระบวนการยุติความเป็นธรรม พี่น้องคิดว่า อดีตนายกฯ คนหนึ่งที่เคยเป็นที่ยอมรับ ชนะการเลือกตั้งถล่มทลายถึง 2 สมัย ครั้งล่าสุดได้ 377 จาก 500 เป็นประวัติศาสตร์ แต่กลับโดนลอบฆ่า โดนปฏิวัติ แต่การปฏิวัติปกติ เขาทำกันตอนรัฐบาลไม่ดี แต่นี่รัฐบาลยังมีความนิยมมาก มันฝืนความรู้สึกประชาชนส่วนใหญ่ มันถึงได้ยุ่งอย่างทุกวันนี้ เพราะปฏิวัติตอนที่ประชาชนยังชื่นชมรัฐบาลอยู่

 

นายวีระ กล่าวเสริมว่า ทุกคนที่นี่ลงความคิดเห็นแล้วว่า ความแตกแยกเกิดจากการปฏิวัติวันที่ 19 ก.ย. 49 อดีตนายกฯ กล่าวว่า “ใช่ครับ มันต้องการจัดการกับคนๆ เดียว โดยเอากระบวนการยุติธรรมให้ยุติความเป็นธรรมหมด” และยืนยันว่ารักชาติ รักประชาชนทุกคน รวมทั้งเทิดทูนสถาบันทุกสถาบัน


” ปกติการต่อสู้ทางการเมืองที่เกิดขึ้น จนมีการเปลี่ยนแปลงการเมืองครั้งสำคัญไปทั่วโลก ในประวัติศาสตร์ที่ผ่านมา เกิดจากการต่อสู้ทางอุดมการณ์และการไม่ได้รับความยุติธรรมทั้งสิ้น ความไม่ยุติธรรมนี่แหละ เป็นเหตุแห่งการที่ประชาชนต้องมารวมตัวกันต่อสู้ เพื่อให้ความยุติธรรมกลับมาสู่สังคมของเขา”


” ผมและครอบครัว ถูกทำร้ายไม่ว่าจะเป็นการอายัดทรัพย์ที่หากินมาได้ทั้งชีวิต ก่อนเข้าการเมือง ไม่ว่าจะเป็นสั่งจำคุก ไม่ว่าจะเป็นการตั้งข้อหาทั้งครอบครัว ตอนนี้ แม้แต่เลขาฯ ก็ไม่เว้น ครอบครัวต้องแตกกระซ่านซ่านเซ่น พ่อไปอยู่ทาง แม่ไปอยู่ทาง ลูกไปอยู่ทาง  แต่ความเดือดร้อนของผมเปรียบเทียบกับประชาชนในประเทศถือว่ายังเล็กน้อย ผมทนได้ แต่ว่าปัญหาคือประเทศจะย่อยยับ”

 

นาย วีระถามว่า ปัญหาของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว ถือว่าสาหัสก็จริง แต่เมื่อเทียบกับปัญหาของคนไทย เชื่อว่าจะต้องแก้ปัญหาคนไทยก่อนตัวเอง อดีตนายกฯ กล่าวว่า “แน่นอนครับ ผมเนี่ยเป็นคนบ้างาน ภาษาอังกฤษเรียกว่าเป็นคนไฮเปอร์แอ๊คทีฟ”


ผู้ดำเนินรายการ กล่าวว่า “ก็ นั่นแหละ ท่านทำแต่งาน ไม่ประชาสัมพันธ์ตัวเองบ้างเอง” พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวหัวเราะพร้อมกล่าวว่า “มันมีความสุข เวลาทำงานแล้วมันสำเร็จ”


” เวลาเขาไล่คนบ้างานออกไป แล้วเขาไปเอาคนที่เลี้ยงหลานอยู่ที่บ้านมาช่วยทำงาน ระหว่างผมอยู่อังกฤษ ผมไม่มีอะไรทำก็กลัวจะสมองฝ่อ กลัวเหงา ก็ไปซื้อสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ ซิตี้ มาบริหาร ตอนหลังมานึกว่าจะได้เงินคืน เขาก็ยังไม่ถอนอายัดทรัพย์ ผมก็เลยต้องขายทีมไป ขายทีมให้กับพวกอาบูดาบี เลยพอมีกำไรไว้เลี้ยงครอบครัว ไว้ใช้จ่ายระหว่างชดใช้กรรมที่ตัวเองไม่ได้ก่อ ระหว่างอยู่เมืองนอกนี่แหละครับ ตอนนี้พอเขาเห็นว่าผมทำงานระดับโลกสำเร็จ ก็มีนักธุรกิจจากหลายประเทศมาชวน ผู้นำหลายประเทศก็มาเชิญผมไปเป็นราษฎรกิตติมศักดิ์ เพื่อช่วยคิดแนวทางในการแก้ปัญหาความยากจนของเขา ผมเองก็ภูมิใจ แต่ลึก ก็เศร้าใจว่า ทำให้ใครก็ได้ในโลกนี้ แต่ทำให้ประเทศตัวเองไม่ได้” 


“ไม่มีใครที่จะเอาผมกลับประเทศไทยได้หรอก นอกจากพระบารมีที่จะทรงมีพระเมตตา หรือไม่ก็พลังของพี่น้องประชาชนทุกท่าน จริงไหมครับ” อดีตนายกรัฐมนตรี กล่าว


นาย วีระ กล่าวว่า มีศัพท์อยู่คำหนึ่ง ซึ่งค่อนข้างจะกินใจ ท่านพูดมาแบบนี้ ทำให้ผมนึกถึงศัพท์คำนั้น คือเป็นความร่วมมือระหว่างสถาบันสูงสุด อาศัยพระบารมีของท่าน บวกกับพลังรากหญ้า คือมวลมหาประชาชนเข้าด้วยกัน คำนั้นเขาเรียกว่า “ราชประชาสมาสัย”


พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ” ผมฟังแล้วขนลุก เหมือนที่บอกว่าเย็นศิระ เพราะพระบริบาล” นายวีระกล่าวว่า “เรื่องนี้เป็นจริงแน่ เกิดได้ในเมืองไทย จะได้เห็นกันเรื่องราชประชาสมาสัย”


” ขอบพระคุณครับ เอาล่ะครับ พี่น้องครับ มาดูหน้าตาผมดีกว่า ว่าโทรมลงไปขนาดไหน แก่แค่ไหน เพราะโดนขนาดนี้มันไม่โทรมก็แย่แล้วครับ เมื่อก่อนเวลาผมไปอีสาน ชาวบ้านบอกว่าหล่อ ถ้าคราวนี้เขาเห็นบอกว่าแก่ โทรม เอาล่ะมาดูหน้าตากันดีกว่า”


(จากนั้นบนเวทีได้เปิดวีทีอาร์ ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ อัดไว้ล่วงหน้า โดย พ.ต.ท.ทักษิณใส่สูทนั่งที่โต๊ะทำงาน)

 

พ.ต.ท.ทักษิณ กล่าวว่า ” พี่น้องได้มารวมตัวกันที่นี่ อย่างที่ไม่มีใครเป็นผู้นำ แต่ที่นำให้มาก็คือความรู้สึกกังวล รักชาติ รักประชาธิปไตย ความเกลียดความไม่ยุติธรรมในประเทศ ทำให้ท่านทั้งหลายมารวมตัวกันที่นี่ แต่ผมขอชื่นชมและเป็นกำลังใจให้ท่านทุกคนครับ ก็ถือว่าเป็นกำลังใจจากผมที่ค่อนข้างจะไม่มีกำลังใจ เพราะว่าต้องพบกับทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิตที่ไม่เคยคาดคิดว่าจะได้เจอ”


” วันนี้ผมอยากจะเรียนว่าเผด็จการที่เกิดขี้นจากการรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน 2549 นั้น ผมคิดว่าตัวผมเองจะเกิดขึ้นก็แล้วแต่ เมื่อเปรียบเทียบกับสิ่งที่เกิดขึ้นในประเทศไทยถือว่าเป็นเรื่องเล็กเหลือ เกิน ประเทศวันนี้เสียหายมากจากการปฏิวัติในครั้งนี้ เพราะว่าเขาได้ทำลายนโยบายที่เป็นประโยชน์กับประชาชน ความหวังของประชาชน อนาคตของเยาวชนเราถูกทำลาย โครงสร้างทางสังคม โครงสร้างทางเศรษฐกิจเสียหายมาก แต่ที่สำคัญก็คือว่า เริ่มต้นก็นำความอยุติธรรมเข้าสู่สังคมไทย ด้วยความที่ต้องการขจัดคนๆ หนึ่ง พรรคการเมืองพรรคหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่ควรจะเกิดขึ้นในประเทศไทย ซึ่งเป็นประเทศที่ได้พัฒนาประชาธิปไตยมาอย่างต่อเนื่อง

 

จน วันนี้ประเทศไทยกำลังถูกท้าทายว่า จะเดินหน้าเข้าไปสู่ประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้นหรือว่าจะถูกถกถอย ถอยหลังไปอีกหลายสิบปี เพราะฉะนั้นอยู่ที่พี่น้องประชาชนที่ว่า เราจะช่วยกันต่อต้านการปฏิวัติรัฐประหาร ทำลายประชาธิปไตยทุกรูปแบบ เพื่อเราจะได้ประชาธิปไตยระบบที่ให้ความเป็นธรรมกับคน ด้วยความถ่วงดุล ไม่มีสองมาตรฐานอย่างที่เราเจออยู่ ประชาธิปไตยเป็นจิตวิญญาณของการบริหารประเทศ เศรษฐกิจจะดีได้ก็ต่อเมื่อระบบการเมืองการปกครองของประเทศเป็นธรรมและให้ โอกาสคน แต่วันนี้ ระบบเศรษฐกิจของโลกกำลังเข้ามาเป็นอันตรายอย่างสูง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เขาเรียกว่า Global Crisis Financial หรือวิกฤตการเงินโลก และเกิดกับประเทศที่เป็นเจ้าตำรับทุนนิยม คืออเมริกาและแถวยุโรป ความเสียหายนับค่าไม่ได้”


” ความเสียหายตรงนี้จะมาถึงประเทศไทย มาถึงแถบเอเชียแน่นอน แต่เมื่อมาถึงมาเจอความขัด แล้วความเชื่อมั่นที่เขาจะมาลงทุน ความที่เขาอยากจะมาค้ามาขายกับเมืองไทย มันจะได้เกิดขึ้น ไม่เช่นนั้นประเทศไทยก็ลำบาก พี่น้องก็ลำบาก ลูกหลานก็ลำบาก จนถึงลูกหลานที่เราอุตส่าห์ส่งเงินไปเรียนหนังสือ เสียเงินเสียทองไปเยอะแยะ จบมาแล้วก็ไม่มีงานทำ เด็กก็แย่ ผู้ใหญ่ก็แย่ งั้นผมว่าเรามาช่วยกันสร้างเศรษฐกิจดีกว่า”

” ความเห็นที่แตกต่างในระบอบประชาธิปไตย เขาให้เรามาสร้างชาติ เขาไม่ได้เอาความเห็นที่แตกต่างมาสร้างความแตกแยก แบ่งฝ่าย นับวันก็สร้างความรุนแรงขึ้น ผมขอชื่นชมและขอเป็นกำลังใจท่านทั้งหลายที่มาชุมนุมกันอย่างสันติ ที่มาชุมนุมด้วยใจ ความรักชาติ ความรักประชาธิปไตย ความรักความยุติธรรม ท่านไม่ได้พกอาวุธมา อันนี้คือสิ่งที่ผมขอชื่นชมและให้กำลังใจ ผมคิดว่าการแสดงออกเพื่อส่งสัญญาณให้ใครก็แล้วแต่ได้รับรู้ว่า นี่คือคนไทยส่วนใหญ่ อยากเห็นประชาธิปไตยที่ก้าวหน้าขึ้น อยากเห็นความยุติธรรมในสังคมไทย อยากเห็นความสมัครสมานสามัคคี

 

นี่คือ สิ่งที่ทุกคนมารวมตัวกันที่นี่ ไม่มีใครนำพาท่านมา แต่สิ่งที่นำพาท่านมาคือความที่ห่วงใยชาติ ก็ขอขอบคุณทุกท่านที่ให้โอกาสผม จริงๆ แล้วผมก็ไม่แน่ใจว่าผมจะได้พูดหรือเปล่า ต้องขอบคุณผู้จัดรายการที่ให้โอกาสผมได้พูดกับพี่น้องประชาชนอีกครั้งหนึ่ง ตัวผมเองก็ขอใช้ชีวิตอยู่ในต่างแดนอีกสักระยะหนึ่ง ก็คงจะทำหน้าที่ช่วยเหลือประเทศตามที่เขาต้องการว่า ให้ผมไปช่วยเหลือด้านนโยบายเรื่องเศรษฐกิจ

การ พลิกฟื้นประเทศของเขา จะพยายามเท่าที่เวลามี และขณะเดียวกันจะทำธุรกิจเพื่อหาเลี้ยงครอบครัว เพราะว่าเงินทองก็ยังถูกอายัดไว้อยู่ ไม่รู้อะไรจะเกิดขึ้น นี่คือโชคชะตาที่ผมรับ ก็คือว่าเป็นกรรมที่ผมใช้ แต่เป็นกรรมที่ไม่ได้สร้างเอง เป็นกำลังใจซึ่งกันและกัน ผมเองก็ต้องการกำลังใจ ขอบคุณหลายท่านที่ส่งกำลังใจมาให้ผมในรูปแบบต่างๆ และขอเป็นกำลังใจให้ท่านด้วย ผมรู้ครับ ว่าเมืองไทยตอนนี้มีแต่ข่าวร้าย ในเรื่องของความขัดแย้ง แต่ว่า ด้วยพลังใจของทุกคน สิ่งเหล่านี้คงผ่านไปด้วยดีครับ ขอขอบคุณครับ ขอเป็นให้กำลังใจทุกคน สวัสดีครับ”

 

ฟังเสียงจากมติชน