ศุกร์ ที่ 2 เดือน พฤษภาคม พ.ศ.2551

บทความโดย…ลูกชาวนาไทย

www.thaifreenews.com/video/video.php

สำหรับผมแล้วผมคิดว่ายุคนี้ไม่ใช่นักการเมืองชั่วครองเมือง ตามคำกล่าวหาของนายธีรยุทธ์ บุญมี เพราะนักการเมืองเหล่านี้ล้วนมาจากการเลือกตั้งของประชาชน การใส่ความกันอย่างสามานย์ว่าเป็นยุคนักการเมืองชั่ว เท่ากับเป็นการประณามว่าประชาชนของประเทศนี้ โดยเฉพาะคนรากหญ้านั้นเป็นคนชั่ว เพราะคนเหล่านี้ รวมทั้งผมด้วย เลือกนักการเมืองเหล่านี้ขึ้นมาด้วยสองมือของผมเองที่ลงคะแนนวันเลือกตั้ง

การสร้างโวหาร ประดิษฐ์ประดอยคำพูดของ คนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ ใส่ความตัวแทนของประชาชน โดยไม่มีหลักฐานข้อมูลใดๆ ทั้งสิ้นนอกจากคิดเอาเอง ผมจึงคิดว่า บ้านเมืองยุคนี้มันเลวร้าย เพราะมีนักวิชารกชั่วครองเมือง นักวิชาการที่สำเร็จความใคร่ความคิดของตนเอง แล้วเที่ยวประณามคนอื่นว่าเลวอย่างโน้นเลวอย่างนี้ หาหลักฐานพิสูจน์ใดๆ ก็ไม่ได้

สิ่งที่เลวร้ายสำหรับเมืองไทยหนักยิ่งขึ้นกว่าเดิมคือ การมีนักวิชาการชั่ว ร่วมมือกับสื่อเสี้ยมสร้างนวัตกรรมทางคำพูดเพื่อใส่ความฝ่ายที่มีความคิดตรงกันข้ามกับตน ปลุกระดมประชาชน ด้วยการประดิดประดอยคำพูดอย่างสวยหรู เพื่อให้เกิดความวุ่นวายทางการเมือง และสุดท้ายก็ชักนำ ปูทางให้ ทหารเลว และอำมาตย์ชั่วทำรัฐประหาร ล้มรัฐธรรมนูญ ร่างกฎหมายให้อำนาจอยู่ในหมู่พวกตน สร้างอภิสิทธิ์ให้กับพรรคพวกตนเอง ข้ามหัวประชาชนเจ้าของประเทศ

ประเทศชาติจึงเลวร้ายลง เพราะนักวิชาการชั่ว สื่อเสี้ยม และอำมาตย์เลวนี่เอง

ส่วนนักการเมือง ไม่ว่าทั้งพรรคพลังประชาชน หรือแม้แต่พรรคประชาธิปัตย์ พวกเขาต่างก็มีที่มาจากประชาชน หากนักการเมืองพวกนี้ชั่วจริง ประชาชนที่เลือกพวกเขาไม่ชั่วกว่าหรือ

โวหารที่เลวร้ายอย่างคนที่เรียกตนเองว่านักวิชาการ หมกตัวอยู่แต่ในโลกของตน ได้โอกาสก็ออกมาป่วนเมืองที

จากความเห็นของธีรยุทธ์ ที่ออกมาตั้งฉายารัฐบาลครั้งล่าสุดนี้ทั้งๆ ที่รัฐบาลเพิ่งทำงานได้ไม่เกิน 3 เดือน มันจึงไม่ได้ต่างจากความเห็นแผ่นเสียงตกร่องของนายชวนมากนัก คือ ยังมีการกล่าวหาว่า นักการเมือง พปช. โกง ทักษิณโกง ซื้อเสียง ชาวบ้านโดนประชานิยมหลอก

เมื่อฐานความคิดยังอยู่ที่การกล่าวหา โดยไม่ยอมรับความจริงอื่นๆ ว่าการที่ประชาชนส่วนใหญ่เขาเลือกทักษิณ เพราะความศรัทธาในผลงาน ความคิด วิสัยทัศน์ ผมว่าต่อให้พูดอีกร้อยครั้ง ฝ่ายที่นิยมทักษิณก็คงไม่ฟัง และฝ่ายที่เกลียดทักษิณก็คงเชียร์อย่างสะใจว่าเห็นไหม ธีรยุทธ อัดฝ่ายทักษิณอีกแล้ว เป็นความเห็นของวิชาการบริสุทธิ์ คนนิยมทักษิณความฟังไว้ ผมคิดว่าการพูด การเสนอแบบนี้ ไม่ใช่ความเห็นทางวิชาการ ไม่ใช่การเสนอแนวทางแก้ปัญหา แต่เป็นการโยนเชื้อฟืนแห่งความเกลียดชังเข้าไปสู่กองไฟเท่านั้นเอง รังแต่จะเป็นการยั่วยุให้มีความแตกแยก และเกลียดชังกันมากยิ่งขึ้น

ตอนนี้ หากจะสร้างความสมานฉันท์ สร้างการยอมรับของสังคม การพูดการนำเสนอ จะต้องตัดประเด็นเหล่านี้ออกไป เพราะทันทีที่ได้ยินเริ่มต้นว่า “ซื้อเสียง”ประชานิยมทุนนิยมสามานย์ คนก็เลิกฟังแล้ว และข้อเสนออื่นๆ ก็จะได้รับการปฎิเสธที่จะรับฟังเช่นกัน

ปัญหาของประเทศไทยมันไม่ได้อยู่แค่การซื้อเสียงหรอกครับ มันมีอะไรมากกว่านั้น เพราะต่อให้ไม่มีการซื้อเสียง หากมีแค่พรรค พปช. แข่งกับ ปชป. คนเขาก็ไม่เลือก ปชป. อยู่ดี พวกคุณจะคิดแค่ว่า หากเลือก ปชป. เยอะ ๆ หมายถึงไม่ซื้อเสียง เป็นคะแนนบริสุทธิ์ แต่หากเลือก พปช. เข้ามาเยอะ หมายถึงซื่อเสียงถอนทุน ทุนนิยมสามานย์อย่างนั้นหรือ หากยังคิดอยู่อย่างนี้ ก็คงไม่เข้าใจอยู่นั่นเองว่าทำไมแพ้เลือกตั้งอย่างมโหราฬ เพราะคนเขาไม่เอากลุ่มอำมาตย์ชั่ว ศักดินาเลวที่เป็นเหลือบเกาะกินเลือดของสังคมนั่นเอง

หากคิดกันแค่นี้ มันก็เหมือนกับหมุนวน พายเรือในอ่าง ยังตีกันอยู่ต่อไป เพราะมันคือการหยิบเอาส่วนที่ไม่สำคัญขึ้นมากล่าวหากัน ปัญหาก็ไม่จบสิ้น และจะจบลงด้วยสงครามกลางเมืองและการนองเลือด อย่างไม่อาจหลีกเลี่ยง เพราะเมื่อเริ่มด้วยการกล่าวหากัน เรื่องต่อไปก็ไม่ต้องยอมรับแล้ว

การกล่าวหาเรื่อง “ทุนนิยมสามานย์” มันก็ไม่ต่างจากระบอบอำมาตยาธิปไตยขุนนางวิชาการอันชั่วช้า” ซึ่งมันคือ แนวคิดทางการเมือง ไม่ต่างจากการด่ากันว่าเป็น คอมมิวนิสต์ หรือทุนนิยม ในยุคสงครามเย็นนั่นเอง เพราะมันเป็นแค่แนวคิดทางการเมือง ย่อมขึ้นกับเสียงส่วนใหญ่ว่าเขาจะเลือกเอาระบอบใด

ส่วนเรื่องแก้รัฐธรรมนูญนั้น มันประนีประนอมไม่ได้แล้ว ใจเย็นไม่ได้แล้ว จะมาพูดแบบมักง่าย เอาแต่ได้ว่า ให้รัฐบาลทำงานไป ไม่ต้องกังวลเรื่องการแก้ไข รธน. มากนัก การพูดแบบเห็นแก่ตัวอย่างสามานย์ ของพวกเห็นแก่ได้แบบธีรยุทธ์ นี้ ผมฟังแล้วมันระคายหูยิ่งนัก ทั้งนี้เพราะพวกอำมาตย์ ได้เอาเชือกมาแขวนคอ ทำบ่วงรัดคอ พปช. ไว้ เรื่องการยุบพรรค แล้วให้ยืนบนเก้าอี้เตรียมแขวนคอ พวกอำมาตย์ คือ “พวกตุลาการวิวัฒน์” ทั้งหลาย ถีบเก้าอี้เมือไหร่ พปช. ก็ตายเมื่อนั้น

เมื่อเอาเชือกมาแขวนคอเขาไว้ ปากก็ตะโกนว่าใจเย็นๆ อย่ากังวลมาก ไม่ต้องกลัวตาย ผมว่าใครเชื่อมันก็บ้าแล้ว เมื่อเล่นกันแรงอย่างเห็นแก่ตัวเช่นนี้ การหักดิบแก้ รธน. ย่อมไม่สามารถที่จะหลีกเลี่ยงได้ จะโวยวายว่าแก้ รธน. เพื่อตัวเอง ผมคิดว่าก็ไม่เห็นจะต้องแคร์ อะไร ในเมื่อ พวกอำมาตย์ เปิดเกมที่ไม่มีทางถอยนี้ก่อน อีกทั้งพวกอำมาตย์ทั้งหลายร่าง รธน. เพื่อตัวเอง ยังทำได้โดยไม่รู้สึกตะขิดตะขวงใจสักนิด ทำไม พปช. จะแก้ รธน. ที่ฝายตรงข้ามวางกับดักเอาไว้ไม่ได้

เอามีจ่อคอหอยเขาไว้แล้ว ปลอบใจว่าใจเย็น อย่าปัด อย่าดึงออก ผมอาจไม่แทงก็ได้ ใครมันจะบ้าไว้วางใจ

การพูด การแสดงความเห็นของ “ขุนนางนักวิชาการแบบธีรยุทธ์” มันจึงไม่มีน้ำหนักที่จะแก้ปัญหาแต่อย่างใด มันเหมือนใส่เชื้อไฟ เข้าไปในกองไฟ ให้ห่ำหั่นกันยิ่งขึ้น

ยุค คมช. ธีรยุทธ ปิดปากเงียบ เหมือนอมสากไว้ทั้งแท่ง ยุคประชาธิปไตยก็ขยันออกมาด่า รัฐบาลที่ประชาชนเลือกมาฉอดๆ ปากบอกรักประชาธิปไตย ใครมันจะไปเชื่อ คนที่มีสันดานเช่นนี้

ความเห็นของธีรยุทธ์ แต่ละครั้งจึงเป็นแค่ การแก้ตัวให้พวกอำมาตยาธิปไตยเท่านั้น แล้วเหยียบย่ำตัวแทนของคนรากหญ้า เอาดีใส่พวกของตัวเอง เอาชั่วใส่พวกตรงข้าม ความเห็นมันจึงไร้ราคา ไม่ได้ก่อให้เกิดการพัฒนาการ และแนวทางแก้ไขปัญหาแต่อย่างใด

การแนะนำให้ เชื่อถือ ขบวนการตุลาการนั้น เป็นการแนะนำที่เห็นแก่ตัว มีกลิ่น เพราะกระบวนการตรวจสอบทั้หลาย พวกอำมาตย์เท่านั้นที่มีสิทธิ์เลือก และตั้งขึ้นมา เพื่อเอาเตะตัดขาเสียงของประชาชน องค์กรตรวจสอบเหล่านี้ ประชาชนไม่ได้มีส่วนร่วมด้วย

ผลงานการยุบพรรค ทรท. ของพวกอำมาตย์ แต่ไม่ยุบ ปชป. มันจึงทำให้ ข้อเรียกร้องให้ไว้วางใจ “พวกตุลาการวิวัฒน์” และ องค์กรตรวจสอบใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นสิ่งที่ยอมรับไม่ได้ เป็นข้อเรียกร้องที่หนักข้อเกินไป หากไม่มุ่งแต่จะยุบพรรคกัน ก็คงไม่มีการหักดิบเรื่องการแก้ไข รธน. อย่างแน่นอน เมื่อเอาหอกมาปักอก พรรคพลังประชาชนไว้ มันจำเป็นอยู่ดีที่จะต้องถอนหอกออกก่อน ก่อนที่จะไปทำเรื่องอื่น

เมื่อความไว้เนื้อเชื่อใจพวกอำมาตย์หมดไป การปล่อยชีวิตให้อยู่ใต้อุ้งเท้าของอำมาตย์ จึงเป็นการกระทำที่โง่เขลา

ขั้นตอนการต่อสู้ของประชาชน เหลืออีกเพียงขั้นตอนเดียวเท่านั้น ก็จะไว้วางใจในชัยชนะได้ คือ การแก้ไข รธน. กำจัดอำนาจของพวกอำมาตย์ทั้งหลายให้หมดไปเท่านั้น

ส่วนคนชั้นกลาง หากยังไม่ยอมรับเสียงข้างมาก ก็ต้องยอมรับความวุ่นวายทางการเมืองไม่รู้จักจบสิ้นต่อไป และสุดท้ายก็กระทบต่อคนชั้นกลางอยู่ดี

เมื่อระบบเสียงข้างมาก ไม่อาจดำเนินการได้ ความวุ่นวายก็ย่อมไม่มีวันจบสิ้น จะอยู่ในสภาพเช่นนี้ ต่อไป ก็ไม่ว่าอะไรกัน แต่ตอบได้ว่า วิกฤตการณ์ทางการเมืองไทยมันจะบานปลายยิ่งขึ้น และไม่อาจควบคุม ความแตกแยกกันได้อย่างแน่นอน สุดท้าย ก็ย่อมนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงอย่างถอนรากถอนโคน อย่างเนปาล อย่างเลี่ยงไม่พ้น