ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์



ศาลไทยก่อตั้งครบ 126 ปี…วันนี้นักกฎหมายแทบจะเดินชนกันบนท้องถนน เพราะใครๆ ก็จบนิติศาสตร์ …ค่านิยม เด็กเรียนเก่ง จากเดิมที่เลือกเรียนแพทยศาสตร์ เปลี่ยนมาเรียนนิติศาสตร์ เพราะคนรุ่นใหม่อยากทำงานสบายๆ ค่าตอบแทนสูงๆ

…ทุกปีจะมีนิติศาสตรบัณฑิตออกสู่ตลาดแรงงานนับหมื่นคน

…เดี๋ยวนี้ ทุกสถาบันการศึกษาเปิดสอนสาขานิติศาสตร์เป็นว่าเล่น

…สถาบันที่เปิดสอนกฎหมายได้ไม่นาน เปิดสอนระดับปริญญาเอกด้านกฎหมาย

…ด็อกเตอร์ทางกฎหมาย สเป็กเดียวกับ ดร.เฉลิม อยู่บำรุง มท.1 มีจำนวนเป็นกุรุส

…ในทุกยุคทุกสมัย มือกฎหมายรุ่นแล้วรุ่นเล่าเข้าไปรับใช้รัฐบาล จนเป็นที่มาของฉายาศรีธนญชัย หรือนิติบริกร แต่น่าแปลกที่ยิ่งนานวัน บ้านเมืองยิ่งไร้หลักไปทุกที

…ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อว่า อาจารย์สอนกฎหมายในมหาวิทยาลัย แยกขั้ว แบ่งข้าง ทะเลาะกันมากที่สุด

…ทุกเช้า ข่าวหน้าหนึ่งของหนังสือพิมพ์มีข่าวเกี่ยวกับกฎหมายหลายข่าว เช่น ข่าวแก้ไขรัฐธรรมนูญ ข่าวตีความกฎหมาย ข่าวรัฐมนตรีขาดคุณสมบัติเพราะผลแห่งกฎหมาย ข่าวดี ข่าวร้าย มากมาย มาจากพวกนักกฎหมายหลายจำพวก

…แต่ละวัน คนไทยอ่านความเห็นของพวกนักกฎหมาย จนรู้สึกมึนไปหมด อ่านจบแล้ว ก็ไม่รู้ว่าควรจะเชื่อใครดี

ล่าสุด ศ.ดร.อมร จันทรสมบูรณ์ กูรูใหญ่กฎหมายมหาชน อดีตเลขาธิการ คณะกรรมการกฤษฎีกา ชำแหละนักกฎหมายไทยอย่างหมดเปลือก

กูรูใหญ่ฟันธงว่า นักกฎหมายไทยจะต้องมีส่วนรับผิดชอบกับความล้มเหลวในการ ปฏิรูปการเมืองอย่างปฏิเสธไม่ได้

จริงๆ แล้ว การที่ประเทศไทยต้องตกอยู่ในสภาพการณ์ตามที่ปรากฏอยู่ ณ ขณะนี้ (เดือนเมษายน พ.ศ.2551) เป็นเพราะนักกฎหมายและนักวิชาการของเราเขียน (ออกแบบ) กฎหมายไม่เป็น และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราไม่มี “ความรู้” พอ ที่พาคนไทยออกจากวงจรแห่งความเสื่อม (vicious circle) ได้

ทุกวันนี้นักกฎหมายได้กลายเป็น “เครื่องมือ” ของนักธุรกิจนายทุนที่รวมทุนกัน ตั้งพรรคการเมืองเข้ามาแสวงหาประโยชน์ ใน “ระบบเผด็จการในระบบรัฐสภา โดยพรรคการเมืองนายทุนธุรกิจ” ตามรัฐธรรมนูญ ตั้งแต่รัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ.2534 (แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.2535), รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2540 และรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550

100 ปีแห่งความล้าหลัง

จากการศึกษา “พฤติกรรม” และ “ความรู้” ของนักกฎหมาย อาจแยกนักกฎหมายออกเป็น 2 จำพวก คือ นักกฎหมายทั่วไปจำพวกหนึ่ง และ นักกฎหมายรัฐธรรมนูญในฐานะผู้เชี่ยวชาญ รวมทั้งนักกฎหมายที่คิดว่าตนเองเป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายรัฐธรรมนูญ อีกจำพวกหนึ่ง

ประเทศไทยเป็นประเทศที่แปลก คือ เป็นประเทศที่มีความก้าวหน้าทางวิชาการอื่นๆ อย่างมากมาย เช่น การแพทย์ วิศวกรรม สถาปัตยกรรม เศรษฐศาสตร์ ภาษาศาสตร์ ฯลฯ และทำให้เรา (คนไทย) เชื่อว่า เราก็มีความก้าวหน้าทาง “กฎหมาย” เช่นเดียวกับวิชาการด้านอื่นๆ

ถ้าผมจะบอกว่า ประเทศไทยที่มีคนไทย 63 ล้านคนเศษ เป็นประเทศล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งบางทีอาจจะถึงประมาณ 100 ปี ผมก็เชื่อว่าคนไทยคงจะตกใจว่าเป็นไปได้อย่างไร ก็ในเมื่อบ้านเมืองเราเต็มไปด้วย นักกฎหมายมากมาย

นอกจากนั้น ก็คงจะมีนักกฎหมายและนักวิชาการจำนวนมากออกมาโต้แย้งว่า ผมพูดไม่จริง เพราะเป็นไปไม่ได้ที่ประเทศไทยจะล้าหลังได้ถึงขนาดนั้น ในเมื่อประเทศไทยมีผู้ที่ศึกษากฎหมายและจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมายจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศเป็นจำนวนมาก และจบสูงกว่าผมเสียอีก และนอกจากนั้น ประเทศไทยก็มี “บทกฎหมาย” ที่เกี่ยวกับการบริหารประเทศมากมาย ประเทศอื่นมีบทกฎหมายอะไร เราก็มีบทกฎหมายนั้นๆ

ปัญหาจึงมีอยู่ว่า ผมจะพิสูจน์หรือมีวิธีพิสูจน์ ให้ท่านผู้อ่าน “เห็น” ได้อย่างไร

ผมคงจะไม่พิสูจน์ และ (ไม่) ให้ “ความเห็น” ของผมว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังเพียงใด แต่ผมจะขอกำหนด “ประเด็น” ให้เป็นข้อพิจารณา และจะขอให้ท่านผู้อ่านไปช่วยพิจารณา ชั่งน้ำหนัก และมีความเห็นด้วยตัวของท่านเอง

วันนี้ ถ้าอยากจะทราบอย่างคร่าวๆ ว่า นักกฎหมายไทยล้าหลังจากประเทศที่พัฒนาแล้ว ย้อนหลังไปไกลสักเพียงใด ก็ขอให้ท่านผู้อ่านก็ลองคำนวณดูว่า กว่าที่ประเทศไทยของเราจะเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” เรา (ประเทศไทย) ได้ใช้เวลาสะสมมานานแล้วสักกี่สิบปี

การที่ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” และ “นักกฎหมายประเภทนิติบริกร” มานานเท่าใด ก็แสดงว่าประเทศไทยได้ละเลยและไม่สนใจใน “วิชากฎหมาย” มานานเท่านั้น

ปริญญาเอกแบบไทยๆ

จริงๆ แล้ว คำว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” กับคำว่า นักกฎหมายที่มี “ความรู้” มีความหมายไม่เหมือนกัน

เพื่อที่จะตอบคำถามที่ว่า ทำไมผมจึงกล่าวว่า ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย (ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี) ในขณะที่ท่านผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับผม เห็นว่า ประเทศไทยมีนักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญา” จำนวนมาก

คำตอบจึงอยู่ที่ว่า นักกฎหมายที่ได้รับ “ปริญญาบัตร” มีความหมายไม่เหมือนกับ “นักกฎหมายที่มีความรู้” ทั้งนี้ โดยผมจะยังไม่พูดถึงความแตกต่าง ระหว่าง มาตรฐานของปริญญาบัตร “ที่นักกฎหมาย (ไทย)” ได้รับ จากมหาวิทยาลัยต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นมหาวิทยาลัยภายในประเทศ หรือมหา วิทยาลัยของต่างประเทศ

หลายท่านคงทราบแล้วว่า มีข่าวปรากฏเป็นครั้งคราวว่า มหาวิทยาลัยของรัฐของเราบางแห่ง ได้ให้ “ปริญญาเอก” เพื่อประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม (นักการเมือง) หรือเพื่อมุ่งหมายในการหา “รายได้” (ให้อาจารย์ของมหาวิทยาลัย) จากการเก็บค่าหน่วยกิตปริญญาเอก มากกว่าที่มหา วิทยาลัยจะคำนึงถึง “มาตรฐานของปริญญาเอก” ของประเทศโดยรวม ซึ่งข้อเท็จจริงเหล่านี้ล้วนแต่จะเป็นการเพิ่มเติมปัญหาของสังคมไทยในอนาคตให้มากขึ้น

ดังนั้น การที่ประเทศไทยมีผู้ที่เรียนจบ “ปริญญาเอก” ทางกฎหมาย เป็นจำนวนมากเท่าใด จึงมิได้หมายความว่า ประเทศไทยจะมีนักกฎหมายที่เก่งกฎหมายเป็นจำนวนมาก เหมือนกับประเทศที่พัฒนาแล้ว

การเรียนจบปริญญาเอก มีความหมายเพียงว่า ประเทศไทยมีผู้ที่สอบได้ปริญญาเอก โดยสอบผ่านหลักสูตรและการทำวิทยานิพนธ์เฉพาะเรื่อง ตามที่มหาวิทยาลัยต่างประเทศกำหนดเป็นจำนวนมากเท่านั้น แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายนั้น ขึ้นอยู่กับตัวบุคคลที่จบปริญญาเหล่านั้นว่า จะขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองได้ดีเพียงใดหลังจากที่จบการศึกษาแล้ว

ผมคงต้องทบทวนปัญหานี้ด้วยการถามตัวท่านเอง เป็นคำถามต่อไปว่า ในบรรดานักกฎหมายของเราที่สอบได้ปริญญาเอกจากต่างประเทศนั้น มีผู้ที่ขวนขวายพัฒนาความรู้ของตนเองเพิ่มเติมให้สูงขึ้นมีจำนวนมากน้อยเพียงใด สักกี่เปอร์เซ็นต์ของ นักกฎหมายที่สอบได้ปริญญาเอกเหล่านั้น และลองเปรียบเทียบกับจำนวนนักกฎหมายที่อาศัยการมีปริญญาจากต่างประเทศเพื่อสร้างความเชื่อถือให้กับตนเอง แต่ไม่พัฒนาความรู้ของตนเอง มีจำนวนมากน้อย เพียงใด

นอกจากนั้น แม้ว่านักกฎหมายที่จบปริญญาบัตร ไม่ว่าจากมหาวิทยาลัยที่มีชื่อเสียงของต่างประเทศหรือจากมหาวิทยาลัยในประเทศไทย จะมี “ความตั้งใจ” ที่จะพัฒนาตนเองมากเพียงใด

แต่ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญของนักกฎหมายก็ยังขึ้นอยู่กับ “โอกาส” ในการเข้าถึงตำราดีๆ ของประเทศที่พัฒนาแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ขึ้นอยู่กับความรู้ใน “ภาษาต่างประเทศ” เพื่อที่จะไปอ่านตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว

ทั้งนี้เราต้องไม่ลืมว่า ประเทศไทยเป็นประเทศที่เป็นเอกราชมาโดยตลอด ดังนั้น นักกฎหมายของเราจึงมี “จุดอ่อน” ในด้านภาษาต่างประเทศ และท่านผู้อ่านควรต้องทราบด้วยว่า ประเทศเพื่อนบ้านของเราที่ประชาชนของเขาไม่รู้ภาษาต่างประเทศของประเทศที่พัฒนาแล้ว เช่น ญี่ปุ่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ จีน ประเทศเหล่านี้มีโครงการแปลตำราของประเทศที่พัฒนาแล้ว หลายประเทศ-หลายภาษา อย่างเป็นล่ำเป็นสัน เช่น ประเทศญี่ปุ่น มีโครงการแปลตำราต่อเนื่องกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ไม่ต่ำกว่า 140 ปี แต่ประเทศไทยไม่มี

คล่อง ไม่ได้หมายความว่าเก่ง

ปัญหาต่อมา ก็คือ คนทั่วๆ ไปจะมี “โอกาส” ทราบได้อย่างไรว่า นักกฎหมายของเรามี “ความรู้” จริงๆ มากน้อยเพียงใด ข้อที่ต้องพึงสังวรไว้ก็คือ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย มิได้ขึ้นอยู่กับการดำรง “ตำแหน่งในทางราชการ” ของนักกฎหมาย

และมิได้ขึ้นอยู่กับความคล่องแคล่วในการใช้สำนวนโต้ตอบของนักกฎหมายในการโต้วาทีหรือการออก “รายการอภิปรายปัญหากฎหมาย” ทางวิทยุโทรทัศน์หรือสื่อมวลชน แต่ “ความเก่ง” หรือ “ความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมาย จะแสดงออกให้เห็นได้จากความเห็น (ของนักกฎหมาย) ที่ปรากฏใน “ผลงาน (เขียน)” ของนักกฎหมาย ที่เปิดโอกาสให้คนทั่วไปสามารถตรวจสอบและประเมินได้

ผลงาน (เขียน) เหล่านี้ก็มี เป็นต้นว่า ตำรากฎหมายที่นักกฎหมายเขียน คำพิพากษาหรือคำวินิจฉัยของศาลที่เขียนโดยผู้พิพากษาหรือตุลาการ บันทึกความเห็น ทางกฎหมายของที่ปรึกษากฎหมาย หรือแม้แต่ร่างกฎหมายที่เขียน (ออกแบบ) โดยนักกฎหมาย

แต่ทั้งนี้ ในการที่จะประเมิน “ความเก่งหรือความเชี่ยวชาญ” ของนักกฎหมายได้ ก็คงต้องมีเงื่อนไขว่า บุคคลที่จะประเมินความรู้ของนักกฎหมายจะต้องมีความรู้พื้นฐานพอที่จะ “ประเมิน” ความรู้ของ นักกฎหมายเหล่านั้นได้

ถ้าไม่มี ก็คงต้องอาศัยนักวิชาการในมหาวิทยาลัยมาช่วยตรวจสอบ วิเคราะห์และประเมินให้ ตามที่จะปรากฏให้เห็นได้จากบทความในวารสาร (วิชาการ) ทางกฎหมายหรือในสื่อมวลชน แต่ถ้าประเทศของเรายังไม่มีนักวิชาการในมหาวิทยาลัยประเภทนี้มากพอ หรือว่านักกฎหมายที่จะถูกประเมินดังกล่าวกลายเป็นนักวิชาการในมหาวิทยาลัยเสียเอง ก็คงต้องถือว่าเป็นความ “โชคร้าย” ของประเทศไทย และแสดงว่าประเทศไทยเป็นประเทศที่ด้อยพัฒนา ต่ำลงมาอีกระดับหนึ่ง

ประเทศเดียวในโลกที่เป็นแบบนี้

ทำไมประเทศไทยของเราจึงเต็มไปด้วย “นักกฎหมายประเภทศรีธนญชัย” ในขณะนี้ ถ้าท่านผู้อ่านฟังข่าวหรือหยิบหนังสือพิมพ์ขึ้นมาอ่าน ท่านผู้อ่านคงพบว่า ประเทศไทยของเราเต็มไปด้วย “ปัญหากฎหมาย” และท่านผู้อ่านคงจะสับสนกับความเห็นทางกฎหมายของ “นักกฎหมาย (และนักการเมือง)” ของเรา ที่มีอยู่มากมาย

และบรรดานักกฎหมาย (และนักการเมือง) ของเราเหล่านี้ ต่างคนต่างก็อ้างเหตุผลของตนเอง จนเรา (คนไทย) ก็ไม่อาจทราบได้ว่า ความเห็นของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) คนใด เป็นเหตุผลที่ “ถูกต้อง”

เช่น ในขณะนี้ เราก็จะพบว่านักกฎหมายและนักการเมืองต่างคนต่างก็พูดว่าตนแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือเพื่อประโยชน์ส่วนรวม และไม่มีใครสักคนเดียวที่จะพูดว่าตนเองแก้กฎหมายรัฐธรรมนูญเพื่อประโยชน์ของตนเอง ปัญหามีว่า แล้วคนไทยจะใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้อง (ของ คำพูด) ของนักกฎหมาย (และนักการเมือง) เหล่านี้

นอกจาก “เหตุผล” ของนักกฎหมายแบบศรีธนญชัยแล้ว ในปัจจุบันนี้ “เหตุผล” ที่เรามักจะได้ยินกันบ่อยๆ จาก “นักกฎหมายและนักวิชาการ” ของเรา ที่นำมาอ้างเพื่อยืนยันความถูกต้องในความเห็นของตน ก็คือ “เพื่อความเป็นประชาธิปไตย” หรือ “เพื่อการมีส่วนร่วมของประชาชน” ซึ่งทำให้เรา (คนไทย) คล้อยตามและเชื่อไปด้วยว่า ถ้าหากมีการเลือกตั้งเพื่อ ความเป็นประชาธิปไตยแล้ว หรือถ้าหากประชาชนได้มีส่วนร่วมแล้ว การกระทำนั้นเป็นสิ่งที่ “ถูกต้อง”

และในทางปฏิบัติ เราก็จะพบว่านักการเมืองของเราก็จะจัดตั้ง “กลุ่มมวลชน” (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้าง) เพื่อให้กลุ่มมวลชนมาชุมนุมเรียกร้องและแสดงความเห็นสนับสนุนความเห็นของนักการเมือง เพื่อที่ตนเอง (นักการเมือง) จะได้อ้างว่า ตนเองมี “ความถูกต้อง” ตามหลักการของความเป็นประชาธิปไตยและการมีส่วนร่วมของประชาชน

ดูเหมือนว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลกที่มีสภาพเช่นนี้ ผมไม่เคยพบสถานการณ์เช่นนี้ในสังคมของประเทศที่พัฒนาแล้ว

แนวความคิดในเรื่อง “ความเป็นประชาธิปไตย” (หลักการแบ่งแยกอำนาจหรือการให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกตั้งผู้แทนฯ) ของ Montesquieu, Hobbes และของนักปราชญ์อื่นๆ เมื่อ 300 ปีก่อนนั้น เป็น “แนวความคิด-concept” ที่ถูกนำมาใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครอง จากระบอบสมบูรณาญาสิทธิราชย์ มาเป็นระบอบประชาธิปไตยเพื่อให้มีสภาผู้แทนราษฎร และในปัจจุบันนี้ (ต้นศตวรรษที่ 21) วิวัฒนาการของการเปลี่ยนแปลงระบอบการปกครองดังกล่าวได้จบสิ้นไปนานแล้ว

ปัจจุบันนี้ “ปัญหาของระบอบการปกครองระบอบประชาธิปไตย” ในยุค ศตวรรษที่ 20-21 เป็นปัญหาใหม่ คือ เป็นปัญหาของการทุจริตคอร์รัปชั่นของนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ที่อาศัยความบกพร่องของ “รูปแบบของการปกครอง-form of govern ment” ตามรัฐธรรมนูญ และอาศัยความอ่อนแอและความหลากหลายของ “สภาพสังคม” ในการเลือกตั้ง เพื่อเข้ามาใช้อำนาจรัฐในการทุจริตและแสวงหาประโยชน์ให้ตนเอง

ในช่วง 200 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19) จนถึงปัจจุบัน (ต้นศตวรรษ ที่ 21) ทฤษฎีกฎหมาย (นิติปรัชญา) แนวความคิดในการพัฒนารูปแบบของการปกครอง-form of government/การเขียน (ออกแบบ) กฎหมายที่เป็นระบบบริหาร พื้นฐานของประเทศ (ของประเทศที่พัฒนาแล้ว) ได้พัฒนาไปไกล และไกลมากจน นักกฎหมายและนักวิชาการของเรา (ประเทศไทย) ตามไม่ทัน

“การมีส่วนร่วมของประชาชน” ในปัจจุบันเป็นวิธีการอย่างหนึ่งที่ใช้เพื่อให้ได้มาซึ่ง “เหตุผล” ที่จะทำให้การบริหารประเทศเป็นประโยชน์แก่ส่วนรวมให้มากที่สุด แต่การมีส่วนร่วมของประชาชน มิใช่เป็น “เหตุผล” ในตัวของมันเอง

และเช่นเดียวกัน การที่การมีส่วนร่วมของประชาชนกลุ่มหนึ่ง ที่มีจำนวนมวลชน (ไม่ว่าจะจ้างมาหรือไม่จ้างมา) มากกว่า “การมีส่วนร่วมของประชาชนอีกกลุ่มหนึ่ง” ก็มิได้หมายความว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนมวลชนมากกว่าจะมีเหตุผลที่ดีกว่าประชาชนกลุ่มที่มีจำนวนน้อยกว่า ทั้งนี้ เพราะความถูกต้องของเหตุผลขึ้นอยู่กับความเป็นจริงในทางวิชาการ และขึ้นอยู่กับ “คุณภาพ (พฤติกรรม)” และ “ความรู้” ของประชาชนที่เข้ามามีส่วนร่วม

ทำอย่างไรจึงจะทำให้ “นักกฎหมาย” ของเราไม่เป็น “นักกฎหมายแบบศรีธนญชัย (หรือเป็นลูกหลานของศรีธนญชัย)” และทำอย่างไร นักกฎหมาย (และนักวิชาการ) ของเรา จึงจะพ้นจากการหลงวกวนอยู่กับแนวความคิดเพื่อความเป็นประชา ธิปไตยเมื่อ 300 ปีก่อน

หลักการทางวิชาการในปัจจุบัน เขาใช้อะไรมาเป็นเกณฑ์วัดความถูกต้อง (ของเหตุผล) ของนักกฎหมาย (หรือของนักการเมือง) ซึ่งมิใช่เป็นการวัดด้วยจำนวนหัวของมวลชนที่มาชุมนุมกัน ไม่ว่ามวลชนเหล่านั้นจะถูกจ้างมาหรือไม่ และมิใช่ว่าใครคอร์รัปชั่นไว้ได้มาก ก็มีเงินมาก และจ้างมวลชนได้มาก

ผมเห็นว่า ก่อนที่นักกฎหมายของเราจะ “คิด” แก้ปัญหาความเสื่อมของการบริหารประเทศ และก่อนที่จะหา “ความรู้” จากกฎหมายมหาชน เพื่อนำมาแก้ปัญหา ดังกล่าว (ซึ่งต้องใช้เวลา)

ผมคิดว่านักกฎหมายของเราคงจะต้องเริ่มต้นด้วยการตรวจสอบ “วิธีคิด” ของตนเองเสียก่อน เพราะ “วิธีคิด” เป็นเงื่อนไขขั้นต้นของการหา “ความรู้” และวิชาที่สอน “วิธีคิด (ทางกฎหมาย)” ให้แก่เรา ก็คือ “นิติปรัชญา-ปรัชญาทางกฎหมาย” นั่นเอง

วิชานิติปรัชญาสอนให้เรารู้ว่า ในโลกปัจจุบัน เขาใช้ “เกณฑ์” อะไรมาวัดความถูกต้องของเหตุผลของนักกฎหมาย (และนักการเมือง)

ท่านผู้อ่านที่เป็นนักกฎหมายหรือนักวิชาการ ลองทดสอบถามตัวท่านเองดูก็ได้ว่า ท่านรู้หรือไม่ว่า แนวความคิดของนิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20-21 มีอย่างไร ทั้งนี้โดยท่านผู้อ่านไม่จำเป็นต้องบอก “ชื่อ” ของนักปราชญ์เหล่านี้ก็ได้

เพราะบางทีชื่อเหล่านี้ก็เรียกยากและยากที่จะจำ แต่แน่นอน นักปราชญ์เหล่านี้ คงไม่ใช่ชื่อ Montesquieu, Rousseau, Hobbes เป็นต้น ที่เรารู้ๆ กันอยู่

การที่ผมบอกว่า “ประเทศไทยล้าหลังในวิชากฎหมาย ซึ่งอาจจะกว่า 100 ปี” ซึ่งตามความจริงแล้ว ผมกำหนด “ระยะเวลา” นี้ จากการพิจารณาดู “ความสนใจ” ในวิชานิติปรัชญาของนักกฎหมายและนักวิชาการของเรานี้เอง และระยะเวลาที่ถูกต้องของความล้าหลังของนักกฎหมายไทยน่าจะเป็นประมาณสัก 150 ปี

ทั้งนี้ โดยผมพิจารณาดูจากแนวความคิด-concept ของนักกฎหมายที่มาช่วยยกร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2549 ให้แก่คณะปฏิรูปการปกครอง (ที่ทำรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยายน พ.ศ.2549) และพิจารณา ดูจากเอกสาร “คำชี้แจงสาระสำคัญ ของร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550” ที่เขียนโดยคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ซึ่งประกอบด้วย Elite (นักกฎหมายและนักวิชาการ) ของสังคมไทยในปัจจุบันจำนวนมาก

ผมมีความเห็นว่า “แนวความคิดพื้นฐาน” ของนักกฎหมายและนักวิชาการที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับการยกร่างรัฐธรรมนูญทั้งสองฉบับ (รัฐธรรมนูญชั่วคราว พ.ศ.2549 และรัฐธรรมนูญถาวรฉบับปัจจุบัน พ.ศ.2550) ยังอยู่ภายใต้ “หลักการของความเป็นประชา ธิปไตย” ตั้งแต่สมัยของ Montesquieu etc. เมื่อ 300 ปีก่อน และนักกฎหมายและนักวิชาการของเราในปัจจุบันยังไม่มีการรับรู้ หลักการของ “นิติปรัชญาในยุคศตวรรษที่ 20” ที่เริ่มต้น ตั้งแต่กลางศตวรรษที่ 19

(อ่านประกอบ บทความเรื่อง “สภาพวิชาการทางกฎหมายของประเทศไทย : สาเหตุแห่งความล้มเหลวของการปฏิรูปการเมือง ครั้งที่ 2 (หน้า 28) เว็บไซต์ http://www.pub-law.net)