สิทธิมนุษยชนไร้พรมแดน

ปีที่ 9 ฉบับที่ 2236 ประจำวัน จันทร์ ที่ 3 มีนาคม 2008

โดย จรัล ดิษฐาอภิชัย

พ.ต.ท.ดร.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางกลับประเทศไทยท่ามกลางความดีใจ และการต้อนรับของประชาชนหลายสิบล้าน และการต่อต้านของฝ่ายไม่เอาทักษิณเดิม ที่พยายามหยิบยกประเด็นต่างๆ มาคัดค้าน วิจารณ์อย่างเซ็งแซ่ ตั้งแต่เวลาไม่เหมาะสม เข้ามาเพื่อแทรกแซงกระบวนการยุติธรรม มาชี้นำรัฐบาลนายสมัคร สุนทรเวช ไปจนถึงการก้มลงกราบแผ่นดิน ต่างๆ นานา

ดูเหมือนว่า ฝ่ายต่อต้านยังวิจารณ์ไม่เลิก คือ คำประกาศของอดีตผู้นำประเทศจะไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผมใคร่แสดงความคิดเห็นต่อประเด็นนี้สักนิด เพราะเป็นปัญหาสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมืองของอดีตนายกรัฐมนตรีที่พึงมี

ก่อนอื่น ผมขอแสดงความคิดเห็น ต่อการกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ว่า เป็นการกลับปิตุภูมิ มาตุภูมิ ซึ่งเป็นบ้านเกิดเมืองนอน มาอยู่กับภรรยา บุตร ธิดา ญาติพี่น้อง และอยู่ท่ามกลางประชาชนคนไทยที่เรียกหามาปีกว่า หลังจากรัฐบาลของท่านถูกรัฐประหาร ถูกยึดอำนาจ บังคับให้อยู่ต่างประเทศมากว่า 15 เดือน นี่เป็นเหตุผลหลัก การกลับมาสู้คดีที่ตกเป็นจำเลยในคดีทุจริต ซื้อที่ดินย่านรัชดาภิเษก และปกปิดโครงสร้างหุ้นแอสซี เอสเสทฯ ตามคำพูดคำกล่าวของสื่อมวลชน และผู้คนทั้งหลายเป็นเหตุผลรอง เหตุผลประการแรก เป็นเรื่องสิทธิมนุษย์และสิทธิพลเมือง ประการหลัง เป็นสิทธิของของจำเลยในกระบวนการยุติธรรม

ทีนี้จะพูดถึงปัญหาอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ จะยุ่งเกี่ยวกับการเมืองได้แค่ไหน แม้ท่านจะประกาศมาหลายครั้ง โดยเฉพาะ ในการแถลงข่าวที่โรงแรมแพนนินซูล่าก็ตาม ผมจะแสดงความคิดเห็นต่อปัญหานี้ โดยขอเล่าการอภิปรายในรายการ “จับตาทักษิณกลับประเทศ” ของโทรทัศน์ช่องหนึ่ง ในวันที่อดีตนายกรัฐมนตรีเดินทางกลับ แล้วก็จะเฉพาะประเด็นนี้

พออดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณแถลงข่าวจบ พิธีกรก็ถามผู้มาออกรายการว่า เชื่อหรือไม่ว่าจะเลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ผู้ร่วมอภิปรายคนแรก แสดงความคิดเห็นไปในทางไม่เชื่อ อย่างไรก็ไม่เชื่อ อ้างเหตุผลต่างๆ นานา จากพฤติกรรมในอดีตและปัจจุบัน เพราะผู้อภิปรายท่านนั้นเป็นฝ่ายต่อต้านทักษิณ

เมื่อถามผมว่าเชื่อหรือไม่ ผมบอกว่าในฐานะนักสิทธิมนุษยชน ผมเห็นว่าอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ เป็นพลเมืองไทย ย่อมมีสิทธิพลเมือง แล้วก็ยังมีสิทธิทางการเมืองอีกหลายประการ เพราะคณะตุลาการรัฐธรรมนูญของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ตัดสิทธิทางการเมืองไปนั้น มี 4 ประการ คือ สิทธิเลือกตั้ง สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง สิทธิก่อตั้งพรรคการเมือง และสิทธิดำรงตำแหน่งทางการเมืองเท่านั้น (ความจริงแล้วการตัดสิทธิทางการเมืองดังกล่าวไม่ถูกต้องและชอบธรรม)

จากนั้นผมชี้ว่า อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ ย่อมมีสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองพื้นฐาน โดยเฉพาะเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การพูด การเขียน การพิมพ์ การโฆษณา หรือสื่อสารด้วยวิธีอื่นๆ ท่านจะพูด เขียน ไปปาถก บรรยาย อภิปรายทางการเมืองเรื่องอะไรที่ใหนก็ได้ จะให้คำปรึกษา ให้ความเห็นต่อบุคคลใดๆ ก็ได้ เสรีภาพในการรวมกลุ่ม ตั้งองค์การทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เช่น มูลนิธิ สมาคม สหพันธ์ ฯลฯ เสรีภาพในการเดินทาง ท่านจะไปใหน เช่น ไปพบปะเยี่ยมเยียนประชาชน ร่วมงานสังสรรค์งานฉลองของกลุ่มนั้นกลุ่มนี้ก็ได้ สิทธิยื่นเรื่องราวร้องทุกข์ สิทธิที่จะฟ้องร้องรัฐ สิทธิที่จะได้รับความยุติธรรมจากคดีอาญาและคดีเพ่ง โดยเฉพาะ สิทธิในครอบครัว ชื่อเสียง เกียรติยศ สิทธิความเป็นส่วนตัว ฯลฯต่อมาผมเสนอปัญหาถ้อยคำ “เลิกยุ่งการเมือง” ที่บรรดาสื่อมวลชนและผู้คนทั้งหลายพูดกันนั้น ตามความคิดเห็นของผม คำนี้ให้ความรู้สึกความคิดที่ไม่ดี ซึ่งมีปัญหา เพราะถ้าการไปเกี่ยวข้องกับการเมือง หรือยุ่งเกี่ยวกับการเมือง แล้วทำให้การเมืองดี การบริหารประเทศดี ระบอบการปกครองเป็นประชาธิปไตยมากยิ่งขึ้น ไม่เฉพาะอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณ พลเมืองทุกคน ก็ควรเข้ามายุ่งเกี่ยวกับการเมือง

แต่อย่างไรก็ตาม แม้อดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณจะเลิก หรือไม่เลิกยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ฝ่ายต่อต้านทักษิณ อันประกอบด้วยกลุ่มอำมาตยาธิปไตย กลุ่มอนุรักษ์นิยมล้าหลัง พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และสื่อมวลชนจำนวนหนึ่ง ยังจะเอาประเด็นนี้มาวิจารณ์โจมตี ยุแหย่ให้เกิดความขัดแย้งภายในรัฐบาล และพรรคพลังประชาชนต่อไป เพราะการกลับประเทศของอดีตนายกรัฐมนตรีทักษิณที่พวกเขาลงเรี่ยวลงแรง หมดเงินหมดทองในการขับไล่ ถือเป็นความพ่ายแพ้ของพวกเขา

ดังนั้น เพื่อกอบกู้ความพ่ายแพ้ พวกนี้จะวิพากษ์วิจารณ์ โจมตี และการเคลื่อนไหวทางการเมืองมากยิ่งขึ้น โดยมีเป้าหมายสุดท้าย นอกจากจะขับไล่ทักษิณแล้วคือ การล้มรัฐบาลสมัคร สุนทรเวช อันจะนำมาสู่การล้มระบอบประชาธิปไตยอีกครั้ง