มาร์วาน มาคาน-มาร์การ์, สำนักข่าวไอพีเอส (IPS Inter Press Service)

กรุงเทพ, 30 ธันวาคม 2550 แม้ว่าการเปลี่ยนผ่านจากรัฐบาลเผด็จการทหารไปสู่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยดูผิวเผินจะราบรื่น แต่ผลการเลือกตั้งทั่วไปที่มีขึ้นเป็นครั้งแรกภายหลังจากการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปี 2549 ก็ชี้ชัดว่าประเทศไทยอาจจะต้องเผชิญกับมรสุมทางการเมืองอีกครั้งในต้นปี 2551 นี้

ความร้อนแรงทางการเมืองเริ่มส่อแววขึ้นตั้งแต่สัปดาห์แรกภายหลังการเลือกตั้ง เมื่อพรรคพลังประชาชนได้ชัยชนะในการเลือกตั้งโดยมีจำนวน สส. มากที่สุดในการเลือกตั้งครั้งนี้โดยได้รับ 233 ที่นั่งจากสภาที่มี สส. จำนวน 480 คน ซึ่งทำให้พรรคพลังประชาชนมีสิทธิที่จะจัดตั้งรัฐบาลผสมขึ้นแต่ก็มีกระแสต่อต้านพรรคพลังประชาชนอย่างรุนแรงจากบรรดาสื่อมวลชน โดยมีความพยายามเชื่อมโยงพรรคการเมืองนี้กับอดีตนายกรัฐมนตรีผู้ชนะการเลือกตั้งสองสมัยซึ่งถูกทหารโค่นล้มโดยการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายน 2549 นอกจากนี้กระแสการต่อต้านพรรคพลังประชาชนยังมาจากคนบางกลุ่มในสังคมไทย ที่ดูหมิ่นเหยียดหยามทั้ง พตท. ทักษิณ ชินวัตร และนายสมัคร
สุนทรเวช พอ ๆ กัน ซึ่งบรรดาคนกลุ่มนี้ประกอบด้วย ผู้นำทางทหารและข้าราชการหัวอนุรักษ์นิยม และบรรดาชนชั้นสูงที่อ้างความจงรักภักดีต่อสถาบันชั้นสูงของประเทศ

“ถ้าพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลผสมสำเร็จ พวกเขาจะไม่มีโอกาสได้ฮันนีมูนพีเรียดทางการเมือง” กวี จงกิตถาวร บรรณาธิการอาวุโสและคอลัมนิสต์ของหนังสือพิมพ์เดอะเนชั่น บอกเรา “จะมีการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลตั้งแต่วันแรกของการทำงานเลย โดยเป็นเรื่องต่อเนื่องจากกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีอยู่ในตอนนี้”

“สมัครจะเป็นเป้าหมายหลักที่ถูกโจมตี ถ้าเขาได้เป็นนายกรัฐมนตรี” กวีเสริม “ภายในช่วงสามเดือนแรกเขาจะถูกถล่มโดยบรรดาสื่อมวลชน เพราะเขามีปัญหากับสื่อมวลชนมาโดยตลอด ซึ่งจะต่างจากอดีตนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมา ที่ในช่วงสองสามเดือนแรกของการรับตำแหน่งจะไม่ถูกโจมตีหรือวิพากษ์วิจารณ์มากนัก”

ถ้าพรรคพลังประชาชนไม่สามารถจัดตั้งรัฐบาลผสมได้ก่อนมีการปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรในวันที่ 23 มกราคม ก็เป็นโอกาสที่ผู้นำพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งได้รับคะแนนเสียงอันดับสองคือ 165 เสียง ในการจะจัดตั้งรัฐบาล โดยมีพรรคการเมืองเล็ก ๆ ที่ได้รับเลือกตั้งมีอีก 5 พรรค ซึ่งรวมถึง พรรคชาติไทยซึ่งได้ 37 ที่นั่ง และพรรคเพื่อแผ่นดินซึ่งได้ 24 ที่นั่ง ซึ่งทั้งพรรคพลังประชาชน และพรรคประชาธิปัตย์ต่างก็มุ่งเป้าหมายไปที่ 2 พรรคการเมืองนี้ ในช่วงฝุ่นตลบของการวิ่งเต้นเพื่อการจัดตั้งรัฐบาล

กระนั้นก็ดี บรรดานักวิชาการมองว่ารัฐบาลผสมที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ก็จะไม่ได้พบกับเส้นทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบเช่นกัน เพราะผลจากการเลือกตั้งชี้ออกมาชัดเจนว่าคนส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งในเขตชนบทและเขตเมืองในต่างจังหวัดต่างลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ซึ่งเป็นผลมากจากนโยบายสวัสดิการและนโยบายที่มุ่งส่งเสริมยกระดับความเป็นอยู่ของคนจนที่พรรคพลังประชาชนยึดเป็นแนวทางเช่นเดียวกับนโยบายของพรรคไทยรักไทย ภายใต้การนำของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ได้ชูธงและประสบความสำเร็จชนะการเลือกตั้งในปี 2544 และ 2548

“เรามีกลุ่มอำนาจทางการเมืองสองกลุ่มที่มีพลังทางการเมืองที่เข้มแข็งมาก ๆ และกลุ่มหนึ่งก็คือประชาชนจากภาคเหนือและภาคอีสาน ที่สนับสนุนพรรคพลังประชาชน” ไมเคิล เนลสัน นักวิชาการชาวเยอรมันผู้มีงานเขียนเรื่องการเมืองไทยจำนวนมากบอกเรา “พรรคประชาธิปัตย์จะถูกกดดันอย่างมากจากคนกลุ่มนี้ถ้าพรรคนี้ได้จัดตั้งรัฐบาลขึ้นมา และการที่มีเสียงเกินกึ่งหนึ่งเพียงเล็กน้อยก็จะทำให้รัฐบาลไม่มีเสถียรภาพ”

แต่ว่าความไร้เสถียรภาพของรัฐบาลไม่ใช่เรื่องใหม่ของประเทศที่ตั้งอยู่ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นี้แต่อย่างใด ที่ผ่านมารัฐบาลผสมของไทยมีอายุสั้นมาก ในช่วงทศวรรษ 1990 ประเทศไทยเคยมีนายกรัฐมนตรีถึง 7 คน บางคนมาจากการเลือกตั้ง และบางคนมาจากการแต่งตั้ง และมีช่วงเวลาหนึ่งที่มีการเลือกตั้งใหม่เกือบทุกปี

จนกระทั่งถึงยุคของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ผู้ซึ่งเป็นอภิมหาเศรษฐีเจ้าพ่อวงการโทรคมนาคม ก่อนที่จะเข้าสู่วงการเมืองที่นำพาพรรคไทยรักไทยเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าทางการเมืองของไทยใหม่โดยเป็นพรรคการเมืองแรกที่ชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากในปี 2544 และ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นนายกรัฐมนตรีคนแรกของไทยที่สามารถอยู่ในตำแหน่งได้จนครบวาระ 4 ปี และเมื่อมีการเลือกตั้งทั่วไปอีกครั้ง พรรคการเมืองของเขาก็ชนะการเลือกตั้งได้เสียงข้างมากอย่างท่วมท้น จนสามารถสร้างประวัติศาสตร์ใหม่ให้กับประเทศไทยอีกครั้งด้วยการเป็นนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้ง 2 สมัยติดต่อกัน

รากฐานของความยิ่งใหญ่ทางการเมืองของพรรคไทยรักไทยมาจากการกำหนดนโยบายที่ไม่เคยมีพรรคการเมืองใดทำมาก่อน นั่นคือนโยบายที่มุ่งไปสู่การช่วยเหลือคนจนทั้งในชนบทและในเมืองที่มีอยู่หลายล้านคน ตั้งแต่โครงการประกันสุขภาพราคาถูก โครงการเงินกองทุนหมู่บ้านที่รัฐอัดฉีดเงินเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจในระดับรากหญ้า ผลของนโยบายที่ก้าวหน้าของ พตท. ทักษิณ ชินวัตร คือการปลุงพลังเงียบของประชาชนผู้ยากจนซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศให้เป็นยักษ์ที่ตื่นจากการหลับทางการเมือง

แต่ว่าผลงานอันโดดเด่นสำหรับคนจนดังกล่าวถูกปฏิเสธโดยชนชั้นกลางและชนชั้นสูงในกรุงเทพมหานคร ผู้พากันเดินขบวนทั่วกรุงเทพเรียกร้องให้ พตท. ทักษิณ ชินวัตร ลาออกเพราะข้อกล่าวหาเรื่องคอร์รัปชั่น การหาประโยชน์ให้เครือญาติ และใช้อำนาจโดยไม่ชอบ แต่ความตื่นตัวทางการเมืองของชาวกรุงก็ถูกมองข้ามโดยทหาร จนกระทั่งมีการฉวยโอกาสเข้ามาใช้กระบวนการต่อต้าน พตท. ทักษิณ ชินวัตร ไปเพื่อประโยชน์ในการทำรัฐประหาร

แทบไม่มีใครสงสัยว่าทำไมคนฐานะดีในกรุงเทพซึ่งลงคะแนนเสียงสนับสนุนพรรคประชาธิปัตย์กลับไม่คัดค้านการที่ทหารเข้าทำการแทรกแซงการเลือกตั้งเพื่อขัดขวางการเข้าสู่ชัยชนะของพรรคพลังประชาชน เพราะคงเป็นเรื่องยากที่จะให้คนกลุ่มนี้ยอมรับความเป็นจริงในเรื่องความเห็นที่แตกต่างทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ของประเทศตามที่มีการรายงานการหยั่งเสียงออกมาเป็นระยะ ๆ นอกจากนี้หนึ่งในบรรดาคณะมนตรีความมั่นคงก็ให้สัมภาษณ์กับสำนักข่าวในไทยว่าโอกาสในการทำรัฐประหารอีกครั้งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้

มีความเห็นว่าบางทีความแตกต่างทางความคิดทางการเมืองในปี 2551นี้อาจจะได้รับการเยียวยา “เราอยู่ในสภาวะที่สังคมแตกแยกกันทางความคิดอย่างรุนแรงและฝังลึก และผมไม่เห็นโอกาสที่จะมีการประนีประนอมทางความคิดในปีใหม่นี้” ธิตินันท์ พงศ์สุทธิรักษ์ นักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยบอกเรา

“พลังทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ในประเทศได้ถูกปลุกขึ้นมาแล้ว และพวกเขาก็จะใช้สิทธิที่จะเลือกตั้งผู้แทนที่มีนโยบายที่แก้ไขปัญหาของพวกเขาได้” ธิตินันท์กล่าวเสริมในการให้สัมภาษณ์“วิธีการเดียวที่จะเชื่อมความแตกแยกนี้ก็คือ คนที่มีอำนาจมีเงินในสังคมไทยต้องให้ความสำคัญอย่างจริงจังกับการแก้ปัญหาของคนยากจน แต่คนเหล่านี้ก็ไม่ได้มีท่าทีว่าเต็มใจจะทำเพื่อคนจนเลย”

ที่มา: Truethaksin.com

CHALLENGES 2007-2008: Thailand Heading Into a Political Storm

Marwaan Macan-Markar – http://www.ipsnews.net

BANGKOK, Dec 30 (IPS) – Thailand’s transition from military rule to a democratically elected administration appears far from smooth. The results of the first general election since the September 2006 coup d’etat point to a nation heading into a political storm in the New Year.
Hints of the acrimony that lies ahead emerged within the first week of the Dec. 23 election. Sections of the country’s independent press have responded with alarm at the political party that secured the highest number of votes, the People Power Party (PPP). The latter’s triumph, winning 233 seats in the 480-member legislature, gives it the right to take the first crack at forming a coalition government.

Media hostility towards the PPP stem from the strong links the victor at the polls has with the twice-elected former prime minister Thaksin Shinawatra, who was forced out of power by the military junta in the September 2006 putsch. A similar anti-PPP line has also been attributed to others in this kingdom who view Thaksin and Samak Sundaravej, the PPP leader, with equal disdain. They range from the military leaders and the conservative bureaucrats to the more affluent members of Bangkok’s society and the entrenched pro-monarchist elite.

‘’If the PPP does form a coalition government it will not enjoy a political honeymoon,’’ Kavi Chongkittavorn, a senior editor and columnist of ‘The Nation’, a daily newspaper, told IPS. ‘’Criticism of the government will begin from the first day, continuing what is already being said.’’

“Samak will be the foremost target if he ends up as prime minister,’’ added Kavi. “He may be destroyed by the media in the first three months, since he has always had a hostile relationship with journalists. This was not the case with some of the previous prime ministers, who enjoyed a political honeymoon for a few months after forming a new government.’’

And if the PPP fails to cobble up a coalition before the new parliament opens, on Jan. 23, it leaves room for the Democrat Party to have a go at shaping the next administration. The Democrats secured the second highest number of seats, 165, giving it sufficient legitimacy to challenge the PPP. There are five smaller parties — including Chart Thai (Thai Nation), which won 37 seats, and Puea Pandin (For the Motherland), 24 seats — that the PPP and the Democrats have their eyes on in this hour of political horse-trading.

Yet, as academics point out, a Democrat-led coalition government would not enjoy a charmed life, either. It would be up against another powerful constituency, in terms of numbers, the country’s urban and rural poor, who threw their weight solidly behind the PPP at the December poll. That was largely due to the pro-poor and welfare policies that the PPP campaigned on in the same way Thaksin had during the 2001 and 2005 poll to win the backing of this economically marginalised vote bank.

“We have two political blocs who are very strong now, and one of them are the people from the north and the north-east who voted for the PPP,’’ says Michael Nelson, a German academic who has written extensively on Thai politics. “The Democrats will come under pressure from them if they form the next government. And their small majority in the parliament will only contribute towards instability.’’

Such a prospect of instability would not be new to this South-east Asian country, though. It is well known for the short lifespans of its coalition governments. During the 1990s, Bangkok came under the authority of seven prime ministers, some elected, some appointed. And over a four-year period in that decade, there was a parliamentary election every year.

It was Thaksin, a billionaire telecommunication tycoon prior to leading the country, and his Thai Rak Thai (Thais Love Thai – TRT) party that bucked this trend, following a thumping victory at the 2001 general elections. He became the country’s first prime minister to complete a four-year term. And his party’s re-election with a larger majority earned him another milestone: the first of the country’s 24 prime ministers to be returned to power for back-to-back terms.

The foundation for the TRT political juggernaut was built on the unprecedented policies it implemented to help the millions of the rural and urban poor. They ranged from a universal healthcare scheme to funds pumped into villages to boost the grassroots economy. Consequently, the country’s largest voting bloc was transformed into a more politically awakened constituency.

Such a distinct shift, however, was dismissed by Bangkok’s middle- and upper-middle classes, who took to the streets in early 2006 demanding Thaksin’s ouster due to allegations of corruption, nepotism and abuse of power. This political awakening was also ignored by the military leaders, who tapped the anti-Thaksin sentiment in the capital to launch the country’s 18th coup.

Little wonder why Bangkok’s well-heeled, who reportedly voted in large numbers for the Democrats, and the junta, which has been exposed trying to undermine the PPP’s campaign, find it hard to accept the political reality unfolded at the recent poll. One senior member of the military-appointed cabinet has even told the state-run Thai News Agency that another coup cannot be ruled out.

Such views suggest that Thailand’s deep political divide be easily bridged in 2008. ‘’We are now a deeply polarised society and I cannot see the possibility of compromise in the New Year,’’ says Thitinan Pongsudhirak, a political scientist at Bangkok’s Chulalongkorn University.

“The real silent majority in the countryside have been awakened, and they will keep voting for policies that deal with their concerns,’’ he added during an interview. “The only way to bridge this difference is if the people who have power, the wealthy, seriously address the concerns of the poor. But the establishment does not appear willing to do so.’

Source: Truethaksin.com