(25ธ.ค.) ศาลมีคำพิพากษาคดีหมายเลขดำที่ อ.1065/2549 และ อ.1875/2549 ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี มอบอำนาจให้ นายชาตรี ถริปภัสสโร เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายสนธิ ลิ้มทองกุล ผู้ก่อตั้งหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ และอดีตแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย และนายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นจำเลยที่ 1- 2 ในความผิดฐานหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.328 ประกอบ พ.ร.บ.การพิมพ์ พ.ศ. 2484 ม.48

คดีนี้โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 6 มี.ค.-24 มี.ค.2549 จำเลยกับพวกที่ไม่ได้นำตัวมาฟ้อง ได้บังอาจร่วมกันตั้งเวทีปราศรัยที่บริเวณสนามหลวง พูดผ่านเครื่องขยายเสียง ด้วยข้อความอันเป็นเท็จและจำเลยที่ 2 นำข้อความลงตีพิมพ์ในหนังสือพิมพ์ผู้จัดการออกเผยแพร่ โดยเมื่อวันที่ 6 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่า “ไม่มีนายกฯ คนไหนในโลกนี้ ที่เอาเงินไปซื้อประชาชนให้รักตัวเองมากขนาดนี้ เมื่อวันที่ 3มี.ค.2549 ใช้เงินไปกว่า 300 ล้านบาท ลากเอาคนนั้นคนนี้มา พวกกเฬวรากทั้งนั้น สื่อก็รู้เรื่องนี้ ฉะนั้นเมื่อไหร่นายกฯ คนนี้จะหยุดสร้างภาพเสียที ประเทศชาติบอบช้ำพอแล้ว”

ต่อมาวันที่ 10 มี.ค.จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอีกว่า “ได้รับข้อมูลลับจากนายทหารระดับนายพล ว่ามีการสั่งทีมสังหารจากภาคใต้-ภาคอีสาน ให้จัดการลอบสังหารตนเอง ด้วยปืนติดกล้อง ผมจะบอกให้พ่อแม่พี่น้องฟังว่า ทำไมต้องเล่าให้ฟังก็เนื่องมาจากว่าให้รู้ว่า กูรู้ว่ามึงอยากยิงกู เขามองว่าถ้าผมตายไปแล้ว ขบวนการกู้ชาติบ้านเมืองจะหยุดยั้ง เข้าใจผิดแล้ว ผมมีพ่อแม่พี่น้อง มีพันธมิตรฯ ที่จะนำพาภารกิจต่อไป ถ้าผมตายแล้วไอ้หน้าเหลี่ยมตายด้วย ผมยินดีตายไอ้หน้าเหลี่ยมแน่จริงมาตายด้วยกันไหมล่ะ”

นอกจากนี้ ในวันที่ 13 มี.ค.49 จำเลยที่ 1ได้ปรายศรัยว่า “เมื่อตอนตี 4 ของวันที่ 13 มี.ค. เวทีกู้ชาติที่ภูเก็ต ถูกลูกน้องของนายหน้าเหลี่ยมเผาได้รับความเสียหาย” ในวันที่ 16 มี.ค.นายสนธิ จัดปราศรัยที่แยกมิสกวัน ถนนราชดำเนินนอก กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในโลก ที่มีคนบ้าเป็นนายกรัฐมนตรี อับอายขายหน้าเขาไปทั่วโลก คนบ้าเราต้องไล่ไปโรงพยาบาลบ้า แต่ปัญหามันมีหมอที่โรงพยาบาลบ้า บอกว่าระดับความบ้าของนายกฯ คนนี้โรงพยาบาลบ้าก็เอาไม่อยู่ ก็เลยต้องไล่ให้ไปสิงคโปร์”

ต่อมาในวันที่ 22 มี.ค.บริเวณแยกมิสกวัน จำเลยที่ 1 ได้ปราศรัยอันเป็นความเท็จว่า “ชาติบ้านเมืองกำลังวิบัติ เพราะเรามีนายกฯ ที่หมกมุ่นเรื่องไสยศาสตร์ ก่อนที่จะมีเหตุทุบพระพรหม มีหมอเขมรไปปัดกวาดพระภูมิที่ทำเนียบแล้วขึ้นไปนั่งค่อมที่หลังคาพระภูมิ เอาคุณไสยไปใส่ หลังจากมีการทุบพระพรหมแล้ว นายกฯไปอยู่ที่เกิดเหตุครึ่งชั่วโมง ไปทำไมนอกจากไปเอาเคล็ด ไปฝังรูปฝังรอย เพราะต้องการจะเป็นเจ้าของแผ่นดินนี้”

ข้อความทั้งหมดที่จำเลยกล่าวมานั้น เป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สามด้วยการโฆษณา โดยมีเจตนาให้โจทก์เสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่นเกลียดชัง และเป็นการหลอกลวง ใส่ร้ายโจทก์ด้วยข้อความอันเป็นเท็จเหตุ เกิดที่แขวงพระบรมมหาราชวัง เขตพระนคร กรุงเทพฯ และ แขวงจิตรดา เขตดุสิต กรุงเทพฯ การกระทำของจำเลย โจทก์ถือว่าเป็นความผิดฐานหมิ่นประมาท ขอให้ศาลบังคับให้จำเลยลงคำพิพากษาใน นสพ.7 ฉบับ เป็นเวลา 7 วัน

ศาลพิเคราะห์พยานหลักฐานนำสืบทั้งสองฝ่ายแล้ว ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า จำเลยที่ 1 ได้กล่าวปราศรัยว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเอง และสร้างภาพให้ลูกน้องไปเผาเวทีของพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีบ้า ต้องไล่ให้ไปประเทศสิงคโปร์ นอกจากนี้ยังกล่าวหาว่า โจทก์หมกมุ่นในเรื่องไสยศาสตร์ ให้หมอเขมรไปทำพิธีที่ทำเนียบรัฐบาล ทำพิธีฝังรูปฝังรอยที่ศาลพระพรหมหน้าโรงแรมเอราวัณสี่แยกราชประสงค์

เห็นว่าที่จำเลยที่ 1 กล่าวว่าโจทก์ใช้เงินซื้อประชาชนให้รักตนเองนั้น เป็นการกล่าวอ้างด้วยความสุจริต ติชมด้วยความเป็นธรรม และที่ปราศรัยว่า โจทก์เป็นคนบ้านั้น ไม่ปรากฏว่ามีผู้ใดหลงเชื่อว่าเป็นความจริง โจทก์จึงไม่ได้รับความเสียหายให้ยกฟ้อง ส่วนจำเลยกล่าวหมิ่นประมาทโจทก์ในประเด็นเรื่องการลอบสังหาร การส่งลูกน้องไปเผาเวทีพันธมิตรกู้ชาติที่จังหวัดภูเก็ต และกล่าวหาว่าโจทก์เป็นนายกรัฐมนตรีที่เลื่อมใสในไสยศาสตร์ มักใหญ่ใฝ่สูงหวังใช้ไสยศาสตร์ให้ตัวเองเป็นใหญ่ในแผ่นดิน จำเลยไม่ได้นำสืบพิสูจน์ความจริง ข้อต่อสู้เป็นเพียงการกล่าวอ้างอย่างเลื่อนลอย

พิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 328 ฐานหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณา โดยจำเลยที่ 1 มีความผิดรวม 3 กระทง เรียงกระทงลงโทษตามลำดับ จำคุกกระทงละ 1 ปีรวมจำคุก 3 ปี จำเลยที่ 2 มีความผิด 2 กระทง จำคุกกระทงละ 1 ปี รวมจำคุก 2 ปี และให้ปรับจำเลยที่2 จำนวน 40,000 บาท

พฤติการณ์แห่งคดีเห็นว่าจำเลยที่ 1 กล่าวหมิ่นประมาทโจทก์เป็นลำดับ มีการเปิดประเด็นใหม่ๆอย่างต่อเนื่อง โดยไม่ได้มุ่งพิสูจน์ความจริงตามหลักนิติธรรม บางครั้งปล่อยให้เป็นที่สงสัยกำกวม เร่งเร้าให้เกิดความสับสนวุ่นวายในสังคม ก่อให้เกิดความครอบงำบิดเบือนเนื้อหาข้อมูล ทำให้ขาดดุลความจริง หวังมุ่งสร้างกระแสเพื่อโค่นล้มโจทก์ออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี โดยไม่ใช้วิธีการที่รัฐธรรมนูญขณะนั้นกำหนด การกระทำดังกล่าวกระทบโครงสร้างทางสังคมครั้งใหญ่ เกิดความขัดแย้งอย่างมาก ระหว่างผู้ที่สนับสนุนโจทก์กับฝ่ายตรงข้ามโจทก์ ต่างมุ่งห้ำหั่นล้างผลาญกันทุกวิถีทางสถานภาพของสังคมไทยเกิดความสูญเสีย ทั้งทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง

ทางนำสืบจำเลยที่ 1 และพฤติการณ์การกล่าวปราศรับของจำเลยที่ 1 ตามวัตถุพยานของจำเลยที่ 1 ก็ดี การแต่งการของจำเลยที่ 1 ไม่ว่าสีของเสื้อที่ใช้สีเหลือง อันเป็นสีประจำพระองค์ ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และตัวอักษรที่หน้าอกเสื้อคำว่า“เราจะสู้เพื่อในหลวง” ก็ดี ล้วนพยายามสร้างภาพของโจทก์ และผู้สนับสนุนโจทก์ ให้มีภาพยืนอยู่ตรงข้ามกับสถาบันพระมหากษัตริย์ และพยายามสร้างภาพของจำเลยกับพวกให้อิงแอบแนบชิดกับสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นสถาบันสูงสุดที่ประชาชนคนไทยทุกหมู่เหล่าต้องเทิดทูน เพื่อแสดงให้เห็นว่าโจทก์กับพวก ไม่จงรักภักดี ทำตัวเสมอพระมหากษัตริย์ หรือไม่ถวายพระเกียรติพระมหากษัตริย์ เป็นการแยกประชาชนคนไทยที่จงรักภักดีบางส่วน ให้เป็นฝ่ายตรงข้ามสถาบันพระมหากษัตริย์ นับเป็นอันตรายอย่างยิ่งต่อประเทศชาติ

การที่จำเลยที่ 1 พยายามดึงสถาบันพระมหากษัตริย์อันเป็นที่เคารพ เทิดทูนสูงสุดของประชาชนทุกหมู่เหล่า มาเป็นเครื่องมือในการกำจัดโจทก์กับพวก ในทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข พฤติการณ์แห่งคดีมีลักษณะร้ายแรง และเพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่างแก่บุคคล หรือคณะบุคคลอื่นๆ อีกต่อไป จึงไม่รอการลงโทษจำเลยที่ 1 และให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ต่อจากโทษจำคุกในคดีอาญา หมายเลขแดงที่ อ.1241/2550 ของศาลอาญาที่พิพากษาจำคุก เป็นเวลา 2 ปี โดยไม่รอลงอาญา ฐานหมิ่นประมาท นายภูมิธรรม เวชยชัย อดีต รมช.คมนาคม และอดีตรองเลขาธิการพรรคไทยรักไทย กล่าวหานายภูมิธรรม ร่วมพรรคคอมมิวนิสต์

ส่วนจำเลยที่ 2 รับผิดในฐานะเป็นบรรณาธิการเท่านั้น จำเลยที่ 2 ไม่เคยได้รับโทษจำคุกมาก่อน โทษจำคุกให้รอการลงโทษกำหนด 2 ปี และให้จำเลยที่ 2 ลงคำพิพากษาย่อในหนังสือพิมพ์ ผู้จัดการ ไทยรัฐ เดลินิวส์ และมติชน รวม 4 ฉบับ เป็นเวลา 5 วันติดต่อกัน โดยให้จำเลยที่ 2 นายขุนทอง ลอเสรีวณิช บรรณาธิการผู้พิมพ์ผู้โฆษณาหนังสือพิมพ์ผู้จัดการ เป็นผู้ออกค่าใช้จ่าย

ภายหลังฟังคำพิพากษาแล้ว นายสนธิ แสดงสีหน้าเคร่งเครียดอย่างเห็นได้ชัด โดยปฏิเสธที่จะให้สัมภาษณ์ใดๆ ซึ่งต่อมา นายสนธิ ยื่นคำร้องขอประกันตัว โดยใช้หลักทรัพย์เป็นกรมธรรม์ประกันอิสรภาพ มูลค่า 300,000 บาท โดยขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล

ภายหลังนายสนธิได้กล่าวว่าตนขอน้อมรับคำพิพากษาของศาล แต่ยืนยันจะขอยื่นอุทธรณ์สู้คดีต่อไป ซึ่งหากในที่สุดศาลฎีกามีคำพิพากษาว่าผิดตนก็พร้อมจะยอมรับกับผลของคำพิพากษา อย่างไรก็ดียืนยันว่าการขึ้นเวทีพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยของตนเป็นการทำเพื่อชาติอย่างแท้จริง

ผู้สื่อข่าวถามว่า รู้สึกกลัวหรือไม่ว่าหากพรรคพลังประชาชนได้จัดตั้งรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ จะกลับมาเช็คบิลย้อนหลังกลุ่มพันธมิตรฯ นายสนธิกล่าวว่าไม่รู้สึกกลัว และอยากให้ พ.ต.ท.ทักษิณ กลับมาตอบคำถาม และต่อสู้คดีในชั้นศาลเพื่อพิสูจน์ความจริง

ที่มา: http://www.komchadluek.net และ http://www.manager.co.th