เหลืออีกเพียงแค่ 3 วันก็จะถึงวันเลือกตั้งทั่วไป 23 ธันวา เรียกว่าเข้าโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้งพอดี ในช่วงนี้ดูเหมือนว่าองค์กรทางการเมืองทั้งที่เคยผ่านระบบการเลือกตั้งและไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง นักวิชาการ นักสื่อสารมวลชนบางส่วนจะออกมาพูดประสานเสียงไปในแนวทางเดียวกันว่า “หากพรรคพลังประชาชนชนะการเลือกตั้ง สถานการณ์บ้านเมืองจะไม่สงบเรียบร้อย มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายอาจมีการเผชิญหน้ากันนำไปสู่การนองเลือดได้”

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่าเจตนาของคนพูดนั้น เปิดเกมรุกถล่ม พปช. กลัวพรรคพลังประชาชนจะเข้าวินนั่นเอง

ฟังดูอย่างไรก็ไม่อาจแปลความหมายเป็นอื่นไปได้ว่ามันสอดคล้องกับเนื้อหาในเอกสารลับ คมช. ที่ระบุว่า

“เชิญบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการออกรายการวิทยุโทรทัศน์วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากพรรค พปช.ชนะเลือกตั้งแล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้แล้วคือ นืรโทษกรรมอดีตกรรมการพรรค ทรท.และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า หลายฝ่ายคงยอมไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายอีกครั้งและอาจนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด”

ซึ่งในตอนนี้แผนปฏิบัติการในเอกสารลับ คมช. ในทางปฏิบัติก็ได้เริ่มขึ้นแล้วเมื่อกลุ่มพันธมิตรฯ ประกาศว่าจะมีการชุมนุมใหญ่หาก พรรคพลังประชาชนเป็นแกนนำในการจัดตั้งรัฐบาลยกเลิกการนิรโทษกรรมกรรมการบริหารพรรคทั้ง 111 คน และยกเลิก คตส.

องค์กรการเมืองที่ชอบเล่นการเมืองข้างถนนเหล่านี้แหละที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการ แบบ “ตัวจริง ชัดเจน” ที่คอยสร้างเงื่อนไขเชื้อเชิญทหารให้เข้ามาทำการรัฐประหาร เหมือนกับที่พวกเขาได้สร้างปรากฏการณ์ “2549 พันธมารป่วนเมือง” มาแล้วเมื่อปีที่แล้ว

ประชาชนอาจไม่รู้สึกผิดหวังนักกับพฤติกรรมขององค์กรการเมืองที่ไม่ผ่านระบบการเลือกตั้ง อย่าง คณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ที่ทำตัวเป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการเพราะคนกลุ่มนี้ไม่ได้เป็นตัวแทนของประชาชน

แต่หากองค์กรทางการเมืองที่ผ่านระบบการเลือกตั้ง อย่างพรรคการเมืองซึ่งเป็นองค์กรสาธารณะรับเงินสนับสนุนจากภาษีประชาชน มีสมาชิกพรรคเป็นตัวแทนของประชาชน ประชาชนมอบอำนาจอธิปไตยซึ่งเป็นของประชาชนให้กับผู้แทนฯ กลับสนับสนุนการเล่นการเมืองข้างถนนทั้งในทางลับและเปิดเผย สนับสนุนการเรียกร้องนายกพระราชทานเพื่อขจัดนายกรัฐมนตรีที่มาจากการเลือกตั้งออกไปโดยให้เหตุผลว่า “การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกในการแก้ปัญหาวิกฤติการณ์การเมือง” นี่สิ มันน่าผิดหวังยิ่งนัก

ในประเทศที่มักจะมีการเปลี่ยนผ่านอำนาจด้วยกระบอกปืน อุปสรรคสำคัญอย่างหนึ่งที่เป็นสาเหตุให้ประชาธิปไตยเกิดการล้มลุกคลุกคลานและทหารสามารเข้าแทรกแซงการเมืองได้ก็คือ การที่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่ยอมรับความพ่ายแพ้ในการเลือกตั้ง หรือการไม่ทำหน้าที่เป็น “พรรคฝ่ายค้านผู้ซื่อสัตย์ (loyal opposition)” แนวความคิด การเสนอตัวทำหน้าที่เป็น “พรรคฝ่ายค้านผู้ซื่อสัตย์” ถือเป็นสิ่งที่สำคัญและจำเป็นอย่างมากในรัฐเสรีประชาธิปไตยเพราะทุกฝ่ายทั้งฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้านต่างมีความรับผิดชอบร่วมกันต่อคุณค่าพื้นฐานของการอยู่ร่วมกันของมนุษย์ คู่แข่งขันทางการเมืองไม่จำเป็นต้องชอบพอกันเสมอไป แต่ทั้งสองฝ่ายต้องมีความอดทนยอมรับฟังความคิดเห็นของกันและกันและรับรู้ในบทบาทของแต่ละฝ่ายที่จะต้องเล่นตามหลักการหรือกฎเกณฑ์ที่ตั้งไว้

เมื่อการเลือกตั้งจบลง ฝ่ายที่พ่ายแพ้ต้องยอมรับผลการตัดสิน หรือหากพรรคที่ครองอำนาจในรัฐบาลเป็นฝ่ายพ่ายแพ้การเลือกตั้งก็ต้องมอบอำนาจการปกครองให้กับรัฐบาลชุดใหม่อย่างสันติวิธี ไม่สำคัญว่าฝ่ายใดจะเป็นฝ่ายชนะ ทั้งสองฝ่ายต้องบรรลุข้อตกลงที่จะอยู่ร่วมกันเพื่อทำหน้าที่แก้ปัญหาให้กับสังคม เพราะการพ่ายแพ้ในการเลือกตั้งไม่ได้หมายความว่าชีวิตต้องดับสูญไปด้วยหรือต้องติดคุกตลอดชีวิต เมื่อการเลือกตั้งในครั้งหน้ามาถึง พรรคฝ่ายค้านเองก็มีโอกาสที่จะเข้าร่วมแข่งขันลงสมัครรับเลือกตั้งเสนอนโยบายให้กับประชาชนอีกครั้ง

เพราะที่สุดแล้วความหมายของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยนั้นไม่ได้หมายถึงการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของพรรคการเมืองแต่หมายถึงการแข่งขันกันอาสาเข้ามารับใช้ประชาชน

จีนส์ เจ เคิร์กแพททริกซ์ (Jeane J. Kirkpatrick) นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน(American conservative) และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นได้เคยกล่าวไว้ว่าหนึ่งใน คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการของการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยที่จะขาดไม่ได้เลยก็คือ หลักการเลือกตั้งตามกำหนดระยะเวลา(periodic)

การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยหรือการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยจะต้องเป็นไปตามหลักการเลือกตั้งตามกำหนดระยะเวลา นั่นคือ ประชาชนมีโอกาสไปใช้สิทธิเลือกตั้งภายในระยะเวลาที่กำหนดไว้ล่วงหน้าในรัฐธรรมนูญ เช่น ภายใน 4 ปี หรือ 5 ปี เป็นการควบคุมการใช้อำนาจรัฐในระบอบประชาธิปไตยแบบมีผู้แทน เพราะในระบอบประชาธิปไตยไม่ได้เลือกเผด็จการมาปกครองประเทศ ไม่ได้เลือกนายกรัฐมนตรีหรือประธานาธิบดีมาดำรงตำหน่งตลอดชีวิต ใครจะได้รับเลือกให้มาปกครองประเทศขึ้นอยู่กับประชาชน ประชาชนจะเป็นผู้ให้คำตอบและเมื่อครบกำหนดระยะเวลาในการเปลี่ยนตัวผู้นำหรือผู้แทน พวกเขาจะต้องคืนอำนาจให้กับประชาชนให้ประชาชนเป็นผู้ตัดสินใจว่าพวกเขามีความเหมาะสมจะเป็นผู้บริหารประเทศต่อไปหรือไม่ ตรงนี้หมายความว่าผู้นำหรือผู้แทนราษฏรในระบอบประชาธิปไตยต้องพร้อมที่จะยอมรับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นทำให้พวกเขาไม่ได้รับเลือกเข้ามาทำหน้าที่ในการบริหารประเทศอีกในการเลือกตั้งคราวต่อไป

หากพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมอย่างประชาธิปัตย์ ชาติไทยและมหาชนเข้าใจหลักการเลือกตั้งตามกำหนดระยะเวลา ปฎิบัติตาม มีความอดทนรอและเคารพต่อการตัดสินใจของประชาชน ยึดมั่นในระบอบรัฐสภาพวกเขาคงไม่ออกมาคว่ำบาตรการเลือกตั้ง พวกเขาคงไม่เข้าร่วมกับกลุ่มพันธมิตรเพื่อทำลายประชาธิปไตยทั้งในที่ลับและที่แจ้ง พวกเขาคงไม่สนับสนุนการขอนายกฯพระราชทาน และรัฐบาลใหม่ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 7 แม้กระทั่งจะต้องปฏิเสธการเลือกตั้งก็ตาม และพวกเขาคงไม่เห็นดีเห็นงามไปกับการทำรัฐประหารด้วยการรับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งขัดต่อเจตนารมณ์ของพรรคประชาธิปัตย์ที่ถูกเขียนไว้เป็น ลายลักษณ์อักษรว่า พรรคจะเชิดชูระบอบประชาธิปไตยไม่สนับสนุนระบบและวิธีแห่งเผด็จการ

แต่อดีตพรรคร่วมฝ่ายค้านทั้ง 3 พรรคยังขาดสปิริตของการเป็นนักการเมืองที่มีน้ำใจเป็นนักกีฬา รู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย ยังเข้าไม่ถึงคำว่า หลักการเลือกตั้งตามกำหนดระยะเวลาซึ่งเป็นหัวใจสำคัญอันหนึ่งของการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยพวกเขาจึงสนับสนุนการทำรัฐประหารที่โค่นอำนาจรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งเพียงเพราะเป็นเส้นทางลัดที่อาจช่วยให้พวกเขามีโอกาสขึ้นสู่อำนาจอีกครั้งโดยไม่ต้องอดทนรอทุกๆ 4 ปี ซึ่งต่างกับประเทศที่มีพัฒนาการประชาธิปไตยที่เข้มแข็งแล้วที่พรรคฝ่ายค้านต่างมีความอดทนรอและให้เกียรติกับพรรคที่ได้เสียงข้างมาก ได้รับฉันทานุมัติจากประชาชนบริหารประเทศไปจนครบเทอม นักการเมืองในพรรคร่วมฝ่ายค้านเดิมของไทยควรชำเลืองดูสปิริตของนักการเมืองฝ่ายค้านในประเทศที่เจริญแล้วบ้าง อย่างในอังกฤษและแคนาดาทีมีรูปแบบการปกครองคล้ายกับไทยคือรัฐประชาธิปไตยในระบบรัฐสภาและเป็นระบอบกษัตริย์ภายใต้รัฐธรรมนูญ

คุณสมัครได้เคยยกตัวอย่างการทำหน้าที่ฝ่ายค้านอย่างอดทนรอสลับกันไปมาระหว่างพรรคแรงงานและพรรคอนุรักษ์นิยมของอังกฤษไปแล้วในงาน “พปช. กู้วิกฤติเศรษฐกิจชาติ” หรือหากมองไปที่ทวีปอเมริกาเหนืออย่างแคนาดาประเทศในเครือจักรภพที่ใช้การเมืองระบบเวสมินสเตอร์บ้าง

เมื่อต้นปีที่แล้วแคนาดาจัดให้มีการเลือกตั้งทั่วไปเนื่องจากรัฐสภาแคนาดามีมติไม่ไว้วางใจรัฐบาลพรรคลิเบอรัลของอดีตนายกรัฐมนตรี พอล มาร์ตินเนื่องมาจากข้อกล่าวหาว่ามีการคอร์รัปชั่นเกิดขึ้นในรัฐบาลโดยพรรคฝ่ายค้านของแคนาดาทั้ง 3 พรรคชนะการลงคะแนนเพื่อจัดให้มีการเลือกตั้งขึ้นใหม่ซึ่งผลการเลือกตั้งทั่วไปเมื่อวันที่ 23 มกราคมปีที่แล้วปรากฏว่าพรรคอนุรักษ์นิยมแคนาดาภายใต้การนำของนักการเมืองหนุ่มอนาคตไกล สตีเฟ่น ฮาเปอร์ สามารถเอาชนะพรรคพรรคลิเบอร์รัล ของนายพอล มาร์ติน(พรรครัฐบาล) มาได้โดยพรรคอนุรักษ์นิยมแคนาดาได้รับเลือกตั้งมากที่สุดคือ 124 ที่นั่ง ในขณะที่พรรคลิเบอร์รัลได้ 103 ที่นั่ง แม้ว่าพรรค อนุรักษ์นิยม จะชนะการเลือกตั้ง แต่ก็มีจำนวน ส.ส. ไม่ถึงกึ่งหนึ่งของจำนวน ส.ส. ทั้งหมด จึงทำให้ต้องหาแนวร่วมจากพรรคอื่น เพื่อสนับสนุนการลงมติในรัฐสภาจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อย โดยพรรคลิเบอร์รัลซึ่งเป็นพรรคอันดับสองก็เปิดโอกาสให้พรรคอันดับหนึ่งอย่างพรรคอนุรักษ์นิยมได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลก่อน จนพรรคอนุรักษ์นิยมสามารถจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยได้สำเร็จ ผลการเลือกตั้งในครั้งนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองครั้งสำคัญเนื่องจากเป็นการเปลี่ยนฐานอำนาจจากพรรคลิเบอร์รัลซึ่งบริหารประเทศมาเป็นระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ปี

ซึงในช่วงระยะเวลา 13 ปีที่พรรคลิเบอร์รัลครองอำนาจอยู่ก็ไม่เห็นมีนักการเมืองฝ่ายค้านคนไหนเรียกร้องให้ประชาชนออกมาเดินขบวนข้างถนนขับไล่รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งหรือเชื้อเชิญทหารเข้ามาทำการรัฐประหารเพราะตนพ่ายแพ้การเลือกตั้ง เพราะอดทนรอเป็นรัฐบาลไม่ได้

นี่ล่ะค่ะการเมืองในประเทศพัฒนาแล้ว พรรคลิเบอรัลของอดีตนายกรัฐมนตรี พอล มาร์ตินซึ่งถูกกล่าวหาว่าทุจริตคอรัปชั่นเหมือนกับที่อดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตรโดนข้อกล่าวหาที่ปราศจากหลักฐานจากพรรคประชาธิปัตย์และกลุ่มพันธมิตรฯเช่นกัน แต่ความแตกต่างระหว่างการเมืองของประเทศพัฒนาแล้วกับประเทศไทยมันอยู่ตรงที่ นักการเมืองฝ่ายค้านของเขายึดมั่นในครรลองของประชาธิปไตย นักการเมืองของเขาเข้าใจคำว่า “การใช้อำนาจผ่านรัฐสภา” ไม่นิยมการใช้กฏหมู่อยู่เหนือกฏหมาย หากข้อกล่าวหามีมูลก็ใช้กระบวนการทางกฏหมายมาตรวจสอบไม่เลือกสนับสนุนให้ทหารเข้ามาแทรกแซงการเมือง ไม่เลือกใช้วิธีการนอกระบบรัฐสภามากดดันและขับไล่ผู้นำที่มาตามระบบแบบบ้านเราซึ่งการเลือกใช้วิธีการนอกระบบถือเป็นพัฒนาการทางการเมืองแบบเลี้ยงไม่โต เพราะ “การใช้อำนาจผ่านรัฐสภา” ยังสามารถทำให้สถานการณ์ทางการเมืองสามารถดำเนินต่อไปโดยไม่ขัดหรือล้มล้างรัฐธรรมนูญและไม่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตยที่อำนาจอธิปไตยเป็นของประชาชน

การเมืองในประเทศที่พัฒนาแล้ว พรรคฝ่ายค้านของเขาเองก็ทำหน้าที่บทบาทของฝ่ายค้านได้อย่างเข้มแข็ง คำว่า ทำหน้าที่บทบาทของฝ่ายค้านได้อย่างเข้มแข็ง หมายความว่า จะต้องทำหน้าที่ควบคุมรัฐบาลเหมือนกับที่แคนาดาและอังกฤษใช้ระบบรัฐบาลเงา (Shadow Government) ที่กลุ่มนักการเมืองอาวุโสที่อยู่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าพรรคฝ่ายค้านรวมตัวกันตั้งตนเป็นรัฐมนตรีเงาประกบรัฐมนตรีตัวจริงฝ่ายรัฐบาลคือการทำหน้าที่วิพากษ์วิจารณ์และติติงการทำงานของรัฐมนตรีจริง ดูแลการออกหรือการแก้ไขกฎหมายเมื่อมาเป็นรัฐบาลจะได้ปฏิบัติตามที่ได้ค้านไว้ พร้อมกันนั้นฝ่ายค้านก็จะต้องทำให้ประชาชนเห็นว่าพรรคฝ่ายค้านเป็นทางเลือกทั้งในเชิงนโยบายและเชิงการบริหารดีกว่าพรรครัฐบาลเป็นการหวังผลในการเลือกตั้งคราวหน้า

ซึ่งการที่พรรคอนุรักษ์นิยมแคนาดาได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งเมื่อปีที่ผ่านมาถือเป็นรางวัลตอบแทนให้กับพรรคฝ่ายค้านที่ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ให้กับประชาชนได้อย่างเข้มแข็ง เป็นทางเลือกของประชาชนได้ ไม่ใช่เป็นฝ่ายค้านประเภทดีแต่ตีสำนวนโวหาร หรือเป็นพรรคฝ่ายค้านประเภทไม้ประดับอย่างอดีต 3 พรรคร่วมฝ่ายค้านของไทย

มาถึงวันนี้การแบ่งขั้วการเมืองชัดเจนแล้ว คำว่า “ไม่ฝักไฝ่ฝ่ายใด” ไม่ได้ช่วยให้ประชาธิปไตยของไทยชัดเจนขึ้น ช่วงเวลาแห่งความวุ่นวายทางการเมืองเกือบ 2 ปีที่ผ่านมาหลายคนคงประจักษ์แล้วว่าพรรคการเมืองใดที่เดินตามครรลองประชาธิปไตย มีจุดยืนไม่ร่างรัฐธรรมนูญฉบับทหาร และยืนเคียงข้างประชาชน

ที่มา: ราชดำเนินพันทิพ โดย เอื้องอัยราวัณ