เมื่อพูดถึงระบบการเลือกตั้งซึ่งถือว่าเป็นธรรมเนียมหลักของรัฐเสรีประชาธิปไตยแบบตัวแทน จีนส์ เจ เคิร์กแพททริกซ์ (Jeane J. Kirkpatrick) นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน(American conservative) และอดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นได้เคยกล่าวไว้ว่า การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการ และหนึ่งใน คุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการของการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยนั้นก็คือ ผลของการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดผู้บริหารประเทศ (definitive)

ผลการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดในการเลือกผู้บริหารประเทศ(Definitive)

การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจะถือผลของการเลือกตั้งเป็นตัวชี้ขาดในการกำหนดผู้ทำหน้าที่บริหารประเทศโดยผ่านระบบการเลือกตั้ง การขึ้นสู่อำนาจของผู้นำจะต้องมาจากการเลือกตั้งโดยประชาชนเท่านั้น ผู้แทนที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชนฝ่ายข้างมากจึงได้รับสิทธิเป็นผู้ที่มีอำนาจที่แท้จริงในการบริหารประเทศ มิได้เป็นเพียงผู้นำแต่ในนาม (แต่ไม่ได้มีอำนาจแท้จริง) หรือ เป็นเพียงสัญญลักษณ์

ด้วยเหตุนี้การที่นายสุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) ออกมาพูดในเชิงข่มขู่ผู้ลงคะแนนและพรรคพลังประชาชนล่วงหน้าว่าหากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งสามารถจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ จะมีประชาชนเรือนแสนออกมาเดินบนถนนราชดำเนิน หรือหากรัฐบาลหลังการเลือกตั้ง มีความพยายามฟอกความผิดให้กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี และครอบครัว ทาง กลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย จะออกมาชุมนุมต่อต้าน เพราะไม่ต้องการให้อำนาจการเมืองและอำนาจเงินอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม

หรือการที่นายทหารระดับสูงและนักคอลัมนิสต์จากกระสื่อกระแสหลักบางคน ออกมาพูดในทำนองว่า หากพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จอาจทำให้มีสงครามกับทหารจนนำไปสู่รัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด จึงแปลความหมายเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่า

1.พวกเขาไม่ยอมรับผลการเลือกตั้ง
2.ไม่เคารพต่อการตัดสินใจของประชาชนที่เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย
3.ไม่ยอมรับหลักเสียงข้างมากซึ่งเป็นหลักการเบื้องแรกที่ใช้ในการตัดสินใจเรื่องราวต่าง ๆ ในสังคมประชาธิปไตย
และ
4.ปฎิเสธการหวนคืนของระบอบประชาธิปไตยสู่ประเทศไทยนั่นเอง

สำหรับผู้เขียนแล้วคำพูดของนายสุริยะใสไม่ใช่สิ่งที่แปลกใหม่หรือดูน่ากลัวเพราะการประท้วงของกลุ่มพันธมิตรฯที่ผ่านมาในการขับไล่ “ท้ากกกกสิน ออกไป !!” ไม่ได้ประสพผลสำเร็จเลยแม้แต่นิด ฝูงชนมีแค่แค่เรื่อนหมื่นอันน้อยนิดแต่ถูกสื่อขยายใหญ่ให้เป็นกองทัพเรือนแสน ปรากฏการณ์การขับไล่ทักษิณมันผ่านจุดสูงสุดมาแล้วตั้งแต่ต้นปีที่แล้ว คือวันที่ 4 กุมภาฯ 2549 ที่นายสนธิเคยประกาศไว้ ที่สำคัญรัฐบาลทักษิณถูกโค่นอำนาจเพราะรัฐประหารไม่ใช่เพราะม็อบทำลายประชาธิปไตยของนายสนธิ

แต่ในครั้งนี้นานาชาติและประชาชนจะมองการออกมาเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรฯว่า การออกมาของนายสุริยะใสไม่ใช่การต่อต้านพรรคพลังประชาชนและกลุ่มอำนาจเก่าแล้วนั่นเพราะ

1.ศัตรูทางการเมืองคนสำคัญของพวกเขาอย่างอดีตนายกฯทักษิณ ที่ผู้ก่อรัฐประหารตั้งข้อกล่าวหาเขาโดยปราศจากหลักฐานพวกคุณก็ใช้ปืนและรถถังมายึดอำนาจจากเขาไปแล้ว
2.กรรมการบริหารพรรค ทรท.ทั้ง 111 คนก็ถูกตุลาการศาลรัฐธรรมนูญองค์กรที่จัดตั้งโดยคณะรัฐประหารเพิกถอนสิทธิ์ทางการเมืองไปแล้วเป็นระยะเวลา 5 ปี
3.พรรคพลังประชาชนยังไม่ได้มีโอกาสเข้าไปทำหน้าที่บริหารประเทศเลย

การออกมาของนายสุริยะใสจึงหมายถึง การปฏิเสธผลการเลือกตั้งของประชาชน คือการปฏิเสธการหวนคืนของประชาธิปไตยนั่นเอง

แนวความคิดและพฤติกรรมของกลุ่มอำนาจใหม่ที่ไม่นิยมการเลือกตั้งและกระบอกเสียงของพวกเขาอย่างนายสุริยะใสจึงเป็นปฎิปักษ์กับระบอบประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เสียงของพวกเขาจึงเป็นเพียงเสียงตัวแทนจากฝ่ายเผด็จการหาใช่เสียงที่เรียกร้องประชาธิปไตยให้กับประชาชนไม่

หากจะมีการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรเพื่อทำลายประชาธิปไตยสร้างความวุ่นวายเกิดขึ้นในประเทศอีกครั้ง

หากจะมีการนองเลือดเกิดขึ้นจริงตามที่ฝ่ายกองหนุนฏิบัติการทางด้านข่าวสารของคมช.กำลังดำเนินอยู่

และ

หากจะไม่มีความสมานฉันท์เกิดขึ้นในประเทศตามที่ผู้มีอำนาจและบารมีแสดงความวิตกกังวลอยู่

ก็ไม่ใช่เพราะพรรคพลังประชาชนจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จหรือเพราะการกลับมาของกลุ่มอำนาจเก่าแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะกลุ่มอำนาจใหม่ที่ไม่นิยมการเลือกตั้งและกระบอกเสียงของพวกเขามีความคิดเพียงแต่มุ่งเอาชนะ คิดถึงแต่ประโยชน์ส่วนตนโดยไม่เคารพฉันทามติของประชาชนหาได้ทำเพื่อประเทศชาติโดยอ้างความมีคุณธรรม จริยธรรมเหนือผู้อื่นไม่ คนเหล่านี้เป็นพวกที่ไม่คิดถึงภาพรวมที่จะส่งผลต่ออนาคตของประเทศชาติซึ่งในท้ายที่สุดจะไม่เกิดประโยชน์ใดๆ ต่อบ้านเมือง และจะเป็นผลร้ายต่อประเทศชาติและประชาชนในที่สุด

มันน่าหัวร่อที่นายสุริยะใสอ้างความเป็นคนมีคุณธรรม จริยะธรรมเหนือผู้อื่นโดยบอกว่า “ไม่ต้องการให้อำนาจการเมืองและอำนาจเงินอยู่เหนือกระบวนการยุติธรรม” หากคุณมีความคิดและอุดมการณ์เช่นนั้นจริงๆ หากคุณต้องการให้ประเทศไทยคงไว้ซึ่งความศักดิ์สิทธิของกฏหมายและกระบวนการยุติธรรมจริงๆ คุณควรจะรวมพลเป็นแสนออกมาเดินบนถนนราชดำเนินประท้วง คมช. ที่ใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบด้วยกฎหมายกระทำการเป็นโทษแก่ผู้สมัครและพรรคการเมือง กรณีเอกสารลับที่มีวัตถุประสงค์ในการสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนไม่ให้ได้รับชัยชนะในการเลือกตั้งครั้งนี้

ตรงนี้มันเห็นชัดเจนว่า คมช. ทำผิดกฏหมายเลือกตั้งแต่รอดพ้นความผิดเพราะได้รับความคุ้มครองตามรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราว ปี 2549 และมาตรา 309 ของรัฐธรรมนูญปี 2550 ซึ่งรับรองการกระทำใดๆของ คมช.และองค์กรต่างๆ ที่คณะรัฐประหารแต่งตั้งขึ้นว่าไม่มีความผิด บทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงทำให้กฏหมายรัฐธรรมนูญของประเทศไทยแตกต่างจากชาวโลกเขาคือไม่ได้เป็นกฏหมายสูงสุดในการปกครองประเทศแต่เป็นกฏหมาย”เกือบ”สูงสุดของประเทศ

นายสุริยะใสและคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.)ซึ่งประกาศตัวว่าเป็นผู้พิทักษ์ประชาธิปไตยและคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชนไฉนจึงนั่งนิ่งดูดายต่อการกระทำของ คมช. ในครั้งนี้ มันมองเป็นอย่างอื่นไปไม่ได้นอกเสียจากว่าคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย (ครป.) คือกระบอกเสียงของเผด็จการที่ต้องการทำให้ไทยเป็นคู่หูกับรัฐบาลทหารพม่านั่นเอง

ที่มา: ห้องราชดำเนิน พันทิพ โดย เอื้องอัยราวัณ