โดย เอื้องอัยราวัณ ห้องราชดำเนิน พันทิพ

ยิ่งเข้าใกล้โค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ภาพการเมืองไทยในวันนี้ยิ่งเด่นชัดขึ้น การเมืองกลายเป็นเรื่องของคนสองกลุ่มไปแล้วคือ กลุ่มคนที่ต่อต้านเผด็จการ กับ กลุ่มคนที่นิยมเผด็จการ โดยมีการเลือกตั้งเปรียบเสมือนเป็นการทำประชามติสำรวจความคิดเห็นของคนไทยทั้งประเทศว่าคนไทยอยากได้ประชาธิปไตยภายใต้การชักใย หรือ “Managed Democracy” ในความหมายที่ประชาคมโลกเขาเข้าใจ หรือ “Genuine democracy ” ประชาธิปไตยที่แท้จริง การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในอีก10วันข้างหน้าจึงเป็นเสมือนสัญญาณแรกของ “การขยับ” เพื่อรุกกลับของฝ่าย “พลังประชาธิปไตย” อย่างเต็มตัวอีกครั้ง

แม้ผู้เขียนจะไม่ชอบการเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับมุ่งลดอำนาจประชาชนฉบับนี้เป็นอย่างมาก แต่การเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมก็เป็นเพียงหนทางเดียวที่เหลืออยู่ที่จะเป็นก้าวย่างสำคัญในการผลักดันให้ประเทศก้าวไปสู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยที่แท้จริงในอนาคต ต่อไป

เมื่อวานได้อ่านคำพูดของพลเอกสนธิ หนึ่งในผู้ลงนามเซ็นอนุมัติเอกสารลับคมช. ที่กล่าวถึงการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาจากนสพ.บางกอกทูเดย์ โดยมีข้อความตอนหนึ่งว่า

“รัฐบาลประกาศการไม่ซื้อสิทธิขายเสียงเป็นวาระแห่งชาติ เพราะการเลือกตั้งครั้งนี้จะนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่ถูกต้อง สมบูรณ์ มีการเลือกตั้งทีบริสุทธิ์ยุติธรรม และหากประชาชนช่วยกันวิเคราะห์บุคคลที่เราจะเลือก ก็มั่นใจว่าระบอบประชาธิปไตยจะเดินไปด้วยความเข้มแข็ง เหมือนประเทศที่เป็นประชาธิปไตยในโลกนี้ “

แต่พลเอกสนธิคงลืมไปว่าไม่เคยมีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ปราศจากเสรีภาพในสังคม( No Democracy without Freedom) และไม่มีประเทศประชาธิปไตยที่เข้มแข็งประเทศใดที่ไร้ซึ่งความยุติธรรม (No Democracy without Justice) มติกกต.ที่ให้คมช.พ้นผิดเรื่องเอกสารลับสกัดกั้นพรรคพลังประชาชนราวประหนึ่งเป็นเครื่องบ่งบอกว่า กกต. ในฐานะองค์กรอิสระแห่งนี้มีหน้าที่มาช่วยคมช. “จัดตั้งรัฐบาล“ หาได้ทำหน้าที่ “จัดการเลือกตั้ง” ให้เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมไม่ การเลือกตั้งในครั้งนี้จะไม่สามารถนำพาประเทศไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่เป็นจริงได้หากองค์กรอิสระที่ต้องผดุงความโปร่งใสเที่ยงธรมให้กับกระบวนการเลือกตั้งถูกกดดันหรือแทรกแซงจากคณะรัฐประหาร หากผู้มีอำนาจใช้อำนาจในทางฉ้อฉล

แล้วการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรมหรือที่เราเรียกว่าเป็น “การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย” มีหน้าตาเป็นอย่างไร คืออะไร สำคัญอย่างไรและต้องมีองค์ประกอบอะไรบ้างถึงจะเรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย ถึงจะเรียกว่าเป็นการจัดการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรม(free and fair election)

จีนส์ เจ เคิร์กแพททริกซ์ (Jeane J. Kirkpatrick) นักวิชาการสายอนุรักษ์นิยมอเมริกัน(American conservative) อดีตเอกอัครราชทูตสหรัฐประจำยูเอ็นและเคยดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาด้านการต่างประเทศในสมัยรัฐบาลของอดีตประธานาธิบดี โรนัลด์ รีแกนแห่งพรรครีพลับลิกันได้ให้คำจัดความที่อธิบายความหมายของคำว่า “การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย” (Democratic elections) ได้อย่างชัดเจนและเข้าใจง่าย ผู้เขียนจึงอยากจะขออ้างอิงถึงคำนิยามของคำว่าการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยของเธอมานำเสนอเป็นเนื้อหาประกอบบทความชิ้นนี้

แพททริกซ์มีมุมมองเกี่ยวกับการเลือกตั้งซึ่งถือเป็นกลไกหลักที่มิอาจขาดเสียได้ในระบอบประชาธิปไตยว่า การคัดสรรบุคคลจากระบบการเลือกตั้งถือว่าเป็นธรรมเนียมหลักของรัฐเสรีประชาธิปไตยแบบตัวแทนเพราะการปกครองในระบอบประชาธิปไตยผู้ที่ได้รับเลือกให้เข้ามาบริหารประเทศจะต้องได้รับความยินยอมจากประชาชนที่จะให้ถูกปกครองเท่านั้นและกลไกหลักในการส่งผ่านความยินยอมไปยังผู้ที่มีอำนาจหน้าที่ในการบริหารประเทศก็คือการจัดให้มีการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรม การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจึงมิได้เป็นเพียงแค่สัญลักษณ์เท่านั้นแต่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยต้องประกอบด้วยคุณลักษณะที่สำคัญ 4 ประการคือ เป็นการเลือกตั้งที่มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรค(competitive) มีกำหนดระยะเวลาที่แน่นอน(periodic) มีความครอบคลุมประชากรทุกภาคส่วน (inclusive)
และ ผลของการเลือกตั้งถือเป็นตัวชี้ขาดผู้บริหารประเทศ (definitive)

การเลือกตั้งที่มีการแข่งขันระหว่างพรรคการเมืองหลายพรรค(Competitive)

ในนิยามการเลือกตั้งที่เป็นสากล การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยจะต้องมีการแข่งขันกันมากกว่าหนึ่งพรรคการเมือง พรรคคู่แข่งและผู้สมัครรับเลือกตั้งต้องได้รับโอกาสในการใช้สิทธิ์อย่างเต็มที่ในการปราศรัย การรวมกลุ่มและการเคลื่อนไหวเท่าที่จำเป็นเพื่อแสดงความคิดเห็นของพวกเขาในการวิพากษ์ วิจารณ์รัฐบาลอย่างเปิดกว้าง มีโอกาสนำเสนอนโยบายที่เป็นทางเลือกใหม่และเปิดตัวผู้แข่งขันลงสมัครรับเลือกตั้งต่อประชาชนหรือผู้ลงคะแนนเสียง การยอมให้คู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามเพียงแต่ได้รับสิทธิ์หรือโอกาสในการใช้บัตรเลือกตั้งหรือบัตรลงคะแนนนั้นไม่เพียงพอ การเลือกตั้งที่ห้ามคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามไม่ให้มีโอกาสในการอภิปรายหาเสียงทางโทรทัศน์หรือทางวิทยุการกระจายเสียง การห้ามคู่ต่อสู้ฝ่ายตรงข้ามเดินรณรงค์หาเสียงหรือควบคุมหนังสือพิมพ์ของฝ่ายตรงข้ามหรือปิดกั้นสื่อสิ่งพิมพ์ที่สนับสนุนฝ่ายตรงข้ามไม่ให้นำเสนอข่าว การเลือกตั้งแบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นประชาธิปไตย พรรคการเมืองที่ครองอำนาจอาจอยู่ในฐานะได้เปรียบในการเลือกตั้งแต่ข้อบังคับหรือกฏหมายเลือกตั้งจะต้องมีความเที่ยงธรรม

แล้วการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ ผู้ที่กุมอำนาจรัฐจะ “จัดให้ทุกพรรคแข่งขันกันเป็นไปอย่างเสรีโดยเท่าเทียมกันตามมาตรฐานการเลือกตั้งที่เป็นสากลหรือไม่” ยังเป็นที่น่ากังขาของคนในสังคมไทย แต่ในสายตาของผู้ที่มีดวงตาเห็นธรรมน่าจะได้คำตอบที่ชัดเจนแล้ว เพราะการเลือกตั้งหนนี้เป็นการเลือกตั้งในสถานการณ์ที่ประเทศตกอยู่ภายใต้การยึดอำนาจของคณะรัฐประหาร ที่ผ่านมามีกระบวนการเกิดขึ้นมากมายซึ่งบ่งบอกว่าคณะผู้ยึดอำนาจมีเป้าหมายในการล้างบางพรรคไทยรักไทยและปิดทาง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีขวัญใจคนจนกลับมาแจ้งเกิดใหม่ ไล่ตั้งแต่

-แผน “บันได 4 ขั้น” ของ คมช. ที่ปรากฏผ่านคำพูดของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) และดำรงตำแหน่งประธานครส.ในปัจจุบัน
-ยุบพรรคไทยรักไทย เพื่อเปิดทางให้พรรคที่เป็นพันธมิตรของ คมช. ได้มีโอกาสจัดตั้งรัฐบาลที่สามารถประสานและดูแลผลประโยชน์ให้กับกลุ่มอมาตยาธิปไตยและชนชั้นนำนอกรัฐสภาได้
-ตัดสิทธิทางการเมือง กรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย 111 คนเป็นเวลา 5 ปี
-จัดตั้ง คตส. โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินการทางการเมืองตามความประสงค์ของคณะรัฐประหาร
-คตส. ซึ่งเป็นองค์กรที่ถูกจัดตั้งขึ้นโดย คปค. สั่งอายัดทรัพย์ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีโดยไม่มีพยานหลักฐานมาสนับสนุนแต่อย่างใด
-ออกแบบรัฐธรรมนูญที่ทำให้พรรคการเมืองและรัฐบาลอ่อนแอ ขาดสเถียรภาพต้องหันไปพึ่งอำนาจนอกรัฐสภา
-นำเอากระบวนการออกเสียงประชามติมาใช้ในร่างรัฐธรรมนูญที่ปราศจากความชอบธรรมในหลาย ๆประการจนทำให้กลายมาเป็นรัฐธรรมนูญที่มีความชอบธรรม
-กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ออกกฎหมายควบคุมการเลือกตั้งที่อยู่เหนือรัฐธรรมนูญ จำกัดสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกของผู้ลงสมัคร, พรรคการเมืองและผู้มีสิทธิเลือกตั้ง ซึ่งสร้างอุปสรรคต่อการส่งเสริมการเลือกตั้งให้เกิดบรรยากาศความเป็นประชาธิปไตย
-สปอตโฆษณาของพรรค พปช.ถูกห้ามออกอากาศในขณะที่พรรคประชาธิปัตย์และพรรคมัชฌิมาธิปไตย กลับออกสปอตโฆษณาเผยแพร่ทางโทรทัศน์โกยคะแนนเสียงไปนานแล้วโดยไม่ได้รับการท้วงติงจากทางกกช.แต่อย่างใด
-มีการคงกฎอัยการศึกใน 31 จังหวัดภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานเสียงที่แข็งแกร่งของ พ.ต.ท.ทักษิณและอดีตพรรคไทยรักไทย
-ออกเอกสารลับที่มีเนื้อหามุ่งสกัดกั้นเพื่อให้พรรคพลังประชาชนเกิดความเสียเปรียบในการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ
-แต่งตั้งอดีตประธาน คมช.และ อดีต ผบ.ทบ. หัวหน้าผู้ก่อการรัฐประหารมานั่งในตำแหน่งประธานปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียง
-ประธานปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในฐานะข้าราชการ และพนักงานของรัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางในการเลือกตั้งกลับเป็นผู้ลงนามเซ็นอนุมัติเห็นชอบในทุกขั้นตอนของเอกสาร ฉบับดังกล่าวเสียเอง
-คณะกรรมการสืบสวนเอกสารลับที่มีนายสุพล ยุติธาดา เป็นประธานมีมติ 4-3 เสียงชี้การกระทำของคมช.ที่จัดทำเอกสารลับเข้าข่ายวางตัวไม่เป็นกลางทางการเมือง ผิด พรบ.เลือกตั้ง
-คมช. ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ให้ทบทวนมติคณะกรรมการสืบสวน
-กกต.ชี้เนื้อหาเอกสารลับคมช.เป็นการรณรงค์ให้การเลือกตั้งยุติธรรม เอกสารดังกล่าวเป็นเอกสารที่ถูกทำขึ้นเพราะหวังดีต่อบ้านเมือง (ทั้งที่เรื่องนี้ไม่ใช่ประเด็นเรื่องหวังดี ไม่หวังดีแต่เป็นเรื่องความเป็นกลางไม่เป็นกลาง)
-ล่าสุด กกต. มีมติ กรณีเอกสารลับ 4 ต่อ 1 เห็นว่า คมช. ไม่มีการกระทำที่ไม่เป็นกลาง อ้างกฎหมายนิรโทษกรรมมาตรา 309 ยกคำร้องและยกประโยชน์ให้ คมช.
-ประเด็นการเผยแพร่ซีดีบันทึกคำกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ในภาคเหนือและอีสานที่พูดให้กำลังใจและสนับสนุนผู้สมัครพรรคพลังประชาชน และ การฟ้องร้อง ทำเอกสารเท็จ กำลังถูกนำไปเป็นประเด็น การพิจารณายุบพรรค ของ กกต
-สร้างกระแสโจมตีพรรคพลังประชาชนว่าซื้อเสียงโดยเฉพาะในแถบพื้นที่ภาคอิสาณ

เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงนี้เป็นตัวอย่างหนึ่งที่วัดระดับการจัดการเลือกตั้งของรัฐบาลภายใต้การกำกับการของทหารว่าเป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรมจริงดังที่พวกเขาพูดผ่านสื่ออยู่บ่อยๆหรือไม่

พฤติกรรมที่ไล่เรียงมาทั้งหมดข้างต้นของ คมช. กกต. ครส. คตส. แสดงให้เห็นชัดเจนว่าองค์กรเหล่านี้ได้กำหนดบทบาทของตัวเองให้สอดคล้องกับความประสงค์ของคณะรัฐประหารโดยใช้ธงการเมืองที่คิดว่าใช่เป็นตัวนำหาได้ตัดสินตามหลักนิติรัฐไม่ โดยอาศัยอำนาจรัฐที่มีอยู่ในมือด้านหนึ่ง มุ่งทำลายภาพลักษณ์และความนิยมของพรรคพลังประชาชนทั้งในทางลับและเปิดเผยผ่านสื่อที่เป็นกระบอกเสียงให้กับเผด็จการอย่างต่อเนื่อง มีการละเมิดสิทธิเสรีภาพของพรรคพลังประชาชนและกลุ่มผู้สนับสนุนทุกรูปแบบ ในขณะเดียวกันก็ให้พื้นที่ข่าวกับพรรคการเมืองที่เป็นพันธมิตรของคณะผู้ก่อการยึดอำนาจอย่างเท่าเทียมกันเป็นการเปิดทางให้พรรคการเมืองที่มีจุดยืนตรงกันข้ามกับพรรคพลังประชาชนโกยคะแนนเสียงอย่างเต็มที่โดยปลอดอุปสรรคใดๆ

คิดไปก็ขำ ขำกับคำพูดของ พลเอกสุรยุทธิ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรีที่ได้คุยไว้ในเวทีเอเปคกับผู้นำสหรัฐและผู้นำกลุ่มอาเซียนว่า “ทางไทยจะมีการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมนี้ซึ่งเป็นไปตามกรอบเวลาที่รัฐบาลได้ตั้งไว้ รัฐบาลไทยจะจัดการเลือกตั้งที่โปร่งใสเป็นธรรม” แต่เราไม่อาจเรียกเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมดเหล่านี้ว่าเป็น การเลือกตั้งที่เสรีและยุติธรรม “Free and Fair Election” ได้เลย เพราะองค์กรอิสระที่มีหน้าที่ในการจัดการเลือกตั้งให้โปร่งใสและเป็นธรรมต้องวางตัวเป็นกลางอย่างเคร่งครัดในกระบวนการเลือกตั้ง ได้เลือกข้างยืนเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หาได้ปฏิบัติต่อทุกฝ่ายอย่างเท่าเทียมกัน

ความคาดหวังที่จะให้ประชาคมโลกยอมรับว่าผลการเลือกตั้งว่าเป็นประชาธิปไตยคงจะไม่สัมฤิทธิผลอย่างที่พลเอกสุรยุทธิ์ได้ยืนยันต่อเวทีเอเปค ถึงที่สุดแล้วการเลือกตั้งหนนี้อาจเป็นได้เพียงแค่ “กระบวนการฟอกตัว” ของเหล่าทหารการเมือง ขุนนาง อำมาตย์เพื่อสร้างความชอบธรรมในการยึดอำนาจดังที่ หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) พลเอก. สมเจตน์ บุญถนอมได้เคยกล่าวว่า “ทหารปฏิวัติเพื่อให้มาสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย” เพราะในทางปฏิบัติการปกครองของทหารมักไม่ยุติลงในเวลาอันสั้นดังนั้น พวกเขาจึงต้องสร้างหลักประกันว่าผลที่ออกมาจากกระบวนการเลือกตั้ง จะต้องนำประเทศไทยกลับสู่ภายใต้ Managed Democracy “ระบอบประชาธิปไตยแบบควบคุมได้” ที่มีรูปแบบการบริหารของรัฐบาลแบบอมาตยธิปไตย และอยู่ภายใต้การชี้นำของกองทัพ

แต่ความปราถนานี้จะไม่สัมฤทธิผลหากพรคพลังประชาชนเป็นผู้จัดตั้งรัฐบาลเพียงพรรคเดียว