แปลและเรียบเรียงโดยคุณ tiger101

ประชาไทเว็บบอร์ด

ย้อนกลับไปยังตอนต้นของยุคสัตว์เลื้อยคลาน เมื่อประมาณ 120 ล้านปีมาแล้ว มีสัตว์กินเนื้อ ดุร้าย เดินเพ่นพ่านอยู่ในประเทศไทย มันมีฟันยาว 4 นิ้ว จากจมูกถึงหาง.ยาว 21 ฟุต และกินไดโนเสาร์ชนิดอื่นเป็นอาหาร เมื่อพวกนักวิทยาศาสตร์ได้พบกระดูกของมันใต้แอ่งน้ำเมื่อปี 2539 นักวิทยาศาสตร์เรียกมันว่า Siamotyrannus isanensis ตามชื่อในอดีตของประเทศซึ่งเรียกว่า ’สยาม’ และ’อีสาน’ หมายถึง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ยากจนของไทยซึ่งเป็นแหล่งที่กระดูกฝังอยู่ (หมายเหตุ :ไทรันสยาม เป็นบรรพบุรุษของ ที.เร็กซ์)

การหาเสียงสำหรับการเลือกตั้งในวันที่ 23 ธันวาคมที่กำลังดำเนินไปอยู่นี้ พื้นที่อีสานนับว่าเป็นสมรภูมิหลักที่ไดโนเสาร์มาเดินเพ่นพ่านอีกครั้งหนึ่ง คราวนี้มาในรูปของการเมือง เดินขึ้นเวทีอย่างเชื่องช้าในเมืองที่เงียบเหงาก็คือนักการเมืองเก่าแก่หัวขวาจัด สมัคร สุนทรเวช อายุ 72 ปี หัวหน้าพรรคพลังประชาชน (พปช.) พปช. เป็นพรรคที่แปลงร่างกันแบบไม่มีอ้อมค้อม ถอดสำเนามาจากพรรคไทยรักไทย (ทรท.) พรรคทั้งสองนี้มีตราพรรคเกือบจะเหมือนกันทุกประการ ดังนั้น นโยบายของทั้งสองพรรคนี้ก็เช่นเดียวกัน เช่น การรักษาพยาบาลราคาถูก การให้กู้ยืมง่ายๆ และนายสมัครหัวหน้าพรรค พปช. ก็พูดอย่างไม่สนใจใครเลยว่า “พรรคนี้นำนโยบายที่ทักษิณสร้างไว้มาใช้” เขาพูดกับผู้ฟังที่กุดชุม “ให้โอกาสเราดำเนินนโยบายเหล่านี้ต่อไป”

นี่เป็นอีกอย่างหนึ่งที่นโยบายของ พปช. เหมือนกับพรรคประชาธิปัตย์คู่แข่งตัวฉกาจแบบเดินคู่กันมาเลย “คุณจะสังเกตเห็นว่าทุกวันนี้ทุกพรรคการเมืองเป็นพวกประชานิยมทั้งนั้น”ฐิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ นักรัฐศาสตร์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในกรุงเทพกล่าว นโยบายประชานิยมเหล่านั้นของพรรค ทรท. นำชัยชนะมาให้ทักษิณเป็นรัฐบาลสองครั้ง และคาดหวังยิ่งขึ้นว่าจะได้รับชัยชนะในทุกพื้นที่ “ไทยรักไทยเปลี่ยนแปลงประเทศไทยเป้นอย่างมาก” ฐิตินันท์ กล่าว “ประชาชนพบว่าพวกเขาถูกทอดทิ้ง พวกเขาต้องการชีวิตที่ดีขึ้น พวกเขามีความฝันและความหวัง” เขาบอกว่า “ผี ทรท. ล่องลอยอยู่เหนือคูหาเลือกตั้ง”

ผีของทหารไทยชาตินิยมก็ล่องลอยอยู่เช่นเดียวกัน บรรดานายพลทหารของไทยได้เข้ายึดอำนาจเมื่อ 15 เดือนที่แล้วหลังจากที่มีการประท้วงอย่างต่อเนื่องบนท้องถนนในกรุงเทพเรียกร้องให้ทักษิณลาออกโดยกล่าวหาว่าเขาทุจริตและใช้อำนาจโดยมิชอบ คณะปฏิวัติได้แต่งตั้งเจ้าหน้าที่ขึ้นทำการสอบสวนแล้วอายัดทรัพย์สินของเขาและยื่นฟ้องเขาและครอบครัวในข้อหาทุจริตหลายคดี เขาปฏิเสธข้อกล่าวหาเหล่านี้ แต่ความนิยมในตัวทักษิณในพื้นที่ยากจนเช่นภาคอีสานก็ไม่ได้ลดลง ผู้ที่ยังภักดีต่อเขาใน พปช. มีโอกาสที่จะได้รับชัยชนะมากกว่าพรรคการเมืองอื่น อิทธิพลทางการของเขายังคงมีอยู่ แม้ในยามที่ต้องเนรเทศตัวเองไปอยู่ที่อังกฤษ “การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นเสมือนสงครามตัวแทนระหว่างทักษิณและคณะปฏิวัติ” คริส เบเกอร์ นักเขียนร่วมของหนังสือ ทักษิณ : ธุรกิจทางการเมืองในประเทศไทย

แล้วทหารจะทำอย่างไรถ้า พปช. ได้รับชนะอย่างใหญ่หลวงแล้วนำทักษิณกลับบ้านดังที่สมัครได้ให้สัญญาไว้? พลเอกอนุพงษ์ เผ่าจินดา ได้ปฏิเสธที่จะทำการรัฐประหารภายหลังการเลือกตั้งเพราะเป็นสิ่ง “โง่เขลา” ไม่ใช่แค่โง่เขลา แต่บางทีอาจจะเป็นเรื่องที่ไม่จำเป็น กฎหมายความมั่นคงฉบับใหม่วางอยู่บนโต๊ะอยู่ไว้เบื้องหน้าสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยคณะปฏิวัติ แทนสภานิติบัญญัติที่ถูกระงับไป หากผ่านไปได้ตามที่ร่างไว้ กฎหมายฉบับนี้ก็จะอนุญาตให้ทหารปฏิเสธสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนได้ “ทหารเห็นว่าตัวเองเป็นผู้พิทักษ์อนาคตของการเมืองไทย” ฐิตินันท์ กล่าว “กฎหมายความมั่นคงนี้เป็นหลักฐานว่าทหารมีความตั้งใจที่จะอยู่ในการเมืองอย่างยาวนาน” กฎหมายฉบับนี้และฉบับอื่นๆของคณะปฏิวัติ “ละเมิดสิทธิของประชาชน” จอน อึ๊งภากรณ์ ผู้นำคนนับร้อยบุกเข้าสภาเมื่อวันที่ 12 ธันวาคม จนต้องปิดสภา (กระบวนการพิจารณากฎหมายต้องถูกระงับไปชั่วคราว) ดูเหมือนว่าจะไม่มีพรรคการเมืองใดได้คะแนนเสียงส่วนใหญ่ (ผู้สมัครประมาณ 4,000 คนจากพรรคการเมืองหลายโหลกำลังชิงชัยเก้าอี้ในสภา 480 ที่นั่ง) รัฐบาลครั้งแรกของไทยภายหลังการรัฐประหารคงจะออกมาเหมือนกับในอดีตยุคก่อนทักษิณ ที่มีรวมตัวกันแบบลุ่มๆดอนๆ และมีปีศาจที่มีฟันแหลมคมอย่างทหารคอยหายใจรดต้นคอ


ครวญหาอดีต
มีเรื่องหลายเรื่องสำหรับการเลือกตั้งครั้งนี้ ไม่ใช่แค่การรื้อฟื้นภาพประชาธิปไตยภายหลังการเข้ามายึดอำนาจอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ยของทหาร ต้องรื้อฟื้นความศรัทธาองประชาชนที่มีต่อระบบการเมืองซึ่งสร้างความแตกแยกและความขมขื่นจนทหารตัดสินใจเข้ามาจับยัดลงรถถัง น่าเศร้าที่การฟื้นความเชื่อมั่นเช่นว่านั้นหวังได้แค่สลัวๆ “การเลือกตั้งครั้งนี้เป็นที่รับรู้กันทั่วไปแล้วว่ามีปัญหาเกือบทุกเรื่อง นักการเมืองเก่าๆ จากรัฐบาลเก่าๆ ที่ทุจริต” บทบรรณาธิการของบางกอกโพสท์ให้ความเห็น “เราได้รับรายงานเรื่องการซื้อเสียง เป็นจำนวนมาก” มนตรี เกียรตกำจร เจ้าหน้าที่ระดับสูงของคณะกรรมการการเลือกตั้งซึ่งมีหน้าที่เฝ้าดูการเลือกตั้งในภาคอีสาน กล่าว “ดูเหมือนว่าจะเป็นวัฒนธรรมของหารเลือกตั้งครั้งนี้ไปแล้ว” มนตรีคาดว่า “ประมาณร้อยละ 50” ของผู้สมัครในพื้นที่นี้มีการซื้อเสียง และมักจะใช้วิธีการที่ยากแก่การติดตาม ผู้สมัครอาจจะใช้วิธีช่วยค่างานศพ เคลียร์หนี้ให้พวกเจ้ามือพนัน หรือจ่ายค่าใช้โทรศัพท์มือถือล่วงหน้า(buy credit ) ให้พวกวัยรุ่น ผู้สมัครจาก พปช. คนหนึ่งกล่าวหาคู่แข่งว่าได้แจกยาไวอากร้าให้ผู้ลงคะแนนเสียงสูงอายุ

อาวุธที่ดีที่สุดของ พปช. ก็คือชื่อทักษิณ ใครที่เข้ามาร่วมฟังการปราศรัยของพรรคนี้สมควรจะได้รับการให้อภัยถ้าหากเขาคิดไปว่านายกรัฐมนตรีผู้ถูกขับออกจากตำแหน่งกำลังลงชิงชัยเพื่อเข้าไปอยู่ในทำเนียบ การปราศรับของสมัครที่จังหวัดยโสธรในภาคอีสานเมื่อเร็วๆนี้สร้างความสนใจให้ชาวบ้านหลายพันคน หลายคนที่เดียวที่นั่งรถบรรทุกมาจากหมู่บ้านรอบๆ มีบริเวณวางขายหนังสือและแผ่นพับโจมตีศัตรูทั้งทางการเมืองและการทหารของอดีตนายกรัฐมนตรี ทั้งยังมีแผ่นวีซีดีอันซาบซึ้งของทักษิณชื่อ 1 ปีที่หายไป “ฉันถึงกับร้องไห้ เมื่อฉันได้ดูวีซีดี” ผู้ขายหญิงสูงอายุบอก ผู้สมัคร 2 คน ซึ่งสมัครสมัครมาที่นี่เพื่อให้การสนับสนุนกลับถูกลืมไปเลย คำปราศรัยของเขากลับมีแต่ “นายกฯ ทักษิณ” ซึ่งสมัครยังคงเรียกอย่างนี้ เขาชี้ว่าถ้าทักษิณกลับมาประเทศไทยขณะที่ทหารกำลังปกครองประเทศชะตากรรมของเขาก็จะเหมือนกับอดีตนายกรัฐมนตรีเบนาซีร์ บุตโต ของปากีสถาน ซึ่งกลับเข้าประเทศเมื่อเดือนตุลาคมและต้องพบกับระเบิดแบบฆ่าตัวตาย คร่าชีวิตผู้คนไปถึง 140 คน สมัครสรรเสริญความคล่องแคล่วและเฉลียวฉลาดทางธุรกิจของทักษิณ พร้อมกับกล่าวหาว่าพวกคู่แข่ง “กำลังพยายามทำลายความผูกพันที่คนอีสานมีต่อทักษิณ” แต่คำปราศรัยของเขาได้รับเสียงปรบมือแค่พอเป็นพิธี “คนยโสธรเป็นคนที่เอาใจยากมาก” สมบัติ เผ่าแผง คนขายไอศกรีมอายุ 31 ปี กำลังค้าขายอย่างคล่องแล่วในเช้าที่อากาศร้อนระอุ กล่าว “พวกเขาชอบไทยรักไทย พวกเขาชอบทักษิณ แต่เขาไม่ชอบผู้สมัครพวกนี้”

ขณะที่ พปช. นำทักษิณออกมาเล่นเป็นหน้าไพ่ คู่แข่งอย่างพรรคประชาธิปัตย์ชี้ให้เห็นข้อมูลย้อนหลังในการปกครองประเทศไทยภายหลังวิกฤติการณ์สองครั้ง คือการแตกหักกับทหารภายหลังการประท้วงเรียกร้องประชาธิปไตยในปี 2535 และวิกฤติเศรษฐกิจในอีก 5 ปี ต่อมา “เราทำให้การเมืองกลับสู่ความสงบและให้ความสำคัญกับการฟื้นฟูเศรษฐกิจ” นายกรณ์ จาติกวณิช รองเลขาธิการ พรรคประชาธิปัตย์กล่าว “การเป็นรัฐบาลในอดีตของเรานั้นทำได้อย่างยอดเยี่ยม” พรรคประชาธิปัตย์วางน้ำหนักไปที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อายุ 43 ปี ยังใหม่สด เป็นผู้นำที่สำเร็จการศึกษาจากออกซ์ฟอร์ด นายอภิสิทธิ์นั้นเหมาะสมพอที่จะเป็นนายกรัฐมนตรี แต่เขายังไม่ผ่านการทดสอบในตำแหน่งในระดับสูงของรัฐ และว่ากันว่าเขาเป็นคนที่ไม่ติดดิน สมัครดูแคลนอภิสิทธิ์ว่าเป็น”มะม่วงอ่อน (มะม่วงบ่มแก๊ส)” แต่การเปรียบเทียบเรื่องความอาวุโสน่าจะเหมาะกับยุคได้โนเสาร์(Cretaceous)

ภาคใต้ของไทยเป็นที่มั่นอันแข็งแกร่งของพรรคประชาธิปัตย์ แต่ภาคอีสานก็เป็นป่าช้า ที่นั่นทักษิณแสดงบทได้โดดเด่นให้ต้องทำตาม ที่หมู่บ้านโนนสมบูรณ์ หน้าทักษิณอมยิ้มยังปรากฏอยู่บนโปสเตอร์สีซีดๆเนื่องจากถูกแดดเผามาตั้งแต่การเลือกตั้งคราวก่อน “นายกรัฐมนตรีส่วนใหญ่ไม่เคยออกมาจากห้องแอร์ในที่ทำงาน” บุญ มีเถาวัลย์ ชาวนาอายุ 49 ปี กล่าว “ทักษิณสัญญาว่าจะทำอะไรไว้หลายเรื่อง แล้วเขาก็ทำตามสัญญา” บุญบอกว่า เป็นเพราะทักษิณ คลองเกษตรกรรมในพื้นที่ถึงได้มีการขุดลอก และมีการตัดถนนผ่านหมู่บ้าน

สงครามทางปัญญา
ผู้ที่ภักดีต่อทักษิณมองว่าข้อกล่าวหาเรื่องการทุจริตเป็นเรื่องที่ปราศจากมูลหรือไม่เช่นนั้นมันก็เป็นแค่วิธีการทางธุรกิจที่จำเป็นต้องทำ พวกเขายังเชื่อมโยงทักษิณกับช่วงเวลาอันรุ่งโรจน์ เงื้อมมือของทหารเข้ามาเขย่าเศรษฐกิจ การเติบโตที่เชื่องช้าและมาตรการในการควบคุมค่าเงินอย่างคนไร้ฝีมือเมื่อเดือนธันวาคมปี 2549 ทำให้ตลาดหลักทรัพย์ลดลงในวันเดียวมากที่สุดในประวัติศาสตร์ จึงทำให้ง่ายที่จะคิดถึง “เศรษฐกิจช่วงนั้นนับว่าดี” คนขับแท็กซี่ชื่อนรศักดิ์ เอี่ยมสมร อายุ 39 ปี ผู้ซึ่งยังไม่ตัดสินใจว่าจะเลือกใครกล่าว “แต่ตอนนี้เวียตนามหัวเราะเยาะเรา แม้แต่เด็กนักเรียนก็บอกคุณได้ว่าเศรษฐกิจของเราตอนนี้แย่แค่ไหน” ตอนนี้ค่าโดยสารของเขาลดลงสองในสาม ผมอยากให้ทักษิณกลับมาและทำให้ประเทศไทยดีขึ้นอีกครั้ง” เขากล่าว

ถ้า พปช. เข้ามาเป็นรัฐบาลชุดต่อไป ยืนยันได้แน่ว่าจะต้องมีการกลับบ้าน สมัครสัญญาที่จะอภัยโทษให้ทักษิณและอดีตคณะ ทรท. ทหารจะมีปฏิกิริยาอย่างไรนั้นยังไม่ชัดเจน พลเอกพลเอกสนธิ บุญยรัตกลิน ผู้นำการปฏิวัติในปี 2549 และเสนอตัวเองเป็นรองนายกรัฐมนตรีสัญญาว่าจะ “ยอมรับการตัดสินใจของประชาชน” หลังจากที่การรณรงค์หาเสียงเริ่มต้นขึ้นทหารก็ประกาศว่าต้องการเงิน 9 พันล้านดอลล่าร์ในอีกสิบปีข้างหน้าเพื่อทำกองทัพให้ทันสมัยและเพื่อซื้ออาวุธ ดูไปแล้วเหมือนกับว่านี่คือราคาของความภักดีที่ทหารเรียกร้องจากรัฐบาลชุดต่อไป

การทำให้ทหารกลับสู่กรมกรองและออกไปจากการเมืองถือเป็นความท้าทายสำหรับนายกรํฐมนตรีคนต่อไปของไทย สุริยะใส กตะศิลา เลขาธิการคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย กล่าวหา พปช. ว่ากำลังจัดทำ “รายชื่อศัตรู” ซึ่งนายนพดล ปัทมะ รองเลขาธิการพรรค พปช. ได้ปฏิเสธเรื่องนี้ “อะไรที่แล้วก็ให้แล้วกันไป” เขากล่าว “เราไม่ควรปล่อยให้คนไทยทะเลาะเบาะแว้งโต้เถียงกัน” นภดลกล่าวว่าพรรคของเขาได้ทำตัวลดการเผชิญหน้า ถ้าเป็นเรื่องจริงก็เห็นจะยังไม่มีใครบอกจอมกัดของพรรค พปช. เฉลิม อยู่บำรุง ผู้ซึ่งให้คำมั่นอย่างเปิดเผยว่าจะ “จัดการ” กับศัตรูของทักษิณ เฉลิมหาเสียงร่วมกับสมัคร ปรารถนาจะเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยหากได้รับการเลือกตั้ง สัญญาว่าจะนำนโยบาย “สงครามยาเสพติด” ที่ฉาวโฉ่มีผู้ถูกสังหารกว่า 2,600 คน ของทักษิณกลับคืนมา

การเลือกตั้งที่พาเฉลิมไปสู่ฝ่ายบริหารดูเหมือนว่าจะไม่ได้สร้างความปรองดองและรัฐบาลที่มีสมรรถภาพอย่างที่ประเทศนี้ต้องการแต่อย่างใด แต่ว่ากันตามความจริงแล้วสำหรับคนไทย: รัฐบาลจากการเลือกตั้งก็ดีกว่ารัฐบาลทหาร คนไทยมีเหตุผลเช่นนี้ ขณะที่มีการตอบคำถามว่า “ใครจะมาเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 25 ของไทย? การเลือกตั้งก็สร้างคำถามขึ้นอีกว่า เมื่อไหร่ที่นายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ผู้สมัครใจไปอยู่นอกประเทศจะกลับจากอังกฤษ? ความโด่งดังของทักษิณในการเป็นเจ้าของสโมสรฟุตบอลแมนเชสเตอร์ซิตี้ ทีมระดับพรีเมียร์ชิพของอังกฤษซึ่งเขาซื้อมาในราคา 164 ล้านเหรียญ ช่วยให้เขาได้เป็นข่าวพาดหัวในประเทศซึ่งผู้คนคลั่งไคล้ฟุตบอลอย่างประเทศไทย ขณะที่เป็นเรื่องผิดกฎหมายสำหรับทักษิณที่จะใช้ความร่ำรวยของเขาในการช่วยเหลือทางการเงินในการดำเนินการของพรรค พปช. สมัครก็สัญญาว่าเขาจะให้อภัยโทษทักษิณกับอีก 110 อดีตสมาชิกพรรค ทรท.

“ผมไม่ประสงค์จะกลับไปเป็นนายกรัฐมนตรีอีก มันมากเกินไปแล้ว” ทักษิณบอกกับรอยเตอร์เมื่อวันที่ 7 ธันวาคม “ภริยาจะหย่าผมหากหมกลับไปเล่นการเมือง” “ดังนั้นทักษิณจะไม่กลับไปเป็นนายกฯอีกใช่ไหม?” “ไม่มีอะไรเป็นไปไม่ได้” นพดลซึ่งเป็นผู้บริหารของ พปช. พร้อมทั้งเป็นโฆษกและที่ปรึกษากฎหมายของทักษิณตอบยิ้มๆ “เขายังอายุน้อยและมีพลังมาก”

ย้อนกลับไปที่การหาเสียงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือผู้สมัครจากพรรค พปช. ชักชวนให้ผู้ฟังส่งสัญญาณถึงทักษิณ “โปรดปรบมือดังๆเพื่อที่อังกฤษจะได้ยินคุณ” เขาบอก นับว่าเป็นการพนันที่ปลอดภัยที่เดียวที่คิดว่าอังกฤษกำลังฟังอยู่

Thursday, Dec. 13, 2007
By Andrew Marshall/Kut Chum

Back in the early cretaceous period, some 120 million years ago, a ferocious, flesh-eating creature roamed Thailand. It had four-inch teeth, measured 21 feet from snout to tail and ate other dinosaurs. When they discovered its bones in 1996 in a jungle riverbed, scientists called it Siamotyrannus isanensis, after the country’s old name, Siam, and the impoverished northeastern Thai region where the bones lay, Isaan.

With campaigning underway for a Dec. 23 general election, and Isaan a key battleground, dinosaurs again roam the region — political ones this time. Lumbering onto a campaign stage in this sleepy town is veteran politician Samak Sundaravej, 72, the right-wing firebrand who leads the People Power Party (PPP). The PPP is an ill-disguised facsimile of Thai Rak Thai (TRT), the party outlawed after the Thai military overthrew its leader, the multi-billionaire Thaksin Shinawatra, in September 2006. The TRT’s Bangkok headquarters is now occupied by the PPP, and the two parties’ logos are almost identical. So are their policies, such as cheap health care and easy loans, and for this, PPP leader Samak makes no apology. “This party has inherited the policies Thaksin created,” he tells his audience at Kut Chum. “Give us a chance to continue them.”

Here’s another thing: the PPP’s policies are strikingly similar to those of its archrival, the Democrat Party. “You’ll notice that all the parties are populist these days,” says Thitinan Pongsudhirak, a political scientist at Bangkok’s Chulalongkorn University. Those populist TRT policies won Thaksin two terms in office and raised the expectations of an entire electorate. “Thai Rak Thai has profoundly changed Thailand,” says Thitinan. “People have discovered that they’ve been neglected. They want better lives. They have hopes and dreams.” What he calls “the ghost of TRT” hovers over the polling booths.

So does the specter of a resurgent Thai military. Thailand’s generals seized power 15 months ago after long-running street protests in Bangkok calling for Thaksin’s resignation for alleged corruption and abuse of power. Junta-appointed investigators then froze his assets and filed a raft of corruption charges against him and his family — charges that he denies. But Thaksin’s popularity in rural areas such as Isaan remains undented, and with his loyalists in the PPP tipped to win more seats than any other party, his political clout is still a force to be reckoned with, even from self-imposed exile in England. “This election is a proxy war between Thaksin and the coupmakers,” says Chris Baker, co-author of Thaksin: The Business of Politics in Thailand.

So what will the military do if the PPP wins big and — as Samak has vowed — brings Thaksin home? Army chief General Anupong Paochinda has dismissed the idea of a postelection coup as “stupid.” Not just stupid, but perhaps unnecessary. A new security bill has been tabled before the junta-appointed National Legislative Assembly, which replaced the suspended parliament. If passed in its current form, the bill could grant the generals powers to deny basic civil rights. “The military see themselves as custodians of Thailand’s political future,” says Thitinan. “The security act is evidence of their intention to stay in politics for the long haul.” This and other junta-proposed laws would “violate the people’s rights,” declared former senator Jon Ungphakorn, who led a hundreds-strong storming of the Assembly on Dec. 12 to demand its closure (proceedings were temporarily halted). With no single party likely to secure a majority (about 4,000 candidates from dozens of parties are vying for the 480 parliamentary places), Thailand’s first postcoup government might look much like those of the pre-Thaksin past: a shaky coalition with another sharp-toothed monster, the Thai military, breathing down its neck.

Crying for the Past
Yet much is riding on this election. Not only must it reintroduce a semblance of democracy after 15 months of flat-footed military rule, it must also restore the Thai people’s faith in a political system that generated so much division and bitterness that the military was emboldened to send in its tanks. Sadly, restoring that faith is looking like a dim prospect.

“This election is already well known for having almost every questionable, old politician from the bad old days of corrupt governments,” commented the Bangkok Post in an editorial.

Corruption appears rife. “We’ve had a lot of reports of vote-buying,” says Montri Kiatkhamjorn, a senior officer for the Election Commission, the poll watchdog, in Isaan. “It seems like it’s become the culture of this election already.” Montri reckons “maybe 50%” of candidates are buying votes in the region, often using hard-to-track methods. A candidate might pay for a funeral or another important local ceremony, clear a gambler’s debt to an underground bookie, or buy credit for a teenager’s cell phone. One PPP canvasser claimed his rivals were handing out Viagra to elderly voters.

The PPP’s best weapon is evidently Thaksin’s name. Anyone attending the party’s rallies could be forgiven for thinking that the deposed PM is running for office. A recent Samak rally in Yasothon province in Isaan attracts thousands of people, many of them trucked in from surrounding villages. A stall sells books and pamphlets attacking the former PM’s political and military foes, plus a VCD featuring an emotional Thaksin called One Year Missing. “I cried when I watched it,” says the old woman selling them. The two candidates whom Samak has come to support are all but forgotten. Instead, his speech is all about “Prime Minister Thaksin,” as Samak still calls him. He suggests that if Thaksin returns to a military-ruled Thailand, he faces the same fate as Pakistan’s ex-PM Benazir Bhutto, whose October homecoming was met by a suicide bombing that killed more than 140 people. Samak hails Thaksin’s dynamism and business savvy, and accuses rivals of “exploiting the bond Isaan people have with him.”

Yet his speech gets only polite applause. “Yasothon people are very hard to please,” explains Sombat Phaopaeng, 31, an ice cream vendor doing a brisk trade at the rally on this sweltering morning. “They like Thai Rak Thai, they like Thaksin. But they don’t like these particular candidates.”

While the PPP plays the Thaksin card, the rival Democrats point to their record in ruling Thailand after two previous crises: the bloody military crackdown on democracy protesters in 1992, and the regionwide economic crash five years later. “We restored political calm and laid the ground for economic recovery,” says Korn Chatikavanij, the party’s deputy secretary general. “Our record in government is solid.” Democrats are also banking on Abhisit Vejjajiva, 43, their fresh-faced, Oxford-educated leader. Abhisit is clearly Prime Ministerial material, but remains untested in high public office and is said to lack the common touch. Samak dismisses Abhisit as an “unripe mango,” but comparative youth could be an advantage in a Cretaceous age.

Southern Thailand is a stronghold for the Democrats, but the northeast region of Isaan is a graveyard. There, Thaksin is a tough act to follow. In None Somboon village, his face still beams from sun-bleached posters left over from a previous election. “Most Prime Ministers never leave their air-conditioned offices,” says rice farmer Boon Mithaowan, 49. “Thaksin promised to do things, then he did them.” Thanks to him, says Boon, the local irrigation canal was dredged and a new road built through the village.

A Battle of Wits
Thaksin loyalists see the corruption charges against him as either baseless or simply an inescapable part of doing business in Thailand. They also associate Thaksin with more prosperous times; the junta’s shaky grasp of economics — growth has slowed and an ill-conceived currency-control measure in December 2006 led to the biggest one-day loss in the stock market’s history — makes it easy to get nostalgic. “The economy was good then,” insists taxi driver Narongsak Iamsamorn, 39, who hasn’t decided who to vote for this time round. “But now Vietnam is laughing at us. Even a schoolchild can tell you how bad our economy is.” His fares have dropped by two-thirds since the coup. “I want Thaksin to come back and make Thailand better again,” he says.

If the PPP leads the next government, that homecoming is assured — Samak has promised to pardon Thaksin and his ex-TRT colleagues. How the military will react is unclear. General Sonthi Boonyaratglin, who led the 2006 coup and has since appointed himself a Deputy Prime Minister, has promised to “accept the people’s judgment.” After campaigning began, the military announced that it needed nearly $9 billion over 10 years to modernize and buy new weapons, which reads very much like the price of its loyalty to the next government.

Keeping the military in its barracks and out of politics will be one challenge for Thailand’s next PM. So will healing the country. Suriyasai Katasila, secretary general of the Campaign for Popular Democracy, has accused the PPP of drawing up an “enemies list,” something that the party’s deputy secretary general Noppadon Pattama denies. “Let bygones be bygones,” he says. “We should not fail the Thai people by arguing and quarreling.” Noppadon says his party has adopted “a less confrontational style.” If so, nobody has told PPP pit bull Chalerm Yubamrung, who has publicly vowed to “execute” Thaksin’s foes. Chalerm, who is campaigning alongside Samak, covets the post of interior minister and, if elected, promises to revive Thaksin’s notorious “war on drugs,” in which more than 2,600 people were killed.

An election that propels Chalerm into high office looks unlikely to create the conciliatory and competent government that this nation craves. But Thais are nothing if not pragmatic: any elected government is better than the junta, they reason. While it answers one question — Who will be Thailand’s 25th Prime Minister? — the election will raise another: When will its 23rd return from self-imposed exile in England? Thaksin’s high-profile ownership of Manchester City Football Club, an English Premiership team he bought for $164 million, has helped keep him in the headlines back in soccer-crazy Thailand. While it is illegal for Thaksin to use his wealth to finance PPP activities, his own future is intertwined with the party: he will need its political clout to fight the corruption charges against him and his family. Samak has promised to lift the five-year ban imposed on Thaksin and 110 other former TRT members.

“I don’t want to go back as Prime Minister. It’s too much already,” Thaksin told Reuters on Dec. 7. “My wife will divorce me if I go back to politics.” So Thaksin will never be PM again? “Nothing can be ruled out,” smiles PPP executive Noppadon, who doubles as Thaksin’s spokesman and legal adviser. “He is still young and very energetic.” Back on the campaign trail in northeast Thailand, a PPP candidate is urging his audience to send a message to Thaksin. “Please clap loudly so that England can hear you,” he says. It’s a safe bet that England is already listening.

With reporting by Robert Horn/Bangkok

Source: TIME