จาตุรนต์ เชื่อ โค้งสุดท้าย ปชช. เทคะแนนถล่มพรรคพลังประชาชนอื้อ เหตุสงสารถูกคมช.กลั่นแกล้ง สับยับ กกต. เข้าข้างเรื่องเอกสารลับ เผย จงใจเล่นงาน อดีต กรรมการไทยรักไทยเดิมที่เกี่ยวพัน พปช. ระบุวีซีดีแม้วไม่ผิดกฎหมาย อ้างเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อเวลา 13.00 น. ที่โรงแรมเรดิสัน นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย  แถลงถึงผลสำรวจความคิดเห็นของสำนักต่างๆ ที่ทยอยออกมาทำนายการเลือกตั้งในระยะหลัง ว่า จากการไปลงพื้นที่พบประชาชนในต่างจังหวัดพบว่า  กระแสความนิยมของพรรคพลังประชาชนแตกต่างจากผลโพลที่ออกมา โดยมีความรู้สึกว่า ประชาชนกำลังมองการยึดอำนาจของ คมช. ว่า  ทำให้เศรษฐกิจเสียหาย

ทั้งนี้  ส่วนตัวนายจาตุรนต์เชื่อว่า มีความเป็นไปได้ที่ในโค้งสุดท้ายของการเลือกตั้ง ประชาชนที่ยังไม่ตัดสินใจจะหันมาเลือกพรรคพลังประชาชน ทำให้มีจำนวน ส.ส.เพิ่มขึ้นมาอีก 30-40 ที่นั่ง จากผลสำรวจที่ระบุไว้ว่า จะได้ 190 ที่นั่ง ซึ่งสาเหตุที่ประชาชนจะเทคะแนนคะแนนเสียงให้กับพรรคพลังประชาชน มี  2-3 ปัจจัย คือ การจัดตั้งรัฐบาลร่วมกันของพรรคตรงข้าม และอีกประการหนึ่งคือการกลั่นแกล้งพรรคพลังประชาชน ไม่ว่าจะเป็นเอกสารลับของ คมช. บทบาทที่ไม่เป็นกลางของ กกต. เพราะคนไทยไม่ชอบการถูกข่มเหงและรังแก

นายจาตุรนต์กล่าวว่า

ประชาชนยังสับสนในกลยุทธ์หาเสียงของพรรคอื่นที่อ้างเป็นพวกเดียวกับรัฐบาลชุดที่แล้ว จะนำพ.ต.ท.ทักษิณ กลับประเทศ หากพรรคพลังประชาชนแก้ไขได้ก็จะได้คะแนนเสียงเพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งจะเกิดเป็นความสงสารเป็นแรงเหวี่ยงกลับอย่างรุนแรง โดยปัจจัยที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนได้เสียงเกินครึ่งอยู่ที่ภาคเหนือและอีสาน

สำหรับกรณีที่มีการวิเคราะห์กันว่า หากมีการยุบพรรคพลังประชาชนจะเกิดการนองเลือดหรือหากพรรคพลังประชาชนได้เป็นรัฐบาลก็จะเกิดการนองเลือดตามมา นายจาตุรนต์กล่าวว่า  การวิเคราะห์ทั้ง 2 แนวทางไม่ประโยชน์ต่อสังคมทำให้เกิดการตัดสินใจบนพื้นฐานของความหวาดกลัว การจะยุบพรรคหรือไม่ต้องว่าไปตามหลักนิติธรรม ใช้เหตุใช้ผลไม่ควรพูดถึงการนองเลือด จึงอยากเสนอองค์กรที่เกี่ยวข้องทั้งหลายใช้เหตุผลและข้อกฎหมายพร้อมทั้งให้สติกับสังคม ไม่ว่า พรรคใดจะชนะก็ต้องไม่มีการยึดอำนาจรวมทั้งไม่ส่งเสริมให้เกิดความรุนแรง

นอกจากนี้ นายจาตุรนต์ ยังกล่าวถึงการเผยแพร่ซีดีบันทึกคำกล่าวพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในภาคเหนือและอีสานที่มีข้อความสนับสนุนพรรคพลังประชาชน ว่า

อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ที่ถูกตัดสิทธิทางการเมือง ไม่ได้ถูกตัดสิทธิการแสดงความเห็นทางการเมือง ซึ่งคนเหล่านั้นก็ไม่ได้ทำตัวเป็นกรรมการบริหารพรรคอย่างที่ กกต.พยายามตีความ  โดยตนคิดว่า  เป็นความจงใจกลั่นแกล้งพวกตน และจงใจกลั่นแกล้งพรรคการเมืองบางพรรค  ซึ่งและเมื่อดูลึกลงไปจะพบว่า ไม่ได้กลั่นแกล้งไปทั้งหมด เช่น อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย บางคนที่ไปเป็นที่ปรึกษาและเป็นกรรมการพรรคโน้นพรรคนี้ กลับไม่มีปฏิกิริยาจาก กกต.ว่า จะไปยุบพรรคนั้น แต่ถ้าเมื่อไหร่คาบเกี่ยวกับพลังประชาชนจะถูกเพ่งเล็งและจ้องยุบพรรค

‘การเผยแพร่ซีดีเป็นสิทธิตามรัฐธรรมนูญที่ไม่ขัดต่อกฎหมาย ไม่ว่าใครจะเผยแพร่ก็มองว่าไม่ผิด หรือแม้แต่จะนำซีดีไปสนับสนุนพรรคการเมืองใดก็ไม่ผิดอยู่ดี  ที่ กกต.พยายามขู่ว่าถ้า 111 คนเข่ามายุ่งเกี่ยวสนับสนุนพรรคการเมืองใดแล้วพรรคนั้นจะต้องถูกยุบนั้น รัฐธรรมนูเขียนไว้ชัดว่า กกต.ไม่มีอำนาจออกระเบียบห้ามตรงนี้ได้ ถ้าจ้องจะยุบพรรคพลังประชาชน ก็ลองไปดูกรณีที่นายสุรเกียรติ์ เสถียรไทย สมาชิกบ้านเลขที่ 111 ไปพูดสนับสนุนให้นายอภิสิทธิ  เวชชาชีวะ หัวพรรคประชาธิปัตย์เป็นนายกรัฐมนตรีทำไม กตต.จึงนิ่งเฉย’

นายจาตุรนต์กล่าว

นายจาตุรนต์ ยังกล่าวอีกว่า 

กกต.พยายามช่วยเหลือ คมช. กรณีการพิจารณากรณีเอกสารลับของ คมช. ค่อนข้างมาก ที่อ้างว่า เอกสารเกิดก่อนกฤษฎีกาเลือกตั้งนั้นไม่ใช่ประเด็น เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้เจ้าหน้าที่รัฐต้องวางตัวเป็นกลางตลอดเวลา ไม่ใช่เฉพาะตอนมีกฤษฎีกาเลือกตั้ง
และที่อ้างว่า ทำเพื่อความมั่นคงนั้น ต้องถามว่า เป็นความมั่นคงของชาติหรือตัวเองกันแน่  พร้อมกล่าวอีกว่า คาดหวังได้ยากที่ กกต.จะจัดการเรื่องนี้ให้ถูกต้องตามกฎหมาย และก็ไม่ควรนำเรื่องดังกล่าวไปเทียบเคียงกับกรณีซีดี พ.ต.ท.ทักษิณ เพราะมันไร้สาระ

‘ซีดีใครก็มีสิทธิทำ คิดได้อย่างไรเอามาเทียบเคียงกับเรื่องเอกสารลับ แล้วให้เจ๊ากันไป พวกนี้ไม่มีความเข้าใจประชาธิปไตย ไม่มีความเข้าใจรัฐธรรมนูญ สะใจจะยุบพรรคการเมืองเหมือนเด็กเล่นขายของ หากมีการยุบพรรคพลังประชาชนหลังการเลือกตั้งโดยที่ได้เสียงจากประชาชนมาอย่างถล่มทลายก็จะเป็นการไม่เคารพความเห็นประชาชนจะนำไปสู่ความยุ่งยาก เท่ากับว่า กกต.สามารถกำหนดใครเป็นรัฐบาลก็ได้’

นายจาตุรนต์กล่าว