คอลัมน์ คนเดินตรอก

โดย วีรพงษ์ รามางกูร

เมื่อสัปดาห์ก่อนได้ไปนั่งรับประทานอาหารเย็นกับเพื่อนชาวอเมริกันเจ้าเก่าที่สอนวิชาการปกครองเอเชียตะวันออกและตะวันออกเฉียงใต้อยู่ที่อเมริกา เรื่องที่เขาสนใจเป็นพิเศษก็คือ การปกครองของไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และปากีสถาน เพราะ 4 ประเทศนี้มีลักษณะของการปกครองที่ล้มลุกคลุกคลาน มีประชาธิปไตยบ้าง มีปฏิวัติรัฐประหารบ้าง สลับกันไป ระบอบการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยไม่สามารถ หยั่งรากลึกลงไปได้ ทั้งๆ ที่ประเทศทั้ง 4 ประเทศนี้ มีเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา วัฒนธรรม รวมทั้งความเป็นมาทางประวัติศาสตร์แตกต่างกันหมด

อินโดนีเซีย และปากีสถาน ประชาชนส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม ฟิลิปปินส์คนส่วนใหญ่นับถือศาสนาคริสต์ นิกายโรมันคาทอลิก และ คนไทยส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธนิกายเถรวาท

อินโดนีเซียเคยเป็นอาณานิคมของฮอลันดา หรือเนเธอร์แลนด์ ซึ่งปกครองอินโดนีเซียโดย ไม่ให้มีการพัฒนาอะไรเลย ฟิลิปปินส์เคยเป็นอาณานิคมของสเปนมานานแล้ว มาเป็นเมืองขึ้นของสหรัฐอเมริกา ปากีสถานเคยรวมอยู่กับอินเดียเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ มาแยกออกเป็นปากีสถานหลังจากได้รับเอกราช แต่อินเดียกลับสามารถ ประคับประคองตนเองเป็นประชาธิปไตย และสามารถควบคุมทหารไว้ไม่ให้มีการปฏิวัติรัฐประหารได้ตั้งแต่ได้รับเอกราชเป็นต้นมา เหมือนกับศรีลังกา ซึ่งประชาชนส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนานิกายเถรวาทเหมือนไทย เคยเป็นอาณานิคมของอังกฤษมาก่อน แต่ก็สามารถ ประคับประคองระบอบประชาธิปไตยไว้ได้ แม้ว่ามีปัญหาเรื่องความมั่นคงภายในจากกบฏ แบ่งแยกดินแดนของชนกลุ่มน้อยชาวทมิฬ ที่นับถือศาสนาฮินดู

ในบรรดาประเทศต่างๆ ที่กล่าวมา ประเทศไทยดูเหมือนจะมีความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจมากกว่าประเทศอื่นๆ ตามมาด้วยประเทศฟิลิปปินส์ ต่อไปอาจจะเป็นประเทศฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย ศรีลังกา และปากีสถาน ตามลำดับ การกระจายรายได้หรือการกระจายความเจริญ รวมทั้งถนนหนทาง ไฟฟ้า สื่อสารมวลชน การแพทย์ เสรีภาพในการแสดงออกหรือเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ หรือสื่อมวลชน การศึกษา และอื่นๆ ดูเหมือนประเทศไทยจะมีความก้าวหน้ากว่าประเทศอื่นๆ และไม่ได้ด้อยไปกว่าประเทศในภูมิภาคอื่นๆ ที่มีการพัฒนาทางการเมืองมากกว่าประเทศไทย

เมื่อ 2-3 ปีก่อน เพื่อนชาวอเมริกันคนนี้เคยยกย่องว่าประเทศไทยมีพัฒนาการทางการเมือง ได้อย่างรวดเร็ว เมื่อมีรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้าง มีกติกาที่แน่นอน ทำให้พรรคการเมืองสร้าง ความเข้มแข็งได้อย่างรวดเร็ว ประชาชนให้ ความสำคัญกับพรรคการเมืองมากกว่าตัวบุคคล พรรคการเมืองก็มีการรวมตัวกันอย่างรวดเร็ว จะด้วยเหตุผลใดก็ตาม จนกำลังจะกลายเป็น ระบบการเมืองที่มี 2 พรรคใหญ่ และมีพรรคเล็กเพียง อีกพรรค และเคยหวังว่าระบบการเมือง ของเรากำลังจะพัฒนาไปสู่ระบบการเมือง แบบสองพรรค เหมือนกับประเทศที่มีการพัฒนาการเมืองไปถึงจุดที่มั่นคงแล้ว สามารถ จัดตั้งรัฐบาลได้ เป็นรัฐบาลพรรคเดียว ไม่ต้อง เป็นรัฐบาลผสมซึ่งอ่อนแอ ไม่สามารถทำอะไร เป็นชิ้นเป็นอันได้ พรรคฝ่ายค้านรวมกัน 3 พรรค มีคะแนนไม่พอที่จะเสนอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลได้

การมีรัฐบาลพรรคเดียว หรือการมีรัฐบาลที่เข้มแข็ง หรือการมีระบบพรรคการเมืองสองพรรคที่เข้มแข็งกลับไม่เป็นที่พอใจของคนชั้นกลางและชั้นสูงในกรุงเทพฯ และคนในเมืองใหญ่ๆ เพราะกลัวว่าจะเป็นรัฐบาลเผด็จการโดยรัฐสภา กลับชอบรัฐบาลที่อ่อนแอ ชอบฟังการโต้คารมกันในการอภิปรายไม่ไว้วางใจ ซึ่งจริงบ้าง ไม่จริงบ้าง และไม่เคยติดตามเอาเรื่องกันให้ถึงที่สุด ปีต่อไปเมื่อมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจก็มีเรื่องใหม่ก็ฮือฮากันใหม่แล้วก็จบลงโดยไม่มีอะไร

ส่วนรัฐบาลจะอยู่หรือจะล้มก็เป็นเรื่อง ขัดผลประโยชน์ระหว่างพรรคการเมืองที่เข้าร่วม ในรัฐบาล เมื่อถึงตอนนั้นรัฐบาลก็ประกาศยุบสภา แล้วก็เลือกตั้งกันใหม่ เมื่อเลือกตั้งใหม่ก็ไม่มีพรรคใดเข้มแข็งพอที่จะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวได้ ก็ต้องเป็นรัฐบาลผสมต่อไป ประชาชนในเมืองโดยเฉพาะในกรุงเทพฯ ก็พอใจ หมุนเวียนอยู่อย่างนั้น

เมื่อมีรัฐบาลที่เข้มแข็งพรรคเดียวซึ่งเป็นของใหม่ ความไม่ไว้วางใจหรือความไม่เคยชิน ทำให้เกิดความหวาดระแวง เมื่อมีข่าวเรื่องทุจริตคอร์รัปชั่น หรือการเอื้อประโยชน์กับพรรคพวก ซึ่งก็มีทุกรัฐบาล หรือมีกันเกือบทุกประเทศในระบอบประชาธิปไตยทุนนิยม ก็ทนไม่ได้ ทนไม่ได้กับความยังไม่พัฒนาของการเมือง ความยังไม่พร้อมกับการเมืองที่ยังไม่แยกตัวออกมาจากภาคธุรกิจ ทั้งๆ ที่ในช่วงต้นๆ ของการพัฒนาการเมืองไปสู่ระบบการเมืองที่เข้มแข็งก็เป็นอย่างนั้นเกือบทุกประเทศ ไม่ว่าจะเป็นที่อังกฤษ ยุโรป หรือญี่ปุ่น

ผู้คนยังยืดถือตัวบุคคลมากกว่าระบบ แม้ว่าระบบพรรคการเมืองก่อนการรัฐประหาร ครั้งนี้จะเริ่มก่อตัวเป็นรูปร่างขึ้นมาบ้างแล้วก็ตาม เมื่อความไม่พอใจเกิดขึ้นกับตัวบุคคล ความไม่พอใจในตัวบุคคลจะบดบังความยึดมั่นในระบบ ในหลักการ หลักกฎหมาย หลักนิติรัฐไปจน หมดสิ้น ขอให้บุคคลที่ตนไม่พอใจนั้นไปเสียให้พ้น ไม่ว่าจะโดยวิธีใดก็ตาม ซึ่งนำไปสู่ความรุนแรง ในการกดดันบีบคั้นนอกระบบ ต้องการการเปลี่ยนแปลงไม่ว่าจะเกิดความเสียหายต่อระบบ ทั้งในระยะสั้นและในระยะยาวเพียงใดก็ตาม

เพื่อนชาวอเมริกันตั้งข้อสังเกตว่าคนไทยนั้นต่างกับคนอเมริกันและคนอังกฤษที่ว่าคนอเมริกันนั้นเคารพต่อกฎหมายตั้งแต่รัฐธรรมนูญลงมาจนถึงกฎหมายของท้องถิ่น หรือกฎระเบียบของสโมสรหรือหมู่คณะ แต่ไม่กลัวตำรวจ ทหาร หรือเจ้าหน้าที่ที่รักษารัฐธรรมนูญ กฎหมายหรือกฎระเบียบ แต่คนไทยไม่กลัวกฎหมาย แต่กลัวตำรวจ หรือเจ้าหน้าที่ ส่วนคนอังกฤษเคารพต่อจารีตประเพณี ดังนั้น เมื่อเกิดเรื่องไม่ดีขึ้นหรือเกิดเรื่องไม่ชอบมาพากลขึ้น เขาจะถามว่ากฎหมายว่าอย่างไร ใครมีหน้าที่ต้องปฏิบัติอย่างไร หรือเคยมีประเพณีที่ปฏิบัติกันอย่างไร

ในทุกประเทศที่มีระบบการเมืองที่พัฒนาแล้ว มักจะมีกลุ่มปัญญาชนที่เป็นที่ยอมรับของสังคมที่จะคอยให้ความเห็นในเรื่องต่างๆ ที่เป็นประเด็นทางการเมือง เศรษฐกิจ และสังคม และจะเป็นผู้นำทางความคิดควบคู่ไปกับผู้นำทางการเมือง ทั้งที่เป็นฝ่ายรัฐบาลและฝ่ายค้าน ความเห็นของกลุ่มปัญญาชนมีความสำคัญมาก

กลุ่มปัญญาชนนั้นจะได้รับการยกย่องจากสังคมเป็นอย่างสูง จึงต้องระมัดระวังและรับผิดชอบต่อความเห็นที่แสดงออกไปสู่สาธารณชน อย่างมาก แต่ในบ้านเรารู้สึกสังคมจะไม่ค่อยให้ การยกย่องหรือความนับถือต่อปัญญาชนเท่าใดนัก ผู้นำทางการเมืองก็ไม่ได้ให้การยกย่องยอมรับเท่าใดนัก หากความเห็นไม่ตรงกัน เมื่อผู้สื่อข่าวไปตามแหย่ก็แสดงอารมณ์ความไม่พอใจ หรือมักจะกล่าวอย่างไม่สบอารมณ์ว่า “นั่นเป็นความเห็น ของนักวิชาการคนหนึ่ง” ซึ่งเป็นคำตอบ ที่แสดงการเหยียดหยาม เมื่อเป็นเช่นนี้กลุ่มปัญญาชน ไม่ว่าจะเป็นครูบาอาจารย์ คณบดี หรืออธิการบดีทางกฎหมายหรือรัฐศาสตร จึงไม่ต้องระมัดระวังว่าความเห็นของตนจะเจือปนอารมณ์ ความรู้สึกส่วนตัว หรืออคติส่วนตัว และมักจะเผลอเรอต่อ หลักการ หลักนิติธรรม ความถูกต้อง ความเคารพ ต่อวิชาชีพของตน จึงไม่ค่อยมีและกลายเป็น “นักการเมือง” ตามกระแสที่นักการเมืองปลุก ขึ้นมา แทนที่จะเป็นผู้ให้สติ ความยั้งคิดแก่สังคม ที่กำลังถูกปลุกโดยกระแสทางการเมืองที่ถูกสร้าง ขึ้นมา สามารถออกมา สนับสนุนการ โค่นล้ม ระบบ การฉีกทำลายรัฐธรรมนูญ และการบังคับใช้กฎหมายที่ขัดกับหลักการ และหลักนิติธรรมได้โดยไม่รู้สึกตัวเพียงเพราะความไม่ชอบตัวบุคคล

ความเป็น “ทวิลักษณะ” ของสังคมไทย ก็เป็นอีกลักษณะหนึ่งที่สำคัญของสังคมไทย ในการพัฒนาการเมืองไปสู่ระบบการเมืองแบบประชาธิปไตย ส่วนบนเป็นส่วนของคนชั้นสูงกับ คนชั้นกลางส่วนหนึ่ง กับส่วนล่างที่เป็นผู้คนที่อยู่ ในชนบท หรืออยู่ในระดับล่างทางเศรษฐกิจแม้จะอยู่ในกรุงเทพฯ และในเมืองใหญ่ๆ คนระดับสูงและระดับกลางจะได้รับการศึกษาสูงและเป็นกลุ่มคนที่ได้เปรียบในสังคม มีเส้นสายโยงใยในระบบราชการและอื่นๆ จึงรู้ลึกว่าตนไม่ต้องพึ่งรัฐบาล ตนเป็นผู้ให้ ตนเป็นผู้เสียภาษี ทั้งปีทั้งชาติไม่เคยต้องพบกับผู้แทนของตนในรัฐสภา

เพื่อแข่งขันกับคนชั้นกลางและคนชั้นสูงที่มี เส้นสายโยงใยในการวิ่งเต้นในการได้บริการของรัฐ เช่น การฝากลูกเข้าโรงเรียน การฝากลูกเข้าทำงาน และการเข้าถึงบริการของรัฐ อื่นๆ จนตนเองไม่รู้สึกในอภิสิทธิ์ที่ตนมีอยู่ คิดว่าเป็น เรื่องธรรมดา ส่วนคนที่อยู่ในชนบทระดับล่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนในชนบท หากจะได้รับบริการจากรัฐหรือจะมีอภิสิทธิ์หรือมีเรื่องกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรืออยากได้รับความสะดวกก็ต้องอาศัยผู้แทนราษฎร คนในเมืองคนชั้นสูงและชั้นกลางใช้ระบบพรรคพวกเส้นสาย ส่วนคนระดับล่างต้องพึ่งระบบอุปถัมภ์ การแลกเปลี่ยนผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน เมื่อมีการเลือกตั้งผู้แทนราษฎรก็ต้องพึ่งหัวคะแนน พึ่งผู้มีสิทธิลงคะแนน หลังการเลือกตั้งหัวคะแนนและผู้มีสิทธิเลือกตั้งก็ต้องพึ่งผู้แทนราษฎร

ความสัมพันธ์ระหว่างผู้แทนราษฎรกับผู้มีสิทธิออกเสียงหรือราษฎรในแต่ละภูมิภาคก็ไม่เหมือนกัน เคยมีเพื่อนทำงานเป็นแขวงการทาง กรมทางหลวงแผ่นดินคนหนึ่ง และอีกคนทำงาน ที่กรมชลประทานเล่าให้ฟังว่าเคยถูกย้ายไปทำงานที่ภาคใต้ ทั้งสองคนเล่าให้ฟังว่าทำงานค่อนข้างสบาย เพราะชาวบ้านไม่ได้ตั้งความหวัง และเรียกร้องจากผู้แทนราษฎรของเขา การทำงานค่อนข้างสบาย สามารถมีเวลาทำงานตามความคิดของตนได้ อยู่ 4 ปี ไม่เคยพบผู้แทนราษฎรเลยจนถูกย้ายกลับ ต่างกับตอนที่ถูกย้ายไปทำงานภาคเหนือ และภาคอีสาน แทบจะไม่มีเวลาว่าง เพราะถูกผู้แทนราษฎรเร่งรัด กำกับให้ทำงาน ให้ทำโครงการเข้าท้องถิ่น เสนอของบประมาณ เร่งรัดการก่อสร้าง และต้องพบผู้แทนราษฎรเกือบทุกเดือน เพราะความคาดหวังและการเรียกร้องของราษฎรในเขตเลือกตั้งมีค่อนข้างสูงและมีอยู่ตลอดเวลา นอกเหนือจากการต้องไปงานแต่งงาน งานบวช งานศพ เหมือนผู้แทนราษฎรในเขตเมืองและภาคใต้แล้ว ผู้แทนราษฎรในภาคอีสานและภาคเหนือต้องตั้งสำนักงานและต้องมีพนักงานไว้ต้อนรับ ผู้คนที่มีสิทธิออกเสียง มีอาหาร เครื่องดื่มไว้ต้อนรับ มีรถปิกอัพไว้รับส่งคนเจ็บไปโรงพยาบาล มีค่าใช้จ่ายทุกเดือนๆ ละไม่ต่ำกว่าแสนบาท หรือมากกว่านั้น ต้องหาโครงการตัดถนนเอาไฟฟ้า เอาโครงการต่างๆ เข้าหมู่บ้าน เมื่อถึงคราวเลือกตั้งก็ต้องจัดรถรายานพาหนะไปรับมาลงคะแนน

คนชั้นล่าง คนในชนบทนั้นเขารู้ว่าต้องการเลือกตั้งคนนั้นคนนี้จากพรรคนั้นพรรคนี้เป็นผู้แทนราษฎร กระแสที่จะเลือกพรรคนั้นพรรคนี้เพราะอะไร ส่วนคนภาคใต้นั้นจะเลือกพรรคการเมืองหนึ่งเป็นประจำ พรรคอื่นไม่ว่าจะทำอะไร มีนโยบายอย่างไรก็ไม่สนใจ ส่วนคนชั้นสูงและ คนชั้นกลางในกรุงเทพฯ และเมืองใหญ่ๆ จะเลือกไปตามกระแสนิยมซึ่งสร้างขึ้นโดยหนังสือพิมพ์ และสื่อมวลชนอื่นๆ

นักวิชาการ และปัญญาชนทางรัฐศาสตร์ นักกฎหมายส่วนใหญ่ไม่เข้าใจพฤติกรรมและ ความสัมพันธ์ทางการเมืองของผู้คนในส่วนต่างๆ ก็มักประณามผู้คนระดับล่างว่าโง่เขลา ถูกหลอกได้ง่าย ซื้อเสียงได้ง่าย ซึ่งไม่จริง คนระดับล่างสนใจและติดตามการเมืองไม่ได้น้อยไปกว่าคนชั้นสูง ชั้นกลางในกรุงเทพฯและในตัวเมืองใหญ่เลย และเขารู้ว่าเขาเลือกใคร พรรคไหน เพราะอะไร เคยคุยกับคนในชนบท เขาบอกว่าเขาก็ไม่เข้าใจเหมือนกันว่าคนชั้นสูงชั้นกลางในกรุงเทพฯ เวลาไปลงคะแนนเสียงเลือกตั้งใช้อะไรเป็นเครื่องตัดสินใจ เคยบอกเขาว่าคนกรุงเทพฯ เขาใช้ความเป็น คนดี มีจริยธรรม เป็นเครื่องวัดในการตัดสินใจ ในการลงคะแนน เขาตอบว่า “มีด้วยหรือ” หรือ “เอาไปกินได้หรือ” ส่วนพวกเขาจะเลือกใครนั้น เพราะเขามั่นใจว่าคนคนนั้นจะทำประโยชน์ให้เขาได้ ทั้งในปัจจุบันและอนาคต เพราะเคยเห็นผลงานมาแล้ว และมักจะเลือกพรรคที่มีโอกาสได้เป็นรัฐบาลหรือได้ร่วมเป็นรัฐบาล ข้อเขียนหรือคำพูดว่าคนชั้นล่างโง่เขลา ไม่รู้เรื่องการเมืองหรือเป็นเสียงที่ไม่มีคุณภาพ ไม่ควรเอามานับ จึงสร้างความสะเทือนใจกับคนระดับล่างไม่น้อย

การตำหนิหรือประณามโครงการที่ไปถึง คนชั้นล่างว่าเขาไม่ควรได้ ไม่ควรมีโทรศัพท์มือถือ ไม่ควรมีรถมอเตอร์ไซค์ ไม่ควรมีเครื่องอำนวยความสะดวกต่างๆ ทั้งๆ ที่ของเหล่านั้นส่วนหนึ่งเป็นการลงทุน และเป็นเครื่องมือประกอบอาชีพด้วย หรือประณามว่าโครงการเหล่านั้นจะทำให้คนชั้นล่างงอมือ งอเท้า คอยแต่รอรับความช่วยเหลือให้ทานจากรัฐบาลเท่านั้น นอกจากไม่จริงแล้ว ยังสร้างความคับแค้นใจเพิ่มให้อีกด้วย ซึ่งต่างกับโครงการก่อสร้าง โครงการสร้างงานในชนบท โครงการประกันราคาพืชผล ซึ่งใช้เงินเป็นมากกว่าแต่ผลประโยชน์ไม่เคยตกถึงประชาชนระดับล่างเลย ซึ่งปัญญาชน คนชั้นสูง ชั้นกลาง ไม่เคยสนใจจะตำหนิติเตียนหรือคัดค้านอย่างจริงจังเลย

เรื่องดังกล่าวอาจจะเป็นเรื่องสำคัญที่ก่อให้ เกิดความแตกแยกในสังคมไทยก็ได้ การสร้างความรู้ความเข้าใจ ความต้องการ ความคาดหวังของคนระดับล่างซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ ก่อนจะต่อต้านคัดค้านและประณาม อาจจะลดความแตกแยกทางความคิด และจะทำให้การพัฒนาการเมืองก้าวรุดหน้าไปก็ได้

การโฆษณาต่อต้านการซื้อสิทธิขายเสียงแต่เพียงอย่างเดียว โดยไม่เข้าใจพฤติกรรมทาง การเมือง อาจจะไม่มีประโยชน์เท่าที่ควร เพราะ ถ้าสมมติว่าไม่มีการซื้อสิทธิขายเสียงเลย ผลของ การเลือกตั้งก็อาจจะไม่เปลี่ยนแปลงเท่าใดนัก รังแต่ทำให้เกิดความแตกแยกให้มากขึ้นเท่านั้น

หรือเมืองไทยจะเป็นประชาธิปไตยกันไม่ได้

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ