โดย เอื้องอัยราวัณ จากห้องราชดำเนิน

หลังจากที่มีพระราชกฤษฎีกาออกมากำหนดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรเป็นการเลือกตั้งทั่วไปในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 นับจากวันนี้ก็เหลืออีกเพียง 18 วันเท่านั้นที่ประชาชนไทยในฐานะเจ้าของอำนาจอธิปไตยจะได้ร่วมดำเนินกิจการเพื่อสร้างสรรค์สังคมของตนเองโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร

มาถึงตรงนี้ก็คงเป็นที่แน่ชัดแล้วว่าประเทศไทยที่ปกครองด้วยระบอบทหารกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับประสงค์ร้ายอย่างสมบูรณ์แบบตามที่คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติหรือ คมช. ได้เคยให้คำมั่นสัญญาไว้ว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งภายในหนึ่งปี เพราะในทางปฏิบัติการปกครองของทหารมักไม่ยุติลงในเวลาอันสั้น ดังนั้น ทหารจึงแสวงหาวิธีการสืบทอดอำนาจของตนในหลายรูปแบบแต่ที่เด่นชัดก็คือ ใช้วิธีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนขึ้นหลังจากยึดอำนาจแล้วเพื่อแสดงว่าทหารไม่ต้องการมีอำนาจ หรือ การให้มีรัฐสภาแต่อยู่ภายใต้อิทธิพลของทหาร หรือ เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองมีบทบาททางการเมืองผ่านการเลือกตั้งและรัฐสภา แต่ผู้บัญชาการทางทหารก็ยังคงไว้ซึ่งอำนาจสูงสุด ซึ่งฝ่ายการเมืองต้องรอมชอมและยอมรับอำนาจนี้ แม้พรรคแกนนำรัฐบาลจะได้รับเสียงข้างมากในรัฐสภา รวมทั้งมีแกนนำของพรรคดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่ด้วยก็ตามกรณีนี้เห็นได้ชัดในประเทศปากีสถาน

ดังนั้น สำหรับผู้เขียนแล้วการที่การเมืองไทยกำลังเดินเข้าสู่การเลือกตั้งในอีกไม่ถึงหนึ่งเดือนข้างหน้าจึงยังไม่ได้เป็นเครื่องบ่งบอกว่าการเลือกตั้งในครั้งนี้จะนำระบอบประชาธิปไตยที่มั่นคงและงอกงามกลับคืนสู่ประเทศไทยอย่างแท้จริงเพราะการสร้างประชาธิปไตยที่เข้มแข็งด้วยรัฐธรรมนูญที่มาจากผลผลิตของการรัฐประหารย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้ ดังคำกล่าวที่ว่าดอกผลที่มาจากต้นไม้ที่เป็นพิษ(fruit of the poisonous tree)ย่อมเป็นพิษเสมอฉันใดก็ฉันนั้น

ยิ่งเป็นการเลือกตั้งภายใต้การกำกับดูแลของคณะรัฐประหารหรือองค์กรที่คณะรัฐประหารจัดตั้งขึ้นมาการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความบริสุทธิ์ยุติธรรมยิ่งเป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยาก ดังที่เราได้รับรู้เกี่ยวกับเอกสารราชการลับเรื่อง “การปฏิบัติการข่าวสารตั้งแต่ปัจจุบันถึงวันปิดรับสมัครเลือกตั้ง” ของคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) ที่มีเนื้อหามุ่งสกัดกั้นเพื่อให้พรรคพลังประชาชนเกิดความเสียเปรียบในการเลือกตั้งเป็นการเฉพาะ โดยมีพลเอก สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตประธานคมช. ซึ่งปัจจุบันดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธานปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงเป็นผู้ลงนามเซ็นอนุมัติ

ยิ่งเห็น พล.อ.อ.ชลิต พุกผาสุขออกมาให้สัมภาษณืว่า “เรื่องเอกสารลับต้องตรวจสอบ เพราะเอกสารเป็นการปฏิบัติตาม พ.ร.บ.รักษาความปลอดภัยฯ การนำเอกสารลับของทางราชการมาเปิดเผยถือเป็นความผิด” หรือล่าสุดที่ หัวหน้าสำนักงานเลขาธิการ คมช. ทำหนังสือถึงประธาน กกต. ให้ ทบทวนผลสอบเอกสารลับ ยิ่งตอกย้ำให้เห็นชัดเจนว่าเอกสารลับที่ถูกนำมาเปิดเผยนั้นเป็นของจริง พวกเขาถึงกับข่มขู่คนที่นำความจริงมาเปิดเผยและต้องการสั่ง กกต.ซึ่งมีฐานะเป็นองค์กรอิสระโดยตรง

เป็นเรื่องที่น่าคิดสำหรับคนไทยค่ะว่า พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ที่ยังคงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการดำเนินการตามวาระแห่งชาติว่าด้วยการรณรงค์และแก้ไขปัญหาการซื้อสิทธิขายเสียง (ครส.) จะทำให้ภาพการเลือกตั้งเป็นกลางได้อย่างไร เพราะท่านประธานครส. กลับหลงลืมในหน้าที่หันมาเป็นผู้สั่งการ ชี้นำและเลือกใช้กลไกของกองทัพมาเป็นเครื่องมือในการสกัดกั้นพรรคการเมืองที่ต่อต้านการรัฐประหารเสียเอง หากผู้ที่ทำหน้าที่เป็นประธานคุมการเลือกตั้งในฐานะเป็นข้าราชการและพนักงานของรัฐที่ต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองไม่ทำหน้าที่ด้วยความสุจริตและเที่ยงธรรมแล้ว การเลือกตั้งที่จะเกิดขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมจะเป็นไปอย่างเสรีและบริสุทธิ์ยุติธรรมได้อย่างไรในเมื่อผู้คุมการเลือกตั้งมาทำลายความบริสุทธ์ ยุติธรรมเสียเอง

ด้วยเหตุนี้ผู้เขียนคิดว่าพลเอกสนธิควรพิจารณาตัวเองใช้จริยธรรมแสดงความรับผิดชอบเยี่ยงชายชาติทหารด้วยการแสดงสปิริตลาออก จากตำแหน่งประธานครส.เพื่อให้เกิดความบริสุทธิ์ใจต่อการเลือกตั้งในครั้งนี้โดยปราศจากข้อกังขาทั้งปวงแก่ทุกฝ่าย

ประเทศไทยเมื่อหนึ่งปีที่แล้วมีการสร้างวาทกรรม “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง” ผุดขึ้นมาเป็นดอกเห็ดในหมู่นักสื่อสารมวลชนที่ล้มละลายทางจรรยาบรรณ ปัญญาชน ราษฎรอาวุโส นักวิชาการที่ทอดทิ้งหลักการและนักการเมืองที่สนับสนุนการใช้มาตรา 7 เพื่อขอรัฐบาลพระราชทานและปลด พ.ต.ท.ทักษิณนายกฯที่มากประชาชนออกจากตำแหน่ง พวกเขากล่าวว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 ที่ผ่านมาเป็นแค่ “กระบวนการฟอกตัว” ของ พ.ต.ท.ทักษิณเพราะ “ประชาธิปไตยไม่ใช่แค่การเลือกตั้ง” เท่านั้น
คำกล่าวที่ว่าประชาธิปไตยไม่ได้มีแต่การเลือกตั้งเท่านั้นไม่ใช่คำกล่าวที่ผิดแต่ประการใด แต่ทว่าการอ้างความมีจริยธรรม คุณธรรมเหนือผู้อื่นมิได้มีอะไรเกี่ยวข้องกับการฟื้นฟูระบอบประชาธิปไตยที่เข้มแข็งให้เกิดขึ้นในสังคมไทยด้วยเช่นกัน เพราะประชาธิปไตยที่เป็นสากลมิได้เน้นการยึดตัวบุคคลหรือสรรหา “คนดี” มาปกครองบ้านเมืองเหมือนกับแนวคิดประชาธิปไตยแบบไทยๆ ที่บอกว่าถ้าได้คนดีมาบริหารปกครองแล้ว บ้านเมืองจะดีตามไปด้วยแต่ประชาธิปไตยที่เป็นสากลนั้นมุ่งสร้างกลไกหรือระบบต่าง ๆที่เป็นกรอบหรือแนวทางให้ผู้มีอำนาจในระดับต่าง ๆ ปฏิบัติตนให้ถูกต้อง แม้การเลือกตั้งจะมิได้มีความหมายเท่ากับประชาธิปไตยแต่การเลือกตั้งยังคงเป็นความชอบธรรมสูงสุดในการตัดสินอำนาจทางการเมืองเนื่องจากการเลือกตั้งเป็นกลไกในการเข้าสู่อำนาจที่มีความสัมพันธ์กับระบอบประชาธิปไตย

ช่วงที่มีการเคลื่อนไหวของแนวร่วมกลุ่มจารีตนิยม-ราชการ นักสื่อสารมวลชน ปัญญาชนตีสองหน้า นักวิชาการที่อิงแอบเผด็จการ และนักการเมืองที่สนับสนุนการใช้มาตรา 7 เพื่อโค่นล้ม ”ระบอบทักษิณ” ระบอบที่รัฐบาลมาจากการเลือกตั้งตามรัฐธรรมนูญ 2540 ดูเหมือนว่าคำว่า “การเลือกตั้ง” จะเป็นของแสลงสำหรับพวกเขาอยู่ไม่น้อย เพื่อหาเหตุแห่งความชอบธรรมให้กับการทำรัฐประหารพวกเขากล่าวว่า “ประชาธิปไตย” มิใช่มีเพียงแค่การหย่อนบัตรแล้วก็จบเพราะประเทศที่ปกครองด้วยระบอบเผด็จการก็จัดให้มีการเลือกตั้งเช่นกัน จริงอยู่ที่ว่าแม้ในประเทศที่เป็นเผด็จการจะจัดให้มีการเลือกตั้งแต่การเลือกตั้งในระบอบเผด็จการกับการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยนั้นมีความต่างกันทั้งรูปแบบและเนื้อหา

การเลือกตั้งนั้นมีหลายแบบ ประเทศประชาธิปไตยสมัยใหม่ทุกประเทศจัดให้มีการเลือกตั้งแต่ไม่ทุกการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตย แม้กระทั่งประเทศที่เป็นเผด็จการขวาจัด(Right-wing dictatorships) ประเทศที่ใช้ระบอบการปกครองแบบสังคมนิยม(Marxist regimes)หรือประเทศที่มีพรรคการเมืองปกครองเพียงพรรคเดียว(single-party governments)ก็จัดให้มีการเลือกตั้งเกิดขึ้นเช่นกันเพื่อให้ได้มาซึ่งความชอบด้วยกฏหมายในการปกครองประเทศ แต่การเลือกตั้งที่เกิดขึ้นภายใต้ระบบแบบนี้ ผู้สมัครรับเลือกตั้งหรือผู้ท้าชิง(candidate) อาจมีเพียงคนเดียวหรือมีบัญชีรายชือผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งเพียงบัญชีรายชือเดียวโดยปราศจากตัวเลือกอื่นๆ การเลือกตั้งในลักษณะอย่างนี้อาจมีการเสนอชื่อผู้สมัครรับเลือกตั้งหลายคนเพื่อวางให้ครบในแต่ละตำแหน่ง แต่ก็ไม่พ้นการใช้วิธีการคุกคามข่มขู่ผู้สมัครรายอื่นเพื่อให้แน่ใจว่าผู้ลงสมัครรับเลือกตั้งในสังกัดพรรคที่รัฐเป็นฝ่ายสนับสนุนเท่านั้นจะได้รับเลือกเข้ามา การจัดให้มีการเลือกตั้งอื่นๆอาจมีตัวเลือกให้เลือกอย่างแท้จริงแต่ก็เป็นเพียงภายในพรรคที่ครองอำนาจอยู่แล้ว นั่นคือในรัฐที่ปกครองในระบบเผด็จการหรือในระบบที่มีพรรคการเมืองพรรคเดียวแม้ว่าจะมีการเลือกตั้งแต่ผู้สมัครรับเลือกตั้งถูกกำหนดโดยพรรคการเมืองที่คุมอำนาจรัฐเท่านั้น การเลือกตั้งที่มีลักษณะแบบนี้ไม่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยแต่เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งภายใต้การควบคุมประชาชนเลือกตั้งเพราะรัฐบีบบังคับให้เลือกหรือเลือกตามที่รัฐชี้นำ

ผู้มีต้นทุนทางสังคมสูงเหล่านี้มิได้ตระหนักถึงความเป็นจริงที่ว่าการเลือกตั้งที่เกิดขึ้นในสมัยรัฐบาลทักษิณนั้นประชาชนไทยสามารถที่จะลงคะแนนเสียงได้ในบรรยากาศที่สังคมมีอิสระเสรีภาพ คนไทยมีความเป็นไทมิได้ตกอยู่ภายใต้กฏอัยการศึก สื่อสารมวลชนมิได้ถูกครอบงำในการนำเสนอข่าว พรรคร่วมฝ่ายค้านที่ยืนอยู่ตรงข้ามกับรัฐบาลมิได้ถูกจำกัดสิทธิในการลงแข่งขันสมัครรับเลือกตั้ง(แต่พวกเขาเลือกที่จะคว่ำบาตรการเลือกตั้งเอง) แต่ละพรรคได้รับสิทธิและโอกาสอย่างเต็มที่ในการรณรงค์หาเสียง และไม่มีการส่งทหารลงไปเกาะติดพื้นที่อย่างที่เป็นอยู่เช่นปัจจุบัน เหล่านี้เรียกว่าเป็นการเลือกตั้งภายใต้บรรยากาศที่เป็นประชาธิปไตย

เพราะความเป็นประชาธิปไตยที่เข้มแข็งจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการเลือกตั้งที่เป็นไปอย่างเสรีและเที่ยงธรรมภายใต้เงื่อนไขที่สังคมมีอิสระเสรีภาพที่ทุกคนในสังคมมีส่วนในอำนาจอธิปไตยเท่าๆ กันเป็นสำคัญ นั่นเพราะความเป็นรัฐเสรีประชาธิปไตยไม่ได้วัดด้วยการเลือกตั้งเพียงอย่างเดียวแต่วัดได้ด้วยการที่ประชาชนในสังคมมีเสรีภาพและได้รับโอกาสในการวิพากษ์วิจารณ์รัฐบาลได้อย่างกว้างขวาง แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างในที่สาธารณะได้โดยไม่ถูกจับกุม คุกคามหรือข่มขู่จากเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือผู้ที่กุมอำนาจรัฐ ดังอมตะพจน์ของอดีตประธานาธิบดีโธมัส เจฟเฟอร์สัน ประธานาธิบดีคนที่ 3 ของสหรัฐอเมริกาที่กล่าวไว้ว่า
” When the government fears the people, you have liberty. When the people fear the government, you have tyranny.”
“เมื่อใดที่รัฐเกรงกลัวต่อประชาชน นั่นบ่งบอกว่าคนในสังคมมีเสรีภาพ แต่เมื่อใดก็ตามที่ประชาชนหวาดกลัวต่อรัฐ นั่นหมายความว่ามีทอ-ระ-ราดปกครองบ้านเมือง”

คำกล่าวที่ว่า ”ประชาธิปไตยไม่ใช่มีแต่การเลือกตั้ง” ในรอบ 1 ปีกว่าที่ผ่านมาของคนกลุ่มนี้จึงหาได้มีเป้าหมายมุ่งให้ภาคประชาชนสร้างความเข้มแข็งทางการเมืองจนเป็นส่วนหนึ่งของสังคมประชาธิปไตยที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าการเลือกตั้งไม่ แต่เป็นวาทกรรมที่มุ่งชักชวนให้ประชาชนปฎิเสธการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตย ปฏิเสธผู้นำที่มาจากการเลือกตั้ง มุ่งสร้างความเกลียดชังแก่นักการเมืองโดยเฉพาะด้วยการตอกย้ำวลีเดิมๆว่านักการเมืองมีความหมายเท่ากับคอร์รัปชันเท่านั้นหรือนักการเมือง(ซึ่งเป็นตัวแทนของประชาชน) คืออุปสรรคของการสร้างระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ประชาชนเห็นความน่ารังเกียจของนักการเมืองอันนำไปสู่การเกิดวงจรอุบาทว์ที่ไม่สิ้นสุดนั่นคือการเข้ามาจัดการโดยคนขี้ขลาดที่มีปืน