โดย grassroot จากห้องราชดำเนิน

ในห้วงเวลานี้…มีบุคคลหลายวงการเช่น ทหาร ผู้นำทางความคิดเช่น ระพี นิธิ สุริยะใส รวมทั้งอภิสิทธิ์ สุเทพ ได้ออกมาประสานเสียงว่าถ้าอำนาจเก่ากลับมาสังคมไทยจะแตกแยก ขัดแย้ง อาจมีการรัฐประหารและเกิดนองเลือดขึ้นได้ ซึ่งเป็นไปตาม ยุทธการสร้างความกลัวแก่ประชาชนตามที่ระบุในเอกสารลับของ คมช…….
เอกสารลับของ คมช.ที่ถูกท่านสมัครเปิดโปง ตอนหนึ่งระบุว่า……..

“ฯลฯ……….จัดทำสกู๊ปข่าวชี้ให้เห็นและวิเคราะห์ถึงความไม่ชอบธรรมของหน.พปช.ที่ต้องคดีทุจริตอยู่และถึงแม้จะชนะเลือกตั้งก็จะต้องโทษและไม่ได้เป็นนายกรัฐมนตรี,
-เชิญบุคคลที่ 3 ซึ่งเป็นผู้นำทางความคิด/นักวิชาการออกรายการวิทยุโทรทัศน์วิเคราะห์เหตุการณ์ที่จะเกิดขึ้นหากพรรค พปช.ชนะเลือกตั้งแล้วดำเนินนโยบายที่ประกาศไว้แล้วคือ นิรโทษกรรมอดีตกรรมการพรรค ทรท.และยุบคณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ(คตส.)ว่า หลายฝ่ายคงยอมไม่ได้โดยเฉพาะกลุ่มพันธมิตรซึ่งจะออกมาเคลื่อนไหวและทำให้ประเทศเกิดความวุ่นวายอีกครั้งและอาจนำไปสู่การรัฐประหารครั้งใหม่ เป็นวงจรไม่สิ้นสุด
-สร้างข่าวโจมตีกลุ่มอำนาจเก่า
-ให้พื้นที่ข่าวกับพรรคการเมืองทั้งหมดอย่างเท่าเทียมกัน แต่สำหรับ พปช.ให้เสนอรายงานข่าวเน้นยำการกระทำ/ดำเนินการที่ไม่ส่งเสริมภาพลักษณ์ของพรรค
-ใช้ข่าวลือ/สื่อที่ไม่เป็นทางการชี้ให้เห็นถึงความเชื่อมโยงระหว่างกลุ่มอำนาจเก่ากับประเทศสิงคโปร์และพรรค พปช.ซึ่งมีแนวการบริหารประเทศโดยใช้ระบอบประธานาธิบดี
-ใช้ข่าวลือ/สื่อไม่เป็นทางการชี้ให้เห็นว่า พ.ต.ท.ทักษิณฯจ้างสื่อต่างประเทศลงเนื้อความ/บทความโจมตีสถาบัน
-จัดทำสกู๊ปข่าวพิเศษเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับผลร้ายจากนโยบายประชานิยม……………ฯลฯ”

ดังนั้น การประสานเสียง ข่มขู่ประชาชนในช่วงเวลานี้ จึงเป็นการปฎิบัติตามแผนที่ คมช.วางไว้โดยไม่ผิดเพี้ยน…แม้ว่าแผนการจะถูกเปิดโปงแล้วก็ตาม

แล้ว…..มีเหตุผลและข้อเท็จจริงใดที่เป็นหลักประกันว่าจะไม่เกิดการรัฐประหาร ความวุ่นวาย และการนองเลือดตามคำข่มขู่นั้นเล่า….

ประการแรก  โครงสร้างเศรษฐกิจไทยบังคับให้ประเทศไทยไม่สามารถออกนอกลู่นอกทาง
โครงสร้างรายได้ประชาชาติ(GDP)ของไทย พึ่งพาเงินตราต่างประเทศจากภาคส่งออกและการท่องเที่ยว มากถึงร้อยละ 70 ในขณะที่เป็นรายได้ภายในประเทศเพียงร้อยละ 30 โครงสร้างเศรษฐกิจเช่นนี้ ไม่อาจะอยู่ได้โดยไม่แคร์ สายตาต่างประเทศ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ตลาดและนักลงทุนจากต่างประเทศ การที่ต่างประเทศสงวนท่าทีและรักษาระยะห่าง กับประเทศไทยโดยไม่มีมาตรการแซงชั่นที่แรงขึ้น เนื่องจากรัฐบาลประกาศและสร้างความเชื่อมั่นว่าจะทำการเลือกตั้ง และคืนประชาธิปไตยให้แก่ประชาชนภายในวันที่ 23 ธันวาคม 2550 หากกำหนดการนี้มีการเปลี่ยนแปลง เศรษฐกิจไทยจะปักหัวจมดิ่งลงอย่างรวดเร็ว อันเนื่องจากมาตรการแซงชั่นจากตลาดหลัก คือ EU และอเมริกาจะเพิ่มความแรงขึ้น ด้วยเหตุผลนี้ ใครก็ตาม ที่คิดจะใช้อำนาจตามความพอใจ ไม่อินังขังขอบกับระบบนิติรัฐ ตามมาตรฐานที่ประชาคมโลกยอมรับ จะก่อปัญหาแก่ระบบเศรษฐกิจของประเทศ และซ้ำเติมปัญหาเดิมที่ยังแก้ไม่ได้ นับเป็นการการจุดไฟเผาประเทศไทยโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์เหมือนกับที่ คมช.ทำในช่วง หนึ่งปีที่ผ่านมา
เพียงเหตุผลข้อนี้ข้อเดียว ยากที่ผู้ก่อการจะรับมือได้ ส่วนลูกกะโล่ ที่ไร้เดียงสาแบบสุริยะไส ไม่เพียงแต่ไม่สามารถลุกขึ้นมาปลุกม็อบได้เท่านั้น แค่หารายได้เลี้ยงชีพตนเองก็จะไปไม่รอด เพราะจะไม่มีผู้มีอุปการะคุณทางการเงินเหมือนในช่วงที่ผ่านมา

ประการที่สอง  ฝ่ายต่อต้านนายกทักษิณ เล่นไพ่หมดหน้าตักแล้ว

หากไล่ลงมา ตั้งแต่ ป. ณ สี่เสา สุรยุทธ์ สนธิบัง สนธิแป๊ะ สะพรั่ง บรรณวิทย์ สนั่น เสนาะ ประมวล  ประชัย เชียรช่วง ประเวศ ธีรยุทธ นักหนังสือพิมพ์ สื่อมวลชน นักวิชาการ ที่เป็นมือชั้นเซียร ของฝ่ายต่อต้านนายกทักษิณนั้น พวกเขาใช้งานหมดค่าจนหยดสุดท้ายแล้วจริงๆ ที่เหลืออยู่คือซาก ปรักหักพังที่ไม่สามารถนำมาใช้ได้อีกแล้ว ชีวิตที่ยังเหลืออยู่ของคนเหล่านี้ คือช่วงชีวิตที่จะอยู่กับความเจ็บปวดเนื่องจากความทรงจำในอดีตเฝ้าหลอกหลอน  จากนี้ต่อไป ที่ยืนทางสังคมของคนเหล่านี้จะหดแคบลงเมื่อเทียบกับอดีต และถ้าพวกหน้าตาเหล่านี้ก่อหวอดขึ้นมาอีกหลังการเลือกตั้ง พวกเขาจะไม่ได้รับการตอบรับจากประชาชนเพราะเวลาหนึ่งปีที่ผ่านมาพวกเขามิใช่ผู้นำพาความเจริญก้าวหน้ามาสู่สังคม แต่เป็นผู้นำความวุ่นวายและความทุกข์ ยาก เข้ามาแทนที่ สิ่งดีๆที่เคยมีมาก่อนหน้านั้น
นอกจากบุคคลที่เอ่ยนามแล้ว กลุ่มคนเดือนตุลา และ NGO ที่สนับสนุนเผด็จการก็จะตกอยู่ในชะตากรรมเดียวกัน เว้นเสียจากพวกเขาได้เรียนรู้ ปรับตัวและถอนตัวจากการสนับสนุนเผด็จการ

ประการที่สาม ฝ่ายเผด็จการก้าวสู่ขาลง ฝ่ายประชาธิปไตยก้าวสู่ขาขึ้น

ปี 2549 เป็นปีทีฝ่ายต่อต้านนายกทักษิณและสนับสนุนเผด็จการ ใช้ทุกปัจจัย และทุ่มเทสรรพกำลังเพื่อโค่นรัฐบาลนายกทักษิณ ได้สำเร็จ
ปี 2550 เป็นปีที่ฝ่ายเผด็จการเข้าสู่ขาลงและเสื่อมลงอย่างรวดเร็ว ในขณะที่ฝ่ายประชาธิปไตยที่สนับสนุนนายกทักษิณ สะสมชัยชนะทีละก้าว  รวมกลุ่มกันใหม่ และอยู่ในกระแสขาขึ้น  ไม่ว่าจะพิจารณาในมิติของกระแสโลก วัยของกลุ่มคน ตลอดจนวิถีทางเศรษฐกิจ ล้วนอยู่ในเทรนด์ของกระแสโลก

ประการที่สี่ หนึ่งปีที่ประเทศไทยอยู่ใต้อำนาจเผด็จการ เป็นภาวะกลืนไม่เข้า คายไม่ออก ที่หลายฝ่ายอยากก้าวข้ามให้พ้นไปเร็วๆ

ฝ่ายที่บงการให้เกิดรัฐประหาร อยู่ในฐานะเปลืองตัวและเสื่อมลง ฝ่ายนักธุรกิจ นักลงทุน ไม่สามารถขยับขยาย ในขณะที่การแข่งขันรอบบ้านก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว ผู้ประกอบการรายย่อยรายได้หดหาย หมุนเงินกันไม่ทัน เป็นหนี้กันเพิ่ม มนุษย์เงินเดือน ต้องตัดรายจ่ายออกไปเพราะสินค้าราคาแพงขึ้น ราคาพืชผลของเกษตรกรตกต่ำ ผู้ใช้แรงงานในกลุ่มก่อสร้างไม่มีงานทำเพราะไม่มีการลงทุน ทั้งจากภาครัฐและภาคเอกชน ภายใต้สถานการณ์แบบนี้มีแต่จะสุมไฟแห่งความไม่พอใจให้คุกรุ่นขึ้นทุกฝ่ายจึงอยากให้มีการเลือกตั้งเร็วๆ เพราะต่างรู้สึกว่า การเลือกตั้งคือการเข้าสู่ภาวะปกติ การเลือกตั้งอุปมาดังปุ่ม รีเซ็ทของเครื่องคอมพิวเตอร์ 
หากมีผู้ใดริจะสร้างสถานการณ์ให้วุ่นวาย หรือคิดก่อรัฐประหารภายหลังการเลือกตั้ง ผู้นั้นจะกลายเป็นผู้ร้ายที่จะได้รับการตอบโต้ที่รุนแรง

ประการที่ห้า ศูนย์กลางอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย พึงพอใจกับผลลัพทธ์ที่ได้จาการเปลี่ยนแปลงแล้ว

พวกเขาได้รัฐธรรมนูญ อันเป็นกติกาใหม่ที่ลดอำนาจพรรคการเมือง นักการเมือง และมีระบบแต่งตั้งคานอำนาจกับระบบเลือกตั้ง มีการออกแบบให้การเลือกตั้งมีผู้แทนจากหลายพรรค และผู้แทนไม่ต้องขึ้นกับมติพรรค ทำให้ระบบการเมืองอ่อนแอลง ในขณะที่ศูนย์กลางอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตย สามารถควบคุมทิศทางทางการเมืองได้ และสามารถแทรกแซงได้ตามที่ต้องการ การที่เขาเลิกใช้คนแบบสะพรั่ง บรรณวิทย์ คือการส่งสัญญาณสงบศึก แต่เบี้ยไร้ราคาอย่างสุริยะไสอ่านไม่ออก พวกเขาเชื่อว่าหากมีความขัดแย้งเกิดขึ้น กลไกของรัฐธรรมนูญปี 2550 จะเปิดโอกาสให้พวกเขาแทรกแซง บริหารจัดการได้ตามที่ต้องการ จะไม่ทำให้สถานการณ์บานปลาย จนเกิดความขัดแย้งรุนแรงอย่างแน่นอน เพราะพวกเขาควบคุมองคาพยพของสังคมไว้ได้แล้วนั่นเอง

ประการที่หก ทิศทางและแนวคิดของ ผบ.ทบ. ห่างจากการเมือง ปลอดภัยกว่าอยู่ใกล้การเมือง

ผบ.ทบ. พลเอก อนุพงศ์ เป็นผู้ประกาศว่าจะนำทหารกลับเข้าสู่กรมกอง แม้ว่า ผบ.ทบ. ไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น ก็ไม่อาจหลีกเลี่ยงหนทางนี้ได้ เพราะทหารเริ่มออกห่างจากกองทัพมาไกลเกินไป และแท้ที่จริงแล้ว คมช. ยึดโยงอยู่กับ ทหารเพียงสองรุ่นเท่านั้น และสองรุ่นที่ว่าก็ใช่ว่าจะเต็มร้อย แรงกระเพื่อมในกองทัพเพิ่มความถี่ขึ้น มิเช่นนั้นคุณสมัครคงไม่สามารถนำเอกสารลับออกมาดักทาง คมช.ได้หรอก…..นี่ก็ประการหนึ่ง

อีกประการหนึ่ง ท่านอนุพงศ์ ยังอยู่ในตำแหน่งได้อีก 3 ปี ดังนั้นใน 3 ปี นับจากนี้ไปท่านอนุพงศ์จะอยู่ห่างจากการเมืองซึ่งเป็นหนทางที่สามารถรักษาอำนาจและสร้างบารมีให้กับตัวเองได้ดีกว่า อย่างน้อยไม่ตกอยู่ในสายตาของสื่อ และเชื่อว่าท่านอนุพงศ์รู้ดีว่า จะอยู่ร่วมกับรัฐบาลใหม่อย่างไร ถึงจะเรียกความเชื่อมั่น ศรัทธาคืนสู่กองทัพ

ประการที่เจ็ด ฝ่ายประชาธิปไตยและพรรคพลังประชาชนส่งสัญญาณ ความปรองดองที่เข้มแข็งและชัดเจน

ท่านสมัคร สุนทรเวช น.พ. สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี และฝ่ายประชาธิปไตยได้เรียนรู้และสรุปบทเรียนแล้วว่า หนทางที่จะปกครองประเทศให้เจริญก้าวหน้านั้น มิใช่ว่าจะเกิดจากเสียงข้างมากแต่ประการเดียว หากจะต้องทำให้เสียงส่วนน้อยมีที่ยืนทีเหมาะสม แต่ถ้าหากเสียงส่วนน้อยไม่เรียนรู้และสรุปบทเรียน เสียงส่วนน้อยจะกลายเป็นฝ่ายที่ไม่มีที่ยืนในสังคม ทั้งนี้เสียงส่วนน้อยต้องรู้จักเลือกความเหมาะสมของฝ่ายตน หาใช่การจัดการจากเสียงส่วนใหญ่ไม่

ด้วยเหตุผลและข้อเท็จจริง 7 ประการดังกล่าว เป็นหลักประกันได้ว่า ไม่ว่าฝ่ายไหนขึ้นมาเป็นรัฐบาล ไม่ว่าฝ่าย พปช. หรือ ปชป. จะไม่มีเหตุให้มีการรัฐประหาร หรือ การก่อความวุ่นวายขึ้นมาอีก

…..พวกที่ออกมาสร้างความหวาดกลัว ให้กับประชาชนนั้น คือการเดินตามแผนการลับของ คมช. ที่ถูกคุณสมัครเปิดโปง เป้าหมายคือ ลดคะแนนความนิยมของพรรคพลังประชาชนเท่านั้นเอง

……ประชาชนผู้รักประชาธิปไตยทั้งหลาย การเลือกพรรคพลังประชาชนให้ได้รับชัยชนะอย่างถล่มทลายจะไม่ทำให้เกิดการรัฐประหารและไม่เกิดความวุ่นวายขึ้นใหม่อีกแน่นอน ตรงกันข้ามกลับจะทำให้ฝ่ายนิยมเผด็จการได้เรียนรู้และรู้จักสรุปบทเรียนว่า การที่จะเข้าสู่อำนาจรัฐและสามารถปกครองประเทศได้นั้น มิใช่อยู่ที่การทำลายคู่ต่อสู้ให้วอดวายสิ้นซาก  แต่อยู่ที่การสร้างการยอมรับ และความไว้วางใจจากประชน….แท้ที่จริงแล้วสนามรบทางการเมืองอยู่ที่หัวใจของประชาชนทุกดวง