ลั่นฆ้องกลองรบกันไปแล้วสำหรับสมรภูมิการเลือกตั้งปี 2550

18 พรรคการเมืองตบเท้าเข้าสมัคร ส.ส.ระบบสัดส่วนกันตั้งแต่เช้า รับหมายเลขเป็นที่เรียบร้อย

“มติชน” ได้ประเมินตัวเลขของ ส.ส.ระบบสัดส่วนที่แต่ละพรรคจะได้รับ โดยอาศัยตัวเลขที่แต่ละพรรคได้รับในการเลือกตั้ง ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในปี 2548 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ และการลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม

๐โซน 1

มีประชากรทั้งสิ้น 7,615,610 คน ครอบคลุมพื้นที่ 11 จังหวัด ประกอบด้วย แม่ฮ่องสอน เชียงราย เชียงใหม่ พะเยา น่าน แพร่ ลำปาง ลำพูน สุโขทัย ตาก และกำแพงเพชร

พิจารณาจากฐานเสียง ส่วนใหญ่ยังอยู่ในมือของพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะจังหวัดใหญ่อย่าง จ.เชียงราย ที่มีกลุ่มของ “ยงยุทธ ติยะไพรัช” ผู้สมัครลำดับหนึ่งของพรรคพลังประชาชนในโซนนี้

และ จ.ลำปาง ที่อดีต ส.ส.ไทยรักไทยในจังหวัดนี้ไม่ได้ย้ายหนีไปไหน รวมไปถึง จ.เชียงใหม่ในบางส่วน ทั้งในส่วนของตระกูล “ชินวัตร” และ “สมพงษ์ อมรวิวัฒน์”

มองย้อนดูคะแนน จะพบว่า ใน จ.เชียงราย พรรคไทยรักไทยเคยได้รับคะแนนในระบบบัญชีรายชื่อในปี 2548 ถึง 462,963 คะแนน จากทั้งสิ้น 588,949 เสียงที่มาลงคะแนน และในการลงประชามติ ก็มีเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถึง 333,334 เสียง หรือ 61.88%

ใน จ.ลำปาง พรรคไทยรักไทยได้คะแนน 319,795 เสียง จาก 446,469 คะแนน ในการลงประชามติ 229,953 เสียง

ดังนั้น ในโซน 1 พลังประชาชนน่าจะกวาด ส.ส.สัดส่วนไปได้ถึง 7-8 คน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ จากฐานเสียงเดิมที่มีอยู่ อาจจะได้ 2 คน สำหรับพรรคอื่นคงต้องทำงานกันเหนื่อย หากหวังจะชิงเก้าอี้ แต่อาจจะมีหวังอยู่บ้างสำหรับพรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่มีฐานเสียงที่ จ.สุโขทัย และใน จ.เชียงใหม่บางส่วน

๐โซน 2

มีประชากรทั้งสิ้น 7,897,563 คน ครอบคลุมพื้นที่ 9 จังหวัด ประกอบด้วย อุตรดิตถ์ พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ อุทัยธานี ลพบุรี เพชรบูรณ์ ชัยภูมิ และขอนแก่น

ด้วยความหลากหลายของจังหวัด ที่มีทั้งจังหวัดในภาคเหนือตอนล่าง อีสานกลาง และภาคกลางบางส่วน ทำให้หลายพรรคหวังเก้าอี้ในโซนนี้อยู่บ้าง

แต่พรรคที่น่าจะกวาด ส.ส.จากโซนนี้ไปได้มากกว่าใครคือ พลังประชาชน ที่ยังมีฐานเสียงอยู่ในหลายๆ จังหวัด

อาจจะได้น้อยไปกว่าการนำคะแนนในปี 2548 ไปคำนวณได้ 7 คน

เนื่องจากบางส่วนที่เคยอยู่รวมกันในชื่อไทยรักไทยย้ายไปพรรคอื่น เช่น ในพรรคเพื่อแผ่นดิน ที่มี “สุวิทย์ คุณกิตติ” หัวหน้าพรรค เป็นอดีต ส.ส.ขอนแก่น พรรคเพื่อแผ่นดินหวังไว้บ้างว่าจะสอดแทรกในโซนนี้ได้สัก 1 คน

และยังมีพรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่มี “ประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์” อดีต ส.ส.พิจิตร เป็นเลขาธิการพรรค

รวมไปถึงพรรคชาติไทย ที่เพิ่งรับ “ชาละวันพิจิตร” พล.ต.สนั่น ขจรประศาสน์ เข้าพรรค

โซนนี้ พรรคพลังประชาชนคงพากันมาหลายคน ส่วนพรรคประชาธิปัตย์ มาแน่ 1 คน

๐โซน 3

มีประชากร 7,959,163 คน ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ประกอบด้วย อำนาจเจริญ มุกดาหาร นครพนม สกลนคร กาฬสินธุ์ มหาสารคาม หนองคาย อุดรธานี หนองบัวลำภู และเลย

ด้วยความหอมหวานของนโยบายประชานิยมที่ยังฝังตรึงใจคนแถบนี้ บวกกับฐานเสียงที่ยังเหนียวแน่นกับพรรค ยังเชื่อได้ว่า พรรคพลังประชาชนยังจะครองใจแฟนพันธุ์แท้

รอบนี้ คะแนนคงไม่น้อยไปกว่าที่เคยได้รับในนามพรรคไทยรักไทยในปี 2548 ที่คนแถบนี้เทให้ถึง 2,907,254 เสียง จากทั้งสิ้น 3,647,303 คะแนน

และเมื่อมองคะแนนโหวตโน จะพบว่าในแถบนี้ มีร้อยละของคะแนนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญสูงจนเป็นพื้นที่สีแดง เช่น จ.อุดรธานี มีเสียงไม่รับร่างรัฐธรรมนูญถึง 416,725 เสียง หรือ 70.44% ที่ จ.กาฬสินธุ์ ไม่รับร่าง 266,770 เสียง หรือ 67.97% และ จ.สกลนคร ไม่รับร่าง 300,444 เสียง หรือ 71.60%

ส่วนพรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคประชาธิปัตย์ คงต้องลุ้นกันเหนื่อย

๐โซน 4

มีประชากร 7,992,434 คน ครอบคลุมพื้นที่ 6 จังหวัด ประกอบด้วย บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ อุบลราชธานี ยโสธร และร้อยเอ็ด

แถบอีสานใต้ ก็คงไม่ต่างจากอีสานในโซนอื่น ที่ยังพร้อมจะอ้าแขนรับพรรคพลังประชาชน โดยเฉพาะมีพื้นที่จับตาอย่าง จ.บุรีรัมย์ ซึ่งมี “เนวิน ชิดชอบ” คุมพื้นที่ให้

พรรคพลังประชาชนคงได้ไปเต็มๆ 7 คน

แต่พรรคอื่นอย่างพรรคเพื่อแผ่นดินก็ยังหวังจะเบียดเข้ามา ก็คงได้กันคนละ 1 เก้าอี้ ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรคชาติไทย

๐โซน 5

มีประชากร 7,818,710 คน ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ประกอบด้วย สระแก้ว นครราชสีมา ปทุมธานี นครนายก ปราจีนบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง จันทบุรี และตราด

พื้นที่ใหญ่สุด จ.นครราชสีมา ในปี 2548 พรรคไทยรักไทยกวาดคะแนนไปถึง 936,808 เสียง จากทั้งสิ้น 1,282,566 คะแนน

แต่ครั้งนี้ ฐานคะแนนในโคราชแตกออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ทั้งที่ยังอยู่ในพรรคพลังประชาชน ไปที่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนาในนามของ “สุวัจน์ ลิปตพัลลภ” รวมไปถึงการที่กลุ่มชลบุรีย้ายออกจากพรรคพลังประชาชนด้วย

ทำให้ในโซนนี้ ส.ส.สัดส่วนกระจายไปอยู่ในหลายพรรค

พลังประชาชนอาจจะได้ในโซนนี้ไม่มากนัก ประมาณ 2-3 คน ประชาธิปัตย์ น่าจะได้คะแนนเท่าเดิม ซึ่งจะทำให้ได้ ส.ส. 2 คน พรรคชาติไทยได้ฐานเสียงเพิ่ม 1 คนเต็งๆ ไม่น่าพลาด

๐โซน 6

มีประชากร 7,802,639 คน ครอบคลุมพื้นที่ 3 จังหวัด ประกอบด้วย กทม. นนทบุรี และสมุทรปราการ

โซนนี้ถือว่าเป็นการต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงของ 2 พรรคใหญ่ พลังประชาชนและประชาธิปัตย์

ผลออกมาน่าจะแบ่งกันไป แต่ไม่ถึงพรรคละ 5 คน พรรคอื่นอาจเสียบเข้ามาได้บ้าง

๐โซน 7

มีประชากร 7,800,965 คน ครอบคลุมพื้นที่ 15 จังหวัด ประกอบด้วย ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร นครปฐม กาญจนบุรี สุพรรณบุรี ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา และสระบุรี

หลากหลายด้วยจำนวนจังหวัดและฐานคะแนนเสียง น่าจะแบ่งกันไปในแต่ละพรรค

พลังประชาชนหวังไว้ 2-3 คน จากฐานเสียงใน จ.ราชบุรี สระบุรี นครปฐม และกาญจนบุรี

ประชาธิปัตย์น่าจะไปไม่ไกลกว่าลำดับ 3 อาศัยฐานเสียงใน จ.ระนอง ชุมพร ประจวบคีรีขันธ์ และเพชรบุรี

ชาติไทยน่าจะไม่ไกลไปกว่าพรรคอื่นนัก 2-3 คน คงไม่เกินนี้ แม้จะมีฐานเสียงตลอดกาลใน จ.สุพรรณบุรี และอ่างทอง

๐โซน 8

มีประชากร 7,941,622 คน ครอบคลุมพื้นที่ 12 จังหวัด ประกอบด้วย นราธิวาส ยะลา ปัตตานี สตูล สงขลา พัทลุง ตรัง กระบี่ นครศรีธรรมราช ภูเก็ต สุราษฎร์ธานี และพังงา

ฐานเสียงของพรรคประชาธิปัตย์มายาวนาน ยากที่ใครจะเจาะเข้ามาได้ ปี 2548 ชาวใต้เทคะแนนให้ถึง 2,574,785 เสียง จากทั้งสิ้น 3,899,695 คะแนน

โซนนี้ ประชาธิปัตย์น่าจะกวาดไปถึง 8 คน

อีก 2 เก้าอี้คงต้องแย่งกันเหนื่อยทั้งพรรคชาติไทย เพื่อแผ่นดิน และพลังประชาชน

ที่มา: มติชน

ข้อมูลเพิ่มเติม