นิตยสาร ดิ อีโคโนมิสต์ ฉบับประจำวันที่ 6 พฤศจิกายน 2550 ได้ตีพิมพ์บทความเรื่อง Thailand’s pre-election jostling “การต่อสู้กันอย่างหนักหน่วงช่วงก่อนการเลือกตั้งทั่วไปของไทย” ที่วิเคราะห์การเมืองไทยหลังการเลือกตั้งไว้ว่า การเลือกตั้งอาจช่วยฟื้นฟูประชาธิปไตยกลับคืนมาแต่ความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองจะยังคงอยู่ เนื่องจากการมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอและการต่อสู้กันทางการเมืองระหว่างฝ่ายที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายต่อต้านทักษิณยังดำเนินต่อไปไม่จบลงอย่างง่ายๆ

ประเทศไทยได้กำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วประเทศขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ สถานการณ์การเมืองยังคงร้อนระอุขณะที่พรรคการเมืองต่างๆต่างแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อตุนคะแนนนิยมไว้รอการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นไม่ถึงสองเดือนข้างหน้านี้ ประเทศไทยอาจได้รัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยกลับมาบริหารประเทศอีกครั้งในช่วงต้นปี 2551 หลังจากที่ประเทศต้องตกอยู่ภายใต้การปกครองของรัฐบาลทหารนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว แต่ความมีเสถียรภาพทางการเมืองจะยังไม่เกิดขึ้นในทันทีทันใด

การมีรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งอาจช่วยให้ปัญหาความวุ่นวายทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงที่ผ่านมาสงบลง อย่างไรก็ตามยังไม่มีอะไรเป็นหลักประกันได้ว่าการเมืองหลังการเลือกตั้งจะนิ่งจริง ผลการออกเสียงประชามติรับ-ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เมื่อเร็วๆนี้ที่มีผู้ลงมติไม่รับรองร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ในสัดส่วนที่ไล่เลี่ยกับผู้รับรองนั้น แสดงให้เห็นถึงสภาพของสังคมไทยที่ยังมีการแบ่งแยกกันอย่างร้าวลึก สถานการณ์ความตึงเครียดทางการเมืองที่อาจเกิดขึ้นในช่วงก่อนการเลือกตั้งซึ่งเป็นผลมาจากสภาพสังคมที่มีการแบ่งฝักแบ่งฝ่ายจึงยากที่จะหลีกเลี่ยงได้

หรือต่อให้การเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดการที่วางเอาไว้อย่างราบรื่นโดยไม่เกิดเหตุขัดข้องใดๆมาทำให้การเลือกตั้งเลื่อนออกไป ผลที่ตามมาจากการถ่วงดุลย์อำนาจกันทางการเมืองจะก่อให้เกิดความโกลาหลทางการเมืองยกใหญ่ การเมืองจะย้อนยุคกลับไปสู่การเมืองแบบเก่าที่มีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอประกอบด้วยพรรคร่วมรัฐบาลหลายพรรคไม่สามารถควบคุมได้เป็นผลให้รัฐบาลอยู่ไม่ครบเทอมไม่สามารถดำเนินนโยบายได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ

พรรคพลังประชาชน(พปช.) จะเป็นพรรคที่มีศักยภาพน่ากลัวพรรคหนึ่งในการเลือกตั้งครั้งนี้ เพราะถือว่าเป็นตัวแทนของพรรคไทยรักไทยและมีอดีตสส.พรรคไทยรักไทยหลายคนเข้าร่วมเป็นสมาชิกพรรค แม้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีซึ่งถูกทหารยึดอำนาจจากการทำรัฐประหารเมื่อเดือนกันยาฯปีที่แล้วในฐานะที่เป็นผู้ก่อตั้งพรรคจะยังอยู่ในระหว่างการลี้ภัยช่วงระยะเวลาหนึ่งจนกว่าจะมีการเลือกตั้งเกิดขึ้นในประเทศ แต่พรรคพลังประชาชนที่มีเขาคอยให้คำปรึกษาและสนับสนุนอยู่เบื้องหลังทำให้มั่นใจได้ว่าคะแนนเสียงจากภาคเหนือและภาคอิสาณที่ยังนิยมในตัว พ.ต.ท.ทักษิณเป็นอย่างมากจะไม่หายไปไหน อีกทั้งพรรคพลังประชาชนก็มีนโยบายที่ได้ผ่านบทสรุปการยอมรับของประชาชนเรียบร้อยแล้วเป็นจุดขายสำคัญ การวางรากฐานนโยบายของพรรคก็คล้ายกับนโยบายของพรรคไทยรักไทยสมัยที่ พ.ต.ท.ทักษิณยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เท่านี้ก็เพียงพอที่จะทำให้พรรคพลังประชาชนได้รับที่นั่งเพียงพอในสภาล่าง(สภาผู้แทนราษฎร)ที่ปัจจุบันมี สส.ได้ทั้งหมด 480 คน (ส.ส.แบบแบ่งเขต 400 คน และ ส.ส.ระบบสัดส่วน 80 คน) ในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลหลังการเลือกตั้งครั้งนี้

ส่วนพรรคที่อยู่ฝ่ายตรงข้ามกับพรรคพลังประชาชนจะเป็นพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ซึ่งอาจจะได้ จำนวน สส.มากขึ้นกว่าเดิมพอสมควรเนื่องจากมีฐานเสียงที่เหนียวแน่นในภาคใต้และได้รับการสนับสนุนจากชนชั้นกลางในเมืองหลวง อย่างไรก็ตามพรรคประชาธิปัตย์ซึ่งไม่มีสายใยแน่นแฟ้นกับชาวรากหญ้าซึ่งเป็นชนส่วนใหญ่ของประเทศ ตรงนี้จะทำให้พรรคประชาธิปัตย์หมดโอกาสที่จะรวบรวมเสียงให้ได้รับชัยชนะอย่างเด็ดขาดในการเลือกตั้งครั้งนี้

นอกเหนือจากพรรคพลังประชาชนและพรรคประชาธิปัตย์แล้วก็มีกลุ่มก้อนทางการเมืองพรรคเล็กๆหลายพรรคที่เข้าร่วมส่งผู้สมัครลงแข่งขันในการเลือกตั้งหนนี้ด้วย การเลือกข้างหรือการจับขั้วกันทางการเมืองมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลาขณะที่การเลือกตั้งกำลังงวดใกล้เข้ามาทุกขณะ ท่ามกลางกระแสข่าวการย้ายพรรค การรวมกลุ่มการเมืองที่ดำเนินไปอย่างฝุ่นตลบ บางกลุ่มการเมืองก็เป็นอดีตมุ้งหรือวังที่แปรพักตร์แยกตัวออกมาจากพรรคไทยรักไทย พรรคการเมือง กลุ่มการเมือง หลายพรรคหลายกลุ่มเหล่านี้พยายามเสนอตัวให้พรรคตนเป็น “ทางเลือกที่3” แต่มีเพียงไม่กี่พรรคที่เสนอนโยบายหาเสียงเป็นทางเลือกใหม่จริงๆที่ต่างไปจากนโยบายของพรรคพลังประชาชนหรือพรรคประชาธิปัตย์

หากพรรคเล็กๆเหล่านี้ได้รับคะแนนเสียงมาบ้างจากการเลือกตั้งก็คงเป็นเพราะความนิยมชมชอบในบุคคลิกส่วนตัวของผู้นำพรรคล้วนๆ ซึ่งผู้นำพรรคเล็กๆเหล่านี้หลายคนก็เป็น “นักการเมืองรุ่นลายคราม” ยากที่พรรคเล็กเหล่านี้จะได้ที่นั่งมากพอในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาลแต่พรรคเล็กเหล่านี้จะมีบทบาทสำคัญในการเข้าร่วมกับพรรคใดพรรคหนึ่งในสองพรรคใหญ่เพื่อให้ได้รับเสียงเด็ดขาดในการจัดตั้งรัฐบาลมากกว่า

แม้คณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช. ซึ่งประกอบด้วยคณะนายทหารที่ทำการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้ว) จะให้คำมั่นสัญญาว่าจะจัดให้มีการเลือกตั้งที่เป็นไปด้วยความอิสระและบริสุทธิ์ยุติธรรมแต่ดูเหมือนว่าคมช. มีความพยายามอย่างยิ่งยวดในการสกัดกั้นพ.ต.ท.ทักษิณและฝ่ายที่สนับสนุนพ.ต.ท.ทักษิณไม่ให้กลับมามีอำนาจอีกครั้งและมีความประสงค์ที่จะได้รัฐบาลผสมโดยปราศจากพรรคพลังประชาชนเป็นพรรคร่วมรัฐบาล อันที่จริงเมื่อช่วงปลายเดือนตุลาคมที่ผ่านมานายสมัคร สุนทรเวชหัวหน้าพรรคพลังประชาชนได้เคยกล่าวหาพวกทหารว่ามีแผนที่จ้องทำลายชื่อเสียงของเขาและปลุกระดมให้มีการต่อต้านการกลับมาของกลุ่มไทยรักไทย

การแต่งตั้งพลเอกสนธิ บุญญรัตกลินเป็นประธานปราบปรามการซื้อสิทธิ์ขายเสียงในการเลือกตั้งครั้งนี้ยังทำให้พรรคพลังประชาชนมีความเป็นห่วงว่าผู้สมัครของตนและกลุ่มที่สนับสนุนตนจะไม่ได้รับการปฎิบัติอย่างเป็นธรรมในสมรภูมิการเลือกตั้ง พลเอกสนธิ ลาออกจากตำแหน่ง ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.) เมื่อวันที่ 1 ตุลาคม เป็นวันที่เขาเกษียณอายุราชการในตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก จากนั้นเขาก็ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงในรัฐบาลชั่วคราว มีการคาดการณ์กันเอาไว้ว่าพลเอก สนธิจะโดดลงเล่นการเมืองหรือไม่หลังการเลือกตั้งหนนี้ บางพรรคการเมืองก็ยอมรับการเข้าสู่เวทีการเมืองของพลเอกสนธิอย่างไร้ข้อกังขา อย่างไรก็ตามหากอดีตผู้นำรัฐประหารมีเป้าหมายที่จะนั่งเก้าอี้นายกฯ เขาอาจต้องเผชิญกับการต่อต้านจากคลื่นมหาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรุงเทพฯและผลจากการเผชิญหน้าอาจนำไปสู่ความโกลาหลและความรุนแรงในที่สุด

ไม่ว่าฝ่ายใดก็ตามที่ชนะเลือกตั้งหนนี้ ความไม่แน่นอนทางด้านการเมืองจะยังคงมีอยู่ การเลือกตั้งทั่วไปอาจมีขึ้นอีกครั้งในปี 2551 หรือ 2552 อันเป็นผลมาจากรากฐานการเมืองที่เปราะบางของการมีรัฐบาลผสมที่อ่อนแอและความไม่มีเสถียรภาพทางการเมืองที่แฝงตัวอยู่เงียบๆซึ่งมีสาเหตุมาจากการต่อสู้กันทางการเมืองระหว่างทักษิณและพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้ามกับเขาที่ยังคงดำเนินต่อไปไม่จบลงง่ายๆ ยิ่งกว่านั้นการแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับใหม่อาจจะยังทำไม่ได้ขณะที่นักการเมืองต่างค่ายต่างต้องแข่งขันกันให้สัญญากับประชาชนว่าจะแก้ไขรัฐธรรมนูญให้มีเนื้อหาเป็นประชาธิปไตยมากขึ้นเพื่อเรียกคะแนนนิยม อย่างไรก็ตามนักการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งอาจต้องเร่งหาทางผลักดันให้มีการแก้ไขรัฐธรรมนูญเสียเดี๋ยวนี้เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ให้อำนาจข้าราชการประจำเป็นใหญ่

รัฐบาลที่มาจากรัฐประหารได้ปฎิเสธข้อเสนอของกลุ่มประเทศสหภาพยุโรป หรืออียู (The European Union EU) ที่ขอส่งผู้สังเกตุการณ์เข้ามาสังเกตุการณืการเลือกตั้งที่จะมีขึ้นในวันที่ 23 ธันวาคมที่จะถึงนี้ แม้ว่าการปฏิเสธข้อเสนอของอียูของรัฐบาลไทยจะไม่ก่อให้เกิดการตอบโต้กันทางการทูตระหว่างไทยกับอียู แต่เรื่องนี้ถือว่าเป็นอีกตัวอย่างหนึ่งที่แสดงให้เห็นถึงท่าทีของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่ไม่ต้อนรับต่างชาติต่อการเข้ามายุ่งเกี่ยวกับกิจการภายในของไทย

เมื่อปีที่แล้วรัฐบาลสหรัฐฯได้กดดันคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ(คมช.)และรัฐบาลชั่วคราวให้รักษาคำมั่นสัญญาที่เคยบอกไว้ว่าจะเร่งฟื้นฟูประชาธิปไตยกลับคืนมาไม่เกินปลายปี 2550 พร้อมเตือนว่าสหรัฐอาจถอดถอนไทยออกจากการเป็น“พันธมิตรนอกนาโต้ที่สำคัญ” ของสหรัฐฯ หากรัฐบาลชั่วคราวยืดเวลาเลื่อนการเลือกตั้งออกไป สหรัฐได้ประกาศให้ไทยเป็นพันธมิตรนอกนาโต้เมื่อปลายปี 2546 แต่แม้จะมีสัญญาณความตึงเครียดทางการเมืองเกิดขึ้น ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับพันธมิตรชาติตะวันตกจะกลับคืนสู่ภาวะปกติในปี 2551-52 หากว่าการเลือกตั้งเป็นไปตามกำหนดการเดิม

Thailand’s pre-election jostling

Nov 6th 2007
From The Economist Intelligence Unit ViewsWire

The polls may restore democracy but not stability

Thailand is scheduled to hold a general election on December 23rd, and the country’s political scene is heating up as political parties jostle for position ahead of the polls. Having been under the control of a military-appointed government since last year’s coup, Thailand could have a democratically elected government in place by early 2008. However, even if this occurs a swift return to political stability is unlikely.

The installation of an elected government could help to end the country’s recent period of political turmoil. However, such a benign outcome is by no means assured. Voting patterns in the recent referendum on the new constitution highlighted still deep and potentially disruptive divisions within society. Tension emanating from such divisions will inevitably build in the pre-election period.

Even assuming that the election goes ahead as scheduled and without any major disruption, the ensuing balance of political power is likely to create difficulties. The political scene is set to return to the era of weak coalition governments comprised of unruly factions that neither last a full term nor provide policy continuity and effectiveness.

The People’s Power Party (PPP) will be a potent force in the election–it has in effect become the successor of the Thai Rak Thai (TRT) party, now that many former TRT members of parliament (MPs) have joined it. Although the TRT’s founder, Thaksin Shinawatra, who was ousted in the coup in September 2006, is set to remain in exile at least until after the election, his tacit backing of the PPP ensures that it will fare well in the north and the populous north-east, where he remains popular. The PPP will also have a proven policy agenda as a selling point–its policy foundation is likely to be similar to that of the TRT when Thaksin was in office. The PPP may therefore be capable of mustering sufficient support in the new 480-member lower house to lead a coalition government after the election.

Opposing the PPP in the election will be the Democrat Party (DP), which could emerge with a large number of MPs, owing to its support in the south and from the middle class in the capital, Bangkok. However, the DP still appears to be out of touch with Thailand’s grassroots, and this undermines its potential to garner an overwhelming victory in the election.

Other than the PPP and the DP, there will be a clutch of smaller parties contesting the election. Their alignments have become fluid as the election has approached. Amid talk of mergers and alliances, a host of parties, some of which are breakaway factions of the TRT, are all currently battling for recognition as the leading “third choice”, but few offer any genuine alternative policy platforms to either the PPP or the DP. If these minor parties do pick up votes, it will be because of the personalities of their leaders, many of whom are veteran politicians. It is unlikely that the small parties will win sufficient seats to lead a coalition government, but they will play a major role in enabling either of the two main parties to build one.

Although the Council for National Security (CNS, the military body that launched the September 2006 coup) has pledged to ensure that the election will be free and fair, it is likely that it will attempt to keep Thaksin and his supporters out and will be in favour of a coalition government that excludes the PPP. Indeed, in late October the PPP leader, Samak Sundaravej, accused the military of having plans in place to denigrate him and stir up resistance to the return of a TRT clique.

The recent appointment of General Sonthi Boonyaratkalin to lead a panel tasked with preventing voter fraud in the next election has given the PPP further cause for concern that its candidates and supporters will not be treated fairly in the run-up to the election. General Sonthi stepped down from his post as chairman of the CNS on October 1st, the day of his mandatory retirement as the army’s commander-in-chief. He has since been appointed deputy prime minister in charge of internal security in the interim government. There also remains much speculation as to whether he will seek a leading political role after the election; some political parties have been receptive to the prospect of General Sonthi’s entry into the political arena. However, if the former junta leader aims for the prime minister’s post, he will run into public opposition, especially in Bangkok, resulting in a confrontation that could lead to turmoil and violence.

Whoever wins the election, the outcome is unlikely to put an end to the country’s political uncertainty. There could be another general election in 2008 or 2009, owing to the fragile basis of coalition politics and to the latent political instability resulting from the protracted struggle between Thaksin and his political opponents. Moreover, the new constitution may not yet be set in stone, as politicians on different sides are likely to compete for popularity by pledging to make the charter more supportive of democracy. However, elected politicians may struggle to push through constitutional amendments now that a greater degree of power rests in the hands of civil servants.

The military-appointed government has sternly rejected a proposal by the EU to send election observers to monitor the vote scheduled for December 23rd. Although this rejection is not expected to create any major diplomatic ruction between Thailand and the EU, the episode is another example of the current government’s opposition to any hint of foreign interference in its political affairs. Over the past year, the US government has maintained pressure on the CNS and the interim government to adhere to their pledges to restore democracy by the end of 2007, with some suggestion that Thailand’s status as a “major non-NATO ally” of the US, which was granted in late 2003, would be under threat if there were any slippage. Despite these signs of tension, relations between Thailand and its Western allies will return to a more even keel in 2008-09, assuming that the election goes ahead as planned.

Source: The Economist