ดิ อิโคโนมิสต์ ซึ่งเป็นนิตยสารชั้นนำที่วิเคราะห์ด้านการเมือง และเศรษฐกิจโลกรายงาน สิ่งที่เกิดขึ้นกับสถานการณ์ด้านการเมืองในไทยขณะนี้คลับคล้ายคลับคลากับที่อาร์โนลด์ ชวาเซเนคเกอร์ต้องต่อสู้กับหุ่นยนต์คล้ายมนุษย์ หรือไซบ็อกที่เปลี่ยนรูปร่างได้ และไม่สามารถทำลายได้ ในภาพยนตร์เรื่อง ‘Terminator 2 หรือ คนเหล็ก2′ โดยระบุด้วยว่า บรรดานายพลของไทยที่ทำการรัฐประหารเมื่อเดือนกันยายนปีที่แล้วจ้องตามล้างตามผลาญพรรคไทยรักไทย หรือทรท.ของพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีอย่างไม่ลดละ แต่พรรคไทยรักไทยก็สามารถรวมตัวกันอีกครั้งภายหลังการปฏิวัติรัฐประหารทั้ง ๆ ที่บรรดานายพลหวังว่าพรรคดังกล่าวจะแตกกระจาย และสลายตัวไป ต่อมาในเดือนพฤษภาคม ตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งได้รับการแต่งตั้งโดยกองทัพได้ตัดสินยุบพรรคไทยรักไทย และตัวสิทธิ์ทางการเมืองต่อพ.ต.ท.ทักษิณ และกรรมการบริหารพรรคอีก 110 คน อย่างไรก็ดี พรรคไทยรักไทยได้รวมกลุ่มกันใหม่กลายเป็นพรรคพลังประชาชน หรือพปช. โดยใช้นโยบายเดียวกัน แต่มีหัวหน้าพรรคคนใหม่ชื่อว่า นายสมัคร สุนทรเวช ซึ่งเป็นพวกขวาจัด

แม้ว่ามีบางกลุ่มได้ตีจากพรรคพลังประชาชน แต่ยังคงมีการคาดการณ์ว่า พรรคดังกล่าวจะได้ที่นั่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรมากกว่าพรรคอื่น ๆ ในการเลือกตั้งทั่วไปที่จะมีขึ้นวันที่ 23 ธันวาคมนี้ ส่วนที่สำนักงานใหญ่ของอดีตพรรคไทยรักไทย ซึ่งปัจจุบันเป็นพรรคพลังประชาชน นายจักรภพ เพ็ญแข โฆษกของพรรคได้อธิบายว่าทำไมถึงได้มีการเลือกนายสมัครแทนที่จะเป็นบุคคลที่มีความอ่อนโยนกว่า นั่นก็เป็นเพราะว่า ‘เราต้องการคนที่บึกบึน แข็งกร้าว กล้าลุย แล้วทำไมจะไม่ละ ก็ในเมื่อมันเป็นสงคราม’

นายจักรภพกล่าวต่อว่า การที่นายสมัครเป็นพวกนิยมฝ่ายขวาจัดยังมีส่วยช่วยสำคัญในการแก้ข้อกล่าวหาก่อนหน้านี้ของบรรดานายพลยังใกล้ชิดต่อราชสำนักที่ว่า พ.ต.ท.ทักษิณว่าไม่มีความจงรักภักดีต่อพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพล อดุลเดช อันเป็นที่เคารพนับถือยิ่งของประชาชนชาวไทย ดังนั้น การมีนายสมัครมาเป็นหัวหน้าพรรคจึงช่วยตอบโต้กับการใส่ร้ายป้ายสีดังกล่าวได้อย่างดี เหตุผลอีกประการหนึ่งก็คือว่า สมัครยังเป็นคู่ปรับของพล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรี ซึ่งถูกมองว่าเป็นผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์รัฐประหารเมื่อปีที่แล้ว

หากพรรคพลังประชาชนได้รับชัยชนะในการเลือกตั้ง และพ.ต.ท.ทักษิณได้เดินทางกลับประเทศไทยพร้อมกับความแค้นในใจหลังจากที่ต้องอาศัยอยู่ในกรุงลอนดอนมาเป็นเวลานาน นั่นก็ถือว่าเป็นฝันร้ายที่สุดของบรรดานายพลทีเดียว แล้วพวกเขาจะปล่อยให้มันเกิดอะไรขึ้นหรือ นายกรณ์ จาติกวนิช รองเลขาธิการพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองใหญ่ที่สุดอันดับ 2 ในรัฐสภาที่ได้รับการเลือกตั้งครั้งที่แล้วกล่าวว่า จะไม่มีการสนับสนุนให้มีการรัฐประหารอีกครั้ง แต่อย่างไรก็ดี สิ่งนี้อาจจะไม่ได้หยุดยั้งความพยายามที่จะขัดขวาง หรือทำลายการเลือกตั้งโดยใช้ประเด็นการซื้อที่ดินอย่างน่ากังขาบริเวณเขายายเที่ยงของพล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี

แม้ว่าการวิพากษ์วิจารณ์ของสื่อต่าง ๆ บีบให้กองทัพต้องชะลอแผนการอันชั่วช้าเลวทรามต่าง ๆ รวมถึงการเสนอกฏหมายความมั่นคง ซึ่งจะทำให้มีอำนาจเด็ดขาดในสถานการณ์ฉุกเฉินใด ๆ ในอนาคต แต่กองทัพยังคงทำในสิ่งที่สามารถขัดขวางโอกาสของพรรคพลังประชาชน โดยคงกฏอัยการศึกในหลายจังหวัดทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นฐานคะแนนเสียงสำคัญของพ.ต.ท.ทักษิณ (แม้ว่าล่าสุดได้มีการยกเลิกกฏอัยการศึกในหลายอำเภอก็ตาม) ทางกองทัพอ้างว่า การคงกฏอัยการศึกในบางจังหวัดมีขึ้นเพื่อต้องการปราบปรามการค้ายาเสพติด การลักลอบขนแรงงานผิดกฏหมาย แต่อย่างไรก็ดี ทางพรรคพลังประชาชนเปิดเผยว่า กองทัพกำลังใช้กฏอัยการศึกเป็นเครื่องมือเพื่อสกัดกั้น และคุกคามการหาเสียงของพรรคพลังประชาชน

พล.อ.สนธิ บุญรัตนกลิน ซึ่งเป็นผู้นำในการก่อรัฐประหารได้เกษียณจากตำแหน่งผู้บัญชาการทหารบก และลาออกจากตำแหน่งประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ หรือคมช.แต่เขายังคงพิจารณาในการเข้าสู่การเมือง เขายังคงเป็นรองนายกรัฐมนตรีด้านความมั่นคงพร้อมกับภารกิจเพื่อให้แน่ใจว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปอย่างบริสุทธ์ ยุติธรรม (ซึ่งเป็นเรื่องน่าขำยิ่งนัก) อย่างไรก็ดี นายสมัครได้แสดงเอกสารลับ ซึ่งดูเหมือนว่าได้รับการลงนามโดยพล.อ.สนธิ และบรรดาผู้นำกองทัพคนอื่น ๆ เพื่อวางแผนการสกัดพรรรคพลังประชาชน และสนับสนุนผู้สมัครรับเลือกตั้งที่กองทัพหนุนหลัง จนถึงขณะนี้ คมช.ยังคงปฏิเสธเกี่ยวกับการใช้อำนาจเผด็จการอนุมัติเอกสารลับดังกล่าว แต่การได้รับงบประมาณที่เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล บางทีกองทัพอาจจะนำไปใช้เพื่อการรณรงค์ดังกล่าวก็เป็นได้

ด้านคณะกรรมการการเลือกตั้ง หรือกกต.ก็ได้ถูกตำหนิอย่างกว้างขวางสำหรับกฏระเบียบการหาเสียงใหม่ที่เข้มงวดอย่างไร้สาละภายใต้ความเสี่ยงต่อบรรดาผู้สมัครที่ถูกตัดสิทธิ์สำหรับข้อห้ามที่หยุมหยิม หรือเป็นเรื่องเล็กน้อย เช่นการเล่นดนตรีในระหว่างการหาเสียง หรือการใช้โปสเตอร์หาเสียงที่ไม่ได้รับความเห็นชอบเกี่ยวกับขนาด กระนั้นก็ดี ในสัปดาห์นี้ได้มีการตกลงที่จะผ่อนคลายกฏระเบียบดังกล่าว แต่ไม่ว่าอะไรก็ตาม ความชัดเจนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อการเลือกตั้งผ่านพ้นไปแล้วเมื่อกกต.ตัดสินเกี่ยวกับคำร้องเรียนต่าง ๆ ทั้งนี้ คณะกรรมการเลือกตั้งมีความเป็นอิสระอย่างชัดเจน แต่ก็ยากที่จะหลีกเลี่ยงคำครหา หรือข้อสงสัยว่า กฏดังกล่าวอาจจะถูกนำไปใช้ในลักษณะเลือกปฏิบัติ หรือไม่เท่าเทียมกันเพื่อขัดขวางสมาชิกของพรรคพลังประชาชน

รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ซี่งได้รับความเห็นชอบอย่างฉิวเฉียดในการลงประชามติเมื่อไม่นานมานี้ ได้ลดจำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรลงจาก 500 คนลงมาเหลือ 480 คน ขณะที่พรรคพลังประชาชนไม่น่าจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนมากถึง 375 คนดังเช่นที่เคยชนะการเลือกตั้งในปี 2548 ที่ผ่านมา แต่บรรดาผู้เชี่ยวชาญด้านการเมืองกล่าวยอมรับว่า พรรคพลังประชาชนอาจจะได้สมาชิกสภาผู้แทนราษฏรจำนวน 180 คนหรือมากกว่านั้น ส่วนพรรคประชาธิปัตย์อาจจะได้จำนวนสมาชิกสภาผู้แทนราษฏรมากกว่า 96 คนจากที่เคยได้ในการเลือกตั้งเมื่อปี 2548 ที่ผ่านมา ขณะเดียวกัน นายกรณ์หวังว่า คำมั่นสัญญาในการคงนโยบายของพรรคไทยรักไทยเอาไว้ อาทิ โครงการประกันสุขภาพจะทำให้ทางพรรคประชาธิปัตย์ได้รับคะแนนเสียงเพิ่มมากขึ้น

ด้านรศ.ดร.ธิตินันท์ พงษ์สุทธิรักษ์ อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ์กล่าวว่า พรรคพลังประชาชนอาจจะชนะในการเลือกตั้ง แต่ก็จะถูกบังคับให้กลายเป็นฝ่ายค้าน เนื่องจากพรรคประชาธิปัตย์จะสามารถรวบรวมพรรคพันธมิตรหลายพรรคที่มีขนาดเล็กกว่าจนได้ รับเสียงสนับสนุนส่วนใหญ่ในการจัดตั้งรัฐบาล กระนั้นก็ดี พรรคการเมืองเหล่านี้มาจากการรวมตัวทั้งจากกลุ่มอำนาจเก่า และใหม่ บางคนบางกลุ่มในจำนวนนี้ก็ยินดีในการเป็นพันธมิตรกับพรรคพลังประชาชน ขณะที่ 2 พรรคการเมืองใหม่คือ พรรคเพื่อแผ่นดิน และพรรครวมใจไทยนั้น แต่ละพรรคการเมืองก็เป็นการผสมกันของนักการเมืองจากอดีตพรรคไทยรักไทย และที่ทหารหนุนหลัง อย่างไรก็ดี จนกว่าจะถึงปลายเดือนนี้ ซึ่งบรรดาผู้สมัครรับเลือกตั้งจะต้องลงทะเบียน จะยังคงมีความไม่ชัดเจนว่าจะมีผู้สมัครมากน้อยแค่ไหนในแต่ละพรรคการเมือง ขณะที่นักการเมืองดาวเด่นบางคนจะได้รับการเสนอค่าตัวสูงขึ้นในการดึงเข้ามาอยู่ในพรรค

ขณะที่นายกรณ์กล่าวอ้างถึงความสำเร็จของรัฐบาลที่นำโดยพรรคประชาธิปัตย์ในการฟื้นฟูเสถียรภาพด้านต่าง ๆ ภายหลังจากเหตุการณ์พฤษภาทมิฬเมื่อปี 2535 (ซึ่งมีการนองเลือด) และภายหลังจากวิกฤตเศรษฐกิจเอเขียเมื่อปี 2540 แต่อย่างไรก็ดี การเป็นรัฐบาลผสมที่มีหลายพรรคการเมือง โดยต้องแก้ปัญหาเศรษฐกิจที่ซบเซา และการที่มีพรรคพลังประชาชนเป็นฝ่ายค้านที่เข้มแข็งอาจจะทำให้รัฐบาลผสมล่มในเวลาไม่นานนัก และด้วยเหตุนี้เอง พ.ต.ท.ทักษิณ และบรรดาพวกพ้องจะมีโอกาสอีกครั้ง และอาจจะรู้สึกยินดีที่ปล่อยให้ฝ่ายปรปักษ์ทำลายตัวเองก่อนที่จะกลับมาผงาดอีกครั้งอย่างแข็งแกร่งและเป็นผู้กำหนดได้มากกว่าที่ผ่านมา

ที่มา: Hi-thaksin.net

Thailand’s election
The indestructible Mr Thaksin
Nov 1st 2007 | BANGKOK

From The Economist print edition

The Thai junta is struggling to thwart Thaksin Shinawatra’s electoral hopes. But being robbed of victory may be a blessing in disguise

Illustration by Claudio Munoz

LIKE Arnold Schwarzenegger battling the indestructible, shape-shifting cyborg in “Terminator 2”, the generals who staged Thailand’s coup in September 2006 keep blasting at Thaksin Shinawatra’s party, Thai Rak Thai (TRT), only to see it recoalesce and keep chasing them. The party regrouped after the coup, despite the generals’ hopes that it would crumble on losing power. Then, in May, a tribunal created by the junta ordered TRT’s dissolution, barring Mr Thaksin and 110 other party officials from politics. However, it has simply morphed into a new group, the People’s Power Party (PPP), with the same popular policies but a new front-man, Samak Sundaravej, a ferocious right-winger.

Though some factions have abandoned the new party, it is still expected to win more seats than any other in the general election, to be held on December 23rd. At TRT’s former headquarters, now the PPP’s, Jakrapob Penkair, a party spokesman, sips hot chocolate from a cup emblazoned with the TRT logo, as he explains why they chose Mr Samak instead of a more emollient front-man: “We want a tough guy. Why not? It’s a war!”

That Mr Samak is an arch-royalist also helps, says Mr Jakrapob. The generals, also close to the palace, accuse Mr Thaksin of showing disrespect to the revered King Bhumibol. Having Mr Samak on board helps counter such smears. A third, unstated, reason is that the royalist Mr Samak is a rival of General Prem Tinsulanonda, the king’s chief adviser and, say Thaksinites, the éminence grise behind the coup.

A PPP win, followed by Mr Thaksin’s vengeful return from exile in Britain, is the generals’ worst nightmare. Would they let it happen? Korn Chatikavanij, a deputy leader of the Democrats-the second-largest party in the last elected parliament-reckons there would be no popular support for another coup. However, this might not stop hardliners from having a try. They have been attempting to scupper the election by whipping up a crisis over a dodgy land purchase by General Surayud Chulanont, the interim prime minister.

Press criticism has forced the army to backtrack on other nefarious schemes, including a proposed law granting it sweeping powers in any future “emergency” of its own choosing. But it continues to do what it can to hobble the PPP’s chances. It maintains martial law in many of Mr Thaksin’s strongholds in the populous north-east (though this week it was lifted in some districts). The army claims its purpose is to suppress drugs-trafficking and illegal immigration. The PPP says the army has been using martial law as a cover for intimidating its canvassers.

General Sonthi Boonyaratglin, who led the coup, has retired as army commander and quit the Council for National Security, as the junta calls itself. But, as he ponders entering politics, he has had himself made deputy prime minister with a brief of ensuring the election’s fairness (sic). Mr Samak has produced a memo-apparently signed by General Sonthi and other junta leaders-discussing plans to undermine support for the PPP and promote army-approved candidates. So far, the council has not denied its authenticity. Having grabbed a big budget increase, the army could probably afford such a campaign.

The election commission has been widely condemned for absurdly stringent new campaign rules, under which candidates risk disqualification for such trivial offences as playing music at their rallies or having posters that are not quite the approved size. This week it agreed to soften the rules. But it will only become clear after the election, when it decides on complaints, how harshly it will enforce them. The commission is ostensibly independent. But it is hard to avoid suspicions that the rules may be applied selectively to eliminate successful PPP candidates.

A new constitution, narrowly passed in a recent referendum, reduces the number of lower-house seats from 500 to 480. The PPP is unlikely to get the crushing 375 seats its predecessor won in the 2005 elections but pundits reckon it could win 180 or more. The Democrats should improve on the 96 seats won in 2005. Mr Korn hopes their promises to continue some TRT policies, such as cheap health care, will win over more voters.

Thitinan Pongsudhirak, a political scientist, says the PPP may come first but be forced into opposition, as the Democrats build a majority by allying with smaller parties. These are mostly an opportunistic rabble of old and new groups, some of which would be just as happy in alliance with the PPP. Two new groups that have gathered some momentum are Puea Pandin (the Motherland Party) and Ruam Jai Thai (Thai Unity), each a curious mixture of ex-Thaksinites and military hard-nuts. Until later this month, when candidates have to register, it will not be clear how many viable contestants each party has-some star politicians are said to be offering themselves to the highest bidder.

Mr Korn argues that Democrat-led governments restored stability in the wake of the last coup, in the early 1990s (which had turned bloody) and after the 1997 Asian economic crisis. But a fractious coalition, struggling with a weak economy, and constantly harried by an angry PPP on the opposition benches, might soon collapse. Mr Thaksin and his party machine-providing they can maintain their air of invincibility-might be happy to let their foes self-destruct before returning, stronger and more determined than ever.

Source: The Economist