เมื่อครั้งที่ประเทศไทยยังปกครองด้วยระบอบประชาธิปไตยภายใต้การนำของรัฐบาล พ.ต.ท. ทักษิณ ทั้งสื่อ นักวิชาการและนักการเมืองฝ่ายตรงข้ามที่ต้องการกำจัดพ.ต.ท. ทักษิณและพรรคไทยรักไทยให้พ้นจากเส้นทางการเมืองต่างกล่าวโจมตีนโยบายทักษิโนมิกส์ว่าเป็นนโยบาย “ประชานิยม” ส่งเสริมประชาชนเป็นหนี้เพราะมีเงินมาให้ใช้ มีเงินมาให้กู้แบบง่ายๆจนนำพาประเทศเดินไปสู่ความเสี่ยงและความแตกแยกอย่างร้าวลึกระหว่างคนเมืองกับคนชนบท เป็นการดำเนินนโยบายแบบติดสินบนประชาชน หรือล่าสุด ข้อความที่ปรากฏในเอกสารราชการลับของคมช. ที่มุ่งจัดทำสกู๊ปข่าวพิเศษเกี่ยวกับผู้ที่ได้รับผลร้ายจากนโยบายประชานิยม

มาในวันนี้วันที่ประเทศไทยกำลังจะก้าวไปสู่การเลือกตั้งภายใต้รธน. ฉบับใหม่พรรคการเมืองต่างๆทั้งที่ตั้งขึ้นใหม่หรือพรรคเก่าแก่ก็ล้วนแล้วแต่ชูนโยบาย “ประชานิยม” ในระบอบทักษิณมาหาเสียงด้วยกันทั้งสิ้น บางพรรคถอดแนวประชานิยมมาจากพรรคไทยรักไทยทั้งดุ้น บางพรรคก็นำมาดัดแปลงให้ดูใหม่ แต่สรุปสุดท้ายก็คือ ทุกพรรคที่เคยกล่าวหานโยบายประชานิยมของไทยรักไทยต่างก็ลอกตำราขายตรง ฉวยกลยุทธ์ของอดีตนายกฯทักษิณมาใช้อย่างไม่รังเกียจ

ชนชั้นกลางและชนชั้นนำในเมืองที่รังเกียจนโยบายสำคัญๆ เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค, กองทุนหมู่บ้านซึ่งคนชั้นกลางไม่ได้ประโยชน์จากสิ่งเหล่านี้เท่ากับคนจน สิ่งที่ไทยรักไทยเคยเสนอและทำได้ เห็นทีจะมีทางเลือกไม่มากนักเพราะทุกพรรคต่างพร้อมภักดิ์ชูนโยบายประชานิยมมาใช้เป็นนโยบายหาเสียงขายตรงกับชาวบ้าน ตั้งเป้าโกยคะแนนจากชาวรากหญ้าอย่างเป็นกอบเป็นกำ

อย่างไรก็ตามนโยบายประชานิยมซึ่งอยู่ต่างพรรคการเมืองย่อม “ไม่เหมือน” กันอยู่ดีทั้งวิธีการและรายละเอียดของเนื้อหาในการนำไปปฏิบัติ ถ้ากล่าวเฉพะความแตกต่างแล้วคงมีความชัดเจนว่า

ประการที่หนึ่ง ประชานิยมของไทยรักไทยได้ดำเนินการมาแล้ว 5 ปี แต่พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคชาติไทย พรรคมหาชนโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์ที่ลอกและดัดแปลงมาจาก“นโยบายประชานิยม” ของพรรคไทยรักไทยเพิ่งเป็น “ละอ่อน” ทางความคิดที่ตอนนี้เร่งโหมกระหน่ำนำออกโฆษณาขายทางการเมืองในช่วงใกล้เลือกตั้ง ส.ส.

ประการที่สอง ประชานิยมของไทยรักไทยได้ผ่านบทสรุปการยอมรับของประชาชนเรียบร้อยแล้ว แต่ทั้ง 6 พรรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์วิธีการปฏิบัติยังล่องลอยในวิมานอากาศแถมมีคำถามที่ต้องตอบให้ได้ว่าของฟรีที่โฆษณาอยู่ทั่วบ้านเมืองนั้นจะดีจริง?

ด้วยความแตกต่างเช่นนี้ย่อมกล่าวได้ว่าประชานิยมของไทยรักไทยคงมีสถานะเป็น “ต้นตำรับ” ที่ถูกพรรคการเมืองฝ่ายตรงข้าม ไม่ว่าจะเป็น ประชาธิปัตย์ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทยแอบลอกเอาไปหลอกขายประชาชน หากกล่าวอย่างตรงไปตรงมาแล้วนโยบายประชานิยมของทั้ง 6 พรรคไม่ใช่ประชานิยมขนานแท้เพราะยังไม่ได้ผ่านการทดลองใช้งานจากประชาชน ดังนั้นนโยบายเยี่ยงนี้จึงมีค่าเพียง “นโยบายนิยมประชา” เนื่องจากมีจุดประสงค์ต้องการหลอกขายเอาคะแนนการเมืองจากประชาชนในช่วงเลือกตั้งกลบซ้อนอยู่ คำถามง่ายๆมีว่าทำไมทั้ง 6 พรรคโดยเฉพาะอย่างยิ่งพรรคประชาธิปัตย์จึงเลียนแบบนโยบายของไทยรักไทย แน่นอนคำตอบที่ตรงไปตรงมาย่อมชัดเจนว่า นโยบายประชานิยมของไทยรักไทยเข้าตาประชาชนและทำได้จนประสบความสำเร็จด้วยดี เมื่อสินค้าการเมืองดีย่อมต้องถูกเลียนแบบเป็นเรื่องปกติทางการค้าที่มุ่งหวังเพียงผลกำไรจากเม็ดคะแนนเสียงของประชาชน ดังนั้นทั้ง 6 พรรคการเมืองที่ชูนโยบายนิยมประชาจึงเท่ากับเป็น “นักเรียนลัดทางการเมือง” ที่อยากรวยคะแนนเสียงเลือกตั้งเท่านั้นเอง ดังที่ท่านผู้อ่านจะเห็นได้จากเนื้อหาที่ปรากฏอยู่ในบทความข้างล่างนี้

เปิดจุดขายนโยบายแสนล้าน 6 พรรคประชันแข่งประชานิยม

เหลือเวลาเพียง 2 เดือนกว่า การเลือกตั้งทั่วไปที่จะเป็นจุดเปลี่ยนผ่านการเมืองไทย จะอุบัติขึ้นในวันที่ 23 ธ.ค. ทำให้ทุกพรรคการเมือง ต่างนำเสนอนโยบายของพรรค ผ่านสื่อและการขึ้นเวทีปราศรัยอย่างคึกคัก “ประชาชาติธุรกิจ” รวมรวบนโยบายและจุดขายของแต่ละพรรคมานำเสนอดังนี้

เริ่มจาก หัวหน้าพรรคที่นำเสนอนโยบายมาอย่างต่อเนื่อง อย่าง นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ซึ่งเชื่อมั่นว่า วาระประชาชนของพรรคประชาธิปัตย์จะพลิกฟื้นความเชื่อมั่นของคนไทยกลับคืนมาได้

“นโยบายด้านเศรษฐกิจของพรรคที่จะทำคือ เรียกความเชื่อมั่นกลับคืนมา เช่น มาตรการกันสำรอง 30% ซึ่งต้องยกเลิกทันที และเพิ่มโอกาสจากการกล้าใช้จ่ายเงินมากขึ้น รวมถึงการเร่งสร้างความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ภาครัฐต้องเปลี่ยนทัศนคติเป็นผู้ดูแลคุ้มครอง ผลประโยชน์ของประชาชนตามความต้องการ รวมทั้งลงทุนระบบรถไฟรางคู่ คาดหมายลดต้นทุน 25-30%”

ยังไม่นับรวมถึงโปรเจ็กต์ด้านสวัสดิการต่างๆ ที่หัวหน้ามาร์คนำเสนออย่างต่อเนื่อง อาทิ เรียนฟรีจริง รักษาฟรี ผู้สูงอายุมีเบี้ยยังชีพ เสริมด้วยกองทุนเศรษฐกิจพอเพียง เพิ่มรายได้ ลดต้นทุนและภาระของประชาชนเรื่องค่าครองชีพ ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจเติบโต 7-8% ภายใน 4 ปี

ด้าน พรรคชาติไทย แม้จะถ่อมตัวว่าเป็น พรรคเล็ก แต่ก็ออกประกาศนโยบายเศรษฐกิจฟื้นฟูประเทศไทยในหลายประการสำคัญ อาทิ รักษาเสถียรภาพการเงินการคลัง ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีการกระจายรายได้อย่างทั่วถึง พัฒนาภาคการเกษตรแบบยั่งยืน มุ่งเน้นการบริหารจัดการด้วยเทคโนโลยี พัฒนาที่ดิน การจัดการน้ำ การถือครองที่ดิน และการปฏิรูปที่ดิน

ปรับปรุงโครงสร้างอุตสาหกรรมขนาดเล็ก ขนาดกลางและชุมชน มุ่งเน้นคุณภาพ ลดต้นทุน ลดมลพิษ รวมทั้งพัฒนาความทันสมัยของบรรจุภัณฑ์ มุ่งเน้นด้านการท่องเที่ยวอย่างเหมาะสมเชิงอนุรักษ์ ส่งเสริมการท่องเที่ยวในท้องถิ่น ฯลฯ

อีกหนึ่งพันธมิตรคือ พรรคมหาชน ไม่ยอมน้อยหน้า เดินหน้าเสนอนโยบายเศรษฐกิจพอเพียง โดยเน้นด้านภาคเกษตร ออมทรัพย์ ส่งเสริมเกษตรอินทรีย์ วิสาหกิจชุมชน ธนาคารหมู่บ้าน สหกรณ์ ส่งเสริมการผลิตจริง มหภาคโปร่งใสและเน้นมีงานทำ รัฐช่วยเหลือเกษตร และกลุ่มเอสเอมอีให้ยืนได้ด้วยลำแข้ง ทบทวนภาษีที่ซ้ำซ้อนไม่เป็นธรรม

ส่วนนโยบายที่ประกาศอย่างมุ่งมั่นคือ นโยบายภาคการเกษตรที่ยั่งยืน รัฐต้องมุ่งมั่นสนับสนุนปลูกพืชผลที่มีราคา รวมทั้งพืชที่เป็นอาหารสัตว์ ส่วนเรื่องน้ำมันมีราคาสูง ก็ส่งเสริมให้มีการทำแก๊สโซฮอล์ และนำพืชมาทำเป็นเชื้อเพลิง

หันมาดูคู่แข่งอย่าง “พรรคพลังประชาชน” หลังจากได้โอกาสปล่อยภาพยนตร์โฆษณาผ่านสื่อ น.พ.สุรพงษ์ สืบวงศ์ลี เลขาฯพรรคออกมาตอกย้ำถึงนโยบายอย่างละเอียดว่า พรรคพลังประชาชน มีนโยบายแบ่งออกเป็น 2 แนวทาง 3 ยุทธศาสตร์ 4 เป้าหมาย เพื่อจะทำให้ประชาชนเกิดความเชื่อมั่น

หมอเลี้ยบประกาศกร้าวว่า หากเราเป็นรัฐบาลจะไม่เกิดการแก้แค้นทางการเมือง จะมีการต้อนรับการลงทุนจากต่างประเทศ ประกาศยกเลิกกฎอัยการศึก และร่าง พ.ร.บ.ความมั่นคงฯ แก้ไขรัฐธรรมนูญและจัดให้มี ส.ส.ร.ชุดที่สาม ที่มีการสรรหาโดยประชาชน สร้างให้ข้าราชการไม่ต้องกังวลเรื่องการเช็กบิลทางการเมือง จัดให้มีการลงทุนขนาดใหญ่ มีการจัดสรรน้ำอย่างครบวงจร

“นอกจากนี้ เราจะดำเนินนโยบายลดรายจ่ายเพิ่มรายได้ขยายโอกาส โครงการบ้านหลังแรก บ้านเช่าราคาถูก รถไฟฟ้าสิบห้าบาท การส่งเสริมก๊าซเอ็นจีวี ราคาค่าติดตั้งคันละไม่เกินหนึ่งหมื่นบาท เพิ่มรายได้ด้านการเกษตร ปรับปรุงเรื่อง การตลาด เพิ่มมูลค่าจากพืชผลเศรษฐกิจ ต่อยอดพืช เช่น มัน อ้อย ส่งเสริมการท่องเที่ยว ชายทะเล ปรับปรุงตารางการบินเพื่อให้คนมาหยุดที่สนามบินสุวรรณภูมิ มีการจูงใจสายการบิน มีระบบวีซ่าร่วมในภูมิภาค”

ด้านพรรคขนาดกลางมาแรง อย่าง “พรรคเพื่อแผ่นดิน” ของ นายสุวิทย์ คุณกิตติ ก็ไม่ยอมน้อยหน้า ออกมานำเสนอแคมเปญ “9 นโยบายความสุขของคนไทย” ผ่านสื่ออย่างต่อเนื่อง

นายสุวิทย์ประกาศว่าจะทำให้ประชาชนอยู่ดี กินดี เช่น การต่อยอดโครงการกองทุนหมู่บ้าน 1 ล้านบาท ส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน การจัดตั้ง ศูนย์ส่งเสริมสุขภาพชุมชน และศูนย์แห่งความสุข พร้อมกับประกาศความเชื่อมั่นของพรรคต่อไป โดยยืนยันว่า จะมี ส.ส.ทยอยเข้ามาร่วมเป็นสมาชิกพรรคอีกจำนวนมาก

ต่อมาคือ พรรคมัชฌิมาธิปไตย ที่เสี่ย ประชัย เลี่ยวไพรัตน์ หัวหน้าพรรค นำเสนอว่า เราขอทำหน้าที่ประนีประนอมในแนวทางมัชฌิมา เราจะลงทุนสาธารณูปโภค พรรคได้แยกบัญชี การลงทุนเหมือนบริษัทลงทุนทั่วไป ไม่รวมไว้ใน งบประมาณประจำ หากเป็นรัฐบาลเราจะออกพันธบัตรเป็นเวลา 40 ปีเพื่อกู้จากธนาคารแห่งประเทศไทย เอาเงินมาสร้างความมั่งคั่ง นำเงินมาลงทุนโครงการขนาดใหญ่ สร้างทางด่วนเก็บเงินภายสามสิบปีก็ได้เงินคืนให้ธนาคารแห่งประเทศไทย

“นอกจากนี้เราจะมีรถไฟฟ้าสิบสาย ที่ลงทุนเงินด้วยเงินห้าถึงหกแสนล้านบาท และจะทำโครงการใหญ่ เช่น รถไฟฟ้ารางคู่ สู่เหนือ อีสาน สิ่งที่เดือดร้อนมากที่สุดคือการตกงาน จะส่งเสริมให้มีเศรษฐกิจแบบเสรีพอเพียง นำศีลธรรมกลับคืนสู่ประเทศ ปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชั่น เพื่อฟื้นฟูฐานะทางเศรษฐกิจของข้าราชการเพื่อให้มีเกียรติและศักดิ์ศรี” เสี่ยประชัยประกาศ

ล่าสุด คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ที่ออกมาเปิดนโยบายเศรษฐกิจของ “ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์” เป็นอาวุธเด็ด

นายอุตตม สาวนายน คณะทำงานด้านเศรษฐกิจพรรค แถลงว่า พรรคจะขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจ ภายใต้แคมเปญ “ประชาสมคิด เพื่อชีวิตที่สมหวัง” เพื่อให้ประเทศเกิดความยั่งยืนภายใน 5 ปี นอกจากนี้จะมีการลดภาษีบุคคล โดยคนโสดที่มีรายได้ไม่ถึง 2.4 แสนบาทต่อปี และคนที่แต่งงานแล้ว แต่มีเงินเดือนไม่เกิน 2.8 แสนบาทต่อปี ไม่ต้องเสียภาษี ทั้งนี้ให้สามี-ภรรยาแยกการยื่นแบบเสียภาษีได้

ส่วน ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์ รองหัวหน้าพรรค ขายฝันนโยบายด้านการศึกษาและชุมชนว่า นโยบายด้านการศึกษาของพรรคคือโครงการเงินขวัญถุงเพื่อการศึกษา (Baby Bond) เพื่อให้เด็กอายุ 18 ปี มีเงินสะสม 4 แสนบาทในการศึกษา การพักชำระหนี้สินของครู 1.3 แสนคน เป็นเวลา 3 ปี เพื่อให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนนโยบายด้านชุมชนจะมีการให้บำนาญแก่ประชาชนที่อายุ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งไม่ใช่ข้าราชการ แต่มีฐานะยากจน จำนวน 2,000 บาทต่อเดือน นอกจากนี้จะมีการสานต่อโครงการเอสเอ็มแอล แต่จะขยายวงเงินเป็น 4-5 แสนบาท จากเดิม 2-3 แสนบาท สานต่อโครงการกองทุนหมู่บ้านและชุมชนเมืองแห่งชาติ เพิ่มเงินเป็นหมู่บ้านละ 2 ล้านบาท จากเดิม 1 ล้านบาท

ตบท้ายด้วยนายประดิษฐ์ ภัทรประสิทธิ์ เลขาธิการพรรคกล่าวว่า พรรคจะมีนโยบาย ยกระดับชีวิตเกษตรกรให้พ้นจากวิกฤต อาทิ โครงการพักชำระหนี้เกษตรกรที่มีเงินกู้ไม่เกิน 3 แสนบาท เป็นเวลา 3 ปี การลดดอกเบี้ยเกษตรกรรายย่อยที่มีวงเงินกู้ไม่เกิน 3 แสนบาท ผ่านธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) เหลือร้อยละ 5 ต่อปี จากเดิมร้อยละ 7-10 ต่อปี นอกจากนี้จะมีการประกันราคาข้าวหอมมะลิเกวียนละ 10,000 บาท และข้าวหอม 100 เปอร์เซ็นต์เกวียนละ 7,000 บาท รวมถึงควบคุมราคาปุ๋ย ที่สำคัญประชาชนหรือเกษตรกรที่ใช้ไฟฟ้าไม่ถึง 100 บาทต่อเดือน จะไม่ต้องเสียค่าไฟ โดยรัฐจะเป็นผู้รับภาระเอง

นักวิเคราะห์การเมืองเชื่อว่า พรรคพลังประชาชนน่าจะกวาด ส.ส.ทั้งระบบเขตและสัดส่วนได้ 120-200 ที่นั่ง ส่วนที่เหลือจะแบ่ง เฉลี่ยกันในพรรค 4-5 พรรค โดยพรรค ประชาธิปัตย์จะได้เก้าอี้ ส.ส. ไม่เกิน 100-150 ที่นั่ง พรรคเพื่อแผ่นดินและพรรคชาติไทย จะได้ ส.ส.ประมาณ 40-50 ที่นั่ง พรรคมัชฌิมาธิปไตย 30-40 ที่นั่ง พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ประมาณ 10-20 ที่นั่ง และพรรคประชาราช ประมาณ 5-10 ที่นั่ง ดังนั้น การจับขั้วการเป็น รัฐบาลอาจมีพรรคประชาธิปัตย์เป็นแกนนำและรวมเอาพรรคชาติไทย พรรคเพื่อแผ่นดิน พรรคมัชฌิมาธิปไตย พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา ซึ่งนโยบายแต่ละพรรคไม่แตกต่างกันมากนัก ขณะที่แกนนำพรรคพลังประชาชนเองก็เชื่อว่า แม้จะได้เสียงเป็นอันดับหนึ่ง แต่จะถูกบล็อก ไม่ให้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ

ใครๆก็ใช้นโยบายทักษิณ

[26 ต.ค. 50 – 17:57]

วันก่อนมีข่าวเล็กๆชิ้นหนึ่ง ผมอ่านแล้วก็รู้สึกแปลกดี เมื่อ ร.ท.กุเทพ ใสกระจ่าง โฆษกพรรคพลังประชาชน ออกมาแถลงว่า กกต.ยอมให้ผู้สมัครพรรคพลังประชาชน ถ่ายรูปติดบัตรหาเสียงและป้ายหาเสียงคู่กับ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตหัวหน้าพรรคไทยรักไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี ที่ถูกปฏิวัติได้แล้ว ตัวไม่มา แต่ส่งรูปมาหาเสียงแทน

จริงเท็จแค่ไหน กกต.น่าจะออกมาแถลงให้กระจ่าง แต่ที่กระจ่าง ไปแล้วก็คือ อดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน ที่ถูกยุบ พรรค สามารถไปช่วยพรรคการเมืองปราศรัยหาเสียงได้ ก็สนุกดี การเมือง แบบไทยๆ

แต่ที่สนุกยิ่งกว่าก็เห็นจะเป็น “นโยบายพรรคการเมือง” ของหลายพรรคที่เริ่มแถลงออกมาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นพรรคพลังประชาชนที่แปรรูปมาจากพรรคไทยรักไทยที่ถูกยุบ, พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา, พรรคมัชฌิมาธิปไตย และพรรคเพื่อแผ่นดิน ผมดูแล้วนโยบายของแต่ละพรรค ถ้าไม่ลอกมาก็แตกยอดมาจาก “นโยบายประชานิยม” ใน “ระบอบทักษิณ” นั่นเอง

แม้แต่ รัฐบาลขิงแก่ ของ คมช. เอง ก็มีการนำนโยบายรัฐบาลทักษิณไปทำต่อหลายเรื่อง อย่าง หวยบนดิน 2 ตัว 3 ตัว ที่รัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์รีบร้อนยกเลิก แต่คณะกรรมการกฤษฎีกากลับตีความว่า การออกหวยบนดินไม่ผิดกฎหมาย ที่ผิดก็คือคนที่เอาเงินหวยไปใช้ตามอำเภอใจตัวเองต่างหาก

แล้ววันนี้ รัฐบาลขิงแก่ก็ต้องกลับมติตัวเอง เตรียมผลักดันให้หวยบนดินเกิดใหม่อีกครั้ง ก่อนที่จะหมดอายุรัฐบาลในต้นปีหน้า แถมมีบางคนหัวใสจะพ่วง “หวยออนไลน์” เข้าไปในงานนี้ด้วย

กลับมาดูนโยบายของพรรคการเมืองใหม่ต่อกันครับ

อย่าง พรรคมัชฌิมาธิปไตย ของ นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ที่สมาชิกกำลังร่อยหรอลงไปเรื่อยๆ ก็เน้นในเรื่องการปลดเปลื้องหนี้สินของประชาชน ผู้ใช้แรงงาน ครู ทหาร ตำรวจ ไปจนถึงการพักหนี้เกษตรกร ครู และข้าราชการ ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคไทยรักไทยที่ทำให้สถาบันการเงินมีหนี้เสียเพิ่มขึ้นมากมาย ไปจนถึงเรื่องกองทุนหมู่บ้านและกองทุนเอสเอ็มแอล

พรรคเพื่อแผ่นดิน ก็เน้นเรื่องกองทุนร่วมทุนเอสเอ็มอี กองทุนหมู่บ้าน ไปจนถึงเรื่องโอทอป และโรงเรียนสายพันธุ์ไอ ก็เป็นนโยบายพรรคไทยรักไทยมาก่อนทั้งสิ้น

พรรคที่มีนโยบายเหมือนพรรคไทยรักไทยมากที่สุด ก็คือ พรรครวมใจไทยชาติพัฒนา เพราะเป็นนโยบายที่มาจากคนกลุ่ม เดียวกัน คือ ดร.สมคิด จาตุศรีพิทักษ์ และทีมงาน ที่เคยคิดให้ กับพรรคไทยรักไทย

ความจริงนโยบายของรัฐบาลทักษิณหลายอย่าง เป็นนโยบายที่ดี มีประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกองทุนหมู่บ้าน กองทุนเอสเอ็มแอล โอทอป เอสเอ็มอี ไปจนถึงบ้านเอื้ออาทร และหวยบนดิน ฯลฯ แต่มันเสียที่คนที่นำไปปฏิบัติต่างหาก มีการฉ้อฉลเข้าพกเข้าห่อ ก็เลยเสียหายไปหมด

เห็นนโยบายเหล่านี้แล้วก็อดคิดถึง พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน อดีตหัวหน้าคณะปฏิวัติ 19 กันยายน ขึ้นมาไม่ได้ เพราะสิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงในการปฏิวัติของ พล.อ. สนธิ บุญยรัตกลิน

วันนี้ไม่เพียงแต่ คตส.ของ คมช.จะยังไม่สามารถเอาผิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร และ ครม. ในคดีทุจริตคอรัปชันได้แม้แต่คดีเดียวแล้ว หลายคดียังทำท่าจะเงียบหายไปดื้อๆอย่างน่ากังขา มิหนำซํ้าพรรคการเมืองต่างๆก็ยังนำเอานโยบายประชานิยมของรัฐบาลทักษิณ มาใช้เป็นนโยบายหาเสียงของพรรคการเมืองที่ตั้งขึ้นมาใหม่แทบทุกพรรคอีกด้วย

ถ้า กกต.อนุญาตให้พรรคพลังประชาชนติดรูป พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคียงคู่กับผู้สมัคร ในโปสเตอร์และป้ายหาเสียงทุกแผ่นจริงอย่างที่เป็นข่าว คงเป็นเรื่องที่ดูไม่จืดเลยนิ.

“ลม เปลี่ยนทิศ”

ไทยรัฐ