5 ตุลาคม พ.ศ. 2550 17:30:00

นายประชัย เลี่ยวไพรัตน์ ประธานกรรมการบริหารพรรคประชาราช ประกาศแตกหักกับนายเสนาะ เทียนทอง หัวหน้าพรรคประชาราช หลังจากมีปัญหาชิงหัวหน้าพรรคกันเป็นเวลา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : กระแสข่าวระบุว่าสาเหตุการแตกหัก ฝ่ายแรกต้องการคุมพรรค ซึ่งมีทุนเพียงพอในการจัดตัวส.ส.ลงเลือกตั้งเอง ขณะที่ฝ่ายหลังต้องการคุมส.ส. แต่ขาดถุงเงิน แต่ต้องการได้ทุนสนับสนุนผ่านฝ่ายตนเอง นี่คือละครการเมืองไทย จนถึงขั้นแตกหัก

แต่หากติดตามข่าวชัดเจนว่า ทั้ง 2 คน จะอ้างคำว่า”ประชาชน” เป็นที่ตั้งในการอธิบายถึงการไม่ลงรอย ถึงขั้นแตกหัก

ประชัย ลาออกไปหาพรรคการเมืองอื่น คาดกันว่าจะสังกัดพรรคมัชฌิมาของนายสมศักดิ์ เทพสุทิน ซึ่งระบุว่าจะมีคำตอบชัดเจน 8 ตุลาคมนี้ โดยขณะนี้ส.ส.กลุ่มสังกัดนายสมศักดิ์ ไปตั้งพรรคมัชฌิมา รอไว้แล้ว

“ประชัย” เกิดเมื่อ 28 สิงหาคม 2486 จบการศึกษาจากโรงเรียนอัสสัมชัญ ปริญญาตรีคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย หลังจากนั้นได้รับทุนโคลัมโบไปศึกษาต่อมหาวิทยาลัยแคนเทอเบอรี่ ประเทศนิวซีแลนด์ และจบปริญญาโทวิศวกรรมไฟฟ้า จากมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย เบิร์กเลย์ สหรัฐอเมริกา

3 สิงหาคม 2521 ประชัยก่อตั้งบริษัทอุตสาหกรรมปิโตรเคมีกัลไทย จำกัด (มหาชน) หรือ”ทีพีไอ”สร้างโรงกลั่นน้ำมัน มีศักยภาพผลิตน้ำมันได้ 215,000 บาร์เรล/วัน ด้วยเงินลงทุนกว่า 1 แสนล้านบาท

ปี 2532 เขาตั้งบริษัท ทีพีไอโพลีน จำกัด (มหาชน) ก่อสร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ ที่อ.แก่งคอย จ.สระบุรี และออกหุ้นกู้ ระดมเงินจากต่างประเทศ เพื่อมาขยายกำลังการผลิตปูนซีเมนต์

ต่อมาปี 2535 ทีพีไอได้ขอกู้เงินลงทุนจากสถาบันการเงินกว่า 150 แห่ง ทั้งในและต่างประเทศ เพื่อมาขยายกิจการธุรกิจปิโตรเคมีครบวงจร

2 กรกฎาคม 2540 ธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.)ประกาศลอยตัวค่าเงินบาท และต่อมาสั่งระงับการดำเนินกิจการสถาบันการเงิน 58 แห่ง ส่งผลให้ทีพีไอขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยนทันทีกว่า 69,261 ล้านบาท มีภาระหนี้สินเพิ่มขึ้นถึง 133,643.82 ล้านบาทหรือประมาณ 3,500 ล้านเหรียญสหรัฐ ทำให้ทีพีไอเป็นลูกหนี้รายใหญ่ที่สุดในประเทศไทย จนต้องเข้าสู่แผนการฟื้นฟูกิจการ

เดือนมีนาคม 2543 ธนาคารกรุงเทพ ซึ่งเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของทีพีไอ เสนอประนอมหนี้กับทีพีไอ โดยตั้งคณะกรรมการเจ้าหนี้ เพื่อทำหน้าที่ในการเจรจาการปรับโครงสร้างหนี้

ศาลล้มละลายกลาง ประกาศแต่งตั้ง”ผู้บริหารแผนฟื้นฟูกิจการของทีพีไอ” คือ บริษัท แอฟแฟ็คทีฟ แพลนเนอร์ หรือ”อีพี” ซึ่งเป็นบริษัทที่ปรึกษาด้านการเงินของคณะกรรมการเจ้าหนี้

ต่อมา”อีพี” ได้มีการขายสินทรัพย์ที่ไม่ใช่สินทรัพย์หลักของทีพีไอ โดยเฉพาะธุรกิจท่าเรือน้ำลึก โรงไฟฟ้า และที่ดินในเขตนิคมอุตสาหกรรมทีพีไอ ลดกำลังการผลิตน้ำมันลง ส่งผลให้ทีพีไอไม่มีรายได้เพียงพอในการชำระหนี้ให้กับธนาคารกรุงเทพได้

รวมทั้งยังมีการแปลงหนี้ดอกเบี้ยค้างชำระของทีพีไอ จนธนาคารกรุงเทพกลายเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทถึง75%

ต่อมาประชัยได้ฟ้องต่อศาลล้มละลายกลางว่า”อีพี” ซึ่งเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูได้ใช้เงินของบริษัทเป็นค่าตอบแทนถึง 1,779 ล้านบาท โดยบริหารงานไม่มีประสิทธิภาพ

21 เมษายน 2546 ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งให้”อีพี” พ้นจากการเป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟู

ต่อมา 11 กรกฎาคม 2546 ศาลล้มละลายกลาง ประกาศแต่งตั้งกระทรวงการคลัง เป็นผู้บริหารแผนฟื้นฟูชุดใหม่ มีพล.อ.มงคล อัมพรพิสิฏฐ์ เป็นประธาน, ปกรณ์ มาลากุล ณ อยุธยา, พละ สุขเวช, ทนง พิทยะ และอารีย์ วงศ์อารยะ

แนวทางการฟื้นฟูฯคือ นำรัฐวิสาหกิจในเครือเข้ามาถือหุ้นเพิ่มทุน ประกอบด้วย ปตท.ถือหุ้น 31.5% และธนาคารออมสิน กบข. และกองทุนวายุภักษ์ 1 ถือหุ้น 10%

แต่ฝ่ายนายประชัย ได้พยายามซื้อหุ้นคืน โดยได้รับการสนับสนุนจากซิติก กรุ๊ป (China International Trust & Investment Corp.) ซึ่งเป็นรัฐวิสาหกิจจากประเทศจีนเข้ามาซื้อหุ้น โดยนายประชัย เสนอจะชำระหนี้ให้ธนาคารกรุงเทพจำนวน 2,700 ล้านเหรียญสหรัฐ

29 พฤศจิกายน 2548 ศาลฎีกามีคำตัดสินว่า ประชัยไม่มีสิทธิซื้อหุ้นเพิ่มทุนก่อนกลุ่มปตท. ส่งผลให้ปตท.เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของทีพีไอในขณะนี้

27 เมษายน 2549 ศาลล้มละลายกลาง มีคำสั่งให้ทีพีไอออกจากแผนฟื้นฟูกิจการ และมีการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้น เพื่อเลือกตั้งกรรมการชุดใหม่

จนกระทั่ง 20 กรกฎาคม 2549 ที่ประชุมมีมติให้ปลดนายประชัย ออกจากทุกตำแหน่งในบริษัททีพีไอ ถือเป็นการสิ้นสุดของประชัย ที่มีอำนาจการบริหารในทีพีไอ

จากนั้น “ประชัย” เดินทางเข้าสู่เส้นทางการเมืองเต็มตัว เมื่อประกาศโค่นรัฐบาลพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จับมือกับนายเสนาะ เทียนทอง

ประมาณกลางปี 2550 ประชัยรับตำแหน่งประธานที่ปรึกษาพรรคประชาราช และเป็นประธานคณะกรรมการบริหารพรรค มีอำนาจสามารถปลดหัวหน้าพรรคได้ ถือเป็นตำแหน่งใหม่ทางการเมืองไทย

มาถึงวันนี้ นายเสนาะ หัวหน้าพรรคประชาราช ที่เดินแผนสูงรวบรวมส.ส.เอาไว้ ต้องผิดหวังเมื่อประชัย เดินแยกทาง

เกมการเมืองของประชัย คือคาดหวัง ในการจะต่อรองยึดบริษัททีพีไอคืน หากได้นั่งร่วมรัฐบาลหลังเลือกตั้ง เพราะเป็นความหวังสุดท้ายที่บเขาตั้งบริษัทมากับมือตัวเอง

การแตกหักระหว่าง”ประชัย” และ”เสนาะ”จึงไม่ใช่อุดมการณ์ทางการเมืองอย่างใด แต่ที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังคือเกมการเมืองเรื่องผลประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ที่จะได้ทั้งเป็นทุน ของตัวเอง และกุมส.ส.ไว้ในมือเพื่อการต่อรองผลประโยชน์เช่นกันในการเข้ามาเป็นพรรคร่วมรัฐบาล

ละครการเมืองไทยจึงไม่มีอุดมการณ์ทสร้างพรรคการเมือง เพื่อให้คนส่วนใหญ่มีความหวังได้