ข้าได้อ่าน “สาส์นถึงผู้อยู่แดนไกล” จากผู้ลงนาม “วโรทาห์” ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2550 แล้ว

ข้าสามารถสัมผัสถึงไมตรีจิต มิตรภาพ ความห่วงหาอาทรที่ท่านมีต่อผู้อยู่แดนไกลได้เป็นอย่างดี บรรดาถ้อยคำที่ท่านคัดสรรและเรียงร้อยเพื่อบอกความในใจของท่านต่อผู้อยู่แดนไกลนั้น มิเพียงเคลือบไว้ด้วยความจริงใจแต่ยังมีความงดงามอีกด้วย ข้าขอสารภาพว่าข้าเสพภาษาของท่านด้วยน้ำตา มิใช่เพราะความเศร้า ความเหงาที่พลัดที่นา คาที่อยู่ แต่เพราะข้าเข้าใจ และเห็นใจ ที่เสรีภาพ อิสระภาพของท่านและมิตรสหายทั้งมวล ถูกกักขังหน่วงเหนี่ยวด้วยศาตราวุธของพวกมารที่สวมเสื้อคลุมคุณธรรม

พวกมารที่แปลงกายเป็นเทพ แถมสวมอาภรณ์คุณธรรม ตกแต่งด้วยเครื่องประดับจริยธรรม และตกแต่งใบหน้าด้วยเครื่องประทินโฉมตราจรรยาบรรณ แม้ทำให้ยุทธภพยอมสยบนับเวลาแรมปี ท้ายที่สุดธาตุแท้ที่เป็นมารและจิตวิญญาณของปีศาจก็ปรากฎ อาภรณ์คุณธรรม เครื่องประดับจริยธรรม และเครื่องประทินโฉมตราจรรยาบรรณหาได้อำพรางธาตุแท้ที่เป็นมารและจิตวิญญาณที่เป็นปีศาจของพวกมันไว้ได้ไม่

“พวกมันยิ่งนับวันยิ่งกลัดกลุ้มจนด่าทอกันเอง จิกตีกันดุจดังไก่ในเข่งยามตรุษจีน” นับว่าท่านกล่าวได้ถูกต้องยิ่ง หากพวกมันอยู่ในอำนาจยาวนานขึ้นไม่เพียงจะทำให้ราษฎรสะสมทุกข์เพิ่มพูนขึ้นเท่านั้น รายการในบัญชีความเลวของพวกมันก็จะเพิ่มพูนขึ้นไม่แพ้กัน

กาลเวลา ด้านหนึ่งกลืนกินความทรงจำของมนุษย์ที่มิได้ถูกบันทึก แต่อีกด้านหนึ่ง กาลเวลาจะคลี่คลายคลายปมเงื่อนแห่งความขัดแย้งทั้งปวง และจะเปิดเผยความชั่วร้ายของเหล่ามารให้ปรากฏในที่แจ้ง กาลเวลามักไม่ปราณีต่อคนชั่วที่อำพรางตนด้วยอาภรณ์คุณธรรม ประวัติศาสตร์เป็นเช่นนี้ ปัจจุบันยังเป็นเช่นนี้ อนาคตก็จะเป็นเช่นนี้มิพักต้องสงสัย

ศรัทธาของราษฎรที่มีต่อใครสักคน หรืออะไรสักอย่างนั้น มีทั้งจีรังยั่งยืน และเสื่อมศรัทธา อยู่ที่ว่าศรัทธานั้นเป็นคุณและตอบสนองความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ได้มากน้อยเพียงไร หากเป็นคุณและตอบสนองความต้องการของผู้คนส่วนใหญ่ ศรัทธานั้นก็จะจีรังยั่งยืน ในด้านตรงกันข้ามหากศรัทธานั้น เป็นนามธรรม เป็นคุณเฉพาะคนบางกลุ่ม มิได้ตอบสนองความต้องการต่อคนส่วนใหญ่ ความเสื่อมศรัทธาก็จะเข้ามาแทนที่ ศรัทธาที่เกิดจากการป่าวประกาศ สร้างภาพ ย่อมมี “ความกลวง” เป็นที่พึ่งย่อมหาความจีรังไม่ได้เช่นกัน ยังมีความศรัทธาอีกแบบหนึ่งซึ่งเกิดจาก การครอบงำทางภูมิปัญญาควบคู่กับมาตรการการลงโทษทางกฎหมาย เพื่อให้เกิดความเกรงกลัว และไม่กล้าที่ไม่ศรัทธา ย่อมเรียกได้ว่า “ศรัทธาโดยสยบ” และมิอาจคาดคะเนได้ว่า มีเนื้อแท้แห่งศรัทธาอยู่มากน้อย เพียงไร

อย่างไรก็ตาม “วิกฤติศรัทธา” นั้นมักจะโหดร้ายและมีฤทธิ์ในทางทำลายล้างเกินกว่าที่ใครๆจะจินตนาการได้

ความทุกข์ของราษฎรหากถูกสะสมเพิ่มพูนมากเท่าใด ยิ่งสั่นสะเทือนอำนาจการปกครองมากขึ้นเท่านั้น หากยิ่งมองไม่เห็นอนาคตและหมดความหวังก็จะเพิ่มแรงสั่นสะเทือนได้หลายเท่าทวีคูณ การสะสมทุกข์ของราษฎรคล้ายกับน้ำที่ถูกต้ม แรกเริ่มก็แค่อุ่นๆ นานไปก็จะร้อนจนมิอาจสัมผัส หากนานไปเพียงนิด ก็จะเปลี่ยนสถานะเป็นไอน้ำที่มีพลังพวยพุ่ง เป็นพลังมากพอที่จะฉุดรถไฟให้เคลื่อนไปทั้งขบวน และหากไอน้ำนั้นถูกกักขัง กดทับ จากแรงภายนอก อาจเกิดระเบิดได้ เหตุการณ์ในเมียนม่าร์ นับเป็นตัวอย่างที่ดียิ่ง

ยุทธภพของเรามุ่งหน้าไปทางไหน ขับเคลื่อนด้วยพลังอะไร ด้วยอัตราเร่งขนาดไหน สามารถตอบสนองความต้องการอย่างหลากหลาย ของราษฎรกลุ่มต่างๆได้หรือไม่ บนเส้นทางแห่งการพัฒนา ใครได้ประโยชน์ ใครเสียประโยชน์ ราษฎรส่วนใหญ่จะได้รับอานิสงค์จากการบริหารประเทศของผู้ปกครองมากน้อยเพียงใด ปัญหาปากท้อง ปัญหาคุณภาพชีวิต ปัญหาสังคม ปัญหาของแต่ละครัวเรือนจะได้รับการดูแล หรือไม่….. ล้วนเป็นคำถามที่พวกมารในเสื้อคลุมคุณธรรมไม่สามารถให้คำตอบและไม่เคยใส่ใจกับคำถามเหล่านี้

ไม่แปลกเลยที่ราษฎรจะรู้สึกไร้ที่พึ่ง และมีความ วิเวก วังเวงในหัวใจ

ข้าขอให้ท่านและหมู่มิตรของเรา จงรักษากำลังใจไว้ให้ได้ การสูญเสีย ทรัพย์สินเงินทอง และความมั่งคั่งใดๆ แม้จะมากเพียงใดก็เป็นเพียงของนอกกาย หากไม่ตายเสียก็หาใหม่ได้ในภายภาคหน้า แต่หากสูญเสียกำลังใจไปแล้วจะสูญเสียทุกสิ่งทุกอย่างในชีวิต ในยามนี้กำลังใจเป็นสิ่งมีค่าที่สุด ขอแต่มีกำลังใจ เราก็จะมีแรงมากพอที่จะ ควบคุมสติ หาความรู้ เพิ่มพูนปัญญา เราก็จะฟื้นฟูยุทธภพของเรา ความเป็นอยู่ของพี่น้องเรา ครอบครัวเราให้มีความสุขขึ้นมาใหม่อีกครั้ง ขอเพียงเชื่อมั่นใน”พลังราษฎร” ของเรา…

ท้ายที่สุดนี้ ข้าขอแสดงความซาบซึ้งใน ไมตรีจิตร มิตรภาพ ที่ท่านมอบให้แก่ผู้อยู่แดนไกล ท่านได้พูดแทนข้า และรู้สึกเช่นเดียวกับข้า เพราะข้าก็คิดถึงผู้อยู่แดนไกลผู้นั้นเหลือเกิน….