วิทยากร บุญเรือง

คำว่า “ระบอบทักษิณ” กับการดูถูกคนจน

ผมขอเริ่มด้วยรูปภาพที่ว่ากันว่าเป็นการหักหาญน้ำใจและดูถูกคนยากจนทั่วประเทศ คงจำกันได้ดีสำหรับภาพนี้ เอาเป็นว่าเราจะไม่พูดถึงที่มาของมัน แต่จะขอพูดถึงการตีความภาพนี้แบบพื้นๆ …

ภาพนี้มันเป็นสัญลักษณ์ที่บ่งบอกว่าบรรดา กลุ่มนักวิชาการ ชนชั้นสูง และชนชั้นกลาง ที่ช่วยกันสร้างคำว่า “ระบอบทักษิณ” นั้น มีมุมมองอย่างไรต่อคนจนที่สนับสนุน พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร และอดีตพลพรรคไทยรักไทย

ในความหมายอย่างง่ายๆ แก่การเข้าใจสำหรับสำหรับคำว่าระบอบทักษิณ คือการชี้ให้เห็นว่านายทุนอย่างทักษิณและพลพรรคใกล้ชิด พยายามสร้างฐานอำนาจทางเศรษฐกิจและการเมืองด้วยการแทรกซึมไปยังโครงสร้างส่วนต่างๆ ของสังคม ใช้กฎหมาย นโยบาย และ บทบัญญัติใน รธน. เป็นกลไกในการแทรกแซง และพยายามครอบงำคนยากจนด้วยนโยบายประชานิยม ให้เป็นฐานเสียง เป็นฐานกำลังอำนาจในการเลือกตั้ง — นี่แหละความเลวร้ายของระบอบทักษิณที่เขาว่าๆ กันมา

แล้วระบอบที่เราเจอหลังรัฐประหารนี่ล่ะ! มันจะไม่เหมือนกับสิ่งที่ทักษิณและพลพรรคสร้างขึ้นมาหรือ? ความแตกต่างคงจะมีเพียงรัฐทหารใช้การคุกคามทางเสรีภาพ และการยัดเยียดจริยธรรมที่เป็นไปไม่ได้ ในการครอบงำคนจน

และส่วนที่เลวที่สุดก็คือ ตาม รธน.ฉบับใหม่นี้ ระบบเลือกตั้งถูกทำให้เสื่อมประสิทธิภาพทางประชาธิปไตยลงไป คนจนยากนักที่จะผนึกกำลังกันตั้งรัฐบาลที่ให้ผลประโยชน์กับคนจนมากที่สุด ทำเยี่ยงในอดีตไม่ได้อีกแล้ว

ถ้าระบอบทักษิณมันมีจริง กอปรกับสถานการณ์ที่เลวร้ายลงไปเรื่อยๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ – การเมือง แบบนี้แล้ว มันจะผิดด้วยหรือ ถ้าคนจนๆ มันจะโหยหาระบอบทักษิณนั้น

เสียงจากผู้ถูกกล่าวหาว่าเป็น “เหยื่อระบอบทักษิณ”

รัฐประหาร

การป่าวประกาศว่า “กูชอบระบอบทักษิณ” ของคนจน ในสภาวะที่ฝ่ายตรงข้ามกับทักษิณเป็นใหญ่ มันได้แสดงให้เห็นถึงความอึดอัดอย่างมหาศาล ของพวกเราเหล่าคนจน ..

 ‘บอม’ เกษตรกรรุ่นใหม่ในอำเภอสันกำแพง และงานอันหนักหน่วงของเขา หลังรัฐประหารในไทยไม่นานนัก เพื่อนผู้สื่อข่าวภาคเหนือของประชาไทท่านหนึ่ง ได้ชักชวนให้ผมลงพื้นที่อำเภอสันกำแพง เพื่อหาเกษตรกรซักคน นำมาเขียนรายงานตีแผ่ถึงชีวิตส่วนตัวและความอาลัยอาวรณ์ถึงอดีตนายกรัฐมนตรีที่พึ่งถูกทำรัฐประหาร เพื่อส่งให้กับสำนักข่าว BBC

เราได้เลือกลงพื้นที่บ้านหัวฝาย หมู่ที่ 9 ต.แช่ช้าง อ.สันกำแพง จ.เชียงใหม่ ผมจำได้ว่าเราไปถึงบ่ายเศษๆ พวกเราได้ไปด้อมๆ มองๆ แถวทุ่งนาที่ไม่มีต้นข้าว มีแต่หญ้าเพราะพึ่งผ่านพ้นฤดูเก็บเกี่ยวไปแล้ว … และเราก็ได้เจอชายสองคนกำลังเกี่ยวหญ้าขึ้นรถกระบะ พวกเราจึงตรงปรี่ไปที่เขา

อันดับแรกเราไปแสดงตัวถึงการเป็นนักข่าว … แน่ล่ะว่าในห้วงเวลานั้น พึ่งเป็นช่วงหลังรัฐประหารใหม่ๆ บรรยากาศการแสดงออกทางการเมืองยังอึมครึมอยู่ เราจึงทำทีท่าว่าจะมาขอทำสารคดีเกี่ยวกับชีวิตเกษตรกรไทย ในปัจจุบัน

จำได้ว่าเราได้รับใบสั่งจาก BBC ให้หาชาวนาตัวเป็นๆ ที่ชื่นชอบ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร … ตอนนี้เราได้ล่ะชาวนา แต่ข้อถัดมาเราคงต้องไปลุ้นที่บ้านของแหล่งข่าวสองคนนี้ ซึ่งเขาชักชวนให้เราไปที่บ้าน เพื่อสัมภาษณ์หรือทำอะไรก็แล้วแต่ต่อ

ผมจึงติดเบียร์ไว้ 3 กระป๋อง เพื่อกันพลาด !

พอถึงที่บ้าน เราจึงได้ข้อมูลขั้นพื้นฐานเกี่ยวกับงานชิ้นนี้ ชายสองคนที่เราตามมานั้นเป็น น้า-หลาน กัน พอเราเตรียมจะเปิดประเด็นพูดเรื่องการเมืองขึ้นมา ผู้เป็นน้าก็ขอตัวไปทำธุระอะไรซักอย่างก่อน(ตามระเบียบ) คนที่เหลือซึ่งเป็นหลาน จึงจำเป็นจะต้องรับภาระดูแลขับสู้พวกเราต่อไป แต่ก็ทำงานบ้านที่ยังไม่เสร็จพลางๆ ไปด้วย — เขาชื่อบอม อายุ 21 ปี และกำลังจะไปเป็นทหารเกณฑ์ (ในเดือน พ.ย. 2549)

บอมเล่าให้เราฟังว่า บอมช่วยพ่อและน้าหน้าเลี้ยงวัวและก็กิจกรรมจุกจิกอย่างอื่นในการเลี้ยงชีพ สำหรับอาชีพเกษตรกรถึงแม้ใครหลายคนจะดูถูกว่าต้อยต่ำและลำบาก แต่บอมบอกว่าทำแล้วสบายใจกว่าการไปรับจ้างใครคนอื่น

ในย่านหมู่บ้านนี้และใกล้เคียง บอมบอกว่าการทำนานั้นเริ่มลดลง เนื่องจากคนรุ่นใหม่ได้เดินเข้าสู่โรงงานและการขายแรงในแถบใกล้เคียงจนถึงตัวเมืองเชียงใหม่ การทำเกษตรกรรมที่เหลือส่วนใหญ่ก็จะเป็นการปลูกพืชผัก , ไม้ประดับ หรือเลี้ยงสัตว์เสียมากกว่า

บอมเล่าต่อถึงอาชีพเลี้ยงวัว กิจวัตรประจำวันของบอม ของเพื่อนบ้าน … และเราก็ได้ค่อยวกมาคุยถึงเรื่องการเมือง เมื่อผมเปิดเบียร์กระป๋องแรกให้แก่บอม

บอมเล่าถึงการเมืองที่เกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันในอดีต และเราก็พยายามสอดแทรกให้บอมลองเปรียบเทียบระหว่าง ก่อนพรรคไทยรักไทยขึ้นมีอำนาจ และหลังจากนั้นก่อนเกิดการรัฐประหาร

พอเบียร์กระป๋องที่ 2 หมด (อีกกระป๋องผมกินเอง) หลายสิ่งหลายอย่างเกี่ยวกับรัฐบาลของ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็พรั่งพรูออกมาจากปากเขา ไม่ว่าจะทำให้สินค้าเกษตรของพวกเขามีราคาสูงขึ้น , สาธารณูปโภคในหมู่บ้านและละแวกใกล้เคียงดีขึ้น , เงินหมุนเวียนในหมู่บ้านสะพัดขึ้น รวมถึงนโยบาย 30 บาทรักษาทุกโรคที่บอมเห็นว่ามันดีที่สุด

บอมบอกว่าคนในละแวกนี้ส่วนใหญ่ก็เลือกพรรคไทยรักไทยกันทั้งนั้น ซึ่งมันมากกว่าการเลือกพรรคที่หัวหน้าพรรคเป็นคนสันกำแพงเหมือนกัน แต่คนส่วนใหญ่เลือกพรรคไทยรักไทยเพราะชีวิตของพวกเขาเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมมาก

และก่อนเราจากไป บอมได้ทิ้งท้ายไว้ว่า ถ้าเลือกตั้งเมื่อไหร่ในสมัยหน้า เขาก็พร้อมที่จะลงคะแนนเสียงให้ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ลงคะแนนเสียงให้กับพรรคไทยรักไทย เช่นเคย (อ่านเพิ่มเติมได้ใน : Thai farmer: ‘Thaksin helped us’)

แต่เหตุการณ์ที่จะตามมาอีกในกาลข้างหน้านั้น มันคงได้ปิดโอกาสของบอมไปเสียแล้ว ..

ยุบพรรค

“คนจนทั้งผอง พี่น้องกัน” ไม่ว่าจะเป็นคนจนในเมืองหรือชนบท จากซ้ายไปขวา ด้านบนนายอุดม ชัยวุฒิ อาชีพเก็บของเก่า , นางบัวผัด ใจผิน อาชีพเกษตรกรและค้าขายเล็กๆน้อยๆ / ด้านล่างนายศราวุธ กันตีมูล แรงงานรับจ้างทั่วไป , นายมานพ หน่อยงค์ พนักงานรักษาความปลอดภัย

… เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2550 คณะตุลาการรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยให้ยุบพรรคการเมือง และมีคำสั่งให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคของพรรคการเมืองที่ถูกยุบ ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาแบนถึง 5 ปี

พรรคการเมืองที่ถูกยุบนั้น ผมจำไม่ได้ว่ามีกี่พรรค และไม่อยากไปใส่ใจกับพรรคที่เหลือ คงจะมีความสนใจต่อกรณี การยุบพรรคไทยรักไทยซึ่งเป็นหนึ่งในพรรคชะตาขาดเหล่านั้น !

เนื่องจากความเป็นนักข่าวภูธร ที่ไม่มีแหล่งข่าวเป็นคนที่นับหน้าถือตาในสังคมมากนัก ไม่ได้ใกล้ชิดกับอาจารย์ในมหาลัย ไม่รู้จักใครในสภาหอการค้าจังหวัด สิ่งที่พอจะทำเนาไปได้ก็คือการถามความเห็นคนตัวเล็ก ตัวน้อย แถวละแวกบ้าน และตามข้างถนนในเมือง ที่ผมได้ออกไปสัมภาษณ์ประกอบรายงาน เชียงใหม่ 1 วันหลัง ‘ประหารไทยรักไทย’ ดังนี้ …

นายคำ ยารังฝั้น ชาวบ้าน อาชีพขับรถบรรทุก ต.อุโมงค์ อ.เมือง จ.ลำพูน กล่าวกับประชาไทว่า เมื่อคืนละแวกบ้านก็มีการดูถ่ายทอดสด จบบ้างไม่จบบ้าง แต่ตอนเช้ามีการพูดถึงกันที่คิวรถบรรทุก ซึ่งในส่วนตัวคิดว่าคนเหนืออาจจะน้อยใจรวมถึงคนอีสานด้วย ที่พรรคการเมืองที่เป็นสมาชิกถูกยุบ

“จากนี้ไปก็ไม่รู้จะทำอย่างไรกับเรื่องการเมือง คงไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคใดแล้ว ถึงวันเลือกตั้งค่อยดูเป็นคนคนไป” นายคำกล่าว

ส่วนนายวรสิทธิ์ ยอดทองขาว พนักงานบริษัทแห่งหนึ่ง ย่านหลังมหาวิทยาลัยพายัพ กล่าวว่าเมื่อวานตนเองฟังการถ่ายทอดสดไม่รู้เรื่อง มารู้ก็จากคำบอกเล่าและอ่านหนังสือพิมพ์วันนี้ ก่อนหน้านั้นคิดว่าถ้ารอดหรือยุบก็คงจะโดนทั้งคู่ และในเรื่องนี้ตนเองก็ไม่อยากแสดงความเห็นอะไรมากนัก สิ่งเดียวที่จะบอกได้ก็คือความรู้สึกเห็นใจคนที่เสียใจกับเหตุการณ์นี้

“เป็นคนไม่ตื่นตัวทางการเมืองเท่าไหร่ แค่รู้สึกสงสารพรรคไทยรักไทย เฉยๆ” นายวรสิทธิ์ กล่าวกับประชาไท

และ นายพงศกร มั่งมูล นักศึกษาและพนักงานพาร์ทไทม์แล็บตรวจเลือดแห่งหนึ่ง ย่านถนนมหิดล กล่าวว่าเมื่อคืนที่หอพักที่ตนเองอาศัยอยู่นั้น มีการพูดคุยกันและเห็นหลายคนมีการติดตามเรื่องนี้อยู่ สำหรับตนเองคิดว่าถ้าการตัดสินออกมาในรูปนี้ ก็กลัวจะเกิดความไม่พอใจของฐานเสียงพรรคไทยรักไทย ส่วนจะเกิดเหตุความรุนแรงหรือไม่ ตนเองไม่ทราบ แต่คาดว่าคนเชียงใหม่คงฉลาดพอที่จะไม่ทำอะไรรุนแรง

“ถึงมาจ้างก็ไม่ไป ไม่อยากเอาชีวิตไปเสี่ยง” นายพงศกร กล่าว

ความเสียดาย – ความเห็นใจ – ความไม่พอใจ ของชาวบ้านนั้นก็มีเป็นเรื่องธรรมดาของปุถุชน ในเมื่อสิ่งรักสิ่งหวงของเขาถูกทำลายไปซะงั้น!

รวมถึงชาวบ้านอีกส่วนหนึ่ง ที่เน้นพูดถึงเรื่องปากท้อง นโยบายของพรรคการเมืองนี้ ซึ่งเป็นนโยบายของพรรคการเมืองแรกที่มันกินได้ …

ณ เพิงพักหลังเล็กๆ ใจกลางเมืองลำพูน ผมได้พบกับลุงอุดม ชัยวุฒิ ชายอายุประมาณ 40 กว่าขวบประกอบอาชีพเก็บของเก่าไปขาย (แต่ถ่ายรูปคู่กับรถ 3 ล้อถีบของคนข้างบ้าน) ลุงอุดมเองแกบอกว่าเรื่องการเมืองแกก็รับรู้ตามวิทยุ หรือโทรทัศน์ ส่วนหนังสือพิมพ์นั้นก็ไม่ค่อยได้อ่านเท่าเรา จะมาถามมาคุยอะไรกับแกมาก แต่ถ้าพรรคไทยรักไทยถูกยุบแกก็คิดกลัวว่าสิ่งต่างๆ ที่ไทยรักไทยเคยให้จะหายไป และถ้าขอได้ก็ขอให้รัฐบาลใหม่ก็ขอให้ช่วยเหลือคนจนมากๆ

“อยากให้ดูแลปัญหาคนจนมากๆ” ลุงอุดมกล่าว

ถัดไปที่ บ้านกลางทุ่ง ต.ริมปิง อ.เมือง จ.ลำพูน ที่ยังเป็นพื้นที่กสิกรรม มีไร่นาสลับกับบ้านช่องและสวนลำไย ที่นั่นผมได้คุยกับคุณแม่บัวผัด ใจผิน เกษตรกรและคนค้าขายของเล็กๆ น้อยๆ กำลังนั่งถักอุปกรณ์หาปลาอยู่หน้าบ้าน แกบอกว่าพรรคไทยรักไทยได้ทำอะไรให้คนยากจนไว้มาก แต่คงได้แค่เสียดายเท่านั้น เราชาวบ้านไปต่อรองอะไรไม่ได้

เช่นเดียวกับนายศราวุธ กันตีมูล แรงงานรับจ้างทั่วไป , นายมานพ หน่อยงค์ พนักงานรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาแห่งหนึ่ง ที่หึความเห็นเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงของชิวิตเล็กๆ มอมๆ จนๆ ของพวกเขาที่คนตราหน้ากันว่าไม่มีการศึกษา พวกเขากล่าวว่างานเล็กๆ ไม่มีเกียรติอย่างพวกเขาไม่เคยมีใครหรือนโยบายของรัฐมาเหลียวแล รูปธรรมที่เห็นได้ชัดที่สามารถพลิกชีวิตของพวกเขาให้มีศักดิ์ศรีความเป็นคนขึ้นมา ก็คือการประกันสุขภาพ 30 บาท ซึ่งนี่คือส่วนดีที่สุดเท่าที่รัฐไทยเคยให้อะไรแก่พวกเขา

… บทสรุปของการลงพื้นที่หลังวันยุบพรรค ผมรู้สึกร่วมได้ว่า ความอาลัยอาวรณ์ต่อพรรคไทยรักไทย ต่อ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร นั้นไม่ใช่การบูชาเป็นสัญลักษณ์แห่งความศักดิ์แต่ประการใด

แต่เพียงพวกเราคนจนอาลัยอาวรณ์ถึงการที่ คะแนนเสียงของพวกเราสามารถแลกเปลี่ยนไปเป็น กองทุนหมู่บ้าน, เป็นสวัสดิการ 30 บาทรักษาทุกโรค และอีกจิปาถะ … ซึ่งไม่เคยเห็นนายกรัฐมนตรีคนใด หรือพรรคการเมืองใดที่ทำได้มาก่อน ก็แค่เท่านั้น!

ลงประชามติรธน. 50

ลุงบุญยัง แปงตื้อ และเหล่าพลพรรคที่ถูกตราหน้าว่าเป็นเหยื่อระบอบทักษิณ กำลังดำนาอย่างหลังขดหลังแข็ง

ก่อนหน้าวันลงประชามติ “รับ-ไม่รับ” ร่าง รธน. 50 นั้น ผมเองได้ลงพื้นที่ อ.สันกำแพง อีกครั้งเพื่อกะว่าจะได้นำเสนอเสียงเล็กๆ ของคนบ้านเดียวกับบ้านเกิด พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร

ผมกะว่าจะได้ยินเสียงของคนเล็กๆ ที่กะว่าจะไปไม่รับร่าง รธน. คว่ำร่างนี้ให้มันสะใจเล่นๆ หลังจากที่ทหารผู้หนุนหลัง รธน. ฉบับใหม่นี้ได้หักหาญน้ำใจชาวสันกำแพงด้วยการ รัฐประหารเชิญนายกคนเหนือลงจากอำนาจด้วยวิธีหักดิบเมื่อเกือบปีที่ผ่านมา

ที่บริเวณทุ่งนาในบริเวณหมู่บ้านสันโค้งใหม่ หมู่ที่ 2 ต.ทรายมูล อ.สันกำแพง ผมได้พบกับลุงบุญยัง แปงตื้อ ที่กำลังขับขี่มอเตอร์ไซด์เก่าๆ ลัดเลาะมาตามคันนา — แน่นอนว่าในสภาวะการที่คลี่คลายขึ้นในระดับหนึ่ง คนจนๆ ไม่ค่อยกลัวการเป็นข่าว ดั่งเช่นเมื่อรัฐประหารใหม่ๆ

ผมได้นั่งสนทนากับลุงบุญยังในประเด็นเรื่องความเป็นอยู่ การปลูกนา การทำมาหากิน ซึ่งลุงบุญยังบอกว่าปัจจุบันนี้ไม่มีใครทำนาเป็นอาชีพหลักแล้ว โดยส่วนตัวของลุงบุญยังนั้นประกอบอาชีพรับจ้างทั่วไปด้วย

วกมาถึงเรื่องการเมือง แน่นอนว่าไม่พูดพร่ำทำเพลงมาก ความอาลัยอาวรณ์ถึงอดีตนายกทักษิณก็ถูกลุงบุญยังนำมาเป็นประเด็นหลักในการสนทนา นโยบายโดนใจต่างๆ การปราบปรามยาเสพย์ติด การทำให้ประเทศใช้หนี้ IMF ได้ และความสามารถสุดวิเศษของขวัญใจชาวสันกำแพง

“เป็นนายกคนแรก ที่ขุดพวกเรามาจากโคลน จากตม” — ลุงบุญยังกล่าว

และประเด็นที่สำคัญในช่วงเวลานั้นที่ผมอยากถามลุงบุญยังก็คือ ตกลงลุงบุญยังจะรับ-ไม่รับ ร่าง รธน. 50 ซึ่งหลังจากที่ผมได้ถามลุงบุญยัง ผมก็ได้คำตอบที่น่าคิดมา ..

“รัฐธรรมนูญนี้อาจจะดีขึ้นกว่าเก่า เพราะเขียนกันมาใหม่ อยากให้การเมือง และการค้าขายดีขึ้น งานจะได้มีมากขึ้น”

ในส่วนตัวแล้วลุงบุญยังกล่าวว่าคนแถวบ้านไม่มีเวลาศึกษากัน คงต้องใช้ความรู้สึกในการตัดสิน ตัวเองถึงแม้จะชอบอดีตนายก แต่ก็ชอบทางสายกลาง อยากให้มีการเลือกตั้งใหม่เร็วๆ ถ้าบ้านเมืองสงบนายกทักษิณคงได้กลับมา ดังนั้นตนเองจึงจะไปลงประชามติรับร่างเพื่อให้เกิดความสงบโดยเร็ว เพื่อให้นายกทักษิณกลับมาเร็วๆ

อืมม .. เอา รธน.50 เพื่อให้นายกทักษิณกลับมา ตรรกะนี้แทบที่ไม่ค่อยได้ยินจากสื่อ จากวงวิชาการ บ่อยครั้งนัก แต่มันอาจเป็นภาพสะท้อนให้เห็นถึงคะแนน 14 ล้านกว่าเสียงที่ช่วยให้ รธน.50 นี้ผ่าน ว่าคนที่ลงคะแนนผ่านร่าง รธน. 50 เพื่อให้ พ.ต.ท. ทักษิณ กลับมานั้นคงมีไม่น้อย!

ท้ายสุดลุงบุญยังได้พูดถึงประเด็นจริยธรรมของอดีตนายกไว้ ดังนี้ …

“ไม่มีใครดีไปหมดทุกอย่าง ส่วนร้ายก็ต้องมองไว้ ส่วนดีก็อย่ามองข้าม”

ครบรอบ 1 ปี รัฐประหาร

ลุงวิชาญและงานอันเหน็ดเหนื่อยในสวนลำไย

ต้นเดือน ก.ย. ใกล้ครบรอบเวลารัฐประหาร 1 ปี รวมถึงใกล้เวลา ‘วาย’ ของผลผลิตลำไยในเขต อ.สารภี จ.เชียงใหม่ … ผมจับกล้องถ่ายรูป กระดาษ ปากกา ไปตระเวนแถวสวนลำไยแถวบ้าน และก็ได้มีโอกาสนั่งคุยคนเก็บลำไยหนึ่งคน

เขาคือ ลุงวิชาญ (ไม่ยอมเปิดเผยนามสกุล) ผู้มีอาชีพรับเหมาก่อสร้าง แต่ในช่วงเก็บเกี่ยวลำไยก็มาทำหน้าที่เฉพาะกิจนี้ คือซื้อลำไยจากสวนของชาวบ้าน แล้วเก็บมันเพื่อนำไปขายให้นายทุนเตาอบลำไย

ลุงวิชาญได้เล่าถึงสภาพทางเศรษฐกิจที่ลุงวิชาญต้องเจอในฐานะผู้รับเหมาก่อสร้างรายเล็กๆ ว่าหลังรัฐประหารมานี้งานก่อสร้างต่างๆ น้อยไปถนัดตา — “เกือบปีมาแล้วรู้สึกว่ามันแย่ลง งาน(ก่อสร้าง)ก็ไม่ค่อยมี เมื่อก่อนหน้านั้นไม่ว่าจะเป็นงานจาก อบต. จากร้านค้า ต่างๆ มีเข้ามามาก หลังรัฐประหารมานี้เห็นเลยว่ามันลดลง”

ลุงวิชาญยังกล่าวถึงการบริหารต่างๆ ว่า ทหาร ข้าราชการ มันต่างจากนักธุรกิจ ซึ่งลุงวิชาญนั้นไม่มีความเชื่อมั่นเอาเสียเลยกับการบริหารของรัฐบาลขิงเหี่ยว — “ทหาร ข้าราชการทำเป็นแต่เบิกเงิน ไม่เหมือนนักธุรกิจที่บริหารเป็น โลกมันไปยุคใหม่แล้ว”

เมื่อถามถึงประเด็นที่ว่ารู้สึกยังไงที่คณะรัฐประหารกล่าวว่าจะมาสร้างความดีงามให้ระบบการเมืองในอนาคต คำตอบของลุงวิชาญก็คือความเข้าใจต่อโลกการเมืองที่มันเกิดขึ้นจริง ยิ่งกว่า กกต. หรือ สสร. เสียอีก — “จะเอาไม่เอาเงินจะเลือกไม่เลือก คงไม่มีใครมาตามฆ่า ยิ่งแจกเงินยิ่งดีแต่เราไม่เลือก เราดูคนของเราเป็น และคอยดูเถอะยังไงก็มีการซื้อเสียง มันมีมาตลอดก่อนพรรคไทยรักไทยมาด้วยซ้ำ ทหารเล่นง่ายไป ไม่ชอบเขาก็เอาปืนมาจี้เขา ไม่สามารถเปลี่ยนอะไรได้หรอกหากยังเล่นง่ายๆ แบบนี้”

อืมม … บทสรุป 1 ปีหลังรัฐประหาร สำหรับการเล่นแบบง่ายๆ เมื่อค่ำคืนวันที่ 19 ก.ย. 2549 นั้น เราคงจะเห็นชัดเจนแล้วว่า สถานการณ์ตอนนี้มัน ‘ดีขึ้น’ หรือ ‘เลวลง’

0 0 0

ในโลกของการเมือง ในโลกของระบอบประชาธิปไตย คนจนได้ก้าวหน้าไปกว่าชนชั้นอื่นที่ยังยึดติดกับมายาของคำว่า “ความดี-จริยธรรม” ยึดติดกับนามธรรมที่กินไม่ได้ห่าเหวต่างๆ ไปแล้ว

คนจนก้าวไปสู่โลกการเมืองสมัยใหม่ (หรืออาจจะหลังสมัยใหม่ก็ได้) นั่นก็คือการต่อรองผลประโยชน์ทางการเมือง ไม่ว่าจะเป็นการซื้อเสียง-ขายเสียง, การสนับสนุนนโยบายประชานิยม การสนับสนุนพรรคการเมืองหรือนักการเมืองที่ให้อะไรกับคนจน

คนจนมีจิตสำนึกร่วมกันในการเป็นกลุ่มกดดันทางการเมืองแล้ว ไม่ว่าจะมองเราคนจนเป็นเหยื่อของระบอบห่าเหวอะไร มองว่าเราไม่มีการศึกษา ไม่รับรู้ข้อมูลใดๆ จะมองพวกเราว่าต่ำต้อยเพียงใด สิ่งหนึ่งที่จะทำให้พวกเราตบหน้าพวกท่านทั้งหลายได้อย่างแรง … นั่นก็คือวันที่พวกเราได้ออกไปใช้สิทธิ์ตามระบบประชาธิปไตย เลือกพรรคการเมืองที่ถึงแม้นพวกท่านจะมองมันว่าเลวร้ายเพียงใด แต่เมื่อมันเอื้อประโยชน์ให้เรามากที่สุด ผิดหรือที่เราจะเลือกพรรคที่ดีที่สุดในสถานการณ์เฉพาะหน้านี้

แต่หลังรัฐประหาร หลังรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ปรากฏการณ์เดิมๆ ก็หวลกลับมาเยี่ยมเยียน ทักทาย และอยู่กับเราไปอีกช่วงเวลา — นั่นก็คือการจำกัดสิทธิ์ทางการเมืองของคนจน

ไงล่ะ! ท่านทั้งหลาย ใครบ้างที่ช่วยสร้างคำว่าระบอบทักษิณ ช่วยสร้างความชอบธรรมให้กับการรัฐประหาร แล้วยังมีหน้ามาพูดว่าเข้าใจคนจน เข้าใจประชาธิปไตย — กล้ายกมือไหม?

ขอร้องเถอะ … ถ้าคุณไม่มีรายได้เท่ากับค่าจ้างขั้นต่ำ, ไม่มีครอบครัวขนาดใหญ่ให้รับผิดชอบ, ไม่มีวุฒิการศึกษาไว้ไปหากิน, ไม่มีสมบัติมรดกติดตัว, ไม่มีร้านรวงหน่วยผลิตหรู, ไม่มีที่ดินทำกิน คุณจะทำอะไรไปได้มากกว่าการสนับสนุนพรรคการเมืองที่ให้พวกคุณอย่างเป็นรูปธรรมมากที่สุด

และสิ่งสำคัญ คนจนล้วนแล้วแต่เลือกรัฐบาลของเขาด้วยวิธีการประชาธิปไตย

แต่สำหรับนักวิชาการผู้ประดิษฐ์คำว่า “ระบอบทักษิณ” ทั้งหลายพวกคุณมีปัญญาโค่นสิ่งที่คุณไม่ชอบนั้นด้วยวิธีประชาธิปไตยได้ไหม? เคยทำอะไรได้มากกว่าการสำเร็จความใคร่ทางวิชาการ แล้วให้พวกฉวยโอกาสหยิบยืมมันไปโค่นระบบประชาธิปไตยทั้งระบบ … สะใจกันไหม?

พวกคุณเคยทำอะไรให้กับชาวบ้านได้มากกว่านักการเมืองที่ซื้อเสียง ที่พวกคุณเกลียดๆ กันได้ไหม? พวกคุณเคยต่อสู้ด้วยวิถีประชาธิปไตยจริงๆ จังๆ ซักครั้งหรือไม่?