ณ วันที่ 11 กันยายน 2550

ตามที่ คตส. ได้แถลงข่าวเรื่องการซุกหุ้นของบริษัทชินคอร์ปอเรชั่นรอบสอง โดยมีการกล่าวหาว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นเจ้าของหุ้นแอมเปิ้ลริช และเป็นเจ้าของกองทุนวินมาร์ค และกล่าวอ้างต่างๆนานาว่ามีหลักฐานข้อมูลที่คตส. อ้างว่าเชื่อถือและนำมาเป็นเหตุในการกล่าวหา พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร นั้น เป็นที่น่าสังเกตุว่าข้อมูลที่ คตส. นำมากล่าวอ้างนั้น เป็นข้อมูลที่ไม่ใช่ข้อมูลใหม่แต่อย่างใด เป็นเรื่องที่มีการชี้แจงต่อ คตส. แล้ว แต่ คตส. เลือกที่จะดูข้อมูลบางส่วนบางตอน มาพยายามสร้างเรื่อง “ซุกหุ้น” รอบสองขึ้นมาใหม่

ดังนั้น พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร จึงขอเรียนชี้แจงข้อเท็จจริงให้พี่น้องประชาชนรับทราบดังนี้

ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เคยเป็นเจ้าของบริษัทแอมเปิ้ลริชจริง แต่ได้มีการโอนขายหุ้นทั้งหมดในบริษัทดังกล่าวให้แก่บุตรชายและบุตรสาวแล้วตั้งแต่ก่อนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว และเรื่องนี้ก็ได้มีการรายงานให้คณะกรรมการ กลต.ทราบและก็ได้มีการชี้แจงทางการเมืองให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนทราบแล้ว ส่วนเอกสารที่ คตส นำมากล่าวอ้างว่า ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยังเป็นผู้มีอำนาจลงนามสั่งการในบัญชีหุ้นของบริษัท แอมเปิ้ลริชตลอดเวลาที่ท่านยังดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอยู่นั้น ก็ไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ข้อมูลที่ทาง คตส. ขอไปก็เป็นเพียงเอกสารในการเปิดบัญชีหลายปีก่อนท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรเป็นนายก ซึ่งภายหลังจากที่ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ขายหุ้นชินคอร์ปไปหมดแล้ว ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรก็มิได้เป็นเจ้าของหรือผู้มีอำนาจลงนามในบัญชีดังกล่าวแต่อย่างใด

ความจริง ในการตรวจสอบของ คตส. ถ้ามีใจเป็นธรรม คตส.ก็ควรจะสอบสวน หรือตรวจสอบให้ชัดเจนก่อนที่จะมาสรุปเอาเองโดยไม่ตรวจสอบข้อมูลให้รอบคอบเช่นนี้
ข้อกล่าวหาที่ว่าท่านซุกหุ้นผ่านกองทุนวินมาร์คนั้นเป็นข้อกล่าวหาที่ไม่มีมูล และขณะนี้ทาง ดีเอสไอก็อยู่ระหว่างการสืบสวนสอบสวนในเรื่องนี้อยู่และยังหาข้อสรุปไม่ได้ แต่ คตส.กลับสามารถสรุปประเด็นนี้ได้เองเหมือนแอมเปิ้ลริช การโอนหุ้นโดยธนาคารที่ทำหน้าที่เป็นคัสโตเดียนก็เป็นธุรกรรมการลงทุนโดยทั่วไปของนักลงทุนซึ่งไม่ได้มีอะไรชอบมาพากลหรือไม่ถูกต้องตามกฎหมายแต่อย่างใด

ทาง คตส กล่าวอ้างว่ามีการโอนเงินปันผลของบริษัทชินคอร์ปเข้าบัญชีของคุณหญิง พจมาน ชินวัตร จึงเป็นเหตุที่ทางคตส.มากล่าวอ้างว่าหุ้นทั้งหมดของชินคอร์ปยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของท่าน พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ตลอดเวลาที่ท่านยังเป็นนายกรัฐมนตรี และเป็นข้ออ้างว่าท่านอดีตนายกฯซุกหุ้นรอบสอง และอ้างต่อไปด้วยว่าด้วยเหตุนี้ ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรจึงดำเนินการต่างๆ เพื่อเอื้อประโยชน์ให้กับกลุ่มชินคอร์ปซึ่งคตส.อ้างว่าเป็นกรรมสิทธิ์ของท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรอยู่ตลอดเวลา ข้อเท็จจริงเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตรได้ชี้แจงมาโดยตลอดว่า ท่านได้ขายหุ้นชินคอร์ปให้แก่บุตร ธิดา ก่อนท่านเข้ารับตำแหน่งนายกฯ และเมื่อบุตรธิดาของท่านได้รับเงินปันผลค่าหุ้นของชินคอร์ปมา ก็นำเงินดังกล่าวมาชำระหนี้ค่าหุ้นโดยจ่ายเข้าบัญชีคุณหญิงพจมาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ถูกต้องทั้งตามกฏหมายและตามทำนองคลองธรรม และขอเรียนยืนยันว่าภายหลังจากที่มีการโอนขายหุ้นชินคอร์ปไปแล้ว ทั้งท่านพ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน
ชินวัตร ไม่เคยได้รับเงินปันผลจากชินคอร์ปอีกเลย

ในขณะที่ทางคตส.มากล่าวอ้างว่า ทั้งบริษัทแอมเปิ้ลริช กองทุนวินมาร์ค และการโอนขายหุ้นให้บุตรธิดาของท่านพ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร เป็น “ตัวแทนเชิด” ในอีกคดีหนึ่ง คตส.เองกลับไปมีคำวินิจฉัยว่า นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร ได้ซื้อหุ้นจากบริษัทแอมเปิ้ลริช มาขายให้กองทุนเทมาเสคในราคาต่ำกว่าราคาตลาดโดยไม่เสียภาษี โดยในคดีภาษีอากรดังกล่าว คตส. รับรองว่าหุ้นของแอมเปิ้ลริช และหุ้นของชินคอร์ปเป็น “กรรมสิทธิ์” ของ นายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตร และ คตส.ได้มีคำสั่งให้กรมสรรพากรทำการประเมินภาษีสืบเนื่องจากกรณีดังกล่าวด้วย จึงต้องถาม คตส.ว่าตกลง คตส.มีกี่มาตรฐาน มีกี่สมมติฐานในการดำเนินการสอบสวนและตั้งข้อกล่าวหา ถ้า คตส. กลับลำมากล่าวอ้างว่าหุ้นของแอมเปิ้ลริช และหุ้นชินคอร์ปเป็นของท่านพ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร ก็จะขัดกับการกล่าวหาในคดีประเมินภาษี จึงต้องเรียนถามด้วยว่าถ้า คตส.กลับลำแบบนี้ จะยกเลิกการประเมินภาษีนายพานทองแท้ และนางสาวพิณทองทา ชินวัตรหรือไม่

ที่มา: TrueThaksin.com