แม้รัฐธรรมนูญ คมช. 2550 จะผ่านกระบวนการประชามติไปได้ ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถสร้างการยอมรับจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมต่อการประกาศใช้ อีกทั้งไม่สามารถใช้ปกครองประเทศให้มีความสมานฉันท์และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้ รังแต่จะก่อความแตกแยก ยุ่งยากและสร้างปัญหาทางการเมืองระลอกใหม่

เริ่มจากการ “ปล้น”

“ปล้น” แปลว่า การใช้กำลังชิงทรัพย์และสิ่งมีค่าจากเจ้าของ

อำนาจอธิปไตย เป็นสิ่งมีค่า เพราะเป็นอำนาจที่ใช้ออกกฎหมาย บริหารงบประมานและทรัพย์สินของแผ่นดิน บังคับใช้กฎหมาย และตัดสินพิพากษาให้คนรับโทษ ซึ่งมีประชาชนไทยกว่า 60 ล้านคนเป็นเจ้าของ และประชาชนจะมอบหมายให้พรรคการเมืองเป็นผู้ใช้อำนาจนี้ ทุกๆ 4 ปีโดยผ่านกระบวนการเลือกตั้ง

แต่ คมช.ใช้กองกำลังอาวุธ ยึดอำนาจนี้โดยไม่ผ่านกระบวนการที่ประชาเป็นผู้มอบหมาย อีกทั้งเอาอำนาจนี้มาจำกัดสิทธิ เสรีภาพของประชาชน ใช้ออกกฎหมาย ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ บริหารงบประมาณและทรัพย์สินของแผ่นดิน อีกทั้งควบคุม แทรกแซงกระบวนการยุติธรรมให้ดำเนินการตามที่ตนบงการ

คมช.เป็นผู้ปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชน จึงมีฐานะเป็นโจร ที่ปล้นสิ่งมีค่าของประชาชนทั้งประเทศ 11 เดือนมานี้ คนไทยจึงถูกปกครองโดยกองโจรที่ใช้กระบวนการทางกฎหมาย (การนิรโทษกรรม) และกระบวนการยุติธรรม เปลี่ยนฐานะโจร ให้เป็นผู้ปกครองประเทศที่ถูกกฎหมาย

ประกาศ คำสั่ง กฎหมาย องค์กร บุคคล ที่ คมช. เป็นผู้ประกาศหรือแต่งตั้ง ล้วนกระทำการภายใต้เจตจำนง ของโจรแปลงกายภายใต้การพังทลายของระบบนิติรัฐไทยทั้งสิ้น

สร้างกระบวนการร่างรัฐธรรมนูญย้อนยุค

กระบวนการร่างรัฐธรรมนูญที่กระทำกันโดย คมช. เป็นผู้เลือก สสร. เป็นการ “ย้ำคิด ย้ำทำ” ที่เอารูปแบบวิธีการ แบบ สภาสนามม้าที่กระทำกันเมื่อปี 2517 และได้บุคคลที่ “ไร้เดียงสา” และ “หัวอ่อน” ทางการเมืองมาประดับเพื่อให้เกิดความชอบธรรมและดูให้เหมือนว่ามิได้มาจาก คมช.และอำนาจนอกระบบ แท้จริงแล้วกลับมีคณะบุคคลที่ ร่างรัฐธรรมนูญแบบ “Made to order” หรือ “ชิ้นงานตามสั่ง” เป็นผู้กำหนดเนื้อหาทั้งหมด จึงเห็นได้ว่า รัฐธรรมนูญ คมช. 2550 มีเนื้อหาที่มุ่งทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ นักการเมืองเป็นเครื่องประดับของระบอบประชาธิปไตยที่ดูรกหูรกตา แต่อำนาจที่แท้จริงกลับไปอยู่ในมือของ ระบอบอำมาตยาธิปไตยที่เข้ามาทาง สว.แต่งตั้ง องค์กรอิสระที่มาจากการสรรหาของคนในแวดวงตุลาการที่มีอำนาจพิเศษ สั่งการได้ อีกทั้งระบบราชการที่ปราศจากการ ตรวจสอบถ่วงดุลจากฝ่ายการเมือง

สาระสำคัญของรัฐธรรมนูญ 2550 จึงอยู่ทีการยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยที่เคยเป็นของประชาชน และยกให้ให้เป็นอำนาจอธิปไตยของ อำนาจพิสดาร โดยผ่านกลไก สว.แต่งตั้ง องค์กรอิสระที่มาจากตุลาการ และระบบราชการ ในขณะที่ สส. และ รัฐบาล นอกจากเป็นรัฐบาลผสมแล้ว ยังไม่มีอำนาจที่จะขับเคลื่อนกลไกรัฐตามนโยบาย นอกจากนี้ พรรคการเมือง ก็มิอาจสร้างนโยบายใหม่ๆ มาเสนอต่อประชาชน เพราะนโยบายแห่งรัฐนั้นถูกกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญอย่างละเอียดยิบ ประหนึ่งจะบอกว่า พรรคการเมืองที่ได้รับเลือกตั้ง เมื่อเข้ามาแล้วก็ต้องทำตามนโยบายแห่งรัฐที่ถูกกำหนดเอาไว้ แม้สถานการณ์โลกและสถานการณ์ภายในประเทศเปลี่ยนแปลงไปมากขนาดไหนก็ตาม รัฐบาลไม่สามารถทำอะไรได้มากกว่านั้นเพราะ งบประมาณที่ต้องทำตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดมีมากเกินกว่า ที่จะทำให้เกิดความยืดหยุ่นในการบริหารยุทธศาสตร์และนโยบายที่สอดคล้องกับสถานการณ์ใหม่ๆ หรือการแก้ไขปัญหาใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น

ส่วนวิธีการเลือกตั้งแบบเขตใหญ่เลือกเป็นพวง และบัญชีรายชื่อที่เน้นภูมิภาค มุ่งที่จะบอนไซพรรคการเมือง มิให้พรรคการเมืองใดมีเสียงข้างมากเด็ดขาดภายใต้ข้ออ้างการป้องกันเผด็จการรัฐสภา แต่แท้จริงแล้ว อำนาจพิสดารปรารถนาให้ได้รัฐบาลผสม หลายพรรค เพื่อให้นักการเมืองทะเลาะกันเอง มีรัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ และพึ่งพาอำนาจพิสดาร ซึ่งจะทำให้พวกเขากำหนดทิศทางและควบคุมรัฐได้ง่ายขึ้น อีกทั้งพวกเขาสามารถรักษา “ส่วนครองแห่งความมั่งคั่ง” และ “ส่วนครองแห่งอำนาจ” ได้ตามที่เขาต้องการ

เนื้อหาของรัฐธรรมนูญที่อัปลักษณ์ หน้าด้านและไร้ยางอายคือการ รับรองพฤติกรรมการปล้นอำนาจอธิปไตยเยี่ยงโจรว่า เป็นการกระทำที่ถูกต้องตามรัฐธรรมนูญนี้

เรียก ”ประชาข่มขืน” ว่าเป็น “ประชามติ” เพื่อหลอกลวงสายตาของชาวโลก

การเคลื่อนไหวของ คมช. สสร. สนช.รัฐบาล และองค์กรบริวารทั้งหลายก่อน วันที่ 19 สิงหาคม 2550 ไม่มีสิ่งใดที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เรียกว่า “ประชามติ” เพราะโดยข้อเท็จจริงแล้ว มันคือ “ประชาข่มขืน” โดยแท้ ซึ่งมีพฤติกรรมโดยชี้เจตนา และ เป็นที่ประจักษ์ดังต่อไปนี้

ประการแรก ไม่ยอมยกเลิกกฎอัยการศึก 35 จังหวัด ซึ่งครอบคลุมประชาชนกว่า 20 ล้านคนหรือกว่า 1 ใน 3 ของประชาชนทั้งประเทศ ซึงทำให้การเคลื่อนไหวเพื่อ สร้างประชามติที่ค้านกับความต้องการของรัฐเป็นไปไม่ได้ เพราะประชาชนถูกคุกคามด้วยกองกำลังติดอาวุธ ในระดับหมู่บ้าน

ประการที่สอง รัฐควบคุมสื่อมวลชนภายใต้ความยินยอมพร้อมใจของทุนสื่อสาร ที่พึ่งพาช่อง ทีวี วิทยุ และงบประมาณบางด้านจากรัฐวิสาหกิจ ซึ่งต้องอาศัยการเปิดทางจากรัฐบาล แม้การซื้อเวลาและหน้าโฆษณาจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยกับรัฐธรรมนูญ ตามกระบวนการซื้อขายตามปกติก็ยังถูกรัฐบาลแทรกแซง ห้ามปราม ส่วนข่าวสารการเคลื่อนไหวเพื่อให้เหตุผลไม่รับร่างรัฐธรรมนูญนอกจากไม่เผยแพร่ให้อย่างเหมาะสมแล้ว ก็ถูกบิดเบือน และสร้างข่าว ป้ายสีว่ามีการจ้างให้ประชาชน ล้มรัฐธรรมนูญ

ประการที่สาม รัฐใช้กลไกฝ่ายปกครอง สาธารณสุข ครู และองค์กรบริวารทั้งปวง ดำเนินการจัดตั้งผ่านการอบรมสัมมนา โดยวิทยากรแม่ไก่ เพื่อสร้างประชากรที่พร้อม ลงคะแนน รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยมีผลประโยชน์ตอบแทน อีกทั้งกำหนดภารกิจให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน สมาชิกองค์การบริหารส่วนท้องถิ่น ดำเนินการจัดตั้งคะแนน รับร่างรัฐธรรมนูญ อย่างโจ่งแจ้ง

ประการที่สี่ รัฐใช้สื่อสารมวลชนของรัฐและใช้ประโยชน์จากการสื่อมวลชนของเอกชน ดำเนินการรณรงค์ให้ประชาชนรับร่างรัฐธรรมนูญ อย่างกว้างขวางในขณะที่กีดกันฝ่ายที่ไม่รับร่างมิให้สามารถสื่อสารกับประชาชนได้

ประการที่ห้า กฎหมายลงประชามติได้กำหนดโทษต่อผู้กระทำผิดไว้รุนแรง โดยที่กำหนดการกระทำผิดไว้อย่างคลุมเครือ ซึ่งสามารถ ใช้กฎหมายลงประชามติเล่นงานฝ่ายที่ไม่รับร่างได้

ประการที่หก รัฐกีดกันการเคลื่อนไหว การจัดกิจกรรม และการให้ข้อมูลข่าวสารของฝ่ายที่ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ โดยผ่อนปรนให้ในขอบเขตแคบๆ และไม่มีผลต่อการรับรู้ของประชาชนในวงกว้างซึ่งจะมีผลต่อการสร้างประชามติ

ด้วยเหตุผลที่กล่าว มาทั้งหมดนี้ แม้รัฐธรรมนูญ คมช. 2550 จะผ่านกระบวนการประชามติไปได้ ก็มิได้หมายความว่าจะสามารถสร้างการยอมรับจากฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ไม่สามารถสร้างความชอบธรรมต่อการประกาศใช้ อีกทั้งไม่สามารถใช้ปกครองประเทศให้มีความสมานฉันท์และสร้างความเจริญให้แก่ประเทศชาติได้ รังแต่จะก่อความแตกแยก ยุ่งยากและสร้างปัญหาทางการเมืองระลอกใหม่ ซึ่งจะทำให้ประเทศชาติบอบช้ำหนักขึ้นไปอีก