หมวดเจี๊ยบ”WHO ARE YOU?

ร้อนเกินคาดสำหรับหนังสือ “ทักษิณ WHERE ARE YOU?-ชีวิตหลังปฏิวัติ” โดยอดีตนักข่าวสายทหาร และผู้ประกาศสาว ททบ.5 ร.ท.หญิงสุณิสา เลิศภควัต หรือ “เจี๊ยบ” ที่บุกไปสัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีถึงประเทศอังกฤษ เปิดเผยเนื้อหา สีสันหลายเรื่อง

แม้จะเป็นผลงานกึ่งไดอะรีที่ให้ข้อมูลน่าสนใจ แต่เมื่อยังรับราชการทหารและลาพักร้อนไปอังกฤษ โดยไม่ถูกต้องตามระเบียบ เธอจึงถูกตั้งกรรมการสอบจนพบว่า มีความผิด ทำให้ถูกย้ายจาก ททบ.5 ไปสังกัดสำนักงานเลขานุการกองทัพบก ล่าสุด หลังเป็นข่าวครึกโครม พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบกได้ตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยซ้ำอีกชุด

“โพสต์ทูเดย์” พูดคุยกับ ร.ท.สุณิสา ที่อพาร์ตเมนต์ย่านรัชดา ถึงที่มาที่ไป ความรู้สึกที่เกิดขึ้นจากกระแสด้านบวกและลบ ตลอดการสนทนามีเสียงโทรศัพท์ดังเข้ามือถือเธอแทบทุกนาที ทั้งเพื่อนนักข่าวสายทหารที่ โทร.มาทักทาย สำนักพิมพ์ สื่อหนังสือพิมพ์ ทีวี ที่จองตัวสัมภาษณ์กันขวักไขว่ ที่น่าสนใจคือ โทรศัพท์จากผู้เป็นแม่ พลันที่เจ้าตัวรับสาย ได้ขอโทษที่ไม่ได้เล่าให้ฟังมาก่อน เพราะเชื่อว่า ถ้าแม่เธอรู้เข้าคงค้านหัวชนฝาแน่

แรงจูงใจที่มาเขียนหนังสือเล่มนี้

เจี๊ยบชอบทำข่าวต่างประเทศ คิดเสมอว่าอยากจะมีกิจการเล็กๆ เป็นของตัวเอง เมื่อเรามองว่า เรามีศักยภาพในการเขียนหนังสือ ด้วยเงินที่เรามี สิ่งที่ทำได้คือ พ็อกเกตบุ๊ก เลยมาคิดว่า ถ้าจะทำเรื่องอะไรที่น่าสนใจ ตอนนั้นหลังปฏิวัติ คุณนพดล ปัทมะ (ที่ปรึกษาด้านกฎหมาย พ.ต.ท.ทักษิณ) บอกว่า จะพานักข่าวไปต่างประเทศเพื่อสัมภาษณ์คุณทักษิณ เราก็คิดว่าจะขอสมัครไปด้วยเพื่อคุยกับคุณทักษิณ เป็นพ็อกเกตบุ๊กชีวิตคุณทักษิณในต่างแดน เมื่อติดต่อกับคุณนพดล เดือน มี.ค. ก็ไม่ได้รับการแจ้งกลับมา มาติดต่อกับเลขา คุณผดุง ลิ้มเจริญรัตน์ (เลขานุการส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ) ช่วงเดือน พ.ค. ส่งประวัติไปหมด ก็ไม่ได้รับการตอบกลับ จนเจี๊ยบได้ข้อมูลมาว่า คุณทักษิณพักอยู่ที่ไหนในอังกฤษ เมื่อเรารู้แล้วว่าเขาอยู่ที่นี่ ถ้าเกิดเราไป เราก็จะได้ทำฝันเราเป็นจริง แต่ถ้าไปแล้วไม่ได้เจอ ก็นึกเสียว่า เราไปเที่ยวต่างประเทศแล้วกัน

ใช้เงิน 2 แสนบาทในการเดินทางไปสัมภาษณ์

2 แสนนี่รวมค่าเอามาผลิตด้วย ที่อยู่อังกฤษจริงๆ ใช้ประมาณ 1 แสนบาท ดังนั้น ไม่เยอะ มีค่าตั๋วเครื่องบินไปกลับ อยู่โรงแรมก็ไม่ได้แพง สำหรับที่นั่นคือ คืนละ 4-5 พันบาท เราอยู่ 3-4 คืน ช่วง 2 อาทิตย์ที่เหลือ เจี๊ยบไปอยู่บ้านรุ่นน้องที่มหาวิทยาลัยเคมบริดจ์

อีกแสนเป็นค่าพิมพ์หนังสือ ตอนแรกเจี๊ยบสั่งพิมพ์พันเล่ม เพราะไม่รู้ว่าจะมีคนชอบหนังสือเจี๊ยบหรือไม่ เผื่อมันขายไม่ได้ เจี๊ยบจะได้ไม่เจ็บตัวมาก คือตอนที่ไปถึงอังกฤษก็ไม่รู้ว่าจะได้เจอคุณทักษิณหรือไม่ พอได้เจอแล้ว ก็คิดว่ามันไม่พอที่จะสัมภาษณ์แค่วันเดียว มันต้องสัมภาษณ์เพิ่ม เจี๊ยบก็พยายามหาคนรู้จักว่ามีบ้านใครบ้างที่เจี๊ยบจะพักได้ที่อังกฤษ ก็ได้รุ่นน้องคนหนึ่ง เจี๊ยบก็ไปพัก จึงไม่ได้เสียค่าที่พัก มีแต่ค่ากินอยู่ตลอด 3 สัปดาห์ก็หลายหมื่นอยู่

เรื่องที่ไม่ได้ขออนุญาตต้นสังกัดลาพักร้อน จนถูกตั้งกรรมการสอบ

คือเจี๊ยบลาไป เพราะตอนแรกไม่รู้ว่าจะได้สัมภาษณ์คุณทักษิณหรือไม่ จึงขออนุญาตลาพักร้อนช่อง 5 ไป 4 วัน โดยไม่ได้บอกว่าไปไหน เขาก็อนุมัติให้ไป แต่พอไปถึงเราได้สัมภาษณ์ คงกลับไม่ทัน ก็ โทร.มาลาต่อว่าหนูมีปัญหานะ

ทำไมไม่บอกต้นสังกัดก่อนว่าจะไปสัมภาษณ์

ถ้าบอกว่าจะไปทำหนังสือเรื่องทักษิณก่อน เขาก็คงไม่ให้ไปมั้ง (หัวเราะ) คือ ก็คงไม่มีใครบอกหรอก มันบอกไม่ได้

ไปตายเอาดาบหน้า

ก็ลักษณะนั้น เพราะถ้าเรารู้ว่าจะได้สัมภาษณ์คุณทักษิณ ก็คงทำเรื่องลาตามจำนวนวันเป๊ะๆ ว่า 10 วัน แต่จริงๆ ถามว่า เจี๊ยบลาได้ไหม เจี๊ยบมีสิทธิ์ลาปีละ 20 วัน แต่เจี๊ยบไม่เคยลาพักร้อน เมื่อเรารู้ว่า ต้องอยู่ต่อ ก็ โทร.มาบอกหัวหน้าว่า ต้องอยู่ต่อ แต่ไม่ได้ให้เหตุผลว่ามาทำเรื่องทักษิณ เขานึกว่าเราไปเที่ยว

เรากลับมาวันที่ 18-20 มิ.ย. ไป 3 อาทิตย์ พอกลับมาเขาก็ตั้งกรรมการสอบสวนทันที โดยลงโทษส่งกลับไปอยู่กองทัพบก ไม่ต้องมาทำงานที่ช่อง 5

ตอนกลับมาเขาระแคะระคายหรือยังว่าไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ

ไม่เลย ไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ที่เขาตั้งกรรมการสอบเพราะคิดว่า เจี๊ยบเหลวไหลไปเที่ยวต่างประเทศ ทิ้งงานไป ซึ่งเจี๊ยบไม่สามารถอธิบายเหตุผลได้

ตอนที่ไปสัมภาษณ์คุณทักษิณ เจี๊ยบก็ไม่ได้คิดว่า ไปแล้วจะเอากลับมาทำในช่วงนี้ ก็คิดว่าไปให้ได้เนื้อมาก่อน แล้วเดี๋ยวค่อยกลับมาคิดอีกทีว่าจะมาตีพิมพ์เมื่อไรดี เพราะเรายังไม่คิดว่าจะได้หรือไม่ แต่เมื่อได้มา เราก็มาปรึกษากับพี่ๆ นักข่าวสายทหารว่า เราจะเอาเนื้อสัมภาษณ์ก้อนนี้มาทำอะไรได้บ้าง (ร้องไห้) ปรากฏว่า พอกลับมาเขาก็ลงโทษให้พ้นหน้าที่จากผู้ประกาศช่อง 5 ไปเลย ซึ่งเราก็ยอมรับความผิด เพราะเราก็ผิดจริงๆ

เสียใจไหม

เสียใจ เพราะงานการอ่านข่าว เป็นสิ่งที่เรารัก แล้วเราต้องหยุดทำมัน ยังจำความรู้สึกเลยว่า เหมือนวันสุดท้ายที่แบบว่าคือ…(น้ำตาไหลพรากอาบสองแก้ม) ที่เรานั่งอยู่หน้าจอ แล้วพอเราคิดว่า…คือ นี่จะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้ทำงานที่เราชอบ ตารางเวรเราก็ใจร้ายมากเลยคือ ให้มาอ่านข่าววันสุดท้ายที่ 30 สิ้นเดือน มิ.ย. พอดี ซึ่งเป็นวันที่พ้นหน้าที่จากช่อง 5 ตอนนั้นเรารู้ตัวก่อนว่า เดี๋ยวจะไม่ได้ทำงานที่รักอีกแล้ว คือเหลือแค่ 5 วันก็ถึงสิ้นเดือน มันเจ็บปวดมาก

ได้ชี้แจงต่อคณะกรรมการที่สอบหรือไม่

ก็ชี้แจงไป แต่เจี๊ยบก็เข้าใจว่า ระเบียบมันเป็นอย่างนี้ แต่เราไม่ได้บอกว่าเราไปทำอะไร เพราะถือว่ามันไม่มีประโยชน์ เพราะเป็นเรื่องส่วนตัวของเรา ก็…ช่วงอ่านข่าวทุกวัน ก็เจ็บปวด ก็ต้องข่มความรู้สึก (น้ำตาไหล) มันเป็นความรู้สึกที่ตีกันว่า นี่ตกลงเราคิดผิดหรือไม่ที่ไปอังกฤษ อยากไปทำเรื่องนี้ แล้วไหนกลับมาต้องเร่งเขียนหนังสืออีก เหมือนเราไม่มีทางเลือกแล้ว มันไม่มีเวลาคิดว่า จะทำหนังสือเมื่อไร สถานการณ์มันบีบบังคับให้เราต้องทำ คือถ้าเราไม่ทำ มันก็จะไม่มีงานอะไรเลย นึกออกไหมทุกอย่างอาจจะสูญเปล่าไปหมด

นี่คือฝันของเรา

มันก็แน่นอน เหมือนกับผู้สื่อข่าวหลายคน ถ้าทำทีวี ก็ต้องไปทางผู้ประกาศข่าว หรือหนังสือพิมพ์ ก็ต้องมาเป็นบรรณาธิการข่าว นี่มันก็เป็นฝันอย่างหนึ่งที่เราทำแล้วก็มีความสุข แต่วันหนึ่งเราก็ต้องหยุด ซึ่งเราก็ยอมรับผลที่เกิดจากการกระทำของเรา เราก็ต้องรับผิดชอบ เพราะเราทำผิดระเบียบ

ตอนนั้นคิดอย่างไร คุณทักษิณเป็นฝ่ายตรงข้าม คมช.ด้วย และถ้าหนังสือนี้ออกมา คมช.อาจต้องเพ่งเล็ง หรือมันท้าทายเรา

คือเราไม่ได้คิดว่า การไปสัมภาษณ์ทักษิณครั้งนี้จะทำให้เราหลุดออกจากช่อง 5 ณ เดี๋ยวนั้นเลย เรากะว่า ถ้าได้เนื้อหามา เราจะกลับมาปรึกษากับพี่ๆ นักข่าวในสายทหารว่า จะทำอย่างไรกับข้อมูลที่ได้มา เจี๊ยบเป็นทหาร ถ้าสุดท้ายเจี๊ยบทำไม่ได้ เจี๊ยบก็อาจจะให้พี่ๆ คนอื่นทำแทน เพราะเราเป็นพี่น้องกัน มันก็เหมือนกับว่า การที่เราไปสัมภาษณ์ เราก็ทำด้วยความรักในฐานะเป็นนักข่าว เพราะความภูมิใจที่สุดก็คือ การได้ข่าวแบบนี้ นี่เหมือนความฝัน อุดมการณ์ที่เราอยากทำ แต่กลับมามันโดนแบบนี้ มันทำให้เจี๊ยบต้องเรียบเรียงงานนี้เอง เพราะเราไม่อยากเดือดร้อน ตอนนั้นคิดหมด เราจะเขียนออกหน้าเอง หรือจะใช้นามปากกาดีไหม ก็ตั้งไว้ด้วยว่า “ซัดดัม เกิร์ล” ด้วยซ้ำ

อยากอุทธรณ์อะไรไหม

อยากขอความเมตตาจากผู้ใหญ่ เพราะเจี๊ยบก็แค่อยากเป็นนักเขียน เจี๊ยบไม่ได้จะทำเรื่องที่ไม่ดี และหนังสือเจี๊ยบก็ไม่ได้มีเบื้องหลังทางการเมือง เป็นแค่หนังสือที่เล่าเรื่องราวของเจี๊ยบในการตามหาทักษิณที่ประเทศอังกฤษ ไม่ใช่หนังสือที่เป็นของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งทางการเมือง ไม่ใช่หนังสือที่เป็นกระบอกเสียงให้ทักษิณ ขณะเดียวกัน เจี๊ยบก็ไม่ได้ทำหนังสือนี้เพื่อโจมตีระบอบทักษิณ

ทั้งหมดจึงแล้วแต่ผู้ใหญ่ที่จะเมตตา แต่เจี๊ยบไม่มีสิทธิ์เรียกร้องอะไรเพราะเจี๊ยบทำผิด เจี๊ยบก็รู้ เจี๊ยบ ยอมรับ

มีข่าวอาจจะลาออกจากราชการทหาร

เจี๊ยบรักในอาชีพทหาร และเจี๊ยบทำเรื่องนี้ก็ไม่ใช่ว่าจะลาออกไปทำสำนักพิมพ์ คือเจี๊ยบก็เห็นทหารคนอื่นๆ เขียนหนังสือก็เลยคิดว่า นี่น่าจะเป็นอาชีพที่เสริมโดยที่ไม่ผิด

หมดจากคุณทักษิณอยากสัมภาษณ์ใคร

ตอนนี้ที่สัมภาษณ์อยู่ คือ คุณปลื้ม (ม.ล.ณัฏฐกรณ์ เทวกุล)

ตอนสัมภาษณ์คุณทักษิณ ทำไมเขาถึงไว้ใจเรา

เขาไม่ไว้ใจเจี๊ยบนะ ตอนแรกเขาคิดว่า เจี๊ยบเป็นใครก็ไม่รู้ เขาถามว่า คุณมาหาข่าวให้ใครหรือเปล่า ตอนแรกคุณทักษิณมองว่า เจี๊ยบเป็นเด็กๆ เขาไม่รู้จักเจี๊ยบ เพราะเจี๊ยบไม่ได้เป็นนักข่าวทำเนียบ และเจี๊ยบก็ไม่ได้ดัง เขาคิดว่า เจี๊ยบเป็นเด็กกะโปโลที่ไหนก็ไม่รู้ ที่อยากจะทำหนังสือ ณ วันแรก เขายังไม่เชื่อมือเจี๊ยบด้วยซ้ำว่า เขียนหนังสือเป็นหรือไม่ แต่มันเหมือนว่า เขารับปากเราไปแล้วว่าจะให้สัมภาษณ์ เขาก็เลยรักษาสัจจะ

บอกว่าเป็นนักข่าวช่อง 5

เจี๊ยบบอกว่า เป็นนักข่าวช่อง 5 แต่คุณทักษิณ ไม่รู้ว่าเราเป็นทหาร และเจี๊ยบก็ไม่กล้าพูดด้วยว่าเป็นทหารด้วย กลัวเขาระแวงด้วย เมื่อเราบอกว่าจะทำเรื่องการเดินทางในต่างแดนของคุณทักษิณ พอนั่งคุยกันไป ด้วยความที่เราเป็นนักข่าวมันอดไม่ได้ ก็ต้องถามเขาว่า เรื่องที่ผ่านมา เรื่องที่สงสัยเรื่องการเมือง ปฏิวัติบ้าง พอเราถามหนักขึ้น เขาก็ถามกลับว่า นี่มาหาข่าวหรือเปล่า ใครใช้ให้มาหาข่าว คุณเป็นนักข่าวสายการเมืองหรือเปล่า เขาสงสัยเจี๊ยบตลอดเวลา เขาบอกว่า ถ้าเกิดคุณเอาข่าวนี้ไปขาย เลิกคบกันเลยนะ

เขาเริ่มคุ้นเคยกับเราอย่างไร

เขาไม่ได้คุ้นเคยกับเจี๊ยบ ตลอดการสัมภาษณ์ เจี๊ยบเจอหน้าเขาแค่ 2 ครั้ง รวม 7 ชั่วโมง ครั้งแรก 2 ชั่วโมง ครั้งที่สอง 5 ชั่วโมง ทุกวันนี้ก็ยังไม่เคยคุยติดต่อกันอีก คือเจอกันปั๊บก็จบในวันนั้น แต่สิ่งที่เขายอมพูดกับเจี๊ยบ เจี๊ยบวิเคราะห์ว่า เหมือนกับเขาคิดถึงบ้าน มันไม่ใช่เขาไว้ใจเจี๊ยบนะ แต่มันเหมือนคนที่เพิ่งจะถูกยุบพรรคมาเมื่อวาน และก่อนหน้านี้ชีวิตก็หักเห และต้องอยู่ต่างประเทศคนเดียว เจี๊ยบว่า ความหวัง อะไรอย่างนี้มากกว่า ดังนั้น เมื่อมีคนมาจี้จุด เช่น เราถามว่า รู้สึกอย่างไรที่เห็นภาพครอบครัวจูงมือกันขึ้นศาล เหมือนเขาแทบจะร้องไห้ออกมาต่อหน้าเจี๊ยบ ทั้งๆ ที่เจี๊ยบเป็นใครก็ไม่รู้ เขาก็ไม่รู้จักมาก่อน เรามองว่า เขาเจอเรื่องที่หนัก และอยู่ไกลจากบ้านและก็อยู่คนเดียว เมื่อมีคนมาพูดด้วยเป็นครั้งแรก เพราะเขาพูดกับเจี๊ยบว่า สิ่งที่เขาพูดนี้เป็นความลับ เขาไม่เคยพูดกับใครเท่านี้ เจี๊ยบว่า เจี๊ยบคงเข้าไปถูกจังหวะในช่วงที่เขาอยากพูดอะไรกับใครสักคน แต่จริงๆ วันนี้เจี๊ยบอยากย้อนกลับไปถามเขาเหมือนกันว่า ทำไมเขาถึงให้เจี๊ยบสัมภาษณ์ ทำไมเขาไว้ใจเจี๊ยบ เจี๊ยบก็อยากรู้ นี่เป็นสิ่งที่เจี๊ยบสงสัยอยู่

และโอ๊คล่ะ

หลังจากสัมภาษณ์คุณทักษิณ เจี๊ยบก็ขอสัมภาษณ์โอ๊คต่อ ก็ได้คุยวันเดียวช่วง 2 ทุ่มถึงเที่ยงคืน ครั้งเดียว

เรื่องลีเดียมาอย่างไร

ทักษิณเป็นคนพูดขึ้นมาเอง คือช่วงใกล้สัมภาษณ์เสร็จแล้ว คุณทักษิณบอกว่า ไม่อยากให้เจี๊ยบเขียนเรื่องการเมือง เพราะเขา ขี้เกียจเป็นข่าวเรื่องการเมือง ที่ให้ทำก็คือ ทำเฉพาะหนังสือท่องเที่ยว นี่เป็นเหตุการณ์ก่อนอายัดทรัพย์ แต่หลังอายัดทรัพย์อารมณ์เขาก็เปลี่ยนไป แต่วันนั้นเจี๊ยบดูแล้วมั่นใจว่า เขาขี้เกียจที่จะยุ่งกับการเมืองจริงๆ

เขากำชับหนักหนาว่า ขอให้เจี๊ยบให้คำสัญญากับเขา เจี๊ยบจะไม่เอาเรื่องนี้ไปทำเป็นข่าวการเมืองประเภทให้ข่าวหนังสือพิมพ์ ทีวี อย่าไปขายข่าวช่อง 5 ช่อง 7 เจี๊ยบเชื่อว่า สิ่งหนึ่งที่เขามั่นใจในตัวเจี๊ยบ อาจเป็นเพราะหลังจากวันนั้น มันไม่มีข่าวของเขาออกมาเลย เหมือนกับเขาก็ซื้อใจเจี๊ยบเหมือนกัน คือเหมือนเขาไม่อยากเป็นข่าว ถ้าวันรุ่งขึ้นเจี๊ยบสัมภาษณ์เขาไป และอีก 2 วัน มีข่าวหลุดออกไป ก็อย่างที่เขาบอก เขาระบายความรู้สึกกับเจี๊ยบเยอะ เป็นความลับในใจ ถ้าเจี๊ยบเอาอันนี้ไปขายข่าวให้ใคร และมันเป็นข่าวขึ้นมา ก็ถือว่าเจี๊ยบไม่ซื่อสัตย์ต่อคำสัญญา แต่อาจจะเป็นจุดนี้ที่พิสูจน์ให้เขาเห็นว่า เจี๊ยบไม่ได้ฉวยโอกาสจากเขา คือทำเป็นพ็อกเกตบุ๊กก็แค่นั้น นี่มันก็เหมือนเป็นเกมไว้ใจ เกมวัดดวง (หัวเราะ) เหมือนจริงๆ เขาก็เสี่ยงนะ ที่มาให้เจี๊ยบสัมภาษณ์ เพราะเจี๊ยบอาจจะทำอย่างนั้นก็ได้

มีคำถามอะไรอยากถามคุณทักษิณ ที่ยังไม่ได้ถาม

ใช่… เจี๊ยบอยากถามคุณทักษิณกลับไปเหมือนกันว่า ทำไมยอมที่จะให้สัมภาษณ์วันนั้น ทำไมเชื่อใจ ทั้งที่เจี๊ยบไม่มีเครดิตอะไรเลย

สัมภาษณ์เสร็จมีสัญญาอะไรต่อกันหรือไม่

ไม่มีเลย เจี๊ยบอัดเทปไว้ เปิดดูก็ได้ เขาบอกว่า นี่ผมไว้ใจคุณนะ ผมพูดในสิ่งที่เป็นความลับ เขาย้ำหลายรอบ เขาพูดว่า ที่ให้สัมภาษณ์เพราะเห็นถึงความมุ่งมั่นอยากตั้งตัวทำสำนักพิมพ์เป็นของตัวเอง เขาพูดตลอดเวลา พอเจี๊ยบจะสัมภาษณ์เรื่องการเมือง เขาก็ดึงกลับมาด้วยประโยคนี้ตลอด คือเหมือนกับว่า เขาสงสาร

แต่ดูเหมือนบางเรื่องเป็นลบกับคุณทักษิณ

ใช่ๆๆ หนังสือนี้เจี๊ยบไม่ได้ทำเพื่อประโยชน์ของใคร ถ้าดูคำถามที่เจี๊ยบถาม ไม่ได้ถามโปรนะ เราก็ถาม 2 ด้าน

มีอะไรที่สัมภาษณ์ไป แล้วไม่ได้ลงในหนังสืออีก

มี 1 เรื่อง ซึ่งไม่สามารถบอกได้ เป็นเรื่องที่น่าจะเดาออก (หัวเราะ) เราถามเขา แต่มันเป็นอะไรที่เอามาเขียนไม่ได้ และในหนังสือก็ไม่มีการเอ่ยถึง

ผลออกมาคิดว่าเป็นความสำเร็จไหม

แค่มีคนอ่านหนังสือเราแค่คนเดียว เราก็ดีใจแล้ว คือเราไม่คาดหมายอะไร อย่างเมื่อวานนี้เรายังคิดว่า เฮ้ย สิ่งที่เรามองว่า มันน่าสนใจ สำหรับคนอื่นมันน่าสนใจไหม หรือมันจะเป็นเรื่องธรรมดาสำหรับเขา คือเจี๊ยบนอนไม่หลับทุกวัน เขียนไปก็ร้องไห้ไป ไม่คิดว่างานที่เราทุ่มเทนี้ เอาอนาคตเข้าแลกจนเราต้องเสียงานที่รักไป สิ่งที่กลับมาจะเป็นอย่างไรก็ได้ อาจจะไม่มีคนอยากอ่านก็ได้ หรืออาจจะสูญเปล่า แต่กว่าจะออกมาอย่างนี้ได้ ก็เพราะทุกคนช่วยเจี๊ยบ ไม่ว่าโรงพิมพ์ พี่ๆ นักข่าวสายทหารที่ช่วยสนับสนุนเจี๊ยบ เอางานเจี๊ยบไปช่วยเผยแพร่ คือเราไม่รู้จะขอบคุณเขาอย่างไร

จะต้องมีคนตั้งข้อสงสัยทั้งด้านบวกและลบจากไปสัมภาษณ์

เจี๊ยบว่าหนังสือไม่มีพิษมีภัย ขึ้นอยู่กับคนอ่านที่จะเอาไปใช้ เจี๊ยบทำก็ไม่มีวัตถุประสงค์อื่นใด เพราะเราอยากเป็นนักเขียน เลยเลือกเรื่องที่คนสนใจ ก็แค่นั้นเอง การที่เราเป็นคนที่ไม่มีใครรู้จัก เราก็ต้องทำเรื่องให้มันเด่น และน่าสนใจเพื่อให้คนมาอ่าน มันมีแค่นี้เอง เจี๊ยบรู้ว่าคนจะสงสัย จะโจมตีเราแน่ แต่ทุกอย่างเราบริสุทธิ์ใจ เจี๊ยบเขียนหนังสือเล่มนี้ไม่ใช่กระดาษ แต่มันเป็นชีวิต วิญญาณ น้ำตา เหงื่อ ความทุกข์ ความสุข มีเรื่องดี เรื่องร้ายในเวลาเดียวกัน

ที่มา: โพสต์ทูเดย์