แม้ว่าการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 จะยืนยันอีกครั้งว่า ประชาชนไทยส่วนใหญ่ยังมอบความไว้วางใจต่อการบริหารงานของพรรคไทยรักไทย ด้วยคะแนนเสียงที่มากกว่า “โนโหวต” ถึงสองเท่า แต่กระบวนการโค่นล้มรัฐบาลก็มิได้ใส่ใจกลับสร้างเงื่อนไขต่างๆ เพื่อสร้างสถานการณ์ไปสู่การรัฐประหาร

การรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ได้เปลี่ยนอำนาจการปกครอง จากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง ไปสู่อำนาจของ คมช.และระบอบอำมาตยาธิปไตยท่ามกลางความชื่นชม ยินดี ของพันธมิตร มาตรา7 สื่อมวลชน และนักวิชาการบางส่วน พวกเขาต่างตั้งความหวังว่าการรัฐประหารครั้งนี้จะขจัดคู่แข่งทางการเมืองอย่างพรรคไทยรักไทยให้อยู่มือ สถานการณ์จะมีความสงบเรียบร้อย และจะสามารถจัดสรร ปันส่วนผลประโยชน์ บทบาท และความมั่งคั่งของฝ่ายตนอย่างทั่วถึง

แต่การณ์กลับกลายเป็นว่า พวกเขาได้ทำลายความน่าเชื่อถือของประเทศไทยต่อประชาคมโลกเพียงชั่วข้ามคืน ทำให้มิตรประเทศดูแคลน และมีสัมพันธภาพอย่างเย็นชา ทำให้ความสามารถทางการแข่งขันของประเทศอ่อนด้อยลงไป พวกเขาใช้งบประมาณและทรัพยากรต่างๆ เพื่อค้ำยันอำนาจของตนตามใจชอบโดยไม่สามารถตรวจสอบได้ ฐานะการเงิน การคลังของประเทศทรุดลง การลงทุนทั้งภาครัฐและภาคเอกชนหยุดชะงัก ผู้ประกอบการเผชิญกับภาวะขาดทุน และมีการปิดกิจการเพิ่มขึ้น ประชาชนว่างงานเพิ่มขึ้น การจับจ่ายใช้สอยและการบริโภคของประชาชนน้อยลง ประชาชนในภาคชนบทและคนจนเมืองถูกทอดทิ้ง ในขณะที่ปัญหาทางสังคม เช่น การ ปล้น ชกชิงวิ่งราว ยาเสพติดเพิ่มขึ้นอย่างน่าใจหาย

คมช. คตส. สนช. สสร. และ รมต. ในระบอบอำมาตยาธิปไตย ไม่สามารถสร้างผลงานให้ประชาชนรู้สึกยินดี และ มอบความไว้วางใจให้ กลับมีพฤติกรรมต่างๆ ที่สร้างความคลางแคลงใจและทำให้เกิดความชิงชังมากขึ้นโดยลำดับ ดังนี้..

หนึ่ง แก้ปัญหาทางเศรษฐกิจไม่ได้และมีปัญหาใหม่เพิ่มขึ้น เช่นปัญหาการลงทุนจากต่างประเทศ ปัญหาการหยุดชะงักของการลงทุนในภาครัฐและเอกชน ปัญหาเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่องที่สร้างผลกระทบอย่างรุนแรงต่อผู้ส่งออก ปัญหาความซบเซาของการประกอบการธุรกิจสาขาต่างๆ ปัญหาการเก็บภาษีไม่ได้ตามเป้าหมาย ปัญหาหนี้สาธารณะที่เพิ่มขึ้น ปัญหาการเลิกจ้าง ปัญหาคนว่างงาน ปัญหาค่าครองชีพ เป็นต้น

สอง คตส.กระทำตัวเป็นศาลเตี้ย และเป็นสิ่งแปลกปลอมของกระบวนการยุติธรรม ใช้อำนาจพิเศษจาก คำสั่ง คมช.เพื่อ เล่นงาน นายกทักษิณ และครอบครัว ด้วยวิธีการ “มัดมือชก” และ “ชกข้างเดียว” จนเป็นที่รับรู้โดยทั่วกันว่า “เป็นการกลั่นแกล้งทางการเมืองโดย กระบวนการตุลาการอำพราง” เพื่อมุ่งหมายขจัด คู่แข่งทางการเมืองเท่านั้น

สาม ตุลาการรัฐธรรมนูญ ใช้ประกาศ คำสั่งของ คมช.เป็นบรรทัดฐานในการวินิจฉัยให้ยุบพรรคไทยรักไทยและตัดสิทธิ์ทางการเมืองของกรรมการบริหารพรรค อีกทั้งให้ กกต. กีดกันไม่ให้จดทะเบียนใช้ชื่อพรรคเดิม และเตะถ่วง หน่วงเหนี่ยว ประวิงเวลามิให้มีการตั้งพรรคการเมืองใหม่เพื่อ เป็นการใช้กระบวนการตุลาการทำลายคู่แข่งทางการเมืองที่ ขัดต่อหลักนิติธรรมที่ชัดเจนอีกครั้งหนึ่ง และเป็นการทำลายความน่าเชื่อถือของระบบนิติรัฐที่ใช้เวลาสั่งสมความน่าเชื่อถือมายาวนาน

สี่ สสร. ได้คลอดร่างรัฐธรรมนูญที่มุ่งลดอำนาจประชาชนและเพิ่มอำนาจระบอบอำมาตยาธิปไตย กำหนดวิธีการเลือกตั้งที่มีเจตนาให้พรรคการเมืองอ่อนแอ ได้รัฐบาลที่ไร้เสถียรภาพ อีกทั้งนิรโทษกรรมต่อการกระทำใดๆของ คมช.และคณะ นับเป็นรัฐธรรมนูญที่มุ่ง “บอนไซ” ระบอบประชาธิปไตยและอำนาจอธิปไตยของปวงชนให้แคระเกร็นในกระถางของระบอบอำมาตยาธิปไตย

ห้า สสร. รมต. กกต. ร่างกฎหมายลงประชามติรัฐธรรมนูญ โดยจำกัดเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็นที่ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญและกำหนด บทลงโทษต่อผู้เคลื่อนไหวสร้างประชามติ “ไม่รับ” ร่างในขั้นรุนแรง ในขณะที่เปิดโอกาสให้เคลื่อนไหวสร้างประชามติเพื่อให้ประชาชน “ยอมรับ” ร่างรัฐธรรมนูญอย่างกว้างขวาง อีกทั้งสั่งการให้กำนันผู้ใหญ่บ้านและส่วนราชการต่างๆ ตั้งเป้าหมายให้ประชาชนออกมาลงประชามติ “รับ” รัฐธรรมนูญ ร้อยละ 25 ของผู้มีสิทธิ์ในหมู่บ้าน/ชุมชน และกีดกันประชาชนที่มีท่าทีลงประชามติ “ไม่รับ” ร่างรัฐธรรมนูญ ทุกวิถีทาง นับเป็นการ “บังคับ ข่มขืนและบีบคั้น” การตัดสินใจของประชาชน เพื่อสร้าง “ประชามติจอมปลอม” หวังหลอกลวงชาวโลก ให้ดูประหนึ่งว่ารัฐธรรมนูญของพวกเขาผ่านประชามติของประชาชนส่วนใหญ่

หก รมต. ได้ร่างกฎหมายความมั่นคง ให้อำนาจ กอ.รมน. ล้นฟ้า สามารถ ตรวจค้น จับกุม ประชาชนโดยไม่ต้องมีหมายศาล อีกทั้ง ไม่สามารถเอาผิดได้ทั้งทางแพ่ง อาญา และศาลปกครอง เป็นการคุกคาม สิทธิมนุษยชนอย่างโจ่งแจ้ง และหมายจะสร้างรัฐทหาร ที่มุ่งให้อำนาจต่อ ผบ.ทบ. ซึ่งเป็นผู้อำนวยการ กอ.รมน. และเป็นกลไกแห่งอำนาจของทหาร

เจ็ด กองทัพ ตำรวจ และฝ่ายปกครอง ใช้อำนาจกีดกันมิให้ประชาชนออกไปชุมนุมแสดงความคิดเห็นทางการเมือง ตลอดจนปิดกั้นการเสนอข่าวสารของสื่อมวลชน บล็อก เวปไซต์ ที่วิพากษ์วิจารณ์รัฐบาล นับเป็นการจำกัด ลิดรอน และคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพของพลเมือง ซึ่งขัดต่อกฎบัตรสหประชาชาติว่าด้วยสิทธิมนุษยชนและขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราวที่ คมช.เป็นผู้ร่างเอง

แปด คมช. และรัฐบาล ไม่สามารถแก้ไขปัญหาภาคใต้ให้คลี่คลาย แต่สถานการณ์กลับทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น อีกทั้งไม่สามารถ สอบสวน จับกุมผู้ลอบวางระเบิดส่งท้ายปีเก่า ต้อนรับปีใหม่ที่เกิดขึ้นกลางเมืองหลวง และระเบิดหลังจากนั้นอีกหลายครั้ง รวมทั้งการลอบวางระเบิดเพื่อประทุษร้ายต่อชีวิตของอดีตนายกทักษิณ ทั้งๆที่มีอำนาจล้นฟ้า พวกเขาไม่มีคุณสมบัติเพียงพอและไร้ความสามารถในการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศอย่างเห็นได้ชัด

เก้า คตส. ปปช. และหน่วยงานต่างๆของรัฐ ได้แสดงให้ประชาชนรับรู้โดยทั่วไปว่า “เลือกปฏิบัติ” ต่อการการกระทำผิดกฎหมายของผู้มีอำนาจและพรรคพวก เช่น กรณีที่ดินเขายายเที่ยงของ พล.อ.สุรยุทธ์ กรณีการจดทะเบียนสมรสซ้อนของ พล.เอก สนธิ กรณี ตัดรายชื่อผู้ว่า กทม. อภิรักษ์ออกจากรายชื่อที่จะต้องสอบสวนโดย ปปช. กรณี การว่าจ้างเครือข่ายเชียรช่วง กัลยาณมิตร ใส่ร้ายป้ายสี นายกทักษิณ และยังมีกรณีอื่นๆ อีกหลายกรณี นับเป็นการกระทำที่เรียกว่า “สองมาตรฐาน” ทีชัดเจน เมื่อเปรียบเทียบกับการที่ คตส. เล่นงาน นายกทักษิณและครอบครัว

สิบ คมช.และรัฐบาลได้กล่าวหารัฐบาลนายกทักษิณ 4 ประการ ซึ่งถือเป็นเหตุแห่งการรัฐประหาร แต่พวกเขาไม่สามารถอธิบายได้ว่า พวกตนได้ทำให้ข้อกล่าวหาดังกล่าวบรรลุผลในประการใดบ้าง ตรงกันข้าม ผู้มีอำนาจของ คมช. รัฐบาลและพรรคพวก มีพฤติกรมมตามข้อกล่าวหานั้นร้ายแรงกว่ารัฐบาลก่อนมากมายนัก ไม่ว่าการปล้นอำนาจอธิปไตย การทุจริต การคัดเลือกบุคคลเข้าดำรงตำแหน่งในองค์กรต่างๆ การควบคุมแทรกแซงองค์กรอิสระจนไร้อิสระ การทำลายระบบนิติรัฐ การใช้อำนาจตุลาการเป็นเครื่องมือกลั่นแกล้ง ขจัดคู่แข่งทางการเมือง การสร้างความแตกแยกของคนในชาติ และพฤติกรรมสวนทางกับพระราชดำรัสในหลายกรณี

สิบเอ็ด การอยู่ในอำนาจ ร่วมสิบเดือนที่ผ่านมา ประชาชนไม่รับทราบ และจำไม่ได้ว่า คมช. รัฐบาลและพรรคพวก ได้สร้างผลงานอันใดที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติบ้าง..

ปรากฏการณ์ สิบเอ็ดประการนี้ ชี้ชัดว่า คมช. รัฐบาลและพรรคพวก ไม่อยู่ในฐานะที่จะปกครองประเทศไทยได้ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลของที่มาจากการยึดอำนาจ การวางตัวบุคคลที่ไม่เหมาะสม ภาวะไร้วิสัยทัศน์ ไม่มียุทธศาสตร์และแนวทางนโยบาย ไม่มีความสามารถในการบริหาร ตลอดจนไม่ประพฤติตนให้อยู่ในคุณธรรม จริยธรรมตามที่กล่าวอ้าง… ยังไม่ปรากฏปัจจัยด้านบวก และเงือนไขที่เป็นคุณใดๆ ที่บ่งบอกถึง ความสมเหตุสมผล ที่ให้ คมช. รัฐบาลและพรรคพวกอยู่ในอำนาจต่อไป กล่าวได้ว่า ฝ่ายเผด็จการ “แย่ลงทุกที” และกำลังนำพาประเทศไปสู่หุบเหวมรณะ

กล่าวสำหรับพลังฝ่ายประชาธิปไตยซึ่งถูกแยกสลาย จนแตกแยกขัดแย้ง อยู่อย่างกระจัดกระจาย ไร้การนำพา ในช่วงการรัฐประหารนั้น บัดนี้พลังฝ่ายประชาธิปไตยได้ก่อตัว จากเล็กสู่ใหญ่ จากอ่อนสู่แข็ง เติบใหญ่เข้มแข็งโดยลำดับ

20 กันยายน 2549 หลังรัฐประหารไม่ถึง 24 ชั่วโมง กลุ่ม 19 กันยา ไม่กี่สิบคน รวมกำลังแจกใบปลิวคัดค้านและประณามการรัฐประหาร ในขณะที่หลายฝ่ายได้ประสานงานและสื่อสารกันในโลกอินเตอร์เน็ตอย่างคึกคัก

ต้นเดือนตุลาคม 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ขับรถแท็กซี่คู่ชีวิต พุ่งเข้าชนรถถังเพื่อท้าทายอำนาจ คมช.และ ส่งข่าวให้ทั่วโลกรับรู้ว่า ยังมีคนที่คัดค้านการรัฐประหาร มิใช่มีแต่พวกมอบดอกไม้ให้ทหาร

ปลายเดือนตุลาคม 2549 “นวมทอง ไพรวัลย์” ได้ตัดสินใจใช้ชีวิตและเรือนร่างที่ใส่เสื้อคอกลมสีดำ และสกรีนข้อความ “..อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง………” เพื่อส่งสารให้แก่พี่น้องร่วมชาติและชาวโลกได้ตระหนักถึงภัยคุกคามของเผด็จการและจะต้องรวมพลังกันต่อต้าน นับเป็นการต่อสู้อำนาจเผด็จการที่ใช้ชีวิตเข้าแลก และสังเวยความจงรัก ภักดีต่ออำนาจของปวงชนและระบอบประชาธิปไตยในระดับจิตวิญญาณ

ต้นเดือนพฤศจิกายน 2549 ได้ก่อเกิดกลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ใช้สนามหลวงเป็นจุดนัดพบของฝ่ายต่อต้านเผด็จการทุกวันเสาร์ จากคนเพียงไม่กี่สิบคนในวันแรกๆ และเพิ่มเป็นพันคนในเวลาเพียง 2 เดือนเศษ คู่ขนานกันไปนั้น ก็มีกลุ่มพิราปขาว 2006 รวมพลกันที่สวนลุมและทั้งสองกลุ่มสามารถประสานกำลังกันได้และใช้สนามหลวงร่วมกันในเวลาต่อมาแม้จะมีความแตกต่างในเรื่องแนวทางการต่อสู้กันบ้างก็ตาม

ตั้งแต่กลางเดือนธันวาคม 2549 เป็นต้นมา เวปไซต์ บล็อก ที่ต่อต้านอำนาจเผด็จการ ผุดขึ้นราวดอกเห็ด การส่งอีเมล์ ประณามโจมตี พวกเผด็จการกระจายไปทั่ว ใบปลิวและเอกสาร ข้อมูลต่างๆถูกกระจายไปในที่ต่างๆ การท้าทายอำนาจ คมช. ด้วยการพ่นสี แสดงความไม่พอใจเกิดขึ้นหลายแห่ง บทความและข้อเขียนของสื่อมวลชนต่างประเทศ ล้วนแสดงการไม่ยอมรับการรัฐประหารอย่างกว้างขวาง การสัมมนาเพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์เกิดขึ้นเป็นระยะๆ

เดือนมกราคม 2550 ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มใช้สื่อ วิทยุอินเตอร์เน็ต วิทยุชุมชน การชุมนุมที่สนามหลวงของ คนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ และ กลุ่มพิราปขาว 2006 ได้ปลุกเร้าความกล้าหาญและท้าทายอำนาจเผด็จการ จนทำให้ประชาชนเริ่มมั่นใจต่อการชุมนุมสำแดงพลังทางการเมืองกันมากขึ้น

เดือนกุมภาพันธ์-มีนาคม 2550 พลังประชาธิปไตยสะสมกำลัง แบบต่างฝ่าย ต่างเคลื่อนไหว ตามความถนัด และภาวะเอื้ออำนวยของตน

เดือนมีนาคม 2550 กำเนิด PTV คู่ขนานไปกับการบล็อก PTV จนนำไปสู่การประกาศชุมนุมทางการเมืองที่สนามหลวงทุกวันอาทิตย์ ตั้งแต่ปลายเดือนมีนาคม 2550 จนถึงปลายเดือนพฤษภาคม 2550 สามารถระดมประชาชนสำแดงกำลังทางการเมืองจากหลักพันไปสู่หลักหมื่น

เดือนเมษายน 2550 ถึงวันดีเดย์ของคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ สามารถระดมประชาชนได้หลายพันคนและนำไปสู่การเปิดโปง พลเอก เปรม ติณสูลานนท์ ผู้บงการการรัฐประหาร โดยออกสมุดปกม่วงและนำไปสู่การล่ารายชื่อให้ครบหนึ่งแสนรายชื่อเพื่อถวายฎีกา ขอให้พลเอกเปรม ลาออกจากประธานองคมนตรี นับเป็นการ เปิดโปงผู้อยู่เบื้องหลังการรัฐประหารที่มีนัยสำคัญทางการเมือง

เดือนพฤษภาคม 2550 ได้เกิดกระบวนการ “จตุคาม รามเทพ รุ่นปราบกบฏ” โดยทีมงานคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ คู่ขนานไปกับการชุมนุมทุกวันศุกร์ ของ PTV และองค์กรแนวร่วม

เดือนมิถุนายน 2550 มีการปรับขบวนในส่วนนำของการเคลื่อนไหว โดยความร่วมมือขององค์กรต่างๆ 22 องค์กรและจัดตั้งเป็น “แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการ” (นปก.) และมีการชุมนุม ณ ท้องสนามหลวงทุกวัน เรียกร้องให้ คมช.ออกไป ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญปี 2550 ให้ประกาศใช้รัฐธรรมนูญปี 2540 จัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว และไม่รับกฎหมายความมั่นคงที่มุ่งสร้างรัฐทหารและสืบทอดอำนาจเผด็จการ กำหนดให้วันที่ 24 มิถุนายน 2550 เป็นวันชุมนุมใหญ่สามารถระดมประชาชนเข้าร่วมการชุมนุมหลายหมื่นคน ในรอบเดือนนี้ มีการเดินขบวนไปท้าทายอำนาจ คมช.และรัฐบาล ที่หน้า บก.ทบ. 2 ครั้ง และเดินขบวนไปท้าทายอำนาจ “จอมบงการ..เปรม ติณสูลานนท์” บนเส้นทางไปสู่บ้านสี่เสา แม้ว่าจะถูกขัดขวางจากเจ้าหน้าที่อย่างสุดฤทธิ์ก็ตาม ในช่วงเวลาเดียวกันนี้ได้เกิดการรวมตัวของ นักวิชาการ อาจารย์จากหลายๆมหาวิทยาลัยนำโดย ดร.นิธิ เอี่ยวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน เพื่อประกาศจุดยืนไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ คมช.

เดือนกรกฎาคม 2550 นปก. ได้ยกระดับการเคลื่อนไหวด้วยยุทธศาสตร์ “ดาวกระจาย” ทั้งในกทม. และต่างจังหวัดประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี ในจังหวัด ยโสธร กาฬสินธุ์ ลำพูน แพร่ หนองคาย และสกลนคร พร้อมๆกันนี้ ได้มีการรวมตัวของขบวนการนักศึกษากว่า 20 สถาบันที่มีข้อเรียกร้องเดียวกันกับ นปก. และมีการรวมตัวของ NGO กว่า 20 องค์กรเพื่อต่อต้านกฎหมายความมั่นคงที่มุ่งสืบทอดอำนาจเผด็จการและสร้างรัฐทหาร

ในรอบสิบเดือนมานี้ ฝ่ายประชาธิปไตยเริ่มเคลื่อนไหวด้วยกำลังคนเพียงไม่กี่สิบคน ท่ามกลางการปิดล้อมข่าวสารของสื่อมวลชน และการกีดกันการรวมตัวของประชาชนในทุกรูปแบบ แต่พลังประชาธิปไตยได้ฝ่าฟันอุปสรรคนา นา นับประการ จากไม่มีหัวขบวน จนมีหัวขบวน จากการนำของ PTV เป็นการนำของ นปก. จากการชุมนุมสัปดาห์ละครั้งเป็น การชุมนุมทุกวัน จากการหนีฝน เป็นการสู้ฝน จากการถูกไล่ที่ตั้งเวที เป็นการยึดสนามหลวงได้อย่างถาวร จากการที่ทหารตั้งด่านบล็อกผู้เข้าร่วมชุมนุม เป็นการ เลิกตั้งด่าน จากการชุมนุมที่สนามหลวงที่เดียว เป็นการชุมนุมหลายที่และกระจายไปต่างจังหวัด จากการกลัวเกรงบารมีเปรม กลายเป็นการท้าทายอำนาจบารมีเปรม …..จึงเห็นได้อย่างแจ่มชัดว่า ฝ่ายประชาธิปไตย เริ่มจากเล็ก สู่ใหญ่ จากอ่อนสู่แข็ง จากผู้เข้าร่วมน้อย สู่ผู้เข้าร่วมมากขึ้น จากความกล้าๆ กลัวๆ สู่ความห้าวหาญ …. พลังฝ่ายประชาธิปไตยจึงเดินไปสู่ การเติบโตเข้มแข็ง อยู่ในสถานการณ์ “ดีขึ้นทุกวัน” ชัยชนะเข้าใกล้เข้ามาทุกวันเช่นกัน..