[16 ก.ค. 50 – 17:43]

ไม่มีใครปฏิเสธว่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้นอย่างรวดเร็ว กำลังเป็นอุปสรรคที่อันตรายใหญ่ยิ่งของภาคการผลิต และภาคการส่งออกของไทย และไม่ใช่บริษัทไทยศิลป์ อาคเนย์ อิมพอร์ตเอ็กซ์พอร์ต จำกัด เพียงบริษัทเดียวที่รับผลกระทบ

นายพงษ์ศักดิ์ อัสสกุล” นายกสมาคมอุตสาหกรรมสิ่งทอ ระบุว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมสิ่งทอกว่า 200 แห่งปิดกิจการไปแล้ว เพราะรับการขาดทุนจากค่าเงินบาทไม่ไหว ขณะที่ นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์” นายกสมาคมผู้ส่งออกข้าว ให้ข้อเท็จจริงว่า มีผู้ส่งออกข้าวรายเล็กๆต้องปิดกิจการไปจำนวนมากเช่นกัน

จากข้อมูลของ ธปท. หากเราลองทอนรายได้จากการส่งออกใน 5 เดือนแรกของปีนี้ จากเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯเป็นเงินบาท ก็จะพบความจริงที่น่าตกใจว่า “มูลค่าการส่งออกในรูปเงินดอลลาร์ที่ขยายตัวเพิ่มขึ้นถึง 18% นั้น เมื่อตีราคาเป็นเงินบาทขยายตัวเพิ่มขึ้นเพียง 7.5% เท่านั้น แตกต่างกันถึง 11.5%”

เมื่อพิจารณาความสามารถการแข่งขันทางการค้า ซึ่งวัดจากดัชนีค่าเงินบาทที่แท้ จริง (REER) ยังเห็นเช่นกันว่า ดัชนีค่าเงินบาทที่แท้จริงแข็งขึ้นกว่า 8% สะท้อนความเสียเปรียบของประเทศอย่างเห็นได้ชัด

แต่ภายใต้ “วิกฤติค่าเงินบาท” และโจมตีค่าเงินบาทของนักลงทุนต่างชาติในรอบใหม่นี้ ธปท.เพียงลำพังจะมีความรู้ความสามารถเพียงพอ ที่จะพาประเทศชาติ ผ่านภาวะวิกฤติที่ส่งผลร้ายต่อภาคการผลิต กระทบถึงแรงงาน และเกษตรกรไทยหลายสิบล้านคนหรือไม่

หลายฝ่ายแสดงความกังวล โดยเฉพาะอย่างยิ่ง มาตรการใหม่ๆ ที่ ธปท.จะนำออกมาใช้เพื่อลดการไหลของเงินร้อนระยะสั้นที่ถาโถมเข้ามาว่า จะมีผลข้างเคียงเหมือนกับมาตรการกันสำรอง 30% หรือไม่

ทั้งนี้ หากเปรียบเทียบวิกฤติค่าเงินบาทเมื่อ 10 ปีที่ผ่านมา ในปี 2540 กับการโจมตีค่าเงินบาทที่กำลังเกิดขึ้นในปัจจุบัน เป็นวิกฤติค่าเงินบาทที่เกิดขึ้นกลับด้านกัน จากปี 2540 ที่ ธปท.พยายามตรึงค่าเงินบาทไม่ให้อ่อนค่าลง ขณะที่ครั้งนี้พยายามที่จะรั้งเงินบาทไม่ให้แข็งค่าขึ้น

แต่ไม่ว่าความพยายามที่จะดูแลความผันผวนของค่าเงินบาทของ ธปท.จะเกิดขึ้นในทิศทางใด ย่อมต้องใช้ต้นทุนจำนวนมหาศาลทั้งสิ้น

วิกฤติค่าเงินบาทในปี 2540 การตรึงค่าเงินไว้ที่ระดับ 25.27 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ไทยสูญเสียทุนสำรองทางการฯ 39,200 ล้านเหรียญสหรัฐฯ หรือ 980,000 ล้านบาท (25 บาทต่อดอลลาร์ฯ) ทั้งหมด และมีหนี้สินจากสัญญาซื้อขายล่วงหน้าอีก 23,400 ล้านเหรียญฯ หรือ 585,000 ล้านบาท รวมเงินที่ใช้ดูแลค่าเงินกว่า 1.56 ล้านล้านบาท โดยมีผลขาดทุนฝากไว้ 83,417.9 ล้านบาท

ขณะที่ “วิกฤติค่าเงินบาท” ในปัจจุบัน การไหลเข้าของทุนต่างประเทศเพื่อลงทุนในไทย รวมทั้งเก็งกำไรค่าเงินบาท เริ่มเห็นได้ชัดตั้งแต่ปีที่ผ่านมา และทวีความรุนแรงขึ้นตลอด 6 เดือนแรกของปี 2550

กระแสเงินทุนจากต่างประเทศไหลบ่าเข้ามาในตลาดหุ้นไทยอย่างรุนแรงอีกครั้ง ระหว่างการฉลองทศวรรษวิกฤติเศรษฐกิจไทยเมื่อวันที่ 2 ก.ค.ที่ผ่านมา และยังคงไหลเข้าอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ค่าเงินบาทขณะนี้แข็งค่าขึ้นถึง 8.38% จากสิ้นปีก่อน ซ้ำเติมการแข็งค่าในปี 2549 ที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นมากกว่า 17% ทั้งๆที่การดูแลค่าเงินบาทอยู่ภายใต้การใช้มาตรการ 30% และบังคับทำประกันความเสี่ยง 100%

ธปท.ยังได้ใช้เงินแทรกแซงเพื่อลดความผันผวนอย่างต่อเนื่อง เป็นเงินกว่า 760,000 ล้านบาททั้งการซื้อขายเงินตราต่างประเทศทันที (spot) ซื้อขายล่วงหน้า (swap) และการออกพันธบัตร ธปท. เพื่อดูดซับสภาพคล่อง โดยประมาณว่า ณ วันนี้ ธปท.ขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนฯแล้ว 48,000 ล้านบาท

เมื่อรวมกับเม็ดเงินที่ใช้ในการแทรกแซงค่าเงินบาทในปีที่ผ่านมา 1.1 ล้านบาท และผลขาดทุนประมาณ 99,000 ล้านบาทแล้ว เท่ากับว่า ในเวลา 1 ปี 6 เดือน ธปท.ใช้เงินในการดูแลค่าเงินบาททั้งสิ้น 1.86 ล้านล้านบาท และคาดผลขาดทุนอัตราแลกเปลี่ยนฯไว้ที่ 147,000 ล้านบาท

ดังนั้น หาก ธปท.ยังคงใช้การแทรกแซงเป็นมาตรการหลักในการดูแลค่าเงินบาทต่อไป ในที่สุด เม็ดเงินที่ต้องใช้อาจจะมีจำนวนมหาศาลจนไม่สามารถประมาณได้ แต่ขณะนี้ หลังจากการประชุมระหว่างกระทรวงการคลัง และ ธปท.ก็ยังไม่มีมาตรการใดที่ชัดเจนออกมา ขณะที่ นางธาริษา วัฒนเกส ผู้ว่าการ ธปท. ให้ สัมภาษณ์ว่า ค่าเงินบาทจะอ่อนค่าเอง เมื่อการส่งออกขยายตัวลดลงในครึ่งปีหลัง

ทีมเศรษฐกิจ” รวบรวมความคิดความเห็นจากปากคำกูรูและผู้ช่ำชองในภาคเศรษฐกิจ ไทย เพื่อเป็นกระจกสะท้อนภาพความจริงอย่างครบถ้วน ซึ่งจะช่วยให้การตัดสินใจแก้ปัญหา “วิกฤติค่าเงินบาท” ครั้งนี้เป็นไปในทิศทางที่สมบูรณ์ และไม่ซ้ำเติมความอ่อนแอของเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน ดร.วีรพงษ์ รามางกูร อดีตรองนายกรัฐมนตรี

ผมรู้สึกเศร้าใจเมื่อได้เห็นคำตอบจาก รมว.กระทรวงการคลัง และผู้ว่าการ ธปท.ว่า ไม่มีมาตรการใดอีกแล้วที่จะหยุดการแข็งค่าของเงินบาท นอกจากปล่อยให้สถานการณ์ดำเนินต่อไป ซึ่งผิด เพราะถ้ารัฐบาลยังคงปล่อยให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้ เศรษฐกิจประเทศไทยจะต้องเผชิญความยุ่งยากครั้งใหญ่อีกครั้ง

ที่สำคัญ ใครที่บอกว่าเราไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการส่งออก ผมอยากให้กลับไปคิดใหม่ เพราะ ทุกวันนี้เศรษฐกิจไทยอยู่ได้ก็ด้วยการส่งออกคิดเป็น 65% ของจีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ) ถ้าไปดูสิงคโปร์ และฮ่องกง การส่งออกของเขาสูงมาก 120% ของจีดีพี เมื่อการส่งออกคือความอยู่รอดของประเทศ รัฐบาลก็จะต้องดูแล ถ้าไม่ดูแลให้ผู้ส่งออกแข่งขันได้ จีดีพีก็ต้องลดลง การว่างงานย่อมต้องเกิดขึ้นแน่นอน

วิธีที่น่าจะทำที่สุดก็คือ ต้องให้นายกรัฐมนตรีเรียกประชุมกระทรวงการคลัง ธปท. และ รมต.ทุกกระทรวง เพื่อบอกให้ทุกคนรับรู้ว่า บัดนี้ค่าเงินบาทแข็งกำลังเป็นวิกฤติครั้งใหม่ของประเทศที่ทุกฝ่ายมีหน้าที่ต้องช่วยกัน โดยรัฐบาลกำหนดให้เร่งรัดดำเนินโครงการลงทุนขนาดใหญ่ (เมกะโปรเจกต์) ให้เร็วที่สุด

ในส่วนของรัฐวิสาหกิจที่มีหนี้เป็นเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐฯอยู่ รัฐบาลต้องกำหนดให้มีการออกบาท บอนด์เพื่อไปใช้หนี้สกุลเงินดอลลาร์ เปลี่ยนสถานะเป็นเงินบาทเสีย รัฐวิสาหกิจใดไม่อยากกู้เงินบาทเพราะอัตราดอกเบี้ยแพง รัฐบาลก็ต้องขอให้ ธปท.ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ ลงให้ต่ำกว่าเงินดอลลาร์เสีย ถึงตรงนี้ ถ้า ธปท.ไม่ทำ ก็เห็นจะต้องปลดผู้ว่าการ

ทำตรงนี้แล้วก็ต้องเปลี่ยนความคิดเรื่องการตั้งเป้าหมายเงินเฟ้อ Inflation Tarketting ของ ธปท.เสีย เพื่อจะได้ใช้อัตราดอกเบี้ยเป็นเครื่องมือในการดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ทำแค่นี้ นอกจากไม่ต้องไปออกมาตรการที่กระทบต่อตลาดหุ้นแล้ว ยังน่าจะทำให้ดัชนีตลาดหุ้นไทยปรับตัวพุ่งขึ้นด้วย โดยเฉพาะเมื่อบอกให้ต่างประเทศได้รู้ว่า เรามีนโยบายที่จะเอาเงินที่ไหลเข้ามาไปใช้ให้เกิดประโยชน์มากมาย เช่นเดียวกับที่รัฐบาลในหลายๆประเทศ โดยเฉพาะ จีนทำ คือ นำเงินทุนที่หลั่งไหลเข้าประเทศตนไปลงทุนสร้างสาธารณูปโภค หรือบอกให้รู้ว่า รัฐบาลมีแผนการที่จะใช้เงินดอลลาร์ไปในเรื่องใดบ้าง ถึงตรงนั้น ประเทศไทยก็จะมีภาวะการขาดดุลบัญชีเดินสะพัด และเงินบาทอ่อนค่าลง

ผมกับอาจารย์ทนง (นายทนง พิทยะ อดีต รมว.คลัง) เตรียมแผนที่จะแก้ปัญหานี้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนแล้ว เพราะรู้ดีว่า เงินบาทจะแข็งค่าขึ้นเรื่อยๆถ้าไม่ทำอะไร เราวางแผนตั้งแต่ให้รัฐบาลประกาศมีเมกะโปรเจกต์ออกมา เพื่อบอกให้รู้ว่า เราจะใช้เงินดอลลาร์เท่าไหร่ ใช้เงินบาทเท่าไหร่ จากนั้นก็ใช้วิธีให้รัฐวิสาหกิจเปลี่ยนสถานะหนี้เงินกู้ ลดดอกเบี้ย และปรับเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนให้เกิดความเหมาะสม โดยแบงก์ชาติอาจปรับราคาเป็นครั้งเป็นคราวได้เพื่อให้เกิดความเหมาะสม ไม่มีระบบอะไรหรอกครับที่จะใช้ได้ไปชั่วกัลปาวสาน แต่ทุกระบบควรปรับเปลี่ยน และนำมาใช้ให้สอดคล้องกับสถานการณ์

“วายุภักษ์ เป็นหนทางหนึ่งที่เราทำเพื่อระดมเงินบาทนำไปซื้อคืนหนี้เงินดอลลาร์ เพื่อให้ เงินดอลลาร์ไหลออกไป พอบาทอ่อนก็จะได้ปิดเสีย แต่ทั้งหมดนี้เป็นหน้าที่ที่นายกรัฐมนตรีจะต้องเรียกประชุมทุกฝ่ายเพื่อช่วยกันแก้ไข ไม่ใช่ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของแบงก์ชาติฝ่ายเดียว”

ศุภรัตน์ ควัฒน์กุล
ปลัดกระทรวงการคลัง

การจะดูแลเรื่องนี้จะต้องมีกระบวนการจัดการที่ดี คงไม่ใช่แค่ที่เราพูดกันว่า ธปท.จะต้องเข้าไปดูแลไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเกินไป หรือแทรกแซงเงินบาท ซึ่งแต่ละครั้งที่มีการแทรกแซง ก็ต้องมีการออกพันธบัตรมาดูดซับ ซึ่งก็จะมีภาระในเรื่องอัตราดอกเบี้ยพันธบัตรตามมา หรืออย่างที่พูดกันในเรื่องของการเก็บภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น ซึ่งในทางปฏิบัติคงทำไม่ได้

ผมคิดว่า ภาษีกำไรจากการซื้อขายหุ้น คงเก็บไม่ได้เพราะมีอนุสัญญาภาษีซ้อนกำกับอยู่ แต่ ก็มีประเด็นอื่นๆเสนอเข้ามาให้พิจารณามาก เพื่อจะให้เป็นมาตรการสกัดไม่ให้เงินทุนไหลบ่าเข้ามาโดยไม่มีทำนบกั้น ประเด็นต่างๆที่มีผู้เสนอเข้ามา และอยู่ระหว่างการศึกษาเชิงวิชาการก็เช่น ถ้าเอาเงินเข้ามาฝากเฉยๆโดยไม่ลงทุน เขาก็ยังได้กำไรอยู่ดี กำไรตรงนี้จะขอเก็บภาษีได้หรือไม่

สมมติวันที่เอาเงินเข้ามาฝาก ค่าเงินบาทอยู่ที่ 40 บาท วันนี้เงินบาทอยู่ที่ 38 บาท เขาก็ได้กำไรไป 2 บาท กำไรตรงนี้จะขอเก็บภาษีได้หรือไม่ อย่างมาตรการที่บังคับให้นักลงทุนต่างชาติต้องกันสำรองเงินทุนนำเข้า 30% ส่วนอีก 70% ให้เงินทำงานได้ หรือนำไปใช้ลงทุนได้ ผมก็ยังเห็นว่ามันเป็นมาตรการที่ไม่ได้ช่วยให้เงินที่ไหลเข้ามาสามารถจะทำงานได้อย่างเต็มที่

บรรดาข้อเสนอต่างๆที่จะเป็นการสกัดไม่ให้เงินบาทแข็งค่าเร็วเกินไปนั้น ผมเห็นว่าเป็นเรื่องยาก ถ้าจะเก็บภาษี ยังไม่รู้ว่าจะเก็บตอนไหน ตอนขาย หรือตอนเอาเงินออกไป สิ่งที่ดีที่สุดคือจะต้องมีกระบวนการบริหารจัดการที่ดีที่ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือกัน สิ่งที่ทำได้คือ ดูแลให้ค่าเงินบาทปรับตัวไปในทิศทางเดียวกันกับภูมิภาค เพื่อรักษาความสามารถ และศักยภาพในการแข่งขันของผู้ประกอบการ

ที่สำคัญ ควรมีคนเข้ามารับหน้าที่ผลักดันให้เกิดการลงทุนเพื่อลดสภาพคล่อง และเงินที่ล้นระบบ

คณิศ แสงสุพรรณ
ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยนโยบายเศรษฐกิจการคลัง

ผมรู้สึกเป็นห่วงการแก้ปัญหาค่าเงินบาทของรัฐบาลมาก เพราะขณะนี้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนออกมา ค่าเงินบาทผันผวนหนักครั้งนี้ ถือเป็นเรื่องใหญ่ที่ควรประสานนโยบายระดับเศรษฐกิจมหภาค เพื่อนำไปปฏิบัติเป็นหนึ่งเดียวกัน เช่น ธปท. กระทรวงการคลัง สภาพัฒน์ฯ สำนักงบประมาณ และ ก.ล.ต. เพราะจากบทเรียนครั้งที่ ธปท.ออกมาตรการ 30% โดยขาดการประสานงาน ส่งผลกระทบต่อตลาดทุนค่อนข้างรุนแรง

“ขณะนี้ผลกระทบค่าเงินได้เข้าไปสู่ภาคการผลิตอย่างชัดเจน จากค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น 8 บาท หรือ 18% ในช่วง 18 เดือน ซึ่งเป็นไปไม่ได้ที่จะเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตได้ทันค่าเงินที่แข็งขึ้น ขณะนี้จึงเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการหันมาพิจารณาว่าจะลดกำลังการผลิตหรือไม่ เมื่อคิดว่าค่าเงินจะแข็งต่อไปอีก”

ในระยะสั้น จุดสมดุลที่ผู้ส่งออกควรจะได้รับ คือ ค่าเงินบาทไม่ควรแข็งขึ้นเมื่อเทียบกับค่าเงินของประเทศคู่แข่ง (ไม่ใช่ค่าเงินบาทที่ 34 หรือ 35 บาท) ซึ่งคือการรักษาระดับค่าเงินที่แข่งขันได้ ซึ่งโดยหลักการ ธปท.ควรซื้อเงินตราต่างประเทศ ในจำนวนที่ทำให้ค่าเงินบาทค่อยๆแข็งขึ้นพร้อมค่าเงินของประเทศคู่แข่ง เช่นเดียวกับที่ทุกประเทศในเอเชียที่แทรกแซงค่าเงินของตัวเอง การที่ค่าเงินบาทแข็งขึ้นเพียงสกุลเดียว ก็หมายถึงภาคการเงินจะทำให้ภาคการผลิตเสียเปรียบโดยไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ ยังต้องเร่งการลงทุนในประเทศ ซึ่งทำให้เกิดการนำเข้า โดยเป็นหน้าที่ของภาครัฐโดยตรงที่จะต้องเร่งการลงทุนขนาดใหญ่ และเป็นหน้าที่สำคัญของรัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามาบริหารประเทศ รวมทั้งสนับสนุนให้มีการคืนเงินกู้ที่เป็นเงินตราต่างประเทศก่อนกำหนด ทั้งภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ

ก้องเกียรติ โอภาสวงการ
ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย

ลดดอกเบี้ยเพื่อดูแลค่าเงินบาท โดยอย่ายึดเพียงเป้าหมายเงินเฟ้อเป็นตัวกำหนดทิศทางดอกเบี้ย นอกจากนี้ ยังต้องเร่งกระตุ้นให้เงินไหลออก เปิดให้นักลงทุนไทยนำเงินออกไปลงทุนต่างประเทศได้โดยตรง จากปัจจุบันอนุญาตเฉพาะกองทุนรวมและบริษัทหลักทรัพย์ ต้องเปิดกว้างมากขึ้น เพราะปัจจุบันมีคนไทยที่มีเงินและมีความสามารถจำนวนมาก ที่พร้อมจะออกไปลงทุนในต่างประเทศ

ส่วนระยะยาว รัฐบาลของชาติในเอเชียต้องรวมตัวกันหารือกับ พี่ใหญ่จีนให้มีการปล่อยให้เงินหยวนแข็งค่าขึ้น เพราะประเทศเล็กๆรอบจีนต่างเดือดร้อนกับการที่เงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง ขณะที่จีนยังตรึงเงินหยวนไม่ให้แข็งค่าขึ้น ทำให้ประเทศในเอเชียเสียเปรียบจีนในการส่งออก ซึ่งการรวมประเทศในเอเชียเข้าไปปรึกษาหารือต่อรองกับจีน น่าจะได้ผลมากกว่าที่จีนจะยอมให้สหรัฐฯกดดันเรื่องค่าเงิน

ขณะที่ไม่เห็นด้วยกับการกลับไปใช้ระบบตะกร้าเงินเพราะจะเป็นจุดอ่อนให้นักเก็งกำไรโจมตีค่าเงินได้ ขณะที่ไทยไม่สามารถทำเหมือนจีนได้ เพราะจีนมีทุนสำรองเป็นหน้าตักมากกว่า 1.3 ล้านล้านเหรียญสหรัฐฯ ทำให้ไม่มีใครกล้าโจมตีค่าเงินหยวน แต่ไทยมีทุนสำรองหน้าตักแค่ 70,000 กว่าล้านเหรียญ ห่างไกลจากจีนกันมาก ไม่สามารถไปต่อกรกับเงินทุนหมุนเวียนทั่วโลกขณะนี้ได้

“ปัญหาค่าเงินบาท” ในครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องธรรมดา แต่กำลังกลายเป็น “วิกฤติ” ที่ลำพัง ธปท.เพียงหน่วยงานเดียว ยากที่จะแก้ไขให้สำเร็จลุล่วงไปได้

“ทีมเศรษฐกิจ” จึงเห็นว่าควรจะเป็นหน้าที่ของ “นายกรัฐมนตรี” ในฐานะหัวขบวนหลัก ดูแลภาพรวมของเศรษฐกิจไทย เพื่อช่วยให้การตัดสินใจแก้ปัญหาวิกฤติที่จะกระทบต่อแรงงานในภาคเศรษฐกิจจริงของประเทศ ไม่ติดยึดอยู่ภายใต้ “อัตตา” ของใครหรือหน่วยงานใดเพียงหน่วยงานเดียว

แต่เป็นการแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ การบูรณาการประสานกันทั้งมาตรการดูแลเงินทุนระยะสั้น มาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต และมาตรการที่จะใช้รองรับผลกระทบอย่าง รอบด้าน

ไม่เช่นนั้น เพียงเวลา 10 ปีผ่านไป “วิกฤติเศรษฐกิจไทย” อาจจะซ้ำรอยเดิม!!

ทีมเศรษฐกิจ

ที่มา: ไทยรัฐ