[16 ก.ค. 50 – 18:19]

มาต่อจิ๊กซอว์ดูแล้วนับตั้งแต่การเข้า ยึดอำนาจการปกครอง ของกองทัพ 19 ก.ย.เป็นต้นมา มีปัจจัยชี้ให้เห็นความพยายามที่จะ ต่อท่ออำนาจเผด็จการในรูปแบบใหม่ เพื่อให้ทหารยังคงอำนาจในการปกครองประเทศต่อไป เริ่มต้นจากระบบราชการ องค์กรและสถาบันต่างๆ

กว่า 9 เดือนที่ผ่านมาเรียกว่า กองทัพแทบจะควบคุมการปกครองประเทศไว้ได้แบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด คนที่ส่งตรงมาจากกองทัพก็เริ่มปรับตัว เพื่อที่จะ เข้าไปกลมกลืนกับประชาชนและระบบการเมือง ให้ได้ โดยเฉพาะการให้คุณให้โทษที่จะเป็นแรงจูงใจ

มีเรื่องของการตรวจสอบทรัพย์สินนักการเมืองและคดีทางการเมืองเป็นกลไกในการต่อรอง สุดท้ายนักการเมืองที่เห็นกับประโยชน์ส่วนตนก็แตกกระสานซ่านเซ็น เข้าไปอยู่ในวงจรดังกล่าวด้วย

ที่เหลือก็ถูกกันไปอยู่ฝ่ายตรงกันข้าม เพื่อหามาตรการจัดการขุดรากถอนโคนให้สิ้นซาก ฝ่ายที่เข้ามายอมสยบก็จะควบคุมให้อยู่ในคอนโทรล โดยมีผลประโยชน์เป็นสิ่งแลกเปลี่ยน

ผมคงไม่ต้องจาระไนรายละเอียดไปถึงตัวบุคคล หรือพรรค การเมือง เพราะถ้าติดตามวิกฤติประเทศมาตลอดจะเห็นภาพชัดเจน อยู่แล้วว่ามีนักการเมืองพรรคไหน บุคคลคณะไหน ที่เข้าร่วมขบวนการกันบ้าง

การโยนหินถามทางเพื่อให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ลงมาเล่นการเมืองจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เมื่อยังปราบปรามเสี้ยนหนาม ระบอบทักษิณและขั้วอำนาจเก่า ได้ไม่สะเด็ดน้ำ

ภารกิจก็ยังไม่เสร็จสิ้น

ยังเหลือภาคการเมืองและประชาชน เพราะฉะนั้น กองทัพจึงจำเป็นที่จะต้องคุมอำนาจการปกครองประเทศเอาไว้ในกำมือต่อไป แม้โดยนิตินัยจะหมดอำนาจเมื่อครบ 1 ปีไปแล้วก็ตาม แต่โดยพฤตินัยแล้ว จะต้องปฏิบัติการต่อท่ออำนาจให้มีการสืบอำนาจในการควบคุมการปกครอง ทั้งทางตรงและทางอ้อม

ให้จับตากฎหมายความมั่นคง ที่จะให้อำนาจ ผบ.ทบ.อย่างล้นฟ้า คุมเหล่าทัพไว้ในมือทั้งหมดพร้อมที่จะให้การสนับสนุนการสืบทอดอำนาจตลอดเวลา

ในขณะที่การสืบทอดอำนาจ ปะปนอยู่ในคราบนักการเมืองตามระบอบประชาธิปไตย ในขณะที่มี ปลายกระบอกปืน หนุนหลังอยู่อีกทางเป็นภัยคุกคามประชาธิปไตยรูปแบบใหม่ที่พึงระมัดระวัง

และต้องฝากเตือนสตินักการเมืองในระบอบประชาธิปไตย ที่มีหน้าที่ปกป้องประชาธิปไตยจะยอมปลดแอกตัวเองจากขบวนการสืบทอดอำนาจเผด็จการ เพื่อเดินไปสู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง

หรือจะยอมให้ประชาธิปไตยถูกย่ำยี.

“หมัดเหล็ก”

ที่มา: ไทยรัฐ