บทบรรณาธิการ

ตลอด 2 สัปดาห์แรกของเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ดูเหมือนกระแสเงินร้อนที่หลั่งไหลเข้าสู่ภูมิภาคเอเชีย รวมถึงประเทศไทยมากเป็นประวัติการณ์ จะส่งผลเชิงบวก สร้างความคึกคักอย่างต่อเนื่องให้กับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นแบบก้าวกระโดด ท่ามกลางความยินดีปรีดาของบรรดานักลงทุน คนเล่นหุ้น ตลอดจนภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ถึงขั้นฝันหวานว่ายุคทองของการลงทุนและความเชื่อมั่นจากต่างประเทศกำลังกลับมา

อย่างไรก็ตาม ผลข้างเคียงในอีกมิติหนึ่งเนื่องจากการไหลเข้ามาของเงินลงทุนจากต่างประเทศดังกล่าว ทำให้อัตราแลกเปลี่ยนหรือค่าเงินบาทของไทยแข็งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วเป็นประวัติการณ์ด้วยเช่นกัน ประมาณการค่าเงินบาทที่นักวิเคราะห์ หรือสำนักต่างๆ คาดว่าอาจทรงตัวอยู่ที่ระดับ 34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ไปได้จนถึงสิ้นปี 2550 กลับแข็งขึ้นมาถึงระดับ 33.40 บาท/ ดอลลาร์และไม่มีแนวโน้มว่าจะอ่อนค่ากลับไปอีกเลย

ปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นทันทีจากภาคธุรกิจ ตัวแทนของภาคอุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็นสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย นั่นคือ ค่าเงินบาทที่แข็งตัวมากขึ้นนั้น สร้างความเสียหายกับภาคธุรกิจส่งออกในหลายระดับ ที่เข้าขั้นรุนแรงก็คือ โรงงาน ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถแข่งขันหรือรับภาระขาดทุนต่อเนื่องได้ จนต้องหยุดกิจการ ปิดโรงงาน และปลดคนออกจากงาน ภาวการณ์เช่นนี้กำลังจะขยายตัวต่อไปในวงกว้าง หากแนวโน้มค่าเงินบาทยังแข็งตัวต่อไปเช่นนี้

ภาพสะท้อนเชิงรูปธรรมจากกรณีโรงงานไทยศิลป์ ที่ประกาศปิดตัวลงทันทีนั้นเป็นเพียง 1 ในอีกหลายสิบ หลายร้อยกรณีที่กำลังจะเกิดขึ้น เพราะในสถานการณ์ปัจจุบันถือเป็นวิกฤตของภาคธุรกิจส่งออกไปแล้ว เนื่องเพราะการปรับตัวด้วยการประกันความเสี่ยงค่าเงินที่เคยทำกันมาก่อนหน้านี้ ไม่สามารถรองรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นได้ และสถานการณ์ก็บีบบังคับให้ต้องส่งมอบขายสินค้า ตามข้อตกลงที่ทำไว้ก่อนหน้านี้ โดยส่วนใหญ่แทบไม่คิดหวังว่าจะได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยนที่ผันผวนในช่วงนี้สักเท่าไหร่เลย

ดังนั้นหากจะพิจารณาให้ลึกและรอบด้านแล้วจะพบว่า สถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนี้ นอกจากจะเป็นจุดเปลี่ยนครั้งสำคัญที่จะชี้ชะตาความอยู่รอด หรือความสามารถในการแข่งขันที่แท้จริงของหลายๆ อุตสาหกรรม ไม่ว่าจะเป็น สิ่งทอ, อาหารกระป๋อง, เครื่องใช้ไฟฟ้า ฯลฯ แล้ว ยังฉายภาพปัญหาในระดับผู้ประกอบการขนาดกลางและขนาดย่อมหรือ SMEs ที่ได้รับผลกระทบเต็มๆ เนื่องจากเพิ่งยกระดับขึ้นมาเป็นผู้รับจ้างผลิต หรือเพิ่งจะเปิดตลาดส่งออกไปยังต่างประเทศได้ไม่นานนัก

อีกประเด็นหนึ่งที่ปรากฏสัญญาณอันน่าห่วงไม่น้อยไปกว่ากัน นอกจากบาดแผลที่ปรากฏชัดจากภาวะถดถอย ปิดโรงงาน หยุดการผลิตทั้งในภาคอุตสาหกรรมส่งออกและระดับ SMEs จนนำไปสู่จำนวนผู้ว่างงานที่จะเพิ่มขึ้นแล้ว ผลกระทบจากความพยายามบริหารต้นทุนสำหรับการส่งออกสินค้าเกษตร ก็จะกลายเป็นผลลบส่งต่อมายังเกษตรกร ผู้ผลิตสินค้าเกษตรทั้งหลาย ซึ่งโดยรวมแล้ว กลายเป็นวงจรที่กระทบไปถึงคนในระดับ “รากหญ้า” เป็นวงกว้างอย่างแน่นอนในระยะต่อไป

จึงเป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วที่ผู้เกี่ยวข้องและมีหน้าที่รับผิดชอบ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล กระทรวงการคลัง หรือธนาคารแห่งประเทศไทยจะต้องไม่มองเฉพาะผลกระทบระยะสั้น หรือปัญหาที่ต้องแก้กันแบบเฉพาะหน้า หากต้องเร่งเตรียมความพร้อมที่จะรองรับ ทั้งสถานการณ์ที่ลามลงไปสู่ระดับรากหญ้า รวมถึงจุดเปลี่ยนของภาคธุรกิจ-อุตสาหกรรมการส่งออกของไทยในอนาคต อีกด้วย

ที่มา: ประชาชาติธุรกิจ