เสียงวิพากษ์วิจารณ์ร่าง พ.ร.บ. การรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร ยังคงมีอย่างต่อเนื่อง และมีคำชี้แจงจากเสนาธิการทหารบก ว่า แม้จะมีกฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินแล้ว แต่ก็ยังต้องมีกฎหมายความมั่นคง เพราะจะใช้กฎหมายภาวะฉุกเฉินได้ ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์แล้ว แต่กฎหมายความมั่นคงต้องการป้องปราม และขจัดภัยก่อนที่จะเกิด คนดีจะได้ ประโยชน์สุข แต่จะกระทบคนที่ทำไม่ดี

ร่างกฎหมายความมั่นคงกับกฎหมายภาวะฉุกเฉิน มีทั้งส่วนที่เหมือนกันและต่างกัน มาตรา 5 ของกฎหมายสถานการณ์ ฉุกเฉินเขียนไว้ว่า “เมื่อปรากฏว่ามีสถานการณ์ ฉุกเฉินเกิดขึ้น” ให้นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี มีอำนาจประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนร่าง พ.ร.บ.กฎหมายความมั่นคง มาตรา 24 ก็เขียนไว้คล้ายกันว่า “เมื่อปรากฏว่ามีการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร”

หมายความว่าจะใช้อำนาจตามกฎหมายทั้งสองฉบับได้ ก็ต่อเมื่อเห็นว่าเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน หรือมีการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงของรัฐเหมือนกัน ความแตกต่างกันที่สำคัญอยู่ที่ผู้ใช้อำนาจ กฎหมายสถานการณ์ฉุกเฉินให้อำนาจ “นายกรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรี” ส่วนร่างกฎหมายความมั่นคง ให้อำนาจผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน

ส่วนอำนาจพิเศษตามกฎหมายและร่างกฎหมายทั้งสองฉบับ ก็คล้ายๆกัน ต่างกันแต่ในรายละเอียดปลีกย่อย เช่น มีอำนาจสั่งห้ามการมั่วสุมชุมนุม ห้ามออกนอกบ้าน อำนาจในการจับกุมคุมขัง อายัดหรือยึดทรัพย์ และอื่นๆ ส่วนที่ต่างกันอีกอย่างหนึ่งก็คือ การประกาศภาวะฉุกเฉิน จำกัดเฉพาะบางพื้นที่ และคราวละไม่เกิน 3 เดือน แต่กฎหมายความมั่นคงเหมือนมีประกาศภาวะฉุกเฉินอยู่ตลอดเวลา

จึงมีเสียงวิจารณ์จากนักวิชาการหลายคน บางคนระบุว่า กฎหมายความมั่นคง คือการสถาปนาอำนาจกองทัพเหนือการเมืองไทยอย่างถาวร แบบเดียวกับเผด็จการทหารพม่า โดยมอบทั้งอำนาจนิติบัญญัติ (ออกข้อกำหนดต่างๆ) อำนาจบริหาร (สั่งให้จับกุม ปราบปรามบุคคล) และอำนาจตุลาการ (ยกเว้นไม่ให้เจ้าหน้าที่รัฐรับผิดใดๆ) ให้ ผบ.ทบ.คนเดียว โดยไม่มีการตรวจสอบถ่วงดุล

ถ้าหากร่างกฎหมายความมั่นคง ผ่านความเห็นชอบของสภานิติบัญญัติแห่งชาติ นักวิชาการเชื่อว่า บรรดาสิทธิและเสรีภาพของประชาชน ที่รัฐธรรมนูญรับรองไว้ จะถูกเพิกถอน คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญคุยว่า เสรีภาพประชาชนตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ ใช้ได้ ทันทีโดยไม่ต้องรอกฎหมายลูกออกมารองรับ แต่ถ้าร่างกฎหมายความมั่นคงผ่านสภา คณะกรรมาธิการอาจจะต้องคิดใหม่

อาจจะต้องเขียนเพิ่มเติมใหม่ ในทำนองที่ว่า “การใช้สิทธิและเสรีภาพของประชาชนตามรัฐธรรมนูญนี้ ให้เป็นไปตามกฎหมายความมั่นคงภายใน” เพราะกฎหมายความมั่นคงจะใหญ่กว่ารัฐธรรมนูญ และมอบอำนาจให้แก่ ผบ.ทบ.แต่เพียงผู้เดียว มีอำนาจประกาศเคอร์ฟิว หรือห้ามชุมนุมเมื่อไหร่ก็ได้ ถ้าเห็นว่ามีการกระทำที่เป็นภัยต่อรัฐ โดยไม่ ต้องรับผิดชอบต่อสภาและต่อประชาชน.

ที่มา: ไทยรัฐ