กองบรรณาธิการโพสต์ทูเดย์ได้สัมภาษณ์พิเศษ พ.ต.ท. ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ขณะพำนักอยู่ที่ประเทศฮ่องกง ซึ่งนับเป็นครั้งแรก ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ เปิดใจกับสื่อมวลชนไทยภายหลังถูกยึดอำนาจเมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2549

วางอนาคตทางการเมืองของตัวเองต่อสถานการณ์ปัจจุบัน

พูดไปหลายครั้งแล้ว ยืนยันยุติบทบาททางการเมืองที่ผ่านมาได้ ทุ่มเทให้กับบ้านเมืองให้ประชาชนและจงรักภักดีมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว เพราะฉะนั้น มาทำหน้าที่ที่อื่นที่ไม่ใช่การเมืองดีกว่า ยังทำหน้าที่ของประชาชนคนไทยคนหนึ่งได้ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน ถวายพระราชกุศลบ้าง เพื่อการศึกษาบ้างเพื่อการกีฬาบ้าง ถ้าจะเน้นตรงนี้ก็คงไม่ยุ่งเกี่ยวกับการเมือง ส่วนคนการเมืองไทยรักไทยเดิม แน่นอนคงมาเยี่ยามาเยือนมาปรึกษาบ้างก็ให้ความคิด ให้คำแนะนำปกติ

มองอย่างไรที่ยังมีคนสนับสนุน

คือต้องเข้าใจก่อนว่า ผมทำงานหนักและงานของผมที่ทำไป สัมผัสได้หมด หลายคนรอดชีวิตเพราะนโยบายผม เหล่านี้ประชาชนสัมผัสได้ ความรักความห่วงใยความคิดถึงยังมีอยู่ จะบอกให้มันจางหายไป มันคงไม่เร็วหรอก เพราะฉะนั้นประชาชนที่คิดถึงผมในระยะนี้จึงมีอยู่ ในเมื่อผมเลิกการเมืองแล้ว มันก็ลืมเป็นเรื่องธรรมดา

เป็นห่วงไทยรักไทยหรือไม่

ผมคิดว่าวันนี้ไม่อยากให้ตัวผมเองเกิดความขัดแย้ง เพราะเขาไม่แฮปปี้กับผม แม้คนส่วนใหญ่จะแฮปปี้กับผม สิ่งที่สังคมไทยควรจะเป็น คือการแสดงออกในการเลือกตั้ง ชอบก็เลือก ไม่ชอบก็ไม่ต้องเลือก จบกันไป ใครชนะก็ต้องไปทำหน้าที่ให้ดี เป็นกติกาสากล แต่ถ้าเราไม่ยอมรับอำนาจประชาชน โทษว่าประชาชนยังโง่อยู่ จนซื้อได้ อย่างนี้เราไม่มีทางจะพัฒนาประเทศได้ แต่ถ้าพวกเรายังมองว่า ไม่มีจิตสำนึก ความจริงวันนี้ความคิดนี้เปลี่ยนไปแล้ว ถ้างั้นทหารคงไม่ตั้งงบ ส่งคนไปกดดัน เพราะถ้าทหารเขารู้ว่าเขาคิดเป็น ก็ต้องข่มขู่ นี่คือสิ่งที่เคยตัว

ความตั้งใจเลิกการเมืองเพราะโดนยึดอำนาจใช่หรือไม่

ไม่เกี่ยวนี่ เพราะผมคิดว่าเพื่อไม่ให้เกิดความขัดแย้งทางความคิดของสังคมไทย และผมได้ทำงานมาเยอะแล้วทางการเมือง เมียก็บอกว่าถ้ากลับไปเล่นการเมือง สงสัยต้องกลับไปหย่า

เสียงวิจารณ์ท่านส่งท่อน้ำเลี้ยงให้กับการชุมนุม

โอ้ว…วันนี้รัฐบาลมีกลไกในการติดตามเงิน ก็รู้ว่าเงินในบัญชีเคลื่อนไหวอย่างไรบ้าง เงินไม่ได้เคลื่อนไหวเลย มีแต่เอาไปลงทุน ซึ่งธรรมดาใครจะเก็บเงินสดทั้งหมดล่ะ ก็ต้องซื้อหุ้นบ้าง ซื้อที่ดินบ้าง ไปลงทุนซื้อกิจการอย่างอื่น เห็นชัดอยู่แล้ว เงินไม่ได้ไปไหน

มองอนาคตการเมืองอย่างไรต่อรัฐธรรมนูญใหม่

คงมีปัญหาเรื่องการพัฒนาประชาธิปไตย ถ้านกยังไงก็คลอดลูกเป็นนก ไม่เป็นไก่หรอก ฉะนั้นในเมื่อคณะปฏิวัติคลอดรัฐธรรมนูญจะให้เป็นประชาธิปไตยคงยาก ก็ต้องให้นักประชาธิปไตย เอาไปผ่าตัดใหม่ เพื่อให้มันเป็นประชาธิปไตยต่อไป แต่เมื่อเราถอยหลังมาตรงนี้ ใช้เวลาเดินหน้าต่อไป ไม่ว่ายังไงก็แล้วแต่ ประเทศต้องเดินหน้าต่อไป

มองกลุ่มไทยรักไทยที่วงแตกแยกออกไปตั้งพรรคใหม่

เป็นธรรมดา เลือกตั้งแต่ละครั้งมีคนเข้าคนออก เลือกตั้งครั้งนี้มันพิเศษ เพราะว่ายุบพรรคโดยตั้งธงไว้ก่อน ยุบเสร็จก็อายัดเงิน เพื่อให้ ส.ส.วิ่งหนี เพราะ ส.ส.เขาอยู่กับประชาชน เขารู้ว่าประชาชนคิดยังไง หนีอะไรก็หนีได้ แต่หนีประชาชนไม่ได้ ในที่สุด ส.ส.ก็ต้องไปอยู่ในสิ่งที่ประชาชนเขาบอก เพราะ ไม่งั้นเขาก็ไม่ได้เป็น ส.ส. ธรรมชาติของส.ส. คือความอยู่รอด ความยังชีพ ครั้งแรกต้องเป็น ส.ส. เพราะ ส.ส.เหมือนไก่ชน ถ้าชนะเลือกตั้งก็มีคุณค่า ถ้าไก่แพ้ก็เอามาต้มมาแกง ชั่งเป็นกิโล 30 บาท ฉะนั้น ส.ส.ก็ต้องให้ชนะเลือกตั้ง

การรวมตัวตรงนี้ผมคิดว่าทหารเข้าใจการเมืองแค่ระดับหนึ่ง แต่ไม่เข้าใจการเมืองที่เปลี่ยนไปแล้ว เขายังเข้าใจการเมืองเหมือนสมัยสามัคคีธรรม คิดว่าควรเอามารวมมากๆ ถึงเวลาก็แจกๆๆๆ นึกว่าพ่อค้ามาจ่าย ซื้อๆๆๆ กันไป จะได้ชนะเลือกตั้ง วันนี้ประชาชนไม่เหมือนเดิม ประชาชนเปลี่ยนไปเยอะ เพราะเขาทันการเมือง

มองอย่างไรกับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคนใหม่

คืออยู่ที่ว่าจะบริหารประเทศอย่างไร ถ้าบริหารแบบไปเรื่อยๆ ให้ข้าราชการประจำทำให้ และตัวเองมีหน้าที่เห็นชอบไม่เห็นชอบตามราชการ ถ้าอย่างนี้ใครก็เป็นนายกฯ ได้

ถ้าคิดว่าจะเปลี่ยนแปลงเพื่อให้ทันการแข่งขัน จนมีรายได้ดีมีเงินใช้ ต้องกล้าเปลี่ยนแปลง แต่ว่าสิ่งที่โดนกับผม คงจะหาคนที่กล้าเปลี่ยนแปลงได้ยากแล้ว ฉะนั้น ทุกคนก็จะมาทำงานแบบรูทีน เพราะไม่มีใครกล้าเปลี่ยน ผลสุดท้ายก็โดน ขนาดผมก็ยังโดนอย่างนี้

ผู้นำใหม่ควรมีคุณสมบัติอย่างไร

ตอนนี้ผมปล่อยวางจริงๆ ไม่คิดเลย แล้วแต่ประชาชน ประชาชนก็ทำหน้าที่ได้ส่วนหนึ่ง วันนี้กระบวนการจัดการมันเหมือนหนวดปลาหมึก ลงไปถึงหมู่บ้าน ผมยังเอาตัวไม่รอดเลย ขนาดคนเคยเป็นอดีตนายกฯ ยังถูกทำร้ายขนาดนี้ เราทำร้ายกันเอง ประเทศอื่นเขานั่งหัวเราะเยาะ มองว่ามันยังไม่รักกันเลย

มองอย่างไรกับข้อกล่าวหา คมช. 4 ข้อ

สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ผมว่าสื่อมวลชนรู้ดี จนไม่กล้าเขียน บางคนก็ไม่กล้าเขียนเพราะว่ามีคนสั่ง บางคนไม่กล้าเพราะไม่กล้า บางคนไม่กล้าเพราะว่าถูกให้อะไรบางอย่าง บางคนก็ไปเป็นโน่นเป็นนี่ ก็ได้ประโยชน์กันไป แต่ว่าวันนี้ตัวเองรอดแล้วชาติล่ม ในที่สุดเราก็ล้มด้วย

มีแนวทางต่อสู้ในการถูกอายัดทรัพย์อย่างไร

ถ้าจำได้สมัยอยู่พรรคพลังธรรม ผมเป็น รมว.ต่างประเทศ วันนั้นกฎหมายรัฐธรรมนูญบอกไม่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สิน แต่พรรคพลังธรรมให้แสดงบัญชีทรัพย์สิน ผมก็ประกาศผมมี 6 หมื่นกว่าล้าน

นิตยสารฟอร์บส์ก็ลงว่าผมมี 2 บิลเลียนกว่าๆ ถึงวันนี้ผมก็ยังมีเท่าเดิม ค่าเงินเปลี่ยนบ้าง หุ้นขึ้นๆ ลงๆ ถ้าอ้างหุ้นขึ้นเพราะผมเป็นนายกฯ ก็ขึ้นทุกตัว ทั้งหมดเป็นเรื่องคนกล่าวหาผม

เป็นห่วงหรือไม่กับการถูกดำเนินคดีที่ดินรัชดา

เรื่องที่ดินนะ ก่อนอื่นต้องถามก่อนว่า กองทุนฟื้นฟูเป็นองค์กรอิสระ ผู้ว่าการแบงก์ชาติเป็นประธาน การจะตั้งใครไม่ตั้งใคร กองทุนฟื้นฟูมีสิทธิ การประกวดราคาโปร่งใสถูกต้อง ก็หาว่าไม่โปร่งใส ที่ดินนี้เป็นที่ที่มีข้อห้าม เช่น ไม่ให้สร้างตึกสูง การคำนวณเพื่อไปทำพาณิชย์ไม่เหมาะ ไม่มีใครทำ ทางครอบครัวผมประกวดราคาได้ เพราะเอามาปลูกบ้าน และทำบ้านแล้ว จ่ายค่าสถาปนิกแล้ว ไม่ได้ทำค้าขาย และประมูลถูกต้อง

ถ้าเราจะทำไม่ถูกต้องทำไมใช้ชื่อเมีย แต่เพราะต้องการให้โปร่งใสตรงไปตรงมา จึงใช้ชื่อเมีย ต้นทุนยึดมา 100 ล้าน แต่ขายได้เกือบ 800 ล้าน

คตส.จี้ให้แบงค์ชาติตรวจสอบเงินซื้อแมนฯซิตี้

เงินผมทำมาหากิน ผมประกาศแจ้งไว้ก่อนล่วงหน้าที่จะเข้ามาเล่นการเมือง ถามว่าถูกต้องหรือเปล่า โดยจริยธรรม คุณธรรมถูกต้องมั้ย ข้อกฎหมายถูกต้องมั้ย สรุปแล้วคือว่า ต่อไปนี้ใครจะเข้าการเมืองต้องอย่ามีอะไรแล้ว ถ้ามีอะไรกูจะยึดให้หมด เงินผมทำมาหากิน สร้างตัวเอง มา 20 กว่าปี ถูกต้องหรือเปล่า ฝากช่วยคิดด้วย

คดีหลายคดีที่ถูกฟ้องมีความมั่นใจจะต่อสู้ได้หรือไม่

ถ้าตรงไปตรงมาเราไม่มีผิดสักเรื่อง แต่มันเล่นเอาธงไปปัก วันนี้มันเป็นเรื่องของธง ทุกอย่างธงหมด

ใช้เวลาเท่าไรที่จะกลับมาสู้คดีในเมืองไทย

ผมไม่เคยคิดว่าประเทศไทยที่ผมรักจะเป็นอย่างนี้ สิ่งที่บรรพบุรุษสร้างมาชั่วลูกชั่วหลานที่ทำให้ระบบเป็นที่น่าเชื่อถือ วันนี้จะถูกทำร้ายขนาดนี้

จะกลับมาสู้คดีหรือไม่

ถ้ากลับมาช่วงนี้ คงไม่มีความเป็นธรรมแน่ บางคดีอยู่ๆ เปลี่ยนองค์คณะ ถ้าคนไหนพิจารณาตรงไปตรงมา โดนแล้ว อย่างนี้มันเสียหายทั้งระบบ

ที่ผ่านมาได้คุยกับนายกฯ สุรยุทธ์ จุลานนท์และประธาน คมช.บ้างหรือไม่

คุยกันไม่รู้เรื่องหรอก ธงของเขาคือต้องจัดการผม คุยไม่รู้เรื่อง เคยโทรศัพท์คุยกับนายกฯ แต่ 1-2 ครั้ง

การไม่กลับเพราะกลัวความไม่ปลอดภัยหรือไม่

มันมีอยู่เรื่อยๆ มีช่วงหนึ่งมีข่าวว่าจะส่งคนไปที่อังกฤษ

กระแสขอลี้ภัยการเมืองเป็นอย่างไร

ไม่ลี้หรอก ทำไมต้องลี้ ผมเป็น คนอำเภอสันกำแพง ไม่ใช่อำเภอลี้

แนวทางสมานฉันท์จะเกิดขึ้นหรือไม่

ถ้าเที่ยวปักธงไปหมด คงยาก ไปตรงไหนก็ปักธงตรงนั้น ใครเชียร์ไทยรักไทยก็ปักธงต้องล้างออกให้หมด วิธีสมานฉันท์ดีที่สุดคือหันหน้าเข้าหากัน พูดด้วยเหตุผล ให้ความเป็นธรรมซึ่งกันและกัน ใครผิดว่าตามผิด ถูกว่าตามถูก ไม่ใช่เอาศัตรูคนไม่ชอบกันมานั่งสอบสวนกัน มันไม่มีระบบยุติธรรมที่ไหนในโลก

มองอย่างไรกับการที่ประธานคมช.ส่งสัญญาณเล่นการเมือง

ก็ดี ลงมาเลยจะได้ถูกตรวจสอบบ้าง

ที่มา: โพสต์ทูเดย์