คืนหนี่งกับทักษิณ กับตอนไม่เป็นข่าว “ผมแปลกใจที่เขาบอกว่าประเทศไทย เป็นประชาธิปไตยแล้วไปยุบพรรค ไทยรักไทย และบอกว่า ประชาธิปไตย ต้องเป็นประชาธิปัตย์ กับพรรคชาติไทยเท่านั้น อย่างนี้ประชาชนรับไม่ได้หรอก

ก่อนจะเข้าเรื่องราว การพบปะพูดคุยสนทนากับอดีตนายกรัฐมนตรี พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ขอเกริ่นเรื่อง การเดินทางไปสัมภาษณ์ พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ฮ่องกง เล็กน้อย คือไปกันในนามผู้สื่อข่าวกีฬากอล์ฟ ตามคำเชิญของคณะกรรมการสมาคมกอล์ฟอาชีพแห่งประเทศไทย ที่จะมีการประชุมกันครั้งแรกหลัง พ.ต.ท.ทักษิณ รับตำแหน่งเป็นนายกสมาคม

ที่ไปประชุมกันถึงเกาะฮ่องกงนั้น เพราะว่า “ทักษิณ” เดินทางเข้าประเทศไทยไม่ได้ จึงต้องนัดกันนอกประเทศ

นัดหมายการออกเดินทางของคณะกอล์ฟอาชีพคือเวลา 08.00 น. ของวันที่ 7 ก.ค. ด้วยสาย การบินไทย และดูเหมือนเจ้าหน้าที่ของสมาคมน่าจะมีความสุขกับการเดินทางครั้งนี้ ต่างพูดในทำนองเดียวกันว่า เป็นครั้งแรกที่ได้ประชุมกันนอกประเทศ

“ดีเหมือนกันจะได้ถือโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศ” บางคนพูดด้วยความดีใจ

ครั้นเครื่องทะยานออก และอยู่ในระดับการบิน ผู้คนเริ่มลุกเดินเข้าห้องน้ำ บ้างก็มาพูดคุยกัน ก็พบว่า เที่ยวบินนี้ พิเศษจริงๆ คนไทยเป็นส่วนใหญ่ และมีบางคนที่คุ้นหน้าคุ้นตากัน พอเห็นเราก็หลบ แต่ที่หลบไม่ทันก็บอกมาเที่ยว ซึ่งก็พอเข้าใจกันได้

ส่วนที่บอกว่า คุ้นหน้ากันนั้น ไม่ต้อง อธิบายใครเป็นใครกันบ้างแต่ใบ้ให้นิดหนึ่ง คนแวดวงการเมือง ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อไปถึงด่านตรวจคนเข้าเมืองภายในสนามบิน ปรากฏว่าผู้คนต่อแถวกันยาวเหยียด พูดคุยกันลั่น ไม่ต้องไปแปลให้เสียเวลา เพราะเป็นเสียงพี่ไทยล้วนๆ จับใจความได้ส่วนใหญ่พูดกันเรื่องช็อปปิ้ง เพราะขณะนี้ที่ฮ่องกงมีเทศกาล sale ยี่ห้อดังๆ ทั้งน้านๆ ไม่ว่าจะเป็นเสื้อผ้า นาฬิกา เข็มขัด และอีกสารพัด

เริ่มเข้าเรื่องการประชุมคณะกรรมการกอล์ฟชุดใหม่ ซึ่งเขาจัดขึ้นในโรงแรมมาร์โคโปโล กลางเกาะฮ่องกง ซึ่งเป็นแหล่งช็อปปิ้ง ในเวลา 13.00 น. ตามเวลาในฮ่องกง ซึ่งเร็วกว่าเมืองไทย 1 ชั่วโมง

“ทักษิณ” เดินทางมาถึงด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม แวะ ทักทายคณะกรรมการที่อุตส่าห์เดินทางมาประชุมถึงต่างประเทศ จากนั้นก็เปิดประชุมทันที

เมื่อประชุมไปได้สักพักหนึ่ง บรรดานักข่าวฮ่องกงก็พากันทยอยเดินทางมาทำข่าวจำนวนมาก จนทางโรงแรมต้องสั่งห้ามขึ้นมายังห้องประชุม ส่วนที่มากันแล้วก็มีการจัดน้ำชา กาแฟ ให้รับประทานกัน

มาถึงตรงนี้ขอเล่าสักนิดว่า นักข่าวของฮ่องกงไม่ต่างจากประเทศไทยเลย เหมือนก๊อบปี้เดียวกัน เริ่มตั้งแต่การแต่งตัว มาตรฐานคือกางเกงยีนส์ เสื้อยืด แถมการหาที่นั่งเพื่อรอการทำข่าวก็ใกล้เคียงกันอีก คือนั่งพิงกำแพงห้องประชุม เรียกได้ว่า ตรงไหนพอมีที่นั่งทันที ส่วนที่ไม่ได้นั่งก็เดินกันขวักไขว่

เมื่อการประชุมสิ้นสุด บรรดานักข่าวก็กรูวิ่งเข้าไปในห้องทันที เพื่ออยู่แถวหน้า แต่งานนี้ “ทักษิณ” ไหวตัวทัน เลยบอกให้นักข่าวไทยถามเรื่องกอล์ฟก่อน ส่วนนักข่าวฮ่องกงให้รอ และหลังจากนักข่าวไทยถามเรื่องกอล์ฟเสร็จเรียบร้อย นักข่าวฮ่องกง ก็ยิงคำถามเป็นชุดๆ โดยเน้นเป็นพิเศษเรื่อง แมนฯ ซิตี และเรื่องการถูกอายัดทรัพย์

ลีลาการตอบของทักษิณยังเหมือนเดิม ตอบไปด้วยยอกย้อนไปด้วยตามสไตล์

ที่น่าสนใจคือ หลังจากการแถลงข่าวสิ้นสุดลงปรากฏว่า นักข่าวฮ่องกงถอดแบบนักข่าวไทยเปี๊ยบอีก คือนั่งแกะเทปสัมภาษณ์ หรือถ้าเรียกแบบหยาบๆ คือลอกข่าวกันซึ่งหน้า ใครมาไม่ทันก็ขอให้เพื่อนบอกจด บรรยากาศการทำข่าวเหมือนเมืองไทยไม่มีผิดอย่างไงอย่างงั้น

ครั้นตกค่ำถึงเวลาดินเนอร์ “ทักษิณ” มาร่วมด้วย คณะที่มาหลายคนอยากจะฟังเรื่องราวต่างๆ จากปากอดีตนายกฯ อย่างมาก เพราะหลังจากถูกยึดอำนาจเมื่อ 19 ก.ย. 2549 ก็ไม่เจอกันอีกเลย

“ทักษิณ” ร่ายยาวถึงความในใจสารพัด ตั้งแต่เรื่องการถูกยึดอำนาจทำนองว่า ไม่คิดจะถูกยึดอำนาจ เพราะบรรดานายทหาร ล้วนสนิทสนม กันทั้งนั้น โดยเฉพาะ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เพราะแต่งตั้งมากับมือ

ยอมรับว่ามีคนเตือนล่วงหน้าว่าจะเกิดเรื่อง แต่ไม่ได้คิด

“ผมอุตส่าห์เดินทางมาทำงานให้กับประเทศ แล้วมายึดอำนาจข้างหลังแบบนี้ ใช้ไม่ได้” ทักษิณ กล่าวตัดพ้อ

“ทักษิณ” ยังไม่ยืนยันว่าจะกลับประเทศไทย เพื่อไปสู้คดีเมื่อใด บอกเพียงว่า ประเทศยังไม่เป็นประชาธิปไตย มีการตั้งธงไว้หมดแล้วทุกเรื่อง แต่ยืนยันถึงเวลาจะกลับมาต่อสู้คดีแน่นอน

“ผมแปลกใจที่เขาบอกว่าประเทศไทยเป็นประชาธิปไตย แล้วไปยุบพรรคไทยรักไทย และบอกว่าประชาธิปไตยต้องเป็นประชาธิปัตย์กับพรรคชาติไทยเท่านั้น อย่างนี้ประชาชนรับไม่ได้หรอก”

อดีตนายกรัฐมนตรีบอกอีกว่า เรื่องสมานฉันท์ไม่ต้องพูด เป็นไปไม่ได้แน่นอน เพราะมีการตั้งธง ตั้งคนที่เป็นศัตรูมาจัดการตัวเขา อย่างอายัดทรัพย์ที่หามาด้วยน้ำพักน้ำแรงก่อนเข้าสู่การเมืองอีก อย่างนี้เป็นธรรมไหม ฝาก คตส.ช่วยคิดหน่อย ใช้ส่วนไหนคิดก็ได้

“ที่บอกว่าผมทรัพย์สินเพิ่มขึ้นเยอะในช่วงเป็นรัฐบาล ความจริงช่วงนั้นเศรษฐกิจดีทุกบริษัทเขาก็ได้กำไรทั้งนั้น แล้วมาอายัดทรัพย์สินครอบครัวผมคนเดียวทำไมไม่ไปอายัดบริษัทที่ พล.อ.เปรม (พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ประธานองคมนตรีและรัฐบุรุษ) เป็นประธานบ้าง เขาก็ได้กำไร”

“ทักษิณ” บอก จะไม่เล่นการเมืองอีกแล้ว ไม่ใช่เพราะกลัวเรื่องการปฏิวัติ แต่เมื่อเขาไม่ให้ทำงานก็ไม่ทำ ครอบครัวก็เห็นด้วย ตอนนี้มีแต่ “แมนเชสเตอร์ซิตี” ก็มีความสุขแล้ว

“ชีวิตตอนนี้ไม่มีอะไร เคยนอนกลางดินกินกลางทราย ผมรับได้ทุกรูปแบบ ครอบครัวผมผ่านชีวิตมาเยอะหลายตอนก็ถือเป็นอีกมรสุมหนึ่งของชีวิต มีฝนตกมีแดดออก ผมชอบร้องเพลงของบอย โกสิยพงษ์ ฤดูที่แตกต่าง และเพลงของโรส ก้อนหินก้อนนั้น ไม่บีบก็ไม่เจ็บ บีบก็เจ็บ”

พอพูดถึงแมนฯ ซิตี สีหน้าของ “ทักษิณ” แจ่มใสขึ้นมาทันที พร้อมบอกว่าได้วางเป้าหมายปีแรกทำให้ทีมอยู่ในท็อปเทน ปีที่ 2 อยู่หนึ่งในหกเพื่อไปเล่นยูฟ่าคัพ

ส่วนคนไทยจะให้โอกาสแน่นอน ร่างกายพร้อมเมื่อใดมาทดสอบได้ทันที

“ตอนแรกผมดูไว้หลายทีมอย่าง นิวคาสเซิล แต่มันแพงก็เลยต้องมาที่แมนฯ ซิตี ส่วนดาวยิงที่สนใจคือ ดร็อกบา จากทีมเชลซี แต่คนที่ชอบไม่ได้หมายความว่าจะซื้อได้นะ ต้องดูหลายอย่างประกอบกัน”

ก่อนขอตัวกลับ “ทักษิณ” ฝากไปถึงประชาชนให้อดทนและช่วยกันทำให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง แต่เมื่อถามว่าจะพูดอะไรฝากไปยัง คมช.และรัฐบาลบ้าง “ทักษิณ” บอกว่าไม่มีอะไรแนะนำ แต่อยากให้ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลินลงเล่นการเมือง เพื่อที่จะให้ถูกตรวจสอบบ้าง

ที่มา: โพสต์ทูเดย์