กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 เป็นเรื่องที่มีความสำคัญต่อสังคมไทยอย่างมาก สังคมไทยต้องช่วยกันคิดในเรื่องนี้ให้กว้างขวาง และจะต้องมองออกไปในอนาคตด้วย เพราะรัฐธรรมนูญจะเป็นเงื่อนไขหลักในการกำหนดการเมืองไทยในอนาคตอย่างน้อยช่วงเวลาหนึ่ง และต้องมองภาพอนาคตให้ได้ด้วยว่า ช่วงเวลาอนาคตที่การเมืองดำเนินไปภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นช่วงเวลาที่มีแต่ความวุ่นวายอย่างต่อเนื่อง หรือจะเป็นช่วงเวลาที่มีเสถียรภาพ เพื่อที่จะทำให้สังคมมีทางเลือกในการตัดสินใจมากขึ้น

การคิดเรื่องรัฐธรรมนูญจำเป็นต้องคิดกันให้เชื่อมโยงเพื่อเห็นเป็นภาพรวม เพราะรัฐธรรมนูญคิดการสถาปนาระบบความสัมพันธ์ทางอำนาจทั้งหมดของคนทุกกลุ่มในสังคมไทย จึงไม่สามารถแยกมาพิจารณาทีละส่วนเสี้ยวได้

การที่ต้องย้ำว่าสังคมไทยต้องช่วยกันคิดเรื่องนี้กันอย่างกว้างขวาง และคิดให้เห็นภาพรวมที่เชื่อมโยงกัน ก็เพราะว่าสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) โดยเฉพาะฝ่ายประชาสัมพันธ์ได้พยายามยกเพียงประเด็นที่ตนเองเห็นว่าเป็นจุดแข็งเฉพาะประเด็น มาโฆษณาชวนเชื่อโดยที่ไม่พยายามทำให้พลเมืองเข้าใจภาพรวมของความสัมพันธ์ทางอำนาจ โดยที่ ส.ส.ร.ฝ่ายประชาสัมพันธ์คงจะคิดทำนองว่าหากจะขายเบียร์ยี่ห้อของตน ก็พูดเฉพาะข้อดีของเบียร์ตนเอง โดยจะไม่พูดข้อเสียของเบียร์ที่จะขาย

คงต้องบอกให้เข้าใจก่อนนะครับว่า ประชาสัมพันธ์ร่างรัฐธรรมนูญนะครับ ไม่ใช่โฆษณาชวนเชื่อเพื่อขายเบียร์

ประเด็นที่สำคัญที่ต้องเน้นกันให้รับรู้ก่อนก็คือว่า แม้ว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ไม่ผ่านการลงประชามติ ก็ไม่ได้หมายความจะไม่มีการเลือกตั้งนะครับ เพราะธรรมนูญทหารฉบับ 2549 ระบุไว้ว่าหากไม่ผ่านประชามติ คมช.จะเลือกรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาใช้เลือกตั้ง

กรอบคิดที่สำคัญในการเริ่มต้นพิจารณาเชื่อมโยงมาตราต่างๆ ในรัฐธรรมนูญ คือ การมองว่าในรัฐธรรมนูญ คนกลุ่มใดที่มีอำนาจในการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากร และการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรนั้น มีความรับผิดชอบอยู่กับคนกลุ่มใดบ้าง รวมไปถึงว่าการใช้อำนาจนั้นมีการคานจากคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งหรือไม่อย่างไร

การเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนตามรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะทำให้พรรคการเมืองอ่อนแอ เพราะไม่มีทางที่จะได้รับการเลือกตั้งเป็นกอบเป็นกำได้ และมีโอกาสเป็นรัฐบาลผสมค่อนข้างแน่ชัด การที่รัฐบาลอ่อนแอไม่ใช่ความเลวร้ายในตัวเอง หากอำนาจในการตัดสินใจจัดสรรทรัพยากรอยู่ในมือรัฐบาล เพราะรัฐบาลที่อ่อนแอก็จะต้องรับผิดชอบต่อประชาชนมากกว่ารัฐบาลที่เข้มแข็ง

รัฐบาลผสมในสมัยก่อนนั้นแม้ว่ารัฐบาลจะอ่อนแอ แต่ระบบประชาธิปไตยกลับสืบเนื่องได้เป็นเวลานานพอสมควรทีเดียว ที่สำคัญ รัฐบาลอ่อนแอก็ย่อมทำร้ายประชาชนได้น้อยลงไปด้วย

แต่ประเด็นที่ต้องเชื่อมโยงต่อไป ก็คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้รัฐบาลอ่อนแอและไม่สามารถจัดสรรทรัพยากรเองได้ เพราะรัฐธรรมนูญฉบับนี้ทำให้การตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรทั้งหลายขั้นสุดท้ายไปตกอยู่ในมือของวุฒิสภา และวุฒิสภานั้น เสียง 76 เสียงจาก 150 มีที่มาจากการแต่งตั้ง ซึ่งหมายความได้ว่ากระบวนการแต่งตั้ง (สรรหา) กระจุกตัวอยู่ในกำมือของข้าราชการระดับสูงเท่านั้น

ดังนั้น การรับผิดชอบต่อประชาชนตามนโยบายที่พรรคการเมืองหาเสียงเอาไว้ ก็จะถูกขัดขวางจากกลุ่มวุฒิสภาได้โดยง่าย หากเกิดความขัดแย้งในแนวทางการจัดสรรทรัพยากรระหว่างพรรคการเมืองกับวุฒิสภา ทางออกก็เหลือเพียงสองทาง คือยอมรับการตัดสินใจของวุฒิสภา หรือต้องลาออกจากรัฐบาล

ผมแน่ใจว่าพรรคการเมืองที่จะเข้าเป็นรัฐบาลร่วมนั้นเลือกการเป็นรัฐบาลต่อไปด้วยการยอมรับการตัดสินใจของวุฒิสภา ดังนั้น แนวโน้มการตัดสินใจในการใช้ทรัพยากรในรัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะกระจุกตัวอยู่ในกำมือของกลุ่มคนที่ไม่จำเป็นต้องรับผิดชอบต่อประชาชน

ส.ส.ร. ฝ่ายประชาสัมพันธ์ไม่ได้พยายามเชื่อมโยงให้ประชาชนได้เข้าใจในประเด็นนี้ เพราะรู้ดีว่า หากทำให้ประชาชนเห็นว่ารัฐบาลที่จะเกิดขึ้นภายใต้รัฐธรรมนูญฉบับนี้ จะมีผู้กำกับคอยกำหนดการตัดสินใจของรัฐบาลอยู่ ประชาชนก็ไม่น่าที่จะลงมติรับร่างรัฐธรรมนูญ

หากจะมีข้อดีของการมีกลุ่มคนคอยกำกับรัฐบาลที่มาจากพรรคการเมืองอยู่บ้าง ก็เป็นข้ออ้างเหตุผลที่ไม่ไว้ใจนักการเมืองและรวมถึงไม่ไว้วางใจประชาชน ก็คือ ให้มีคนกลุ่มหนึ่งคอยคานอำนาจนักการเมืองไว้ ซึ่งการอธิบายลักษณะนี้ก็เป็นเพียงทัศนะของข้าราชการระดับสูงกลุ่มเล็กๆ เท่านั้นเอง

กรอบคิดที่เชื่อมโยงให้เห็นถึงอำนาจการตัดสินใจในการจัดสรรทรัพยากรที่กระจุกตัวเช่นนี้ สามารถคิดเชื่อมต่อไปถึงประเด็นที่บรรดา ส.ส.ร.มักจะยกมาเป็นประเด็นหลัก คือ รัฐธรรมนูญฉบับนี้ดีกว่าฉบับ ปี พ.ศ. 2540 ได้แก่ สิทธิชุมชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชน

ประเด็นเรื่องสิทธิชุมชนและสิทธิเสรีภาพของประชาชน สังคมช่วยพิจารณาในการเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญกับความเป็นจริงในการปฏิบัติ

ประเด็นที่ว่าด้วยสิทธิชุมชนนั้น แตกต่างจากเกิดเพราะตัดประโยคที่ว่า “ตามที่กฎหมายกำหนด” ออกไป แต่ก็ปรากฏชัดเจนว่าสิทธิของชุมชนจะเกิดขึ้นได้ ก็ต่อเมื่อเกิดเหตุการณ์รุกรานชุมชนเท่านั้น ในยามปกติสิทธิชุมชนไม่สามารถที่จะทำงานได้ เพราะมีองค์กรปกครองท้องถิ่นทำงานในระดับพื้นที่แทน

ดังนั้น การกล่าวอ้างว่ามีสิทธิชุมชนดีกว่าเดิม จึงไม่เป็นความจริงในทางปฏิบัติ

ประเด็นเรื่องสิทธิเสรีภาพก็เช่นเดียวกัน เพราะก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง รัฐบาลและคมช.ได้ตรา พระราชบัญญัติความมั่นคงภายใน ที่ไม่ได้ยอมรับสิทธิเสรีภาพประชาชนไว้เลย ดังนั้น สิ่งที่ปรากฏในรัฐธรรมนูญจึงไม่มีทางเกิดขึ้นจริง

ฝากกรอบการคิดในเรื่องนี้ไว้ให้ประชาชนทั้งหมดนะครับ เพราะเรากำลังเผชิญกับความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ทีเดียว หากเราไม่ระวัง สังคมไทยมีหวังถอยกลับไปสู่ยุคทหาร และนำมาซึ่งความรุนแรงอีกครั้งแน่นอน

อรรถจักร สัตยานุรักษ์