คอลัมน์ สถานีคิดเลขที่ 12

โดย ประสงค์ วิสุทธิ์

ผู้นำและสมาชิกคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ออกมาโวยวายว่า กลุ่มที่ออกมาเคลื่อนไหวให้ลงประชามติไม่ให้รับร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เช่น อดีตสมาชิกพรรคไทยรักไทย แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (นปก.) ต้องการสร้างความปั่นป่วนและต้องการให้กลุ่ม พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กลับเข้ามามีอำนาจอีก

คมช.จึงพยายามทุกวิถีทางเพื่อให้ร่างรัฐธรรมนูญผ่านความเห็นชอบโดยใช้เครื่องมือที่มีอยู่ รวมทั้ง พ.ร.บ.ว่าด้วยการ (ห้าม) ออกเสียงประชามติ (ไม่รับร่างรัฐธรรมนูญ) มาข่มขู่ผู้ที่ไม่เห็นด้วยกับร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้มิให้เคลื่อนไหว

เพราะถ้าร่างรัฐธรรมนูญไม่ผ่านความเห็นชอบจากประชาชน อาจส่งผลกระทบต่อเสถียรภาพของ คมช.และรัฐบาลอย่างรุนแรง ซึ่งเท่ากับเป็นการส่งสัญญาณไม่เอา คมช.และรัฐบาลจากประชาชนส่วนใหญ่

แม้รัฐธรรมนูญ (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2549 ให้อำนาจคณะรัฐมนตรีและ คมช.หยิบรัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่งมาแก้ไขและประกาศใช้ได้เลย แต่เมื่อถูกปฏิเสธจากประชาชนแล้ว การที่ คมช.และรัฐบาลจะงุบงิบร่างรัฐธรรมนูญกันเองจะได้รับการยอมรับจากประชาชนได้อย่างไร โดยเฉพาะความหวาดระแวงว่า

คมช.อาจใช้รัฐธรรมนูญที่เขียนขึ้นเองเป็นกลไกในการสืบทอดอำนาจ

ขณะที่ คมช.ชี้นิ้วไปที่กลุ่มต่างๆ ว่าพยายามล้มร่างรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ตัวผู้นำ คมช.และรัฐบาลกลับพยายามใช้อำนาจในการละเมิดหรือฉีก (ร่าง) รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 เสียเอง ด้วยการผลักดันร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรออกมาบังคับใช้ (ผ่านความเห็นชอบของคณะรัฐมนตรีแล้ว อยู่ระหว่างการพิจารณาของคณะกรรมการกฤษฎีกา)

ดังนั้น แม้จะมีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2550 ก็ไม่มีความหมายใดๆ ถ้าพ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯมีผลบังคับใช้อาจจะมีการใช้อำนาจละเมิดรัฐธรรมนูญได้ตลอดเวลา โดยเฉพาะหมวดว่าด้วยสิทธิเสรีภาพของประชาชนที่เป็นสภาร่างรัฐธรรมนูญอ้างว่า เป็นจุดแข็งของร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้

นับเป็นนวัตกรรมสุดยอดของนักกฎหมายไทยที่เนรมิตให้กฎหมายระดับพระราชบัญญัติมีบทบัญญัติที่ให้อำนาจเหนือกว่ารัฐธรรมนูญ

เนื้อหาในร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ มีสาระสำคัญที่แตกต่างจากพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 คือ

1.การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฯ เป็นของคณะรัฐมนตรีซึ่งเป็นคณะบุคคล (องค์กรกลุ่ม) ทำให้สามารถตรวจสอบการใช้อำนาจได้ในระดับหนึ่งที่สำคัญเป็นการใช้อำนาจโดยพลเรือน

ขณะที่ พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ เป็นของผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ซึ่งเป็นผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) โดยตำแหน่ง เป็นการใช้อำนาจโดยบุคคลคนเดียวและเป็นการใช้อำนาจโดยทหาร

2.การใช้อำนาจตาม พ.ร.ก.ฯ มีการกำหนดพื้นที่และระยะเวลาที่ชัดเจน และต้องมีการทบทวนเมื่อครบกำหนดระยะเวลาที่กำหนด

ขณะที่การใช้อำนาจตาม พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงฯ ผอ.รมน.สามารถใช้อำนาจโดยไม่มีการจำกัดพื้นที่และใช้ได้ตลอดเวลา ทำให้ไม่มีการทบทวนในการใช้อำนาจดังกล่าว

นอกจากนั้น ผอ.รมน.ยังมีอำนาจอย่างกว้างขวางสามารถบังคับบัญชาหน่วยงานของรัฐทุกแห่งและยังมีอำนาจเหนือกระบวนการยุติธรรม เช่น สำนักอัยการสูงสุด เพราะสามารถใช้ดุลพินิจสั่งไม่ฟ้องคดีผู้กระทำความผิดได้ด้วย (มาตรา 31 วรรคสอง)

ในการใช้อำนาจดังกล่าว ผอ.รมน.สามารถออกข้อกำหนด ห้ามการกระทำใดๆ ที่เห็นว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงฯ (มาตรา 25) และออกประกาศให้เจ้าพนักงานมีอำนาจในการปราบปราม จับกุม ควบคุมตัวผู้ต้องสงสัย ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ เคหสถาน สิ่งปลูกสร้าง อายัดทรัพย์สิน เอกสาร หรือพยานหลักฐานต่างๆ ได้ ฯลฯ (มาตรา 26)

การใช้อำนาจดังกล่าวบางประการ สามารถกระทำได้โดยไม่ต้องใช้หมายศาล (เช่น การอายัดทรัพย์สิน การตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ เคหสถาน) แต่บางประการแม้ต้องใช้หมายศาล (เช่น การจับกุมบุคคล) แต่ก็มีข้อยกเว้นในกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินไว้ซึ่งในทางปฏิบัติแล้วร้อยทั้งร้อยมักมีการใช้ดุลพินิจว่า เป็นกรณีเร่งด่วนฉุกเฉินเสมอ

แม้ในร่างกฎหมายระบุว่า การใช้มาตรการต่างๆ ต้องให้ส่งผลกระทบต่อสิทธิเสรีภาพของบุคคลน้อยที่สุดโดยคำนึงถึงการปกป้องคุ้มครองสิทธิเสรีภาพและความสงบเรียบร้อยก็ตาม (มาตรา 32) แต่กลับไม่มีกลไกตรวจสอบว่า มาตรการต่างๆ เหล่านั้นละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานของประชาชนอย่างรุนแรงหรือไม่เพราะมีบทบัญญัติมิให้ข้อกำหนด ประกาศหรือคำสั่งตามกฎหมายฉบับนี้อยู่ภายใต้บังคับของ พ.ร.บ.วิธีปฏิบัติราชการทางปกครองและอำนาจของศาลปกครอง (มาตรา 36)

ที่สำคัญคณะกรรมการรักษาความมั่นคงภายในที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ไม่มีอำนาจในการตรวจสอบหรือยับยั้งการใช้อำนาจของ ผอ.รมน.ได้

ขณะเดียวกัน กฎหมายยังยกเว้นไม่ให้เจ้าพนักงานและผู้มีอำนาจไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญาในการปฏิบัติหน้าที่โดยสุจริตและไม่เลือกปฏิบัติ (มาตรา 37) ซึ่งทำให้หวั่นเกรงว่า จะมีการใช้อำนาจโดยขาดความระมัดระวัง (กรณีตากใบที่มีผู้เสียชีวิต 78 ศพ ภายใต้การควบคุมของเจ้าหน้าที่รัฐ แต่ไม่เคยมีข่าวว่า มีการดำเนินคดีอาญากับเจ้าหน้าที่รัฐที่เกี่ยวข้องแม้แต่คนเดียว)

จากเนื้อหาสาระของกฎหมายฉบับนี้ นอกจากเปิดช่องให้มีอำนาจในการละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชนอย่างรุนแรงแล้ว ยังเป็นการสืบทอดอำนาจของระบอบอำมาตยาธิปไตยอย่างแท้จริง

ที่มา:มติชน