4 กรกฎาคม พ.ศ. 2550 07:00:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ :

หลายฝ่ายออกมาดูแคลนคุณภาพมวลชนแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ (ปราบกบฏ) ว่าเป็นม็อบท่อน้ำเลี้ยงอดีตนายกฯ ทักษิณบ้างล่ะ ม็อบรับจ้างบ้างล่ะ ม็อบจัดตั้งบ้างล่ะ แต่สิ่งที่คนไม่ค่อยคำนึงถึงคือ “ต้นทุน” ของการไปเดินขบวน ต้นทุนของการต่อต้านเผด็จการทหาร ทั้งต้นทุนทางเศรษฐกิจและต้นทุนทางวัฒนธรรม

นับตั้งแต่การสกัดกั้นต่างๆ ทำให้การเข้าไปสนามหลวงเป็นเรื่องยุ่งยาก การควบคุมการเคลื่อนไหวของกลุ่มการเมืองในท้องถิ่น การควบคุมความเคลื่อนไหวของผู้ใช้แรงงาน การข่มขู่ว่าจะใช้กำลัง (ด้วยคำพูดของผู้มีอำนาจประเภท “มาแค่นี้ไม่พอมือ” “จะยิงทิ้งเหมือนหมา”)

ทุนเหล่านี้หมายถึงความยุ่งยาก ค่าใช้จ่ายเงินทองในการเดินทาง การหยุดเว้นจากงานประจำ ความขัดแย้งกับเครือข่ายในชุมชนหรือสังคมที่ตนสังกัด (เช่นหากเพื่อนร่วมงานหรือเพื่อนบ้านนิยม คมช.) กระทั่งความเสี่ยงแก่หน้าที่การงาน (เช่นผู้นำชุมชนที่ไม่เห็นด้วยกับ คมช. ก็คงไม่กล้าแสดงออกหรือปล่อยให้ลูกบ้านแสดงออกอย่างชัดเจน หรือเข้าร่วมการชุมนุม) หรือแม้กระทั่งความเสี่ยงแก่ชีวิต

เพื่อชดเชยต้นทุนเหล่านี้ (ที่ส่วนใหญ่เกิดขึ้นมาจากการสร้าง “กำแพง” เพื่อสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุมขึ้นโดยรัฐบาลและทหารเอง) จึงไม่น่าแปลกใจที่หากจะมีการจัดการให้คนส่วนหนึ่งที่ไม่มีต้นทุนเพียงพอ สามารถมาร่วมชุมนุมที่สนามหลวงได้

นอกเหนือจากต้นทุนทางเศรษฐกิจ (economic capital) การต่อต้านรัฐประหารต้องอาศัยต้นทุนอีกลักษณะหนึ่ง ทั้งผู้นำการชุมนุม ผู้นำมวลชน และผู้เข้าร่วมการชุมนุมต้องการต้นทุนทางวัฒนธรรม (cultural capital) ของการต่อต้านเผด็จการทหาร

ต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่เกี่ยวข้องกับความคิด ความเชื่อ อุดมการณ์ การแสดงออกด้านต่างๆ ตลอดจนการบริโภค แนวทางในการดำเนินชีวิต การกินอยู่ ต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่สร้างได้ ลบเลือนได้ เปลี่ยนแปลงได้ หากหายไปก็กลับสร้างขึ้นใหม่ได้ ต้นทุนทางวัฒนธรรมที่คนแต่ละกลุ่มมีแตกต่างกัน ต้นทุนทางวัฒนธรรมจึงเป็นสิ่งที่วัดปริมาณกันลำบาก บอกยากว่าใครมีมากมีน้อย หากแต่ว่าแต่ละคนมีแตกต่างกัน

ที่สำคัญคือ ต้นทุนทางวัฒนธรรมเป็นสิ่งที่มีอยู่ในกมลสันดาน เงินซื้อไม่ได้ เพราะต้นทุนวัฒนธรรมของการต่อต้านเผด็จการทหาร เป็นคนละเรื่องกันกับต้นทุนทางเศรษฐกิจ ฉะนั้นการต่อต้านเผด็จการของคนจำนวนมากจึงกระทำโดยอาศัยต้นทุนประเภทที่มีมูลค่าแลกเปลี่ยน ที่เป็นคนละประเภทกันกับตัวเงิน

ต้นทุนวัฒนธรรมของการต่อต้านเผด็จการทหาร เป็นต้นทุนทำนองเดียวกันกับต้นทุนวัฒนธรรมประชาธิปไตย แต่ต้นทุนวัฒนธรรมการต่อต้านเผด็จการเป็นต้นทุนที่สูงยิ่งกว่าต้นทุนของการก่อร่างสร้างประชาธิปไตย เช่น

ในขณะที่การสร้างประชาธิปไตยทำได้ในห้องเรียน ในบ้านเรือน แต่การต่อต้านเผด็จการทหารมีที่ทางที่จำกัด ส่วนใหญ่ต้องทำในที่แจ้ง แสดงออกอย่างเป็นสาธารณะ สิ่งที่ทำให้ต้นทุนการต่อต้านเผด็จการทหารสูงลิบลิ่วอีกประการหนึ่งคือ การต่อต้านเผด็จการทหารเป็นการเผชิญหน้ากับอำนาจดิบ อำนาจทางตรง อำนาจการใช้กำลังของทหารโดยตรง ขณะที่การก่อสร้างประชาธิปไตยไม่ได้ต้องการต้นทุนสูงขนาดนั้น

ในสังคมไทย ต้นทุนของวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการทหารได้รับการสั่งสมมาตั้งแต่อย่างน้อยพุทธศักราช 2516 ก่อนหน้านั้นอาจมีปัจเจกชน หรือกลุ่มคนจำนวนหนึ่ง ที่พยายามสร้างต้นทุนวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการทหาร แต่การปราบปรามอย่างรุนแรงของรัฐบาลทหาร การควบคุมอย่างเข้มงวดของเผด็จการแต่ละยุค ทำให้การสั่งสมต้นทุนการต่อต้านเผด็จการทหารไม่เติบโต อย่างไรก็ดี การศึกษาความคิดทางการเมืองของนักศึกษายุคนั้นชี้ให้เห็นว่า การต่อต้านเผด็จการที่สำคัญของนักศึกษาในยุค 14 ตุลาคม 2516 อาศัยการสั่งสมทางวัฒนธรรมของคนยุคก่อนหน้าเป็นทุน

ท่ามกลางการล้มละลายของทุนวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการทหารอย่างในปัจจุบัน เราจึงเห็นคนกลุ่มใหม่ ที่ไร้ต้นทุนวัฒนธรรมการต่อต้านเผด็จการทหาร ออกมาต่อสู้ คนกลุ่มนี้จึงมีชื่อเรียกที่แปลกหู เช่น กลุ่มคนวันเสาร์ไม่เอาเผด็จการ ที่รวมตัวขึ้นมาจากความสมัครใจของ “คนเล่นเน็ต” ที่พานพบกันในสื่ออินเทอร์เน็ตแล้วร่วมกิจกรรมทางการเมืองด้วยกัน กลุ่มนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่เรียกตนเองในภาษา “แนวๆ” ว่า กลุ่มประชาธิปไตยไม่ใช่แค่กิ๊ก กลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่คงมาด “ซ้ายเข้ม” ในนาม กลุ่มโดมแดง และล่าสุดคือ กลุ่มโดมแสบ

แนวร่วม นปก. กับ พีทีวี เองก็ใช่ว่าจะมีต้นทุนวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการ แม้ว่าจะเติบโตมาจากการเป็นนักประชาธิปไตยแบบรัฐสภา ส่วนนักการเมืองพรรคไทยรักไทย ที่ว่ากันว่าอยู่เบื้องหลังการชุมนุม ก็ไม่มีต้นทุนวัฒนธรรมการต่อต้านเผด็จการพอที่จะออกหน้า ขึ้นเวที ดังนั้นดาวเด่นของเวทีนปก.อย่าง จักรภพ เพ็ญแข จึงไม่เพียงเป็นหน้าใหม่ในวงการประชาธิปไตย แต่ยังเป็นหนุ่มหน้ามนที่น้อยคนนักจะเข้าใจว่า อารมณ์ไหนกันที่พ่อแว่นหนานี่จึงมาเสียงแข็งต่อต้านเผด็จการทหารได้

หากทำความเข้าใจอย่างเป็นธรรมดู ก็จะเห็นได้ไม่ยากว่า กลุ่มคนที่ต่อต้านเผด็จการทหารอยู่ขณะนี้ส่วนมากเป็น “กลุ่มทุนใหม่” ในวัฒนธรรมการต่อต้านเผด็จการทหารอย่างแท้จริง อาทิเช่น ดูจากการตั้งชื่อแนวใหม่ๆ การรวมกลุ่มด้วยระบบการสื่อสารแบบใหม่ และการรวมตัวของคนหน้าใหม่ คนเหล่านี้อาศัยวัฒนธรรมการสื่อสาร เครื่องมือการผลิตทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ทางการผลิตทางวัฒนธรรมในยุคหลังสมัยใหม่เพื่อการต่อต้านเผด็จการทหาร แม้ว่าคนเหล่านี้มีทุนวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการทหารที่จำกัด (จึงเป็นเรื่องง่ายที่จะถูกโจมตี ดูแคลน หรือดูเบาจากฝ่ายนิยมเผด็จการ)

สิ่งที่น่าสนใจคือการที่คนเหล่านี้ลุกขึ้นมาเป็น “นักลงทุนเพื่อวัฒนธรรมประชาธิปไตย” รุ่นใหม่ แทนที่จะเป็นผู้ชมห่างๆ เป็นหุ้นส่วนประชาธิปไตยที่ไม่ลงทุนต่อต้านเผด็จการทหาร หรือเป็นแค่กองเชียร์นั่งชมการปั่นหุ้นเผด็จการ กลุ่มทุนวัฒนธรรมต่อต้านเผด็จการรุ่นใหม่เหล่านี้ลุกขึ้นมาลงทุนทางวัฒนธรรมการเมืองด้วยตนเอง

ถึงวันนี้ หลายคนควรตื่นจากฝันว่าจะได้เห็นนักวิชาการ ผู้นำเอ็นจีโอ นักหนังสือพิมพ์ นักการเมือง หรือ “ผู้หลักผู้ใหญ่” ผู้เคยมีต้นทุนต้านเผด็จการทหาร (แต่ปัจจุบันนี้กลับไปร่วมหัวจมท้ายกับเผด็จการทหาร) ลุกขึ้นมาต่อต้านเผด็จการทหาร หลายคนควรเลิกหวังได้แล้วกับการ “ชี้” ของอดีตผู้นำนักศึกษา อดีตคนเดือนตุลาจำนวนมหาศาล (ที่ขณะนี้ไปร่วมหัวจมท้ายกับเผด็จการทหารหรือหลบหลีก อิงแอบ หรือแม้กระทั่งฉวยโอกาสเอาจากเศษอำนาจของเผด็จการทหาร)

แทนที่จะต้องข่มใจยอมรับว่า ขณะนี้ต้นทุนทางวัฒนธรรมเก่าของการต่อต้านเผด็จการในสังคมไทย (แทบจะ) หมดสิ้นไปแล้ว เราควรร่วมกันสร้างทุนวัฒนธรรมของการต่อต้านเผด็จการทหารด้วยตนเอง อย่างน้อยหากไปเดินขบวนไม่ได้ ก็ร่วมกันคว่ำรัฐธรรมนูญ 2550 ที่ร่างภายใต้อำนาจของระบอบเผด็จการทหาร

ยุกติ มุกดาวิจิตร