25 มิถุนายน พ.ศ. 2550 16:59:00

อดีตบิ๊กไทยรักไทยชำแหละแผนบันได 4 ขั้นของประธาน คมช. ทำให้เห็นความจริงว่าการคืนอำนาจให้ประชาชนเป็นเพียงละครตบตา

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : แม้ว่าสังคมไทยกำลังมีความหวังกับการเลือกตั้งครั้งใหม่ที่ทุกฝ่ายเห็นพ้องให้ร่นเวลาใกล้เข้ามา เพื่อให้ได้รัฐบาลประชาธิปไตยมารับไม้ต่อจากรัฐบาลภายหลังการรัฐประหารโดยเร็วที่สุดนั้น

ทว่าการเปิดแผน “บันได 4 ขั้น” ของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ประธานคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ในท่วงทำนองของการกำหนดทิศทางการเมืองในอนาคตเอาไว้แล้ว ทำให้ฝ่ายผู้สูญเสียอำนาจจากการรัฐประหารอย่าง พงศ์เทพ เทพกาญจนา อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย มองว่าย่างก้าวของประชาธิปไตยที่กำลังจะเกิดขึ้นนับจากนี้ เป็นเพียง “ละคร” ที่ผู้มีอำนาจในปัจจุบันกำลัง “กำกับบท” หลอกลวงคนไทยและชาวโลกเท่านั้น

“การปกครองที่ดีที่สุดสำหรับประเทศและประชาชนชาวไทยคือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ซึ่งต้องเป็นประชาธิปไตยที่แท้จริง ไม่ใช่ประชาธิปไตยจอมปลอม ต้องเป็นประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตย และเป็นผู้ใช้อำนาจนั้นอย่างแท้จริง เพราะไม่มีใครรักษาประโยชน์ของประชาชนได้ดีที่สุดเท่ากับประชาชนเอง” พงศ์เทพ เริ่มต้นด้วยหลักการประชาธิปไตยที่ถูกต้องในมุมมองของเขา

อย่างไรก็ตาม สำหรับประเทศไทยในปัจจุบัน พงศ์เทพ บอกว่า ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังปกครองโดยระบอบเผด็จการ และการที่เผด็จการจะคืนอำนาจให้ประชาชนนั้น ประวัติศาสตร์การเมืองที่ผ่านมาก็ชัดเจนว่าไม่ใช่เป็นการคืนอำนาจโดยความสมัครใจ ซึ่งครั้งนี้ก็น่าจะเป็นอย่างเดียวกัน เพียงแต่มีการเปลี่ยนรูปแบบเพื่อไม่ให้ถูกกระแสต้านจากประชาชน

“ท่าทีของ คมช.หลายคนที่ไปบรรยายเกี่ยวกับเรื่องการยึดอำนาจ ก็พูดว่ายึดอำนาจเสร็จแล้ว การจะส่งต่ออำนาจนั้นให้ใคร ต้องเป็นคนที่ คมช.เห็นชอบ ถ้าไม่เช่นนั้นการยึดอำนาจที่ทำมาก็ไร้ประโยชน์ การพูดแบบนี้ก็แน่นอนว่า การคืนอำนาจให้ประชาชนอย่างแท้จริงในลักษณะของการจัดให้มีการเลือกตั้งที่ประชาชนใช้สิทธิใช้เสียงได้อย่างเสรีคงไม่มีทางเกิดขึ้น เพราะเมื่อพูดอย่างนี้ได้ คงต้องกำหนดผลการเลือกตั้งเอาไว้ล่วงหน้าแล้ว ที่สำคัญการจะเกิดผลเช่นว่านั้นได้ ก็ต้องแทรกแซงใน 3 เรื่อง คือรัฐธรรมนูญ กฎหมายเลือกตั้ง และกลไกการเลือกตั้ง”

“เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา หัวหน้าใหญ่ก็พูดว่า ความประสงค์ในการยึดอำนาจของท่านมีอะไรบ้าง เป็นบันได 4 ขั้น ทำให้ผมสงสัยว่า การดำเนินการต่างๆ ที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นการยุบพรรค หรือการยึดทรัพย์ที่ไปตรงกับความต้องการของท่านพอดี มันเป็นความบังเอิญเหมือนถูกล็อตเตอรี่ หรือว่าไม่ใช่ความบังเอิญ ยิ่งมีหลายๆ อย่างที่ท่านพูดออกมาก่อนที่มันจะเกิด บางอย่างพูดในขณะที่กระบวนการยังไม่ได้ทำอะไรเลย แสดงว่ารู้ผลล่วงหน้าแล้วใช่หรือไม่”

พงศ์เทพ ขยายความถึงการแทรกแซงกระบวนการต่างๆ โดยยกตัวอย่างว่า กรณีของประธานคณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ ก็ปฏิเสธยากว่าไม่ใช่คนที่ผู้มีอำนาจวางตัวเอาไว้ และคนที่เสนอให้สภาร่างรัฐธรรมนูญทบทวนบุคคลที่จะมาดำรงตำแหน่งประธานกรรมาธิกาารยกร่างรัฐธรรมนูญได้ ว่าจะต้องเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญหรือไม่ ก็เป็นหนึ่งในตุลาการรัฐธรรมนูญที่ตัดสินคดียุบพรรค

“มันบังเอิญหรือเปล่าผมไม่รู้ แต่ทำไมตัวละครมันวนเวียนกันไปมาอย่างนี้ ยิ่งไปกว่านั้น ระหว่างการประชุมสภาร่างรัฐธรรมนูญครั้งหนึ่ง มีกรรมาธิการยกร่างฯท่านหนึ่ง ชี้แจงเหตุผลในที่ประชุมตอนที่เสนอร่างรัฐธรรมนูญเข้าไปครั้งแรกว่า การเสนอให้เปลี่ยนแปลงระบบการเลือกตั้ง ส.ส.นั้น เพราะถ้าไม่เปลี่ยนแปลงระบบ ก็รู้เลยว่าใครจะเข้าสภา พูดอย่างนี้แสดงว่าเขียนรัฐธรรมนูญเพื่อตีกันให้ใครหรือไม่ให้ใครเข้าสภา แต่ไม่ได้เขียนไปตามหลักการและเหตุผลเลยใช่หรือไม่”

“ที่ผมสลดใจก็คือคนที่พูดเป็นนักวิชาการ เป็นครูบาอาจารย์ ท่านเสนออย่างนี้ผมรับไม่ได้ คนอย่างนี้เมื่อไปสอนหนังสือจะเอาหลักอะไรไปสอน นี่คือตัวอย่างของการพยายามเข้าไปแทรกแซงตั้งแต่ในร่างรัฐธรรมนูญ”

พงศ์เทพ ชี้ว่า การกล่าวหาพรรคไทยรักไทยหรืออดีตผู้นำไทยรักไทยว่ากระทำความผิดอย่างนั้นอย่างนี้ เป็นสิ่งที่สามารถกระทำได้ และเป็นเรื่องที่ต้องตรวจสอบกันต่อไปตามกระบวนการยุติธรรม แต่ไม่ใช่หมายความว่าจะต้องมากีดกันพรรคไทยรักไทย

“ถามว่าไทยรักไทยได้ทำประโยชน์ให้กับประเทศชาติมากขนาดไหน ไม่ว่าจะเป็นการฟื้นวิกฤติเศรษฐกิจ แก้ปัญหายาเสพติด การให้หลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า หรือแม้แต่พักชำระหนี้เกษตรกร รวมทั้งสินค้าโอทอปที่สร้างรากฐานอันแข็งแกร่งให้กับสินค้าจากชุมชน ทั้งหมดล้วนเป็นฝีมือไทยรักไทยทั้งสิ้น มีคนได้ประโยชน์เป็นล้านๆ คน”

“แน่นอนว่าข้อบกพร่องเรามี ก็ต้องว่ากัน เราไม่ได้ปฏิเสธ และเราเองก็ต้องใช้ข้อบกพร่องมาเป็นบทเรียนเพื่อปรับปรุงตัว แต่การมีพรรคที่เคยทำงานได้แบบนี้มาเป็นตัวเลือกให้กับประชาชน ถือว่าเป็นผลดีหรือผลเสียมากกว่ากัน เหมือนมีรถให้เหลือ 3 ยี่ห้อกับ 4 ยี่อห้อ มีให้เลือก 4 ยี่ห้อย่อมดีกว่าแน่นอน และเป็นการดีกับประชาชน แต่อาจจะไม่ดีกับคนที่ยึดอำนาจ เพราะยี่ห้อที่ 4 ไม่ดีกับเขา”

กับอนาคตของพรรคไทยรักไทยซึ่งปัจจุบันถูกยุบจนกลายเป็นกลุ่มการเมืองกลุ่มหนึ่งไปแล้ว พงศ์เทพสรุปง่ายๆ ว่า แม้จะถูกยุบพรรค แต่คนที่เป็นสมาชิกพรรคต้องการทำงานการเมืองต่อไป และการเมืองในระบอบประชาธิปไตยต้องให้ประชาชนตัดสินใจ ฉะนั้นสิ่งที่จะทำต่อจากนี้ก็คือ เตรียมเสนอจัดตั้งพรรคใหม่ในชื่อไทยรักไทย แต่ถ้าสุดท้ายใช้ชื่อเดิมไม่ได้จริงๆ ก็ต้องเปลี่ยนชื่อ แล้วก็ไปบอกประชาชนว่าเราคือคนที่จะสืบสานแนวทางการทำงานของไทยรักไทย

“พวกเราทั้งที่เป็นอดีตกรรมการบริหารพรรค อดีต ส.ส. และสมาชิกพรรค เราอยู่ด้วยกันไม่ใช่เพราะแค่รู้จักกัน แต่เพราะเรารู้ว่ามีประชาชนจำนวนหนึ่งต้องการให้พวกเราสานต่อนโยบายของไทยรักไทย และผลักดันให้ประเทศไทยกลับไปสู่ประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อย่างแท้จริง คือประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการตัดสินใจเอง ไม่ใช่เป็นประชาธิปไตยจอมปลอม”

เขายังแสดงความมั่นใจว่า ถ้าการเลือกตั้งไม่สกปรกแบบบางสมัยที่มีการยัดบัตรลงหีบ หรือทำให้ไฟฟ้าดับเพื่อโกงการนับคะแนนเหมือนที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วในสมัยเผด็จการในอดีต ก็เชื่อว่ายังมีประชาชนจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนไทยรักไทย

“ที่สำคัญหากมองว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เมษายน 2549 มีแต่ไทยรักไทยลงสมัครเพียงพรรคเดียว โดยขาดพรรครวมฝ่ายค้าน 3 พรรค แล้วทำให้การเลือกตั้งไม่มีความเป็นธรรม ก็ต้องถามกลับไปว่า ถ้าการเลือกตั้งครั้งนี้มีแต่พรรคร่วมฝ่ายค้านเดิม 3 พรรค แล้วไม่มีไทยรักไทยที่เคยได้ ส.ส.ถึง 377 เสียงลงสมัคร เพราะถูกกีดกันทุกวิถีทาง มันจะเป็นการเลือกตั้งที่โปร่งใสยุติธรรมหรือ” อดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ตั้งคำถาม

และว่า

“เราเสียเงินร่างรัฐธรรมนูญไปหลายร้อยล้านบาท เสียเงินทำประชามติอีก 2,000 กว่าล้าน และจะต้องเสียเงินในการเลือกตั้ง ส.ส.อีกไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้าน ถามว่าเป็นการใช้เงินงบประมาณของประชาชนเพื่อเล่นละครหลอกชาวบ้านหรือ เพราะการเลือกตั้งที่บริสุทธิ์ยุติธรรมต้องเปิดเสรีให้ทุกคนได้ลงสมัคร แล้วปล่อยให้ประชาชนตัดสินใจ แต่ถ้าการเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรมตั้งแต่กติกา ไม่มีความเป็นธรรม และเตะตัดขาคู่ต่อสู้ อย่างนั้นก็เท่ากับเล่นละครหลอกชาวบ้านและชาวโลก หลอกว่านี่เป็นประชาธิปไตยแล้ว แต่เป็นประชาธิปไตยหุ่นที่ถูกปืนจี้อยู่ข้างหลัง”

“คำถามก็คือประชาชนจะยอมให้มีการเล่นละครตบตาอย่างนั้นหรือไม่ เนื่องจากเคยได้เรียนรู้พัฒนาการทางการเมืองมาขั้นหนึ่งแล้ว สำหรับผมไม่คิดว่าประเทศไทยจะโชคร้ายนานนัก เพราะถ้าปล่อยให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยแบบมีทหารคุม ประเทศไปไม่รอดแน่นอน ทหารท่านเก่งและมีความสามารถในการรบก็จริง แต่รับประกันได้ว่าท่านไม่มีความสามารถในการบริหารประเทศได้เทียบเท่ากับคนที่มีความสามารถจริงๆ หรอก”

ท้าทหารแสดงฝีมือดับไฟใต้

ในฐานะอดีตผู้พิพากษา และมือกฎหมายคนสำคัญของไทยรักไทย พงศ์เทพ วิเคราะห์ถึงการผลักดันร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ของฝ่ายทหารอย่างเผ็ดร้อน

“กฎหมายฉบับนี้ ผมอ่านแล้วรู้สึกว่าจะให้คนในเครื่องแบบมีอำนาจมากเสียเหลือเกิน ผมอยากให้ไปดูตัวอย่างประเทศอื่นบ้างว่าเขาให้คนในเครื่องแบบมีอำนาจอย่างนี้หรือไม่ ไปดูอเมริกาหรืออังกฤษก็ได้ คนที่รับผิดชอบไม่ใช่ทหาร กระทรวงความมั่นคงภายในของอเมริกามีนักการเมืองเข้าไปรับผิดชอบ ส่วนประเทศไทยไม่เคยเจริญภายใต้ระบบที่เอาทหารเป็นผู้บริหาร เพราะทหารมีความชำนาญเฉพาะในเรื่องของการรบ การทำสงคราม แต่ไม่ใช่เรื่องการบริหารบ้านเมือง”

“เรากำลังย้อนหลังกลับไปเหมือนช่วงที่มีกฎหมายคอมมิวนิสต์หรือเปล่า เราจะยอมให้กฎหมายที่ให้อำนาจทหารมากขนาดนี้ และลิดรอนสิทธิเสรีภาพของประชาชนขนาดนี้ ผ่านการพิจารณาของสภาที่ไม่ได้มาจากประชาชนซึ่งเป็นสภาที่ คมช.มีอิทธิพลครอบงำหรือ”

“โครงสร้างใหม่ของ กอ.รมน.ให้อำนาจแม่ทัพภาคต่างๆ เยอะมาก แต่ผมว่าไม่ต้องอะไรมากหรอกครับ ช่วยแสดงฝีมือไปทำให้ปัญหาภาคใต้แค่ 3 จังหวัดให้สงบเสียก่อน แล้วค่อยมาว่ากันถึงอำนาจตามกฎหมายฉบับนี้ เอาแค่ 3 จังหวัดใต้เล็กๆ ก่อน เพราะว่า 3 จังหวัดนั้น ทหารมีอำนาจตามกฎอัยการศึก และ พ.ร.ก. (พระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548) แต่ก็ยังไม่เห็นผลงานอะไรที่ทำให้ประชาชนจะอุ่นใจได้เลย คำถามที่ประชาชนถามก็คือ รัฐบาลหรือ คมช.ก็ดี ได้มาสนใจนำความสงบสุขกลับมาสู่ภาคใต้บ้างหรือเปล่า คุณกำลังคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของประชาชน หรือคำนึงถึงความมั่นคงปลอดภัยของตัวคุณเอง” พงศ์เทพ ตั้งคำถาม

และย้ำว่า

“ถ้าคุณคำนึงถึงประชาชน คุณต้องส่งทหาร ส่งแม่ทัพใหญ่ๆ ที่เก่งกล้าทั้งหลายไปเป็นวีรบุรุษที่ภาคใต้ ใน คมช.เองก็มีหลายคนที่ดูแล้วน่าจะเก่ง น่าจะลงไปประจำการในพื้นที่ แสดงฝีมือให้เห็น แต่ทุกวันนี้เราไม่เห็นเลย”