หลังจากสงครามเย็นเริ่มคลี่คลาย “คนเดือนตุลา” พากันทะยอยออกจากป่า บางส่วนรู้สึกว่าตนเองเป็น “กรวดเม็ดร้าว” บางส่วนยอมรับสภาพความเป็น “สิ่งชำรุดทางประวัติศาสตร์” บางส่วนถือเอาวีรกรรมเดือนตุลา เป็นต้นทุนทางสังคมและสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับตนเองอีกทั้งแสวงหาผลกำไร จากสังคมอย่างไม่รู้จักจบสิ้น

อันที่จริงพลังของคนเดือนตุลาในวันนี้เป็นเพียง “มายาภาพของอดีตกาล” คนเหล่านี้กระจายไปตามส่วนต่างๆของสังคม บางส่วนนิ่งสงบอยู่ในเส้นทางศาสนาหรือลัทธิความเชื่อตามที่ตนศรัทธา บางส่วนอยู่ในแวดวงวิชาการ บางส่วนโลดแล่นบนเวทีการเมือง บางส่วนเดินบนเส้นทางธุรกิจ บางส่วนเป็นสื่อมวลชน หรือนักเขียน จิตรกร ไปจนถึงศิลปิน แต่ละคนล้วนมีเป้าหมายและเส้นทางชีวิตของตนเอง หาได้มีพลังแห่งการเป็นกลุ่มที่มีส่วนผลักดันการเปลี่ยนแปลงทางสังคมดังแต่ก่อนไม่…

คนรุ่นหลังกล่าวถึง “คนเดือนตุลา” ด้วยความรู้สึกที่ยกย่องให้เกียรติในฐานะที่เป็นกลุ่มคนที่มีส่วนทำลายป้อมปราการของกลุ่มอำนาจที่แข็งแกร่งกลุ่มหนึ่งซึ่งนำไปสู่การปรับเปลี่ยน กฎ กติกาของสังคม เปิดมิติใหม่แห่งการจัดสรรปันส่วน ทรัพยากรของสังคมกันใหม่และเปิดโอกาศให้กลุ่มทุนและกลุ่มผลประโยชน์อื่นๆได้มีโอกาสเงยหน้า อ้าปาก นับเป็นการ “ปลดปล่อยพลังการผลิต” ที่ถูกครอบโดยอำนาจเผด็จการในยุคนั้น ทำให้เศรษฐกิจ สังคมและการเมืองของไทยก้าวไปข้างหน้า ก้าวใหญ่ คุณค่าทางประวัติศาสตร์ของ “คนเดือนตุลา” มิได้อยู่ที่วีรกรรมในการต่อสู้กับเผด็จการ อย่างโดดๆ แต่อยู่ที่ การสร้างคุณูปการต่อการ “ปลดปล่อยพลังการผลิต” อันนำไปสู่การสร้างรากฐานทางเศรษฐกิจใหม่ที่มีเสรีภาพแห่งการแข่งขันมากขึ้น ทำให้ชนชั้นกลาง และผู้ใช้แรงงานมีตลาดแรงงานที่มีขนาดใหญ่ขึ้น ในขณะที่ปัญหา ค่าเช่า และปัญหาที่ทำกินของชาวนาได้รับการ ดูแลเอาใจใส่มากขึ้น

“คนเดือนตุลา” จำนวนไม่น้อยให้คุณค่าตนเองในฐานะที่เป็น นักสู้ ผู้บริสุทธิ์ เสียสละและมีวีรภาพที่งดงามน่าภาคภูมิใจ พวกเขาไม่ได้ใส่ใจบทบาทของตนในฐานะที่เป็นผู้มีส่วนอย่างสำคัญในการ “ปลดปล่อยพลังการผลิต” ของสังคม เพราะพวกเขาเข้าใจว่า การปลดปล่อยพลังการผลิตนั้นเป็นเรื่องเดียวกับการ “ต่อสู้ทางชนชั้น” หากไม่สามารถโค่นชนชั้นหนึ่งได้ก็ไม่สามารถทำลายความสัมพันธ์ทางการผลิตของสังคมได้และไม่สามารถปลดปล่อย พลังการผลิตได้

พวกเขามองเห็นแต่การเปลี่ยนแปลงทางคุณภาพแต่มองไม่เห็นการเปลี่ยนแปลงทางปริมาณที่เกิดขึ้นในแต่ละห้วงเวลา พวกเขาจำนวนมากมองไม่เห็นว่า
-นโยบาย SME
-นโยบายการพัฒนาเศรษฐกิจชนบท ด้วยโครงการกองทุนหมู่บ้าน โอท็อป SML การพักชำระหนี้และโครงการประกันสุขภาพถ้วนหน้า 30 บาทของรัฐบาลไทยรักไทยนั้น เป็นการทะลวงกำแพงและป้อมปราการที่กักขังพลังการผลิตในชนบทและชนชั้นกลางในเมือง ตลอดจนผู้ประกอบการรายย่อยให้สามารถเงยหน้า ลืมตาอ้าปากและกลายเป็นพลังการผลิตใหม่ที่ขับเคลื่อนสังคมไทยในฐานะที่เป็น “พลังขับเคลื่อนใหม่” อันเป็นกลไก “พลวัตร” ที่กำลังจะเข้ามามีบทบาทในการเปลี่ยนแปลงโฉมหน้าของสังคมไทยครั้งใหญ่ ในอนาคต

“คนเดือนตุลา” จำนวนมาก มิได้ใช้แนวคิดเช่นนี้เป็นเครื่องมือสังเกตการณ์ ความเปลี่ยนแปลงทางสังคมมานานมากแล้ว พวกเขาจึงเป็น “เสรีชน” ที่จมอยู่ในปลัก ข้อมูลข่าวสารของสื่อมวลชน ภายใต้ “กระบวนการขัดเกลาทางสังคม” ที่บริหารโดยอำนาจลึกลับและลื่นไหลไปกับกระแส ด้วย “จริต” และ “สำนึก” แห่งการต่อต้านนายทุนในสภาพแวดล้อมโลกาภิวัฒน์ อันสืบเนื่องจาก “ภาพหลอนของอดีตกาล” โดยไม่จำแนกแยกแยะและไม่ศึกษา “ลักษณะเฉพาะ” ของพัฒนาการทางสังคม

เมื่อสังคมแบ่งขั้ว ระหว่างการมอบอำนาจให้ประชาชนเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญ กับ การสร้างเงื่อนไขให้เกิดการรัฐประหารเพื่อฉีกรัฐธรรมนูญและปกครองประเทศด้วยระบอบเผด็จการ “คนเดือนตุลา” จำนวนหนึ่งยินดีกับรัฐประหารของทหารมากกว่า พวกเขายินยอม พร้อมใจ เกื้อหนุนและเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับเผด็จการอำมาตยาธิปไตยที่พยายายมฉุดให้สังคมไทยหยุดอยู่กับที่หรือถอยหลังไปก่อนปี พ.ศ.2475

“คนเดือนตุลา” จำนวนไม่น้อย ยอมรับแนวทาง “อำนาจรัฐ เกิดจากกระบอกปืน” และดูแคลน “กระบวนการประชาธิปไตย”

พวกเขาให้คุณค่าต่อความคิดและรสนิยมทางการเมืองของตนเป็นที่ตั้ง ไม่ปลื้มพรรคการเมือง นักการเมือง รัฐธรรมนูญ และสภาผู้แทนราษฎร เพราะไม่เชื่อว่า “ประชาชนฉลาดและรู้เท่าทันนักการเมืองมากพอ” จึงไม่ให้ความเชื่อถือต่อกระบวนการเลือกตั้งและปฎิเสธผลการเลือกตั้ง เสียงส่วนใหญ่ของประชาชนจึงมิใช่สิ่งที่น่าเชื่อถือสำหรับพวกเขา เมื่อเกิดความไม่พอใจต่อรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งแทนที่จะใช้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเป็นแนวทางในการแก้ไขปัญหาข้อขัดแย้งและยอมรับการตัดสินใจของประชาชนตามกระบวนการทางประชาธิปไตย พวกเขากลับเห็นดีเห็นงามกับการสร้างเงื่อนไขเพื่อให้ ทหารใช้กำลังอาวุธยึดอำนาจการปกครอง

พวกเขาสรรหาคำอธิบายเพื่อสร้างความชอบธรรมให้การยึดอำนาจอธิปไตยของปวงชนชาวไทยและร่วมหัวจมท้ายกับกระบวนการใช้อำนาจจากการปล้นนี้อย่างหน้าชื่นตาบาน
พวกเขาส่วนหนึ่งเป็นคลังสมองและเสนาธิการให้กับพวกเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ส่วนหนึ่งเป็นผู้เคลื่อนไหวมวลชนรองรับอำนาจทหาร และอีกส่วน เป็นกระบอกเสียงที่สนับสนุนกระบวนการยึดอำนาจและใช้อำนาจจากการปล้นนี้อย่าง ออกหน้า ออกตา
พวกเขาได้ทำลายคุณค่าของนักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยที่พวกเขาเคยภาคภูมิมใจไปสิ้นแล้ว เหลือแต่ฐานะใหม่ที่พวกเขาภาคภูมิใจยิ่งกว่า นั่นคือ “สมุนรับใช้เผด็จการอำมาตยาธิปไตย” ในวันนี้

การยอมรับ” การรัฐประหาร และยอมให้พลังอำมาตยาธิปไตยเปลี่ยน กฎกติกา กระทั่งจัดระเบียบสังคมใหม่ ตามวิสัยทัศน์อันล้าหลัง ที่มุ่งลดอำนาจประชาชน เพิ่มส่วนแบ่งอำนาจอำมาตยาธิปไตย ของพวกเขาได้ตามอำเพอใจ ก็ดี

การประกาศตน” เป็นฝ่ายเดียวกับอำมาตยาธิปไตย และเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงที่กระตือรือร้น กระเหี้ยนกระหือรือ ก็ดี

การให้เหตุผล และ สร้างตรรกะ” เพื่อสร้างความชอบธรรม ต่อการดำรงอยู่และการฟื้นคืนชีพอีกครั้งของ อำมาตยาธิปไตย ก็ดี

การเห็นด้วย สมยอม” ต่อการกระทำย่ำยีต่อระบบ นิติรัฐ โดยใช้กระบวนการตุลาการขจัดคู่แข่งทางการเมือง โดยละเมิดหลักการพื้นฐานทางกฎหมาย และใช้ประกาศ คำสั่ง ของคณะยึดอำนาจเป็นข้อยุติทางการเมือง ก็ดี

การดูแคลน ต่อต้าน ยับยั้ง ทำลาย” หน่ออ่อนของพลังประชาธิปไตยที่กำลังผลิดอกออกผล ในระดับชนชั้นผู้ยากไร้ หรือ “คนรากหญ้า” ก็ดี

ล้วนเป็นพฤติกรรมที่ส่ออาการ “ต้านการเปลี่ยนแปลง” “ต้านสิ่งเกิดใหม่” “จำนนต่อการครอบงำของอำมาตยาธิปไตย” กระทั่งเป็น “พันธมิตรที่ร่วมหัวจมท้ายกับอำมาตยาธิปไตย” คำแก้ตัวใดๆไม่อาจล้างมลทินให้กับพวกเขาได้

พฤติกรรมของคนเหล่านี้ เป็นอื่นไปไม่ได้ นอกจาก “เป็นสิ่งกีดขวางเส้นทางประวัติศาสตร์” ที่ต้องวิวัฒน์ไปตามเส้นทางของมัน

แท้จริงแล้ว “พลวัตร” ของสังคม จะขับเคลื่อนให้สังคม “วิวัฒน์” ไปข้างหน้า ภาวะถอยหลังที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยภายใต้อำนาจอำมาตยาธิปไตยและเครือข่ายนั้น เป็นอาการ “ต้านพลวัตร” และ “ผลักให้สังคมแกว่งไปทางขวาอย่างสุดโต่ง” ซึ่งจะดำรงอยู่อย่างชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อมที่ไม่สามารถดำรงอยู่อย่างอิสระได้เป็นเวลานานนัก เพราะสังคมไทยยังต้องมี “ปฎิสัมพันธ์” กับโลกภายนอกซึ่งเป็นสภาพแวดล้อม ที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของสภาวะสุดโต่งของขั้วอำนาจอำมาตยาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด และช่วงเวลา “ดีดกลับ” ไปสู่ความสมดุลย์ กำลังเกิดขึ้น ในช่วงจังหวะนี้ พลังขับเคลื่อนจะรุนแรงและจะกวาด “สิ่งกีดขวางทางประวัติศาสตร์” ให้ออกนอกเส้นทาง มีแต่คนที่รู้เท่าทัน และปรับตัวได้เท่านั้น จึงจะรักษา “ฐานะ” และ “แห่งหน” ของตนเองไว้ได้ เช่นเดียวกับ “เจ้าพระยา” “ท่านขุน” ที่ได้หายสาบสูญไปหลังการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475

“คนเดือนตุลา” อีกจำนวนหนึ่ง เรียกตัวเองว่าเป็นพวก “สองไม่เอา” คือไม่เอาเผด็จการและไม่เอาทักษิณ โดยที่โจทย์ทางการเมือง วันนี้มิได้อยู่ที่ว่า “จะเอาเผด็จการ หรือ จะเอาทักษิณ” แต่อยู่ที่ว่า “จะเอาเผด็จการ หรือ จะเอาประชาธิปไตย” หากพลังประชาธิปไตยต่อสู้จนเผด็จการพ่ายแพ้ ก็มิได้แปลว่า “ทักษิณ” จะสามารถกลับมาเป็นนายกได้อีก ทุกคนในประเทศนี้ล้วนมีคะแนนเสียง 1 เสียงเท่ากัน หากเสียงส่วนใหญ่ยืนยันเลือกผู้นำที่ขัดใจท่านเหล่านี้ แปลว่าท่านก็ยังยืนยันที่จะ “ไม่เอา” อีกใช่หรือไม่?

Majority Rule อันเป็นหลักการพื้นฐานในกระบวนการประชาธิปไตยไปอยู่ตรงไหน?

ธาตุแท้ของวาทกรรม “สองไม่เอา” อยู่ที่การจำนนต่อเผด็จการ และ/หรือ ฝักใฝ่พรรคการเมืองมาตราเจ็ดหรืออาจไม่เอาอะไรสักอย่าง แต่จำต้องมี วาทกรรมเพื่ออำพรางและปกปิดตัวตนและจิตวิญญาณที่แท้จริง อย่างน้อยก็ดูเหมือนว่าตนเองยังเป็นคนมีจุดยืนและยังมีที่ยืนในสังคมนี้

ยังพอมี “คนเดือนตุลา” อีกจำนวนไม่น้อย ที่ติดตามสถานการณ์ เรียนรู้ และปรับตัวเข้ากับ “ลักษณะเฉพาะ” ของสถานการณ์ในแต่ละห้วงเวลาได้ พวกเขาต่างเข้าใจดีว่า 75 ปีแห่งการเปลี่ยนแปลงการปกครองนั้น เรามีแต่ประชาธิปไตยในร่างทรงอำมาตยาธิปไตย หรือ อำมาตยาธิปไตยใต้เสื้อคลุมประชาธิปไตยมาโดยตลอด คู่ต่อสู้ของพลังประชาธิปไตยยังเป็นคู่ต่อสู้หน้าเดิม นิสัยเดิม “คนเดือนตุลา” กลุ่มนี้ จึงไม่ลังเล และไม่รีรอที่จะกระโจนเข้าสู่สนามการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยอีกครั้งหนึ่ง ในรูปแบบและขอบเขตที่เหมาะสมกับตนเอง นับได้ว่าพวกเขายังสามารถสืบทอตเจตนารมณ์ 2475 และ วีรภาพของ “คนเดือนตุลา” ได้อย่างมีศักดิ์ศรี

“คนเดือนตุลา” วันนี้มีอายุระหว่าง 45-55 ปี ซึ่งมีไม่ถึง 5 % ของช่วงวัยดังกล่าว ซึ่งนับเป็นเรื่องแปลกไม่น้อย ที่ผู้ชุมนุม ที่ท้องสนามหลวงร่วมกับ แนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ คือกลุ่มคนที่อยู่ในช่วงวัยดังกล่าวเป็นเป็นจำนวนมาก คนเหล่านี้ได้รับผลพวงและตื่นตัวจากเหตุการณ์ในประวัติศาสตร์ช่วงนั้น แต่พวกเขาไม่ได้เรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” แม้กระทั่ง ลุงนวมทอง ไพรวัลย์ที่พลีชีพเพื่อส่งข้อความ “อันประชาสามัคคีมีจัดตั้ง……” ก็คือคนขับแท็กซี่ที่ได้รับอิทธิพลการเผยแพร่ความคิดประชาธิปไตยจากกระแสเดือนตุลา

คนเหล่านี้ รู้สึกไม่ดีกับคนที่เรียกตัวเองว่า “คนเดือนตุลา” เพราะจากนี้ต่อไป “คนเดือนตุลา”จะมิใช่ตัวแทนความคิดของพลังทางสังคมที่ก้าวหน้า หากแต่เป็น “สิ่งกีดขวางเส้นทางประวัติศาสตร์” พวกเขามีความรู้สึกภูมิใจมากกว่าถ้าจะเรียกตนเองว่า “กลุ่มคนรักทักษิณ” เพราะทักษิณได้กลายเป็นตัวแทนพลังทางสังคมที่ก้าวหน้ากว่าไปเสียแล้ว.