20 มิถุนายน พ.ศ. 2550 23:01:00

กรุงเทพธุรกิจออนไลน์ : ดูเหมือนตลอด 10 วันที่ผ่านมาจะเป็น 10 วันที่รัฐบาลและคณะมนตรีความมั่นคงแห่งชาติ (คมช.) ประสานมือกันเปิดปฏิบัติการ “รุกไล่” พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ในฐานะหัวขบวนกลุ่มอำนาจเก่า อย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง อย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน เรียกว่าลบภาพ “หน่อมแน้ม” จนกลายเป็นอดีตไปเลย

เริ่มจากวันที่ 10 มิถุนายน พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ นายกรัฐมนตรี ออกทีวีพูเล่นบทกร้าวแฉขบวนการคอร์รัปชันในรัฐบาลชุดที่แล้ว พร้อมทั้งเรียกร้องให้ประชาชนคนไทยทั้งประเทศยอมรับคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทยของตุลาการรัฐธรรมนูญ

11 มิถุนายน คณะกรรมการตรวจสอบการกระทำที่ก่อให้เกิดความเสียหายแก่รัฐ (คตส.) แถลงข่าวอายัดทรัพย์ในบัญชีเงินฝากของ พ.ต.ท.ทักษิณ และครอบครัว จากการขายหุ้นชินคอร์ปจำนวน 5.28 หมื่นล้านบาท ต่อด้วยการอายัดบัญชีตามมาอีกเป็นระลอก

18 มิถุนายน อัยการสูงสุดมีความเห็นสั่งฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ และคุณหญิงพจมาน ชินวัตร ภริยา เป็นจำเลยในคดีทุจริตประมูลซื้อขายที่ดินย่านรัชดาภิเษก ต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง

19 มิถุนายน กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) สรุปสำนวนคดีปกปิดโครงสร้างผู้ถือหุ้นของบริษัทเอสซี แอสเซท จำกัด (มหาชน) บริษัทในเครือชินคอร์ป โดยพบการกระทำที่เข้าข่ายความผิดหลายกระทง และเตรียมออกหมายเรียก พ.ต.ท.ทักษิณ กับคุณหญิงพจมาน มารับทราบข้อกล่าวหาในสัปดาห์หน้า

ปรากฏการณ์ทั้งหมดนี้ และสิ่งที่จะเกิดขึ้นตามมา ทำให้บรรยากาศการเมืองพลิกผันจนสังคมตามแทบไม่ทัน เพราะเมื่อวันที่ 9 มิถุนายน กลุ่มผู้สนับสนุน พ.ต.ท.ทักษิณ ที่ปักหลักชุมนุมกันที่ท้องสนามหลวงภายใต้ชื่อเครือข่ายแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ หรือ นปก. เพิ่งจะเคลื่อนขบวนบุกกองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) จนหลายฝ่ายหวั่นเกรงว่าสังคมไทยใกล้จะถึงจุดนองเลือดอีกครั้ง

ทว่านับตั้งแต่วันที่ 10 มิถุนายนเป็นต้นมา สถานการณ์ก็เปลี่ยนชนิดหน้ามือเป็นหลังมือดังที่กล่าวมา และเมื่อผนวกเข้ากับการเปิดซีดีบันทึกคำปราศรัยของ พ.ต.ท.ทักษิณ ต่อหน้าผู้ชุมนุมที่ท้องสนามหลวงเมื่อค่ำวันที่ 15 มิถุนายน โดยไม่มีถ้อยคำใดของ “ท่านผู้นำ” ส่งสัญญาณในลักษณะ “ปลุกม็อบสู้” เลยแม้แต่ประโยคเดียว ยิ่งทำให้การเคลื่อนไหวของ นปก.เหี่ยวลงถนัดตา

ถ้าทำโพลล์ถามประชาชนในวันนี้ ทุกคนน่าจะเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การเลือกตั้งจะเกิดขึ้นในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้จริงๆ ตามที่ พล.อ.สุรยุทธ์ เคยให้คำมั่นเอาไว้หลายครั้ง

และทั้งหมดนี้เองที่นำมาสู่ความมั่นใจแบบเกินร้อยของ พล.อ.สนธิ บุญยรัตกลิน ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) และประธาน คมช. ว่าจะสามารถบังคับทิศทางการเมืองไทยให้ก้าวเดินไปในแนวทางที่วาดหวัง ถึงขั้นกล้าประกาศแผนบันได 4 ขั้นเพื่อบรรลุเป้าหมายทางการเมือง นั่นก็คือ 1.การยุบพรรคจะต้องเกิดขึ้น 2.คดีความผิดจากการโกงกินและคอร์รัปชันจะปรากฏ 3.พรรคการเมืองใหญ่เริ่มแตก นักการเมืองวิ่งกระจัดกระจาย และ 4.เรื่องของคดีสิ้นสุดลง ก้าวไปสู่การลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ และการเลือกตั้ง

อย่างไรก็ดี หากวิเคราะห์โดยปราศจากอคติแล้ว ต้องบอกว่าหนทางสู่ความสำเร็จตามแผนบันได 4 ขั้นของ พล.อ.สนธิ น่าจะยังไม่สะดวกโยธินเสียทีเดียว เพราะยังมี “ระเบิดเวลา” รออยู่อีกอย่างน้อยๆ 2 ลูก คือ 1.ร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่แขวนประเด็นอ่อนไหวเอาไว้เยอะมาก โดยเฉพาะการบัญญัติพระพุทธศาสนาเป็นศาสนาประจำชาติ กับ 2.ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร ที่คณะรัฐมนตรีเพิ่งอนุมัติหลักการไปเมื่อวันที่ 19 มิถุนายนที่ผ่านมานี้เอง

กล่าวสำหรับร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร หากพลิกดูเนื้อหาโดยละเอียดแล้วจะพบว่า นี่ไม่ใช่แผนการสืบทอดอำนาจของ พล.อ.สนธิ ตามที่เคยมีการวิจารณ์กันเท่านั้น แต่เป็นแผนการสืบทอดอำนาจของทหารทั้งกองทัพ เข้าข่าย “ปฏิวัติเงียบ” กันเลยทีเดียว

โดยเฉพาะในหมวด 6 ว่าด้วยการแก้ไขสถานการณ์อันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร ได้ให้อำนาจผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายใน (ผอ.รมน.) สามารถออกข้อกำหนดต่างๆ ได้ทันทีเมื่อปรากฏว่ามีการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร เช่น ห้ามใช้เส้นทางคมนาคม , ห้ามการชุมนุมมั่วสุมกัน หรือห้ามมิให้บุคคลใดออกนอกเคหสถาน ที่เรียกง่ายๆ ว่าประกาศเคอร์ฟิว (มาตรา 25)

นอกจากนั้น ผอ.รมน.ยังมีอำนาจออกประกาศให้เจ้าพนักงานมีอำนาจต่างๆ อาทิเช่น จับกุมและควบคุมบุคคลที่สงสัยว่าเป็นผู้ร่วมกระทำการให้เกิดการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงในราชอาณาจักร , ปราบปรามบุคคล กลุ่มบุคคล หรือกลุ่มองค์กรที่ว่านั้น , ตรวจค้นบุคคล ยานพาหนะ เคหะสถาน โดยไม่ต้องขอหมายค้นจากศาล เพียงแต่ให้ข้าราชการฝ่ายพลเรือนตั้งแต่ระดับ 3 หรือเจ้าหน้าที่ฝ่ายทหารที่มียศร้อยตรี เรือตรี หรือเรืออากาศตรี หรือเจ้าหน้าที่ตำรวจที่มียศร้อยตำรวจตรีขึ้นไปเป็นหัวหน้าในการตรวจค้นเท่านั้น (มาตรา 26)

ส่วนการจับกุมและควบคุมตัวบุคคล ให้ร้องขอต่อศาลที่มีเขตอำนาจ หรือศาลอาญา เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลแล้ว ให้เจ้าพนักงานมีอำนาจควบคุมตัวได้ไม่เกิน 7 วัน และขอขยายเวลาได้คราวละ 7 วัน แต่ไม่เกิน 30 วัน

อำนาจเหล่านี้ ผอ.รมน.สามารถดำเนินการได้เลยโดยไม่ต้องรายงานต่อนายกรัฐมนตรี ยกเว้นว่าเมื่อการกระทำอันเป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดจากการก่อการร้ายที่มีความรุนแรง หรือการก่อการร้ายสากลเท่านั้น จึงให้รายงานสถานการณ์ต่อนายกรัฐมนตรี

ที่สำคัญในมาตรา 36 และ 37 ยังระบุว่า ข้อกำหนด ประกาศ คำสั่ง หรือการกระทำตามพระราชบัญญัตินี้ ไม่อยู่ในบังคับของกฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และเจ้าพนักงานตามพระราชบัญญัตินี้ก็ไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา หรือทางวินัย หากเป็นการกระทำที่สุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ และไม่เกินสมควรแก่เหตุ

หากจะเปรียบว่าการตราพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) การบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ.2548 โดยรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ เป็นการดึงอำนาจจากมือกองทัพมาอยู่กับฝ่ายบริหารอย่างเบ็ดเสร็จแล้วล่ะก็ ร่าง พ.ร.บ.การรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักรฉบับนี้ ก็กำลังกระชากอำนาจจากมือฝ่ายบริหาร ซึ่งในภาวะปกติย่อมมาจากผู้แทนของปวงชนชาวไทย กลับไปอยู่ในมือ ผบ.ทบ.

และแม้ พล.อ.สนธิ จะเกษียณอายุราชการจากเก้าอี้ ผบ.ทบ.ในเดือนตุลาคมนี้ แต่ก็มิอาจพ้นข้อกล่าวหาการสืบทอดอำนาจให้กับคณะผู้ก่อการรัฐประหารไปได้ เพราะอย่างไรเสีย ผบ.ทบ.คนใหม่ย่อมหนีไม่พ้นสมาชิก คมช.คนใดคนหนึ่งแน่นอน

พึงระวังว่าประเด็นนี้อาจจะ “จุดติด” ขึ้นมา และทำให้ คมช.หกคะเมนตีลังกาก่อนจะก้าวไปถึงฝั่งฝัน!