การอ่านคำตัดสินการยุบพรรคไทยรักไทยของคณะตุลาการรัฐธรรมนูญ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม 2550 เป็นเหตุการณ์ทางการเมืองที่คนจำนวนมากกังขาและรับรู้ถึงการใช้อำนาจของพวกเผด็จการผ่านกระบวนการตุลาการอย่างโจ่งแจ้ง ในขณะเดียวกันเป็นการยืนยันอีกครั้งว่าการยุบพรรคไทยรักไทยเป็นภารกิจเดียวกันกับการชุมนุมขับไล่นายกฯทักษิณเมื่อปี 2549, การลอบสังหารนายกฯทักษิณ, การปล้นอำนาจอธิปไตยของปวงชนด้วยกำลังอาวุธและการตั้ง คตส.เล่นงาน นายกฯทักษิณและครอบครัว ยังความเศร้า สลด หดหู่ แก่มวลสมาชิกพรรค แต่หาได้ทำให้มวลสมาชิกและประชาชนผู้สนับสนุนพรรคไทยรักไทย ศิโรราบและยอมจำนนต่ออำนาจอำมาตยาธิปไตยแต่อย่างใดไม่ กลับเป็นการสร้างเงื่อนไขให้มีการรวมกลุ่มและสร้างดุลย์อำนาจทางการเมืองขึ้นมาใหม่อย่างน่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง

พรรคไทยรักไทย เกิดและเติบโตในช่วง 9 ปี(2541-2550) โดยมีผลงานและนวัตกรรมทางการเมืองที่ ประทับอยู่ในใจและความทรงจำของประชาชนเป็นจำนวนมากหากเทียบไทยรักไทยเป็นต้นไม้ ไทยรักไทยก็เปรียบเสมือนเป็นต้นไม้ใหญ่ที่ คมช.และศูนย์อำนาจอำมาตยาธิปไตย ไม่สามารถทำลายได้ด้วยการ “ขุดราก ถอนโคน” พวกเขาทำได้แค่ “ตัดกิ่ง ลิดใบ” เพื่อให้ไทยรักไทยยืนตายซากและล้มครืนลงไปเอง

แต่พวกเขาไม่มีวันทราบและไม่อาจทราบได้ว่า “ความทรงจำและความประทับใจ” ที่ฝังแน่นอยู่ในความรู้สึกของคนไทยจำนวนมากนั้น เป็นดังราก ฝอย รากแก้ว ของไม้ใหญ่ ที่ยังคงมีชีวิตและจิตวิญญาณ ไทยรักไทย ที่พร้อมจะงอกงามและเจริญเติบโตขึ้นมาอีกครั้ง ด้วยลำต้นที่ดูเหมือนจะ “เหี่ยวแห้ง” ของนักการเมือง “กลุ่มไทยรักไทย”

เพียงแต่รากได้รับการดูแลก็จะฟื้นความแข็งแกร่งให้แก่ลำต้น และเมื่อลำต้นคืนสู่สภาพอันเหมาะสมก็จะสร้างกิ่งใบเพื่อรับแสงมาสร้างความ มีชีวิตที่สามารถงอกงามและเจริญเติบโตได้อย่างเป็นปกติอีกครั้งหนึ่ง. เมื่อฤดูร้อนที่โหดเหี้ยม และฤดูแล้งที่อำมหิตผ่านพ้นไป ฤดูฝนที่ชุ่มฉ่ำก็จะชุบชีวิตใหม่ให้แก่ “ต้นไทยรักไทย” อีกครั้งหนึ่ง แม้จะต้องเผชิญกับฤดูร้อนที่โหดเหี้ยม และฤดูแล้งที่อำมหิตอีกสักกี่ครั้งในอนาคต “ต้นไทยรักไทย” ก็จะสามารถหยั่งรากและยืนต้นได้อย่างสง่างาม

แท้จริงแล้ว “พลวัตร” ของสังคม จะขับเคลื่อนให้สังคม “วิวัฒน์” ไปข้างหน้า ภาวะถอยหลังที่กำลังเกิดขึ้นในสังคมไทยนั้น เป็นอาการต้าน “พลวัตร” ในสภาวะสุดโต่งของขั้วอำมาตยาธิปไตยซึ่งจะดำรงอยู่อย่างชั่วคราว ภายใต้เงื่อนไขและสภาพแวดล้อม ที่ไม่สามารถดำรงอยู่อย่างอิสระได้เป็นเวลานานนัก เพราะสังคมไทยยังต้องมี “ปฎิสัมพันธ์” กับโลกภายนอกซึ่งเป็นสภาพแวดล้อมที่ไม่เอื้ออำนวยต่อการดำรงอยู่ของ สภาวะสุดโต่งของขั้วอำมาตยาธิปไตยอย่างเห็นได้ชัด สถานการณ์จะบังคับให้พวกเขาสร้างภาพลวงตาต่อชาวโลกด้วยระบอบประชาธิปไตยในร่างทรงของอำมาตยาธิปไตย หรือ “อำมาตยาธิปไตยในเสื้อคลุมประชาธิปไตย

ในขณะที่สภาวะไร้ อำนาจ ไร้ตัวตนของขั้วอำนาจไทยรักไทยนั้นดำรงอยู่ในทาง “นิตินัย” เท่านั้น ตรงกันข้าม ตัวตนและอำนาจของไทยรักไทยในทาง “พฤตินัย” มิได้ถูกทำลายลงไปอย่างสิ้นเชิง แม้มีสภาวะแตกกระสานซ่านเซ็น ก็เป็นไปตามธรรมชาติของกลุ่มต่างๆที่มีอยู่ก่อนหน้านี้แล้วเป็นส่วนใหญ่ หากกลุ่มเหล่านั้นหนีออกจากความเป็นไทยรักไทยได้ไกลเท่าไหร่ จะทำให้ความเป็นไทยรักไทยโดดเด่นขึ้นเท่านั้น การฟื้นฟู “ไทยรักไทย” อยู่ในสภาพที่ดีกว่า การก่อเกิด “ไทยรักไทย” เมื่อปี 2541 อย่างแน่นอน

ในสถานการณ์ที่ฝ่ายเผด็จการ อำมาตยาธิปไตย กำหนดให้ คนไทยรักไทยไม่มีพรรค และไร้ตัวตนเช่นนี้คนไทยรักไทยจะต้องใช้สถานการณ์นี้ให้เป็นประโยชน์ ด้วยภารกิจที่สำคัญ คือการผนึกกำลังกับฝ่ายประชาธิปไตย ที่รวมตัวกันเป็นแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ และจะต้องลงแรงเพื่อขับไล่เผด็จการอย่างสุดจิต สุดใจ มิใช่เป็นเพียงผู้ร่วมขบวน หากแต่ต้องอยู่ที่หัวขบวน ยุติการเป็นเด็กดีของ คมช. ไม่เล่นเกมที่ คมช.เป็นผู้กำหนด หากต้องเป็นผู้กำหนดเกมขึ้นมาเอง

สถานการณ์ปัจจุบัน พัฒนาถึงขั้นที่ฝ่ายเผด็จการอำมาตยาธิปไตย ถูกปฎิเสธอย่างกว้างขวาง ทั้งต่างประเทศและในประเทศ ความแตกแยกขัดแย้งภายในหมู่พวกเขาขยายตัวและมีรอยปริแยก ในทุกข้อต่อและรอยเชื่อม การเติบโตของฝ่ายประชาธิปไตยนอกจากจะไม่ช่วยให้เขาผนึกกำลังได้ดีขึ้นแล้ว ยังจะทำให้เกิดรอยปลิแยก แตกร้าวยิ่งขึ้น จนไม่สามารถเชื่อมประสานกันติด ศูนย์อำนาจอำมาตยาธิปไตย จะอ่อนแรง เครือข่ายสนับสนุนจะค่อยๆตีจาก พวกเขานับวันจะโดดเดี่ยวและจำต้องลงจากอำนาจในที่สุด

ปัจจัยสำคัญคือ การรวมตัวของแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการที่สามารถสามัคคีประชาชนในภาคส่วนต่างๆได้อย่างกว้างขวางและเป็นปึกแผ่นแน่นหนามากขึ้น การณ์จะเป็นเช่นนั้นได้ ย่อมต้องประกอบด้วย ปัจจัยดังต่อไปนี้..

หนึ่ง ข้อเรียกร้องทางการเมืองที่ประชาชนส่วนใหญ่เห็นด้วยและได้รับการสนับสนุนอย่างกว้างขวาง ได้แก่
– การประกาศใช้รัฐธรรมนูญ ปี 2540 อย่างไม่มีเงื่อนไขในทันทีและจัดให้มีการเลือกตั้งโดยเร็ว
– คมช.ต้องออกไป
– ประกาศ คำสั่งและมติขององค์กรที่ คมช.จัดตั้งขึ้นเป็นโมฆะ
– องค์กรใดๆที่ คมช.จัดตั้งต้องสลายตัวทันที

สอง ฝ่ายประชาธิปไตยต้องไม่เล่นในเกมและกติกาที่ฝ่ายเผด็จการเป็นผู้กำหนด ไม่ว่าในกรณีใดๆพร้อมกันนั้นฝ่ายประชาธิปไตยจักต้องเป็นผู้กำหนดเกมขึ้นเอง และกดดันให้พวกเผด็จการมาเล่นในเกมที่ฝ่ายประชาธิปไตยเป็นผู้วางกติกา

สาม ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องฝ่าวงล้อมสื่อสารมวลชน วงล้อมกฎอัยการศึก หรือ พรก.ฉุกเฉิน ด้วยการกระจายกำลังสร้างความเข้าใจกับประชาชนและแสวงหาความร่วมมือจากประชาชน ด้วยกระบวนการกระชับเครือข่ายส่วนบุคคล เช่นเครือข่าย ญาติ เพื่อน ทั้งในกทม. ตจว.และต่างประเทศ ในขณะเดียวกันก็จักต้องสามารถระดมสรรพกำลังเพื่อสำแดงพลังฝ่ายประชาธิปไตย

สี่ นานาชาติไม่ได้ให้การยอมรับรัฐบาลเผด็จการตั้งแต่เริ่มต้นและกระแสแห่งการปฎิเสธเผด็จการแผ่กว้างออกไปทุกที ฐานะของพวกเขาเป็นเสมือนโจรกักขฬะ ที่ปล้นอธิปไตยของปวงชนไปและมิได้กระทำการใดๆ ใหเกิดประโยชน์แก่ประเทศและประชาชนอย่างเห็นได้ชัด อีกทั้งมีแนวโน้มจะสืบต่ออำนาจ ด้วยวิธีการอำพรางในรูปแบบต่างๆ

ห้า ข้าราชการ ทหาร ตำรวจและพลเรือนที่ห่วงใยประเทศชาติและต้องการให้ประเทศเป็นนิติรัฐและประชาธิปไตย มีจำนวนมากซึ่งต้องการข้อมูลข่าวสาร อีกทั้งมีความปรารถนาที่จะผนึกกำลังกับฝ่ายประชาธิปไตยในรูปแบบที่ปลอดภัยและมีความเหมาะสม ข้าราชการเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญในการโค่นล้มเผด็จการและสร้างประชาธิปไตยที่เป็นปึกแผ่นในอนาคต ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องไม่ละเลยอีกทั้งจักต้องบริหารกำลังส่วนนี้ให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

หก พนักงานรัฐวิสาหกิจ ที่กำลังเผชิญกับมรสุมร้ายอันเนื่องจากการบริหาร ของเผด็จการ ไม่อาจดูดายการโค่นเผด็จการและเรียกร้องประชาธิปไตยเพราะเผด็จการกำลังนำพาประเทศเข้ารก เข้าพง อีกทั้งจะทำให้รัฐวิสาหกิจประสบกับปัญหาทั้งในระยะสั้นและระยะยาว พลังของพนักงานรัฐวิสาหกิจไม่เพียงต้องติดตามสถานการณือย่างใกล้ชิดหากจะต้องแสดงท่าทีทางการเมืองออกมาเพื่อช่วยให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายประชาธิปไตยมีพลังยิ่งขึ้น

เจ็ด พลังในภาคธุรกิจที่เป็น “เรียลเซ็กเตอร์” ทั้งหลายเป็นกลุ่มพลังที่ได้รับผลร้ายจากการบริหารเศรษฐกิจที่ล้มเหลวอย่างชัดเจน ทั้งภาคการส่งออก อสังหาริมทรัพย์ รับเหมาก่อสร้าง ค้าส่ง ค้าปลีก อีกทั้งโรงาน เล็ก ใหญ่ พลังเหล่านี้เป็นกลุ่มที่สัมผัสถึงความด้อยประสิทธิภาพของพวกเผด็จการโดยตรงและก่อนใครและส่งร้ายผลต่อผลกำไรของกิจการอย่างชัดเจน พลังเหล่านี้จึงเป็นพลังที่จะเข้าร่วมในการโค่นเผด็จการในรูปแบบและวิธีการที่เขาสามารถแสดงออกมาได้ ฝ่ายประชาธิปไตยจะต้องไม่ห่างเหินที่จะสร้างความเข้าใจและขอความร่วมมือจากพลังเหล่านี้..

แปด มวลมหาประชาชนในชนบทเป็นกลุ่มพลังที่มีขนาดมหึมาแต่อยู่อย่างกระจัดกระจายและได้รับผลร้ายจากสื่อโทรทัศน์และสื่อมวลชนชั่วร้ายไปไม่น้อยแต่ในด้านที่กลับกลุ่มคนเหล่านี้กลับเป็นผู้ที่ได้รับประโยชน์และสัมผัสถึงผลงานของรัฐบาลประชาธิปไตยที่พวกเขาเลือกตั้งขึ้นไปเป็นรัฐบาลแต่ถูกเผด็จการปล้นอำนาจไป มวลมหาประชาชนในชนบทจึงเป็นกำลังสำคัญที่ชี้ขาด ความ แพ้-ชนะ ของยุทธการโค่นล้มเผด็จการอำมาตยาธิปไตยและสถาปนาประชาธิปไตยที่แท้จริงขึ้นมา แต่ปัญหาที่สำคัญคือ พวกเผด็จการควบคุมพลังชนบทด้วยกฎอัยการศึกและใช้กลไกของกำนัน ผู้ใหญ่บ้านและฝ่ายปกครองสกัดการเคลื่อนไหว… ดังนั้น ฝ่ายประชาธิปไตยจักต้อ ค้นหาวิธีการทำลายป้อมปราการของกฏอัยการศึก พร้อมๆกับปลุกกระแสการโค่นเผด็จการขึ้นให้ได้….โดยเร็ว

แนวทางการเมืองที่ถูกต้องจะทำให้ฝ่ายประชาชนสะสมกำลังและชัยชนะ จากเล็กไปสู่ใหญ่ จากอ่อนไปสู่แข็งและได้รับชัยชนะในที่สุด