12-06-07-5m.jpg
12-06-07s.jpg 12-06-07-2s.jpg
12-06-07-3m.jpg

บรรยากาศการปราศรัยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการในวันนี้ยังเข้มข้นไปด้วยเนื้อหาสาระที่ค่อยๆปอกเปลือกพวกเผด็จการทหารได้อย่างล่อนจ้อนและค่อยๆดึง “ไอ้โม่ง” แต่ละคนที่หลบอยู่ในมุมมืดออกมาปรากฏอยู่ในที่สว่างทีละคนอย่างที่ประชาชนธรรมดาอย่างเราๆท่านๆไม่อาจหาอ่านได้ตามสื่อกระแสหลักในเมืองไทยทุกวันนี้ที่โดนเผด็จการ คมช. ยึดเอาไว้หมด พร้อมกับครอบงำการนำเสนอข่าวของสื่อสำนักต่างๆ ไว้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาด

การต่อสู้กับระบอบเผด็จการซึ่งถือว่าไม่ชอบธรรมนั้นจึงเป็นหน้าที่ของคนไทยผู้ที่มีหัวใจรักประชาธิปไตยทุกคนที่สามารถแสดงออกได้หลายทางไม่ว่าจะเป็นบนอินเตอร์เนตหรือการออกไปร่วมชุมนุม ณ ท้องสนามหลวงเพื่อแสดงถึงพลังประชาชนต้านการปฏิวัติรัฐประหารให้ทั่วโลกได้รับรู้ว่าคนไทยส่วนใหญ่ไม่เอาเผด็จการ

ซึ่งโลกในยุคศตวรรษที่ 21 นี้ การปฏิวัติรัฐประหารถือเป็นสิ่งที่แปลกปลอมและน่ารังเกียจเดียจฉันท์ในประชาคมโลก เพราะสถานการณ์ในการเมืองโลกวันนี้ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่าอุดมการณ์ทางการเมืองประชาธิปไตย เป็นความหวังของมนุษย์ทุกผู้ทุกนามในการที่จะสร้างกรอบทางการเมืองที่ให้มนุษย์แก้ปัญหาด้วยเหตุผลในรัฐชาติตน

การยึดอำนาจการปกครองมาจากรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้งด้วยการปฏิวัติรัฐประหารนั้นเท่ากับเป็นการทำลายความเชื่อที่ว่าการแก้ปัญหาทางการเมืองที่เป็นอารยะต้องดำเนินไปสันติภาพและยึดหลักในอำนาจอธิปไตยของปวงชน แม้ว่าในวันนี้จะยังมีกลุ่มคนจำนวนหนึ่งให้การสนับสนุนการทำปฏิวัติรัฐประหารแต่ถึงที่สุดแล้วคนเหล่านี้ก็จะเป็นผู้รับผลของการกระทำของพวกเขาเองในฐานะที่เชื้อเชิญทหารให้เข้ามาทำการรัฐประหาร

การเรียกร้องประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการของ กลุ่มพลังประชาชนในนาม กลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ ภายใต้คำขวัญ Democracy Now ในครั้งนี้จึงมีนัยสำคัญเป็นอย่างยิ่งอาจเรียกได้ว่าเป็นศึกครั้งสำคัญที่สุดในการต่อสู้เรียกร้องประชาธิปไตยกลับคืนมาสู่ประเทศไทยเพราะถ้าหากว่าประชาชนแพ้ในศึกการต่อสู้กับเผด็จการทหารครั้งนี้ ก็จะแสดงให้เห็นว่า “อำนาจปืนอยู่เหนืออำนาจของประชาชนผู้เป็นเจ้าของอำนาจอธิปไตยที่แท้จริง” “พลังแห่งอมาตยาธิปไตยมีชัยเหนือประชาธิปไตย” และ “ระบบกฏหมู่อยู่เหนือหลักนิติรัฐ” ซึ่งจะส่งเสริมให้การปฎิวัติรัฐประหารแข็งแกร่งยิ่งขึ้น มีพัฒนาการที่ก้าวหน้ามากขึ้นและเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าเหมือนในอดีตที่ผ่านมา การปฎิวัติรัฐประหารจะกลายเป็น “ประเพณีนิยมในหมู่ทหารและในกองทัพ” ต่อไป วลีที่พูดติดปากกันว่า “โรงเรียนเตรียมทหารคือโรงเรียนเตรียมนายกฯ” ก็จะได้รับการยอมรับกันมากขึ้นในหมู่นักเรียนนายร้อย “ตำแหน่งนายกรัฐมนตรี” ก็จะถูกทหารตีตราเป็นเจ้าของตั้งแต่พวกเขายังเรียนไม่จบหลักสูตรโรงเรียนนายร้อย จปร.

เพราะเมื่อไหร่ก็ตามที่ทหารเล็งเห็นว่าพลังประชาชนของคนหมู่มากไม่สามารถเอาชนะคณะทหารกลุ่มหนึ่งที่มีอาวุธพร้อมรบอยู่ในมือได้ “ทหารพระราชาผู้หลงในอำนาจ” และไม่รู้จักคำว่า “หน้าที่” เหล่านี้ก็จะหาเหตุหรือสร้างเงื่อนไขในการยึดอำนาจรัฐบาลที่มาจากประชาชนต่อไปไม่สิ้นสุดเมื่อพวกตนและคณะเสียผลประโยชน์จากการบริหารงานของรัฐบาล เหมือนที่เราได้เห็นความคิดอ่านของคนระดับนายพลของประเทศอย่าง ประธานคมช. พลเอกสนธิ บุญญรัตกลินที่บอกว่า รัฐประหาร 19 กันยาฯ จำเป็นต้องเกิดขึ้นเพื่อล้มล้างระบอบประชาธิปไตยจอมปลอมที่ถูกผูกขาดจากทุนนิยม นี่เป็นความคิดของเผด็จการโดยแท้เพราะการเปลี่ยนตัวผู้ปกครองประเทศนั้นหาใช่ “หน้าที่” ของทหารไม่

ตลอดระยะเวลากว่า 75 ปีที่ผ่านมา ประชาธิปไตยของไทยได้ย่ำอยู่กับที่ไม่มีการพัฒนาไปข้างหน้าเพราะอำนาจทหารได้เข้ามาแทรกแซงการเมืองอยู่ตลอดเวลา อำนาจทหารจะกลายเป็นอุปสรรคต่อการพัฒนาประชาธิปไตยของไทยอย่างถาวร เนื่องจากประเทศไทยไม่สามารถหลุดพ้นวงจรอุบาทก์ได้กล่าวคือ

มีรัฐประหาร >>> ร่างรัฐธรรมนูญ >>> เลือกตั้ง >>> มีรัฐบาลผสม >>> มีข่าวโจมตีกันเรื่องคอร์รับชั่น >>> ทหารเข้ามาทำการรัฐประหารยึดอำนาจ….

เป็นวงจรอุบาทก์เช่นนี้อยู่ร่ำไป ประเทศไทยก็จะเป็นเหมือนประเทศด้อยพัฒนาอีกหลาย ๆ ประเทศที่นิยมใช้รัฐประหารเป็นทั้งข้ออ้างและหนทางในการแก้ไขปัญหา การพัฒนาเศรษฐกิจในระดับประเทศก็จะล้าหลังไม่มีการขับเคลื่อนไปข้างหน้าพัฒนาหรือปรับตัวตามเศรษฐกิจโลกหรือพอที่จะไปยืนอยู่แถวหน้าในระดับภูมิภาคได้เพราะเสาการเมืองไม่มีความมั่นคง การเมืองย้อนกลับไปสู่ยุครัฐบาลผสมหลายพรรคที่ไม่มีสเถียรภาพ ประเทศจะไม่มีความน่าเชื่อถือในสายตาของนักลงทุนต่างชาติเพราะเราไม่อาจปฏิเสธความจริงได้ค่ะว่าในศตวรรษที่ 21 นี้ “ประชาธิปไตยกับความเชื่อมั่น” นั้นมันเป็นของคู่กันอย่างแยกไม่ออก

ในทางกลับกันหากประชาชนเป็นฝ่ายชนะในการต่อสู้ครั้งนี้ การปฎิวัติรัฐประหารเมื่อวันที่ 19 กันยา 2549 อาจจะเป็น”การรัฐประหารครั้งสุดท้าย” ในประเทศไทยเพราะประชาชนได้แสดงพลังให้เห็นแล้วว่าไม่มีอำนาจใดที่จะมายิ่งใหญ่กว่าอำนาจประชาชน อีกทั้งเป็นการให้บทเรียนกับผู้ถือปืนว่าการทำรัฐประหารในยุคต่อไปนี้ “ไม่ง่าย” เสียแล้วสำหรับการนำรถถังเก่าๆออกมาวิ่งบนท้องถนน ยึดสถานีวิทยุโทรทัศน์พร้อมกับออกประกาศคณะปฏิวัติยึดอำนาจเพื่อปกครองผู้คนในยุคโลกไร้พรมแดนที่มีการสื่อสารถึงกันทั่วโลกได้อย่างรวดเร็วในพริบตาเดียวเช่นนี้ให้เชื่อฟังและปฏิบัติตามคำสั่งโดยไม่ต่อต้านหรือยอมศิโรราบแต่โดยสดุดีเหมือนในอดีตที่ผ่านมา เพราะต่อแต่นี้ไปประชาชนจะไม่ยอมสยบอยู่ใต้อำนาจกระบอกปืน จะไม่ยอมให้ทหารมาริดรอนสิทธิ เสรีภาพและศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์ได้อีกต่อไป

และภายหลังที่มีการจัดตั้งรัฐบาลพลเรือนที่มาจากการเลือกตั้งแล้ว(หลังจากที่ประชาชนเป็นฝ่ายชนะในครั้งนี้)จะมีแรงกดดันจากหลายฝ่ายเรียกร้องให้เกิดการปฏิรูปกองทัพขนานใหญ่ หลักความสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร (Supremacy of Civilian over Military Personnel) อย่างในสังคมตะวันตกจะถูกผลักดันให้นำมาบัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญของไทยซึ่งสมควรที่รัฐธรรมนูญไทยจะรับรองหลัก Supremacy of Civilian ด้วย เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้แก่วงการทหารว่า ทหารไม่ควรเข้าไปเกี่ยวข้องกับการเมือง แนวโน้มที่กองทัพไทยจะบ่ายหน้าพัฒนากองทัพไปสู่การเป็น “ทหารอาชีพ” และ “ทหารของประชาชน” จะค่อยๆพัฒนาไปในทางที่ดีขึ้นเป็นลำดับ เหมือนอย่างที่เกิดขึ้นในประเทศเกาหลีใต้ที่หลัก“ความสูงสุดของพลเรือนเหนือทหาร” ได้หยั่งรากลึกลงในวัฒนธรรมการเมืองของประเทศเกาหลีใต้ในชั่วเวลาเพียงสองทศวรรษ

ดังนั้นสถานการณ์การเมืองในวันนี้มันบีบบังคับให้เรามายืนอยู่บนทางสองแพร่งแล้วล่ะค่ะว่าเราจะเลือกเดินไปทางไหน เราจะเลือกเดินบนเส้นทางสายปฏิวัติรัฐประหาร โดยยอมอยู่ภายใต้ระบอบอมาตยาธิปไตยที่ครอบงำโดยทหารและกลุ่มบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ “อำนาจบริหาร” ซึ่งเป็นอำนาจที่มาจากประชาชนไม่สามารถแตะต้องได้เลย หรือ เราเลือกที่จะเดินไปบนเส้นทางสายประชาธิปไตยที่ประชาชนเป็นใหญ่ในแผ่นดินโดยมีกองทัพอยู่ใต้อำนาจอธิปไตยของปวงชน

ในวันนี้ผู้เขียนจึงอยากจะขอนำความตอนหนึึ่งของคำปราศรัยของคุณจักรภพ เพ็ญแข ผู้ซึ่งเป็นทั้งนักพูด นักวิชาการ นักการเมือง นักต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาให้ได้อ่านกันค่ะ

“พี่น้องได้สังเกตุอะไรในรอบสองวันนี้ไหมครับ นั่นคือจากปากสุรยุทธ์ จุลานนท์นั่นคือทำท่าเหมือนกับจะเชื้อเชิญคุณทักษิณกลับมา เมื่อเอาทุกอย่างมารวมกันแล้วนี่คนที่ดีใจในตอนแรกว่าคุณทักษิณจะได้กลับมาก็เริ่มฉุกใจคิดว่านี่เป็นการขุดหลุมพรางอีกหลุมนึงหรือเปล่า อย่าลืมว่าคนที่เชิญพ.ต.ท.ทักษิณกลับมาในคราวนี้บอกว่าถ้าต้องขึ้นศาลก็สามารถที่จะกลับมาได้โดยไม่มีใครห้ามคือคนกลุ่มเดียวกับที่เกี่ยวข้องลอบสังหารนายกฯทักษิณมาแล้ว 5 ครั้งนะครับพี่น้องครับ เพราะฉะนั้นในตอนนี้พวกเราที่มีโอกาสต่อสายกับท่านนายกฯทักษิณจึงช่วยกันหาข้อมูลและบอกกล่าวไปยังต่างประเทศเพื่อให้ท่านเพิ่มความระมัดระวังเป็นพิเศษ การเดินทางกลับเมืองไทยซึ่งถึงแม้จะเป็นหลัก เป็นกำลังใจให้กับคนที่คิดถึงนายกฯทักษิณมากๆแต่ผมเชื่อว่าพี่น้องทุกท่านคงจะยอมรอได้เพื่อให้ดูหน้าดูหลังให้รอบคอบกว่านี้เพระวันที่คุณทักษิณกลับมานั้นไม่ควรจะเป็นในฐานะจำเลยหรือคนที่เป็นเป้าแห่งการประสงค์ร้ายแต่ควรกลับมาเพื่อเป็นนายกรัฐมนตรี

เพราะฉะนั้นพี่น้องใจเย็นกับพวกเราใช่ไหมครับที่จะรอเวลานั้นได้ ให้ปลอดภัยดีกว่าใช่ไหมครับพี่น้องครับ นี่แหละครับคือสิ่งที่ผมอยากจะทำความตกลง เพราะผมทราบพวกเราคิดถึงท่านทุกคน แต่คิดถึงแล้วเราก็ต้องติดตามฝ่ายตรงข้ามด้วยว่ามันคิดอย่างไร มันทำอย่างไร อย่างว่าล่ะครับเกิดอะไรขึ้นกับพวกเราไม่มีเป็นอะไรหรอกเพราะพวกเราก็มีพี่น้องประชาชนลุกขึ้นมาแทนที่ แต่ต้องยอมรับว่าท่านนายกฯทักษิณนั้นเป็นกำลังใจของคนเป็นจำนวนมาก จะยอมให้เป็นอะไรไปไม่ได้ มาเมื่อไหร่ก็คลื่นมนุษย์ล่ะครับ แต่ในเมื่อเรายังขุดรากเผด็จการไม่ครบ เรายังเห็นได้ตัวชั่วร้าย ไม่สมบูรณ์แบบเราก็คงยังไม่อยากให้นายกฯของเรามาเสี่ยง ใช่ไหมครับพี่น้อง เพราะฉะนั้นเวลานี้เป็นเวลาของการฉายไฟ เวลาของการยั่วให้มันออกมา ถ้าจะว่าไปแล้วพวกเราทุกคนก็เป็นตัวล่อเป้าเพราะอยากจะเห็นไอ้ตัวในความมืดที่มันคอยสั่งนี่มันออกมาซะทีเถอะ เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้เห็นและเราช่วยกันปราบปรามมันให้สิ้น กวาดล้างมันให้หมดแล้วคุณทักษิณก็จะกลับมา

เพราะฉะนั้นมันเห็นได้ชัดครับว่าเขาทำอะไรกันอยู่ ยุบพรรคไทยรักไทยเพื่อทำลายฐานการเมืองของนายกฯทักษิณ อายัดทรัพย์ของนายกฯทักษิณและครอบครัวเพื่อตัดกำลังทางเศรษฐกิจ ทำท่าว่าจะเชิญกลับประเทศเพื่อหวังจะลอบทำร้ายหรือแม้แต่ลอบสังหาร ขอให้พี่น้องได้รับรู้แผนการอันชาติชั่วเหล่านี้และก็คอยเตือนกันนะครับ ใครที่บอกว่าอยากให้นายกฯทักษิณกลับพรุ่งนี้ช่วยอธิบายให้ฟังหน่อยว่าเราต้องใจเย็น และก็รอให้ผู้ร้ายมันออกมาให้สิ้นซากซะก่อนแล้วเมื่อเรากำจัดมันได้แล้ว เราก็เชิญนายกฯทักษิณกลับมา…

การยุบพรรคไทยรักไทยเป็นการแสดงว่ากูมีอำนาจเหนือประชาชน ประชาชนจะรักพรรคไหนจะเป็นสมาชิกถึง 14 ล้านคน เคยมอบคะแนนเสียงให้ถึง 19 ล้าน 5 แสนเสียง เลือกเป็นรัฐบาลเสียงข้างมากสองครั้ง กูจะโชว์ให้ดูว่ากูเหนือกว่าประชาชน ตรงนี้มันสร้างความเจ็บช้ำน้ำใจใช่ไหมครับพี่น้อง ซึ่งเราจะจดจำไว้ใช่ไหมครับพี่น้อง พอถึงเรื่องอายัดทรัพย์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อวานนี้ก็แสดงว่าเหนือกว่าประชาชนอีกว่าประชาชนรักใคร ใครเป็นขวัญใจประชาชน กูจะตามรังแกให้เห็นว่ากูใหญ่กว่าคนๆนั้น เราก็จะจำใช่ไหมครับพี่น้องครับ และถ้าหากว่ามันไปไกลถึงการทำร้ายนายกฯทักษิณหรือแม้แต่การสังหารอย่างที่มันวางแผนอยู่ 5 ครั้ง 5 หนมาแล้ว มันก็จะประกาศว่ามันควบคุมประชาชนได้และประเทศนี้ก็จะอยู่ในอุ้งตีนของมันเหมือนเดิม ความคิดว่าเหนือกว่าประชาชนทั้งเรื่องยุบพรรค ทั้งเรื่องอายัดทรัพย์ ความคิดว่าควบคุมประชาชนได้ด้วยการทำร้ายนายกฯทักษิณนั้น นี่แหละครับคือสันดานและธาตุแท้ของอมาตยาธิปไตย”

และในวันนี้ผู้เขียนขอนำเพลง “คอ มอ ชอ ออกไป!!” ที่ขับร้องโดย “พี่กี้ร์” อริสมันต์ พงษ์เรืองรอง มาเปิดให้ผู้อ่านทุกท่านได้รับฟังกันพร้อมเทปการปราศรัยของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยขับไล่เผด็จการ เมื่อวันที่ 12 มิถุนายนที่ผ่านมาค่ะ
[splashcast ESCT2623MN]