2 มิ.ย.50 เวลา 11.00 น. นายจาตุรนต์ ฉายแสง หัวหน้ากลุ่มไทยรักไทย แถลงข่าวขอบคุณสื่อมวลชน ฟ้องถูกกีดกันเสนอความเห็นผ่านทีวี ระบุผลคำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญ ทำให้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนคนอพยพจากต่างประเทศ เตรียมเผยแพร่ผลคำวินิจฉัยจารึกให้โลกรู้ ยันส่วนตัวไม่ถวายฎีกา ไม่เห็นด้วยนิรโทรกรรมแม้จะเป็นความคิดที่สร้างสรรค์ เดินหน้าทวงความเป็นธรรม แก้ประกาศ คปค. 2 ฉบับ

ขอขอบคุณสื่อมวลชนที่ได้เอาสาระที่ผมได้พูดชี้แจงหน้าที่ทำการพรรคในคืนวันตัดสินคดียุบพรรคไปลงหนังสือพิมพ์อีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าในครั้งนั้นมีการถ่ายทอดทีวี แล้วเมื่อพูดไปได้สั้นๆ ก็ถูกตัดไปหมด ถ้าใครอ่านดูแล้วก็จะเห็นว่าสิ่งที่ผมพยายามพูด เกิดจากความเข้าใจและคาดการณ์ว่า ประชาชนจำนวนมากคงจะมีความไม่พอใจ ต้องการที่จะให้กำลังใจ ต้องการที่จะทำให้ประชาชนเห็นทางออก ซึ่งเป็นทางออกที่เป็นสันติวิธี จะได้ไม่เกิดปัญหาความไม่สงบเรียบร้อยเกิดขึ้น ถ้าใครอ่านโดยละเอียดก็จะพบว่า ผมมีความตั้งใจอย่างนั้น น่าเสียดายที่มีการตัดเสียงไป อาจจะตกใจในเนื้อหาตอนต้นๆ และเห็นว่าผมต้องตะเบ็งเสียง เนื่องจากว่าระบบเสียงมันดังไม่พอ

ในระหว่างนี้ก็ต้องขอบคุณสื่อฯ ที่เป็นทีวี ที่ยังมีความอดทนมาทำข่าวนี้ ทั้งๆ ที่สถานีของท่านหลายสถานีเขาก็ไม่ออกเสียงผม ไม่เผยแพร่เนื้อหาที่พูดไป รวมทั้งก็ต้องขอฟ้องต่อประชาชนด้วยว่า นอกจากไม่ออกเสียง ไม่เผยแพร่ข่าวทางทีวีของตน หรือของกลุ่มไทยรักไทยแล้ว ในหลายวันมานี้ตนได้รับเชิญจากผู้จัดรายการโทรทัศน์หลายรายการ เมื่อถึงเวลาก็มีการแจ้งว่าขอยกเลิก ขอบคุณที่บางรายการยังคงให้ไปออก และก็ได้ทราบว่า ระหว่างออกนั้นก็ต้องใจหายใจคว่ำ เพราะไม่รู้ว่าจะถูกขอให้ตัดภาพหรือไม่ นี่คือสภาพของเมืองไทยเกี่ยวกับเรื่องเสรีภาพของสื่อมวลชนกับเสรีภาพของประชาชนในการที่จะแสดงความคิดเห็น

ในวันนี้ผมจะขอพูดในฐานะประชาชนชั้น 2 ของประเทศ ที่บัดนี้ไม่ได้มีสิทธิเสรีภาพเหมือนอย่างประชาชนคนไทยเสียแล้ว ขณะนี้ผมมีสิทธิในประเทศไทยใกล้เคียงกับสิทธิที่อาจจะมีถ้าผมไปอยู่ในประเทศอื่น พูดอีกอย่างก็คือ ตนมีสิทธิเท่ากับคนต่างด้าวคนหนึ่ง เพราะว่าถ้าสมมติว่าผมไปในประเทศที่พัฒนาแล้วหลายประเทศ เขาก็จะรับรองสิทธิเสรีภาพผมในหลายอย่างมาก ยกเว้นสิทธิในการเลือกตั้ง มาอยู่ในเมืองก็ได้รับสิทธิเสรีภาพหลายอย่างมาก ยกเว้นสิทธิในการเลือกตั้งเช่นเดียวกัน

ผมกำลังได้รับสิทธิ มีสิทธิเสรีภาพเพียงเหมือนคนอพยพมาจากต่างประเทศ ซึ่งอันนี้ผมถือว่าเป็นเรื่องใหญ่มาก เป็นการริดรอนสิทธิเสรีภาพที่ใหญ่มาก และในฐานะที่เป็นนักประชาธิปไตย ก็ไม่อาจยอมรับได้ว่าต้องมาถูกตัดสิทธิอย่างนี้ในข้อหาว่าได้มีส่วนร่วมในการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย และพยายามจะได้อำนาจการปกครองมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ทั้งๆ ที่ได้พยายามเรียกร้องประชาธิปไตย พยายามประคับประคองเพื่อรักษาระบอบประชาธิปไตยไว้ แล้วก็ถูกมาตัดสินโดยคำสั่งของคณะที่ยึดอำนาจ ได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย และล้มประชาธิปไตยไปกับมือ

ที่จะพูดต่อไปนี้ ขอทำความเข้าใจว่า ผมทราบดีว่าขณะนี้พรรคไทยรักไทยถูกยุบไปแล้ว ไม่มีสมาชิกพรรคไทยรักไทย ผมเองนอกจากจะไม่ได้เป็นสมาชิกพรรคไทยรักไทยแล้ว ยังถูกเพิกถอนสิทธิไปแล้ว เข้าใจสภาพนี้ทุกอย่าง และก็ไม่มีความประสงค์ที่จะประท้วง ต่อต้าน เคลื่อนไหวทางการเมืองในลักษณะที่จะทำให้เกิดการเผชิญหน้าใดๆ ทั้งสิ้น รวมทั้งได้พยายามเรียกร้องให้ทุกฝ่ายใช้สติในการแก้ปัญหาและทำให้เห็นว่า ยังมีหนทางในการต่อสู้ในระบบรัฐสภาโดยสันติวิธี แต่เนื่องจากว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญ ซึ่งท่านเองก็ทราบและได้ชี้แจงเองแล้วด้วยว่า คณะตุลาการรัฐธรรมนูญไม่ใช่ศาล แต่เป็นองค์กรที่เกิดขึ้นจากรัฐธรรมนูญชั่วคราว ซึ่งก็คือมาจากการยึดอำนาจนั่นเอง เพราะฉะนั้น ประชาชน นักวิชาการ ประชาชนผู้สนใจ ย่อมมีสิทธิที่จะวิจารณ์คำวินิจฉัยได้ เมื่อผมไม่มีสิทธิเลือกตั้งแล้ว ก็ขอใช้สิทธิของพลเมือง หรือสิทธิของประชาชนในการแสดงความคิดเห็น วิพากษ์วิจารณ์เพื่อให้ได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา

“ผมขอย้ำ ยืนยันว่า การที่นักการเมือง 100 กว่าคน ถูกเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งเป็นเวลา 5 ปีในครั้งนี้ และความจริงก็คงจะรวมถึงผลในเรื่องอื่นอีกบางประการที่สืบเนื่องกัน เกี่ยวข้องกัน เป็นการได้รับความอยุติธรรม เนื่องจากว่าได้เกิดการยอมรับอำนาจในการสั่งการของผู้ยึดอำนาจ ที่ได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่เป็นประชาธิปไตย ผู้ยึดอำนาจนี้ได้ออกคำสั่ง คปค.ฉบับที่ 15 และ 27 นอกเหนือจากคำสั่งอีกหลายๆ คำสั่ง หรือประกาศหลายๆ ประกาศแล้ว มีประกาศ คปค.ฉบับที่ 15 และ 27 ที่มุ่งประสงค์ไว้ล่วงหน้าว่าจะต้องทำลายล้างพรรคการเมืองที่เขาเห็นว่าเป็นฝ่ายตรงข้าม และต่อๆ มาก็แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่า มีเจตนาต้องการจะกวาดล้าง ทำลายล้างพรรคการเมืองนี้ไป”

อีกอย่างหนึ่งก็คือความไม่ยุติธรรมนี้ได้เกิดขึ้นจากสาเหตุสำคัญอีกอย่างหนึ่ง คือการที่ได้มีการตีความว่าประกาศฉบับนี้ซึ่งมาออกภายหลัง สามารถมีผลย้อนหลังในทางให้โทษแก่บุคคลหรือกลุ่มบุคคลที่กระทำการใดๆ ขึ้นก่อนมีประกาศฉบับนี้ ความไม่ยุติธรรมนี้จึงเกิดขึ้นโดยที่ได้สั่นสะเทือน ได้เกิดระบบความคิดที่ขัดต่อหลักการสำคัญๆ ในหลายเรื่อง ได้แก่ หลักการสำคัญที่ว่ามีการยอมรับอำนาจเผด็จการโดยดุษฎี ทั้งๆ ที่อำนาจเผด็จการ คำสั่งของ คปค.นั้น เกิดจากคำสั่งของคนๆ เดียว ไม่ได้ผ่านกระบวนการนิติบัญญัติใดๆ และก็ไม่ได้มีโอกาสนำทูลเกล้าฯ ให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงลงพระปรมาภิไธยด้วย จึงเป็นการขัด นำมาซึ่งการขัดต่อหลักนิติรัฐ ขาดนิติธรรม และเป็นการยอมรับการใช้อำนาจที่ไม่สอดคล้องกับหลักการของระบอบประชาธิปไตย ได้มีการขัดต่อหลักการในเรื่องบุคคลต้องรับโทษจากการกระทำของตนเองเท่านั้น แต่ในครั้งนี้กลับให้บุคคลต้องมารับโทษจากการกระทำของผู้อื่น มีการขัดหลักการในเรื่องกฎหมายย่อมไม่ย้อนหลังไปเป็นโทษแก่บุคคล มีการทำให้เกิดความสับสน เกิดความเข้าใจที่ผิดเพี้ยนไปอย่างมาก

ในเรื่องสำคัญก็คือเรื่องที่มองเห็นว่าสิทธิเสรีภาพที่สำคัญของมนุษย์อยู่ที่สิทธิเสรีภาพในชีวิตและร่างกายเท่านั้น สิทธิเสรีภาพในทางการเมือง สิทธิเสรีภาพในการเลือกตั้งไม่ใช่สิทธิเสรีภาพที่สำคัญ ทั้งๆ ที่นานาอารยะประเทศทั่วโลก ถือว่าสิทธิทางการเมืองของพลเมืองเป็นสิทธิสำคัญขั้นพื้นฐานของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย และนับตั้งแต่เกิดการปกครองระบอบประชาธิปไตยขึ้นในโลก ในกรณีของประเทศไทย เมื่อเกิดมีระบอบประชาธิปไตยขึ้นแล้ว ย่อมต้องถือว่าสิทธิทางการเมืองนี้เป็นสิทธิเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่สำคัญไม่น้อยไปกว่าเสรีภาพทางชีวิตและร่างกาย

นอกจากนั้น ยังมีความสับสนในเรื่องที่เห็นพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญ มีค่า มีความหมาย เพียงเท่ากับพระราชบัญญัติทั่วไป ซึ่งขัดต่อความเห็นของนักวิชาการ กฎหมายมหาชนที่เคยศึกษาไว้อย่างชัดเจน การทำให้เกิดการกระทบหรือขัดต่อหลักการสำคัญๆ เหล่านี้ บัดนี้ก็แสดงให้เห็น ได้เกิดการวิพากษ์วิจารณ์ขึ้นบ้างแล้ว และเป็นคำวิพากษ์วิจารณ์ที่หนักหนาสาหัส จนกระทั่งกำลังจะทำให้ขาดความน่าเชื่อถือในความเป็นนิติรัฐ การมีหลักนิติธรรมของประเทศไทย สะท้อนให้เห็นว่ายังขาดความเข้าใจเรื่องสำคัญๆ อันเป็นพื้นฐานสำคัญของกระบวนการยุติธรรม ความเป็นนิติรัฐและความเป็นประชาธิปไตยของประเทศ เมื่อรวมกับการได้รับฟังความคิดเห็นจากนักวิชาการในประเทศและต่างประเทศใน 2-3 วันมานี้

สิ่งที่เราจะทำต่อไปในขั้นต่อจากนี้ จึงอยากเรียกร้องให้มีการศึกษาคำวินิจฉัย ทั้งที่เป็นคำวินิจฉัยกลาง และคำวินิจฉัยส่วนตนที่จะเผยแพร่ออกมาในเร็วๆ นี้อย่างจริงจัง และควรจะเปิดโอกาสให้มีการแสดงความคิดเห็นได้อย่างเสรี ซึ่งตามกติกา ตามกฎหมาย ประชาชน นักวิชาการก็สามารถแสดงความเห็นได้อย่างเสรีอยู่แล้ว เพียงแต่หลายคนอาจจะมาพูดว่า ควรจะยุติพูด ซึ่งเป็นการพูดที่เอาแต่ได้เท่านั้น

สิ่งที่เราจะทำต่อไปก็คือ การช่วยจัดทำ รวบรวมคำวินิจฉัยส่วนกลางและส่วนบุคคลให้เป็นรูปเล่มที่สะดวก ง่ายต่อการหยิบใช้ และเราจะทำการส่งให้คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยต่างๆ ทั่วประเทศ จะส่งให้นักศึกษากฎหมายที่เป็นคนไทยในต่างประเทศ นอกจากนั้น ก็จะจัดทำฉบับแปลเป็นภาษาอังกฤษ โดยเราจะวงเล็บไว้ชัดเจนว่า เป็นการแปลที่มุ่งประสงค์เพื่อให้เข้าใจง่าย ไม่ใช่ว่าแอบอ้างว่าเป็นคำแปลของสำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ เมื่อแปลแล้วจะส่งไปให้องค์กรต่างๆ หลายองค์กรทั่วโลก เช่น สำนักงานศาลรัฐธรรมนูญ ส่งไปให้ศาลรัฐธรรมนูญในประเทศที่พัฒนา ส่งไปให้ศาลสูงในประเทศที่พัฒนาแล้ว ส่งไปให้คณะนิติศาสตร์ของมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก ส่งไปให้องค์กรด้านสิทธิมนุษยชนของโลก องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องกฎหมายรัฐธรรมนูญ องค์กรที่มีความเชี่ยวชาญในเรื่องการพัฒนาของระบบพรรคการเมืองของโลก

ทั้งนี้ หวังผลว่าจะทำให้เกิดการศึกษาอย่างจริงจัง และจะได้มีการเผยแพร่ผลการศึกษา อันจะเป็นความรู้กลับเข้ามาสู่สังคมไทย ที่ทำอย่างนี้เพราะเห็นว่าขณะนี้สังคมไทยมีปัญหาสับสนอย่างมากที่ควรจะต้องรีบสร้างองค์ความรู้ และทำความเข้าใจให้ตรงกันโดยเร็วในเรื่องสำคัญๆ ประมาณ 4-5 เรื่อง

1. คือเรื่องความเป็นนิติรัฐ ความหมายของนิติรัฐและนิติธรรม
2. หลักกฎหมายทั่วไปพื้นฐาน
3. เรื่องความหมายสิทธิเสรีภาพของประชาชนในระบอบประชาธิปไตย
4. ความหมายของพรรคการเมือง ความสำคัญของพรรคการเมือง และเหตุความจำเป็นกับผลที่จะเกิดขึ้นตามมาของการยุบพรรคการเมือง
5. ต้องการให้มีการศึกษากันครั้งใหญ่ว่า สังคมไทยต้องการปกครองระบอบอะไรกันแน่ ยังต้องการปกครองระบอบประชาธิปไตยหรือไม่ และถ้าต้องการปกครองระบอบประชาธิปไตย ความหมายของการปกครองระบอบประชาธิปไตยคืออะไรกันแน่

“ส่วนเรื่องถวายฎีกาเป็นสิทธิส่วนบุคคล การถวายฎีกาจะเป็นเรื่องอะไรนั้น ผมไม่ทราบ คงมีความหมายได้หลายแบบ ซึ่งไม่ทราบรายละเอียด เป็นสิทธิของแต่ละบุคคลในฐานะที่เป็นพสกนิกรชาวไทย ผมไม่สามารถพูดแทนท่านอื่นได้ เพราะเรื่องนี้ยังไม่ได้มีการหารือกัน แต่สำหรับผม ผมไม่ได้คิดที่จะแก้ปัญหาของตนเองด้วยการถวายฎีกา”

นอกจากนั้นก็ขอชี้แจงเพิ่มเติมเกี่ยวกับที่ผมเคยพูดก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับเรื่องหาช่องทางในการอุทธรณ์คำวินิจฉัยว่า ในขณะที่พูดนั้นมีความเห็นหนึ่งว่า คำวินิจฉัยของตุลาการรัฐธรรมนูญอาจจะไม่ถือเป็นการสิ้นสุด อาจจะอุทธรณ์ได้ ในความเห็นของผม หรือแม้แต่ผู้พูดขึ้นมานั้นก็มีความเข้าใจว่า คงจะอุทธรณ์ยากมาก แต่ผมได้ตัดสินใจที่จะพูดเรื่องนี้ขื้นในบรรยากาศที่ต้องการให้ประชาชนที่อาจจะมีความไม่พอใจคำวินิจฉัย มีความรู้สึกผ่อนคลายไปว่า ยังพอมีช่องทางแก้ไข เมื่อมาบัดนี้ ฟังจากความเห็นหลายฝ่าย โดยเฉพาะล่าสุดมีความเห็นจากสำนักงานศาลยุติธรรม ผมจึงมีความเห็นพ้องว่า ไม่น่าจะมีช่องทางและความเป็นไปได้ในการอุทธรณ์คดีนี้แล้ว เพราะฉะนั้น ก็จะไม่มีการดำเนินการในการอุทธรณ์คดีนี้ต่อไป

สำหรับเรื่องการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ข้อแรกคือว่า ก็น่าจะเป็นความคิดริเริ่มที่ดีต่อบ้านเมือง แต่ผมฟังแล้วก็ยังไม่ค่อยแน่ใจว่า ท่านจะตั้งใจกันจริง ขอย้ำว่าที่พูดไปข้างต้น ผมยังเห็นว่ามีช่องทางในการทำให้เกิดความยุติธรรมกลับคืนมา ซึ่งจะได้ชี้แจงต่อไป แต่วิธีการที่จะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมานั้น ผมคิดว่าเราจะไม่ขอร้องให้ออกกฎหมายนิรโทษกรรม และถ้าจะมีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม เราก็จะขอแสดงความเห็นหรือขอทราบหลักการ เหตุผลที่ชัดเจนว่า ถ้าหากจะเป็นการนิรโทษกรรม เนื่องจากเห็นว่าเราได้กระทำความผิด หมายถึงคนส่วนใหญ่ใน 111 คน ได้กระทำความผิด แต่จะยกโทษให้หรือนิรโทษให้เพื่อเห็นแก่ความสงบเรียบร้อยของบ้านเมือง ก็ขอบอกล่วงหน้าว่า เราไม่เห็นด้วยกับหลักเหตุผลอย่างนี้ เพราะเราคงยังถือว่า คนส่วนใหญ่ไม่ได้กระทำความผิด ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ไม่ได้กระทำความผิดใดๆ เลย จึงไม่อาจยอมรับได้ว่า ถ้าใครจะมาบอกว่าผมได้กระทำผิดแล้ว และจะยกโทษให้ ทั้งนี้ ก็ต้องขอคำนึงถึงเกียรติ ศักดิ์ศรีของความเป็นคนไทยคนหนึ่ง และความเป็นนักประชาธิปไตยที่ได้ต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาตลอดชีวิต จะให้ผมมายอมรับว่าผมไปทำการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยและได้อำนาจมาโดยวิถีทางที่ไม่ใช่ประชาธิปไตยนั้น ไม่ยอมรับแน่นอน เพราะฉะนั้น ก็จะไม่ขอให้มีการออกกฎหมายนิรโทษกรรม ส่วนถ้าท่านจะไปทำกัน ก็ขอทราบเหตุผลและจะได้แสดงความคิดเห็นอย่างเหมาะสม และต้องชมเชยว่าเป็นความริเริ่มที่ดีในทางสร้างสรรค์

“ส่วนทางออกที่ผมเห็นว่าจะทวงความเป็นธรรมหรือทำให้เราได้รับความเป็นธรรม ความยุติธรรมกลับคืนมาได้ คือการออกพระราชบัญญัติแก้ประกาศ คปค. 2 ฉบับ โดยมีทางเลือกอยู่ 2 ทาง คือ 1. ยกเลิกเนื้อหาสาระของประกาศทั้ง 2 ฉบับนี้ หรือ 2. ถ้ายังต้องการคงเนื้อหาสาระเกี่ยวกับการเพิกถอนสิทธิเลือกตั้งของกรรมการ บริหารพรรค ในกรณีที่พรรคการเมืองนั้นถูกยุบ ก็ควรจะต้องแก้ไขเพิ่มเติมให้เกิดความชัดเจนว่า ข้อความนั้น เนื้อหาสาระนั้น หรือการที่จะให้โทษนั้นไม่มีผลย้อนหลังต่อการกระทำที่เกิดขึ้นก่อนประกาศ คปค. 2 ฉบับ ที่เสนอนี้ไม่ได้เกิดจากการขอความเมตตา สงสาร แต่เป็นเรื่องการยืนยันหลักนิติรัฐ หลักนิติธรรม ที่เป็นสากล เพราะฉะนั้น ถ้าหากว่ามีการแก้ ออกกฎหมายเพื่อยกเลิกหรือแก้ไขประกาศ คปค. 2 ฉบับดังกล่าว พวกผมก็จะได้รับความยุติธรรมกลับคืนมา”

ที่มา: หนังสือพิมพ์ประชาไท